ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

ปรีดี กับ หะยีสุหลง : ทางแยกการเมืองชายแดนใต้หลังสงคราม

13
สิงหาคม
2569

99 ปีที่แล้ว ใน พ.ศ. 2470 มีชายสองคนเดินทางกลับสยามจากคนละฟากของโลก

คนแรกคือ ปรีดี พนมยงค์ อายุ 27 ปี เพิ่งสำเร็จการศึกษากฎหมายจากฝรั่งเศส ก่อนหน้านั้นไม่นาน เขากับเพื่อนนักเรียนไทยกลุ่มเล็ก ๆ ได้ร่วมกันก่อตั้งคณะราษฎรขึ้นที่กรุงปารีส ด้วยความมุ่งหมายจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศ

อีกคนคือ หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ อายุมากกว่าปรีดีราวห้าปี เดินทางกลับปัตตานีหลังใช้ชีวิตและศึกษาศาสนาอยู่ที่นครเมกกะเป็นเวลายาวนาน เขากลับมาพร้อมความรู้ภาษาอาหรับ อัลกุรอาน หะดีษ ตลอดจนความตั้งใจที่จะปรับปรุงการศึกษาศาสนาในบ้านเกิด

คนหนึ่งกลับจากยุโรป อีกคนกลับจากโลกอาหรับ

ในเวลานั้น เส้นทางชีวิตของคนทั้งสองแทบไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกัน ปรีดีเข้าสู่ราชการและการเมืองส่วนกลาง ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงประดิษฐ์มนูธรรม” ก่อนจะเป็นกำลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ส่วนหะยีสุหลงปักหลักอยู่ที่ปัตตานี ทำงานด้านศาสนาและการศึกษา จนเป็นที่เคารพนับถืออย่างกว้างขวางในหมู่ชาวมลายูมุสลิม

ความสัมพันธ์ระหว่างหะยีสุหลงกับรัฐไทยในระยะแรกไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเผชิญหน้า เขาเคยเดินทางเข้าพระนครเพื่อขอความช่วยเหลือในการสร้างโรงเรียนสอนศาสนา และได้รับเงินสมทบจำนวน 3,200 บาทจากพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ขณะที่ปรีดี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใน พ.ศ. 2478 ก็เคยเดินทางลงใต้ไปเยี่ยมโรงเรียนแห่งนี้ ประวัติศาสตร์ช่วงต้นนี้ควรได้รับการพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพราะภาพของหะยีสุหลงในฐานะผู้นำที่ขัดแย้งกับรัฐ ซึ่งเด่นชัดขึ้นในเวลาต่อมา ไม่ควรถูกนำย้อนกลับไปครอบชีวิตและความสัมพันธ์ของเขากับรัฐตั้งแต่ต้น

อีกด้านหนึ่ง คณะราษฎรก็มีสมาชิกมุสลิมมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2475 ในจำนวนนั้นมีคนตระกูล “ศรีจรูญ” เจ้าของกิจการค้าปืนย่านหลังวังบูรพาภิรมย์ ได้แก่ บรรจง ประเสริฐ และการุณ ซึ่งอยู่ในเครือข่ายฝ่ายพลเรือนและมีส่วนช่วยเหลือการปฏิบัติการในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง

 

ภาพกลุ่มมุสลิมที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎร: (นั่งจากซ้าย) แช่ม พรหมยงค์ บรรจง ศรีจรูญ (ยืนจากซ้าย) ประเสริฐ ศรีจรูญ การุณ ศรีจรูญ และประวัติ ศรีจรูญ  : เครดิตภาพจากเว็บไซต์ศิลปะวัฒนธรรม

 

บุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งต่อมามีบทบาทสำคัญคือ แช่ม พรหมยงค์ หรือซำซุดดิน มุสตาฟา ปรีดีเล่าว่า แช่มได้รับการชักชวนเข้าสู่คณะราษฎรผ่านเครือข่ายของบรรจง ศรีจรูญ จากจุดเริ่มต้นนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างปรีดีกับแช่มดำเนินต่อมาอีกยาวนาน แช่มเข้าร่วมขบวนการเสรีไทย และเมื่อสงครามสิ้นสุดก็เข้ามามีบทบาทโดยตรงในกิจการศาสนาอิสลามของรัฐ ได้รับแต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรีคนที่ 14 นับตามลำดับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นจุฬาราชมนตรีนิกายซุนนีคนแรก ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างคนทั้งสองผ่านความผันผวนมาหลายยุค จนเมื่อปรีดีต้องออกจากประเทศ แช่มก็ต้องลี้ภัยทางการเมืองออกนอกประเทศเช่นเดียวกัน

 

ภาพ : แช่ม พรหมยงค์

 

เรื่องราวเหล่านี้ทำให้ประวัติศาสตร์การเมืองชายแดนใต้ซับซ้อนกว่าภาพที่มักวางกรุงเทพฯ ไว้ฝ่ายหนึ่ง และมลายูปัตตานีไว้อีกฝ่ายหนึ่ง ภายในรัฐไทยเองมีคนหลายกลุ่ม หลายความคิด และหลายวิธีในการจัดการกับความแตกต่างทางศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม บางยุคอำนาจรัฐมุ่งบังคับให้ผู้คนอยู่ภายใต้แบบแผนเดียวกัน บางยุคเปิดพื้นที่แก่การประนีประนอม และในหลายห้วงเวลา สองแนวทางนี้ดำรงอยู่เคียงกันอย่างไม่ลงรอยนัก

บนเส้นทางการเมืองที่สลับไปมาระหว่างการผ่อนปรนกับการบังคับ ระหว่างสิ่งที่ภายหลังอาจเรียกได้ว่า “สายพิราบ” กับ “สายเหยี่ยว” ปรีดีและหะยีสุหลงซึ่งเดินทางกลับสยามจากคนละฟากโลกในปีเดียวกัน จะค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในประวัติศาสตร์เรื่องเดียวกันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับสังคมมลายูมุสลิมกำลังเดินเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ

 

จากรัฐนิยมสู่การเปิดพื้นที่หลังสงคราม

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชาวมลายูมุสลิมทวีความตึงเครียดขึ้นในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยเฉพาะระหว่าง พ.ศ. 2482–2487 เมื่อนโยบายรัฐนิยมและการสร้างวัฒนธรรมแห่งชาติเข้าไปเกี่ยวข้องกับภาษา การแต่งกาย การศึกษา ตลอดจนวิถีทางศาสนาของผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้

งานศึกษาที่สร้างคุณูปการอย่างสูงต่อความเข้าใจประวัติศาสตร์ช่วงนี้ คือวิทยานิพนธ์เรื่อง การต่อต้านนโยบายรัฐบาลในสี่จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย โดยการนำของหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ พ.ศ. 2482–2497 ของเฉลิมเกียรติ ขุนทองเพชร ซึ่งต่อมาได้รับการปรับปรุงและตีพิมพ์เป็นหนังสือโดยสำนักพิมพ์มติชน ข้อเสนอสำคัญของงานชิ้นนี้คือ ความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ประเพณี และวัฒนธรรมไม่ได้ก่อให้เกิดการต่อต้านรัฐบาลขึ้นเอง ปัญหาอยู่ที่วิธีดำเนินนโยบายของรัฐ ซึ่งทำให้ความแตกต่างเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นความขัดแย้งทางการเมือง

เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงครามยื่นลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2487 และรัฐบาลควง อภัยวงศ์เข้ารับตำแหน่งในต้นเดือนสิงหาคม ทิศทางการเมืองเริ่มเปลี่ยน ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และมีบทบาทสำคัญในขบวนการเสรีไทย อยู่ในศูนย์กลางของเครือข่ายการเมืองฝ่ายพลเรือนที่กำลังเตรียมจัดระเบียบประเทศในช่วงปลายสงคราม แนวทางของรัฐต่อประชาชนมุสลิมจึงเริ่มเคลื่อนจากการบังคับทางวัฒนธรรมไปสู่การผ่อนคลายและเปิดพื้นที่มากขึ้น

ภายหลังจอมพล ป. พ้นจากอำนาจ รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ในช่วงที่ปรีดียังดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยภายในประเทศ ได้ออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 วางโครงสร้างคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ต่อมาแช่ม พรหมยงค์ได้รับแต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรี การจัดระเบียบใหม่นี้ทำให้ผู้นำศาสนาในท้องถิ่นมีสถานะในโครงสร้างที่รัฐรับรอง และมีช่องทางติดต่อกับอำนาจส่วนกลางอย่างเป็นกิจจะลักษณะมากขึ้น

ที่ปัตตานี หะยีสุหลงได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด บทบาทของเขาจึงขยายจากโต๊ะครูและนักปฏิรูปการศึกษาไปสู่การเป็นผู้นำองค์กรทางศาสนาภายใต้โครงสร้างใหม่ของรัฐ ตำแหน่งนี้เปิดทางให้เขานำปัญหาของประชาชนในพื้นที่เข้าสู่การพิจารณาของส่วนกลาง และขณะเดียวกันก็พาเขาเข้าใกล้พื้นที่การเมืองมากขึ้น

ต้น พ.ศ. 2489 หะยีสุหลงเดินทางเข้าพระนครพร้อมคณะผู้นำอิสลามจากจังหวัดต่าง ๆ เพื่อเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล โดยมีแช่ม พรหมยงค์เป็นผู้ประสานงานกับปรีดี ปลายปีเดียวกัน รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489

ระหว่าง พ.ศ. 2488–2489 รัฐไทยจึงกำลังทดลองจัดความสัมพันธ์กับสังคมมุสลิมภาคใต้ในแนวทางที่ต่างจากยุครัฐนิยม แต่เมื่อพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมเปิดกว้างขึ้น คำถามที่ลึกกว่าเรื่องศาสนาก็ปรากฏตามมา นั่นคือ เรื่องใดควรอยู่ในอำนาจของส่วนกลาง และเรื่องใดควรเป็นสิทธิของคนในพื้นที่ที่จะกำหนดด้วยตนเอง

กรณีการคัดเลือกดะโต๊ะยุติธรรม แสดงให้เห็นปัญหานี้ได้ดี หะยีสุหลงต้องการให้ผู้รู้ทางศาสนาและชุมชนมีบทบาทในการคัดเลือกมากขึ้น ขณะที่ระบบราชการมีหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการของตนเอง ความขัดแย้งอาจดูเป็นเรื่องเฉพาะของตำแหน่งหนึ่งในระบบศาสนา แต่เบื้องหลังการถกเถียงนั้นคือคำถามเรื่องอำนาจ ใครควรมีสิทธิเลือกผู้ใช้อำนาจทางศาสนา และท้ายที่สุด ใครควรเป็นผู้กำหนดกิจการของประชาชนในพื้นที่

คำถามดังกล่าวขยายตัวขึ้นใน พ.ศ. 2490

รัฐบาลพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ตั้งคณะกรรมการสอดส่องภาวการณ์ในสี่จังหวัดภาคใต้ขึ้นเพื่อสำรวจและรับฟังปัญหาของประชาชน เมื่อทราบว่าคณะกรรมการจะเดินทางลงพื้นที่ ผู้นำศาสนาและประชาชนส่วนหนึ่งในปัตตานีจึงประชุมกัน และมอบหมายให้หะยีสุหลงนำข้อเสนอ 7 ประการไปยื่นต่อคณะกรรมการเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2490

สิ่งที่ต่อมามักเรียกกันว่า “ข้อเรียกร้อง 7 ข้อของหะยีสุหลง” ไม่ใช่ข้อเสนอส่วนตัวของเขา หากเกิดจากการประชุมของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานีร่วมกับประชาชนส่วนหนึ่ง โดยหะยีสุหลงได้รับมอบหมายให้นำเสนอต่อรัฐบาล ประเด็นสำคัญคือ ข้อเสนอเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่การเจรจากับรัฐบาลยังดำเนินอยู่ และถูกยื่นผ่านช่องทางที่รัฐบาลเปิดขึ้นเอง

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง หะยีสุหลงในเดือนเมษายน พ.ศ. 2490 ยังเลือกใช้กลไกของรัฐเพื่อเจรจากับรัฐ ความขัดแย้งมีอยู่จริง ความไม่พอใจต่อการปกครองจากส่วนกลางก็มีอยู่จริง แต่พื้นที่สำหรับการต่อรองยังไม่ถูกปิดลง โต๊ะเจรจายังตั้งอยู่ และหะยีสุหลงยังนั่งอยู่ข้างหนึ่งของโต๊ะนั้น

กระทั่งเจ็ดเดือนต่อมา การเมืองไทยก็ได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปตลอดกาล

 

8 พฤศจิกายน 2490 : การเมืองเปลี่ยนทิศ

รัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 นำโดยพลโท ผิน ชุณหะวัณ โค่นรัฐบาลพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และทำให้ดุลอำนาจทางการเมืองซึ่งมีปรีดี พนมยงค์เป็นศูนย์กลางพังทลายลง ปรีดีต้องหลบหนีออกจากประเทศ แช่ม พรหมยงค์ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศในเวลาต่อมา เครือข่ายการเมืองฝ่ายพลเรือนซึ่งมีบทบาทในการปรับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนมุสลิมมาตั้งแต่หลังสงครามจึงสูญเสียฐานอำนาจสำคัญไปพร้อมกัน

 

ภาพ: เรือที่นายปรีดี พนมยงค์ ใช้หลบหนี เครดิตภาพ : สถาบันปรีดี พนมยงค์

 

จากกรุงเทพฯ รัฐประหารครั้งนั้นคือการพลิกดุลอำนาจครั้งใหญ่ของการเมืองไทย

จากปัตตานี มันมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง

รัฐบาลซึ่งหะยีสุหลงกำลังเจรจาด้วยหมดอำนาจไปแล้ว

รัฐบาลควง อภัยวงศ์ที่ขึ้นมาหลังรัฐประหารยังไม่ได้ตัดช่องทางติดต่อกับผู้นำมุสลิมลงทันที บรรจง ศรีจรูญ สมาชิกมุสลิมรุ่นแรกของคณะราษฎร ยังได้รับบทบาทประสานงานอยู่ระยะหนึ่ง ถึงขั้นเดินทางข้ามไปยังดินแดนมลายูเพื่อพบเติงกู มะห์หมูด มะห์ยิดดีน และแวะพบหะยีสุหลงที่ปัตตานี

ทว่าโครงสร้างอำนาจเบื้องหลังรัฐบาลกำลังเปลี่ยนไป ดุลทางการเมืองเคลื่อนเข้าสู่ฝ่ายทหาร ตำรวจ และกลไกความมั่นคงมากขึ้น ความเคลื่อนไหวของหะยีสุหลงซึ่งก่อนหน้านั้นยังอยู่ในพื้นที่ของการเจรจา จึงเริ่มถูกเพ่งมองด้วยความระแวงเรื่องการแบ่งแยกดินแดน รัฐบาลหลังรัฐประหารยังหันกลับไปพึ่งข้าราชการจากระบอบเก่า โดยนำ พระยารัตนภักดี (แจ้ง สุวรรณจินดา) กลับมามีบทบาทในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ การเปลี่ยนตัวบุคคลพร้อมกับวิธีมองปัญหา ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับผู้นำในพื้นที่ตึงเครียดขึ้น

วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2491 หะยีสุหลงถูกจับกุม และถูกดำเนินคดีท่ามกลางข้อกล่าวหาที่พัวพันกับการเมืองและความมั่นคงของรัฐ

แต่เมื่อคดีเดินทางจากมือเจ้าหน้าที่เข้าสู่กระบวนการศาล สิ่งที่ศาลพิพากษากลับมีรายละเอียดที่ต้องแยกออกจากข้อกล่าวหาทางการเมือง หะยีสุหลงไม่ได้ถูกศาลพิพากษาว่า การยื่นข้อเสนอ 7 ประการเป็นความผิดฐานแบ่งแยกดินแดน โทษจำคุกที่เขาได้รับมาจากข้อความในเอกสารอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งศาลไม่ได้ลงโทษในข้อหาแบ่งแยกดินแดน แต่ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 104 จากข้อความที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นการหมิ่นประมาทรัฐบาล

ความแตกต่างนี้สำคัญต่อการอ่านประวัติศาสตร์ เพราะสิ่งที่เจ้าหน้าที่สงสัย สิ่งที่รัฐกล่าวหา และสิ่งที่ศาลวินิจฉัยว่าพิสูจน์ได้ เป็นคนละชั้นของหลักฐาน หากนำทั้งหมดมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน ภาพของหะยีสุหลงในฐานะ “ผู้แบ่งแยกดินแดน” ก็จะถูกสร้างย้อนหลังขึ้นจากข้อกล่าวหา แทนที่จะตั้งอยู่บนผลของกระบวนการยุติธรรม

ในเวลาไม่ถึงสามปี สถานะของหะยีสุหลงเปลี่ยนไปอย่างน่าพิจารณา

พ.ศ. 2488 เขาเข้ามาทำงานในองค์กรศาสนาที่รัฐรับรอง

พ.ศ. 2490 เขายื่นข้อเสนอต่อคณะกรรมการที่รัฐบาลส่งลงไปรับฟังปัญหา

ต้น พ.ศ. 2491 เขากลายเป็นผู้ต้องหา และต้องใช้ชีวิตในเรือนจำต่อมาอีกกว่า 4 ปี

ช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีจึงบอกความเปลี่ยนแปลงสองด้านพร้อมกัน ทั้งสถานะของหะยีสุหลง และรัฐที่เขากำลังเผชิญอยู่

28 เมษายน พ.ศ. 2491 ขณะที่หะยีสุหลงอยู่ในกระบวนการดำเนินคดี เกิดเหตุรุนแรงที่ดุซงญอ จังหวัดนราธิวาส เหตุการณ์นี้มักถูกนำมาเล่าต่อจากการจับกุมหะยีสุหลง จนลำดับเวลาชวนให้เข้าใจว่าเรื่องหนึ่งนำไปสู่อีกเรื่องหนึ่งโดยตรง แต่พึงระมัดระวังการอธิบายเช่นนั้น เพราะความไม่สงบ การประท้วง และความตึงเครียดในพื้นที่มีมาก่อนการจับกุมหะยีสุหลงแล้ว การจับกุมเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่สะสมมา และหลังจากนั้นสถานการณ์ก็ทวีความรุนแรงขึ้น

ใน พ.ศ. 2491 มีการแก้ไขโครงสร้างให้จุฬาราชมนตรีมีฐานะเป็นที่ปรึกษากรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการในกิจการเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ถึงเวลานั้น แช่ม พรหมยงค์ ผู้เคยดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีและเป็นหนึ่งในสายสัมพันธ์สำคัญระหว่างปรีดีกับโลกมุสลิม ได้ลี้ภัยออกจากประเทศไทยภายหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 แล้ว

รัฐใน พ.ศ. 2491 จึงไม่ใช่รัฐทางการเมืองชุดเดียวกับที่หะยีสุหลงเคยเข้าไปทำงานด้วยเมื่อ พ.ศ. 2488 หน่วยราชการจำนวนมากยังอยู่ กฎหมายหลายฉบับยังมีผล สถาบันต่าง ๆ จำนวนหนึ่งยังคงชื่อเดิม แต่ผู้ถืออำนาจ บรรยากาศทางการเมือง และสายตาที่ใช้มองปัญหาชายแดนใต้เปลี่ยนไปมาก

ส่วนปรีดีกำลังเผชิญชะตากรรมอีกด้านหนึ่ง หลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 เขาต้องหลบหนีจากประเทศไทย แม้จะกลับเข้าประเทศอีกครั้งใน พ.ศ. 2492 และมีบทบาทในความเคลื่อนไหววันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ซึ่งรัฐบาลเรียกว่า ‘กบฏวังหลวง’ แต่ความพยายามครั้งนั้นล้มเหลว จากนั้นปรีดีเดินทางออกจากประเทศ และไม่มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตบนแผ่นดินไทยอีก

เมื่อหะยีสุหลงพ้นโทษและกลับถึงปัตตานีใน พ.ศ. 2495 ปรีดีอยู่ในต่างแดนแล้ว

ชายสองคนซึ่งเดินทางกลับสยามจากคนละฟากโลกในปีเดียวกันเมื่อ พ.ศ. 2470 มาถึงเวลานี้ต่างเดินออกไปจากพื้นที่ทางการเมืองที่ตนเคยมีส่วนอยู่

คนหนึ่งกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง

อีกคนได้กลับบ้านเกิด แต่ยังอยู่ในสายตาของรัฐ

 

13 สิงหาคม พ.ศ. 2497 : จากผู้เจรจาสู่ผู้สูญหาย

ทศวรรษ 2490 เป็นห้วงเวลาที่การเมืองไทยมีการใช้ความรุนแรงนอกกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะในยุคที่กรมตำรวจเติบโตขึ้นเป็นขุมอำนาจสำคัญภายใต้ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ วลีอันลือลั่นซึ่งถูกกล่าวอ้างสืบต่อกันมาว่า “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” จึงกลายเป็นถ้อยคำแทนบรรยากาศแห่งอำนาจของตำรวจไทยในยุคนั้น

หลังความล้มเหลวของ “ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์” ซึ่งรัฐบาลเรียกว่า “กบฏวังหลวง” เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2492 อดีตรัฐมนตรีสี่คนถูกควบคุมตัว ก่อนถูกสังหารเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ระหว่างที่เจ้าหน้าที่อ้างว่ากำลังนำตัวไปคุมขังที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทวี ตะเวทิกุล ก็ถูกสังหาร ต่อมาใน พ.ศ. 2495 เตียง ศิริขันธ์ อดีตหัวหน้าขบวนการเสรีไทยสายอีสานและนักการเมืองคนสำคัญ หายตัวไป ก่อนจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับการสังหารปรากฏขึ้นภายหลัง ส่วนอารีย์ ลีวีระ นักหนังสือพิมพ์ชื่อดัง ก็จบชีวิตลงด้วยความรุนแรงในยุคเดียวกัน

ชื่อของหะยีสุหลงจะเข้าไปอยู่ในประวัติศาสตร์การเมืองแห่งทศวรรษนั้นด้วย

หลังพ้นจากการคุมขังเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2495 หะยีสุหลงกลับไปดำเนินชีวิตในฐานะนักการศาสนาและครูที่บ้านเกิด กระทั่งอีกราวสองปีต่อมา เช้าวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2497 เขาออกเดินทางจากปัตตานีไปยังจังหวัดสงขลา ตามการติดต่อของฝ่ายตำรวจ พร้อมอะหมัด โต๊ะมีนา บุตรชาย และผู้ติดตามอีกสองคน คือ “วัน อิสมาน บิน อาหมัด” และ “หะยีเจ๊ะอิสเฮาะ บินเจ๊ะยูโซ๊ะ” เพื่อไปพบตำรวจสันติบาล

ทั้งสี่คนไม่กลับมาอีก

เหตุการณ์ครั้งนี้ต่างจากการจับกุมเมื่อ พ.ศ. 2491 ครั้งนั้นหะยีสุหลงยังอยู่ภายในกระบวนการของรัฐ เขาถูกจับกุม สอบสวน ขึ้นศาล รับคำพิพากษา และใช้ชีวิตหลายปีอยู่ในเรือนจำ ทุกขั้นตอนทิ้งร่องรอยไว้ในเอกสารของทางราชการ

แต่หลังวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2497 ร่องรอยของคนทั้งสี่ขาดหาย ครอบครัวไม่ได้รับคำตอบที่ยืนยันได้ว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากพวกเขาเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่

ข่าวและคำบอกเล่าเกี่ยวกับการมีส่วนเกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่แพร่สะพัดอยู่ในพื้นที่ เมื่อรัฐไม่สามารถให้คำอธิบายที่น่าเชื่อถือถึงชะตากรรมของบุคคลซึ่งเดินทางไปตามการติดต่อของเจ้าหน้าที่ได้ ความสงสัยจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามว่า “หะยีสุหลงหายไปไหน” แต่ขยายไปถึงคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเขาหรือไม่ และประชาชนจะไว้วางใจคำอธิบายของรัฐได้เพียงใด

ขณะนั้นกรมตำรวจภายใต้ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ เป็นหนึ่งในศูนย์กลางอำนาจของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม กรณีหะยีสุหลงจึงไม่เคยได้รับการคลี่คลายในช่วงที่โครงสร้างอำนาจดังกล่าวยังดำรงอยู่

จนถึง พ.ศ. 2500 เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ทำรัฐประหาร จอมพล ป. พิบูลสงครามพ้นจากอำนาจ และ พล.ต.อ. เผ่าต้องออกนอกประเทศ คำบอกเล่าและข้อเขียนเกี่ยวกับชะตากรรมของหะยีสุหลงจึงปรากฏมากขึ้น เรื่องเล่าที่แพร่หลายที่สุดระบุว่า หะยีสุหลง บุตรชาย และผู้ติดตามถูกสังหาร ก่อนนำศพไปถ่วงลงในทะเลสาบสงขลา ต่อมามีความพยายามค้นหาร่าง แต่ไม่พบ มีคำบอกเล่าถึงผลการสอบสวนในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์และคำให้ข้อมูลภายหลังที่ระบุว่าทั้งสี่ถูกสังหาร

รายละเอียดส่วนนี้จำเป็นต้องใช้อย่างระมัดระวัง จากหลักฐานที่นำมาพิจารณาในบทความนี้ เรายังไม่มีคำพิพากษาหรือหลักฐานทางกายภาพที่ยืนยันวิธีการสังหารและการถ่วงศพเป็นข้อยุติ ร่างของคนทั้งสี่ก็ไม่เคยถูกค้นพบ สิ่งที่กล่าวได้แน่นอนจึงมีเพียงว่า พวกเขาออกเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ในวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2497 และหลังจากวันนั้นไม่มีใครได้พบพวกเขาอีก

ในทางกฎหมาย เรื่องดำเนินต่อไปอีกหลายปี จนเมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2505 ศาลมีคำสั่งให้หะยีสุหลงเป็นคนสาบสูญ

แต่ในความทรงจำของปัตตานี เรื่องไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมคำสั่งศาล

การไม่มีร่าง ไม่มีคำอธิบายที่ได้รับการยอมรับ และเรื่องราวจำนวนมากซึ่งทยอยปรากฏภายหลังการสิ้นอำนาจของผู้มีอำนาจชุดเดิม ทำให้การสูญหายของหะยีสุหลงกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำทางการเมืองชายแดนใต้ ชะตากรรมของเขาจึงถูกจดจำควบคู่กับคำถามเรื่องอำนาจรัฐ ความเป็นธรรม และความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐ

งานศึกษารุ่นหลังทำให้กรณีหะยีสุหลงถูกมองกว้างออกไปจากชีวประวัติของผู้นำคนหนึ่ง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้นำมุสลิมเลือกหนทางทางการเมืองแตกต่างกัน ตั้งแต่การทำงานในรัฐสภา การเรียกร้องโดยสันติ ไปจนถึงการเคลื่อนไหวนอกระบบ ทว่าบรรยากาศแห่งความระแวงของรัฐทำให้พื้นที่การเคลื่อนไหวภายในระบบมีข้อจำกัด และทำให้ประวัติศาสตร์ชายแดนใต้ในเวลาต่อมากลายเป็นพื้นที่ช่วงชิงความหมายระหว่างวาทกรรมความมั่นคงของรัฐกับความทรงจำของท้องถิ่น

หะยีสุหลงจึงดำรงอยู่ในประวัติศาสตร์สองสถานะพร้อมกัน เขาคือผู้นำศาสนาและการเมืองคนสำคัญของปัตตานีในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และคือบุคคลผู้สูญหาย ซึ่งชะตากรรมยังไม่มีคำตอบอันเป็นที่ยุติจวบจนปัจจุบัน

 

ส่งท้าย

 

 

เมื่อย้อนกลับมาวางปรีดี พนมยงค์กับหะยีสุหลงไว้ในเรื่องเดียวกัน สิ่งที่ต้องระวังคือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทั้งสองเกินกว่าหลักฐานที่มีอยู่ เราไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวว่าหะยีสุหลงเป็นผู้สนับสนุนปรีดี

สิ่งที่ทำให้คนทั้งสองมาอยู่ในเรื่องเดียวกันคือ ช่วงเวลาทางการเมือง

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อฝ่ายการเมืองพลเรือนซึ่งปรีดีมีบทบาทสำคัญอยู่ในอำนาจ รัฐไทยทดลองจัดความสัมพันธ์กับประชาชนมุสลิมในแนวทางใหม่ ผ่านองค์กรทางศาสนา การนำกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกกลับมาใช้ในสี่จังหวัด และการเปิดช่องทางให้ผู้นำท้องถิ่นติดต่อกับส่วนกลาง หะยีสุหลงก้าวขึ้นมามีบทบาทภายในพื้นที่นั้น และใช้ช่องทางที่เปิดขึ้นนำปัญหาและความต้องการของประชาชนในปัตตานีเข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาล

ข้อเสนอ 7 ประการเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2490 ก็เกิดขึ้นภายในพื้นที่ทางการเมืองเช่นนี้

แล้ววันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ก็เปลี่ยนเงื่อนไขของการเมืองไทย

ฝ่ายปรีดีสูญเสียอำนาจ แช่ม พรหมยงค์ต้องออกนอกประเทศ เครือข่ายการเมืองฝ่ายพลเรือนอ่อนกำลังลง ขณะที่บทบาทของทหาร ตำรวจ และกลไกความมั่นคงเพิ่มสูงขึ้น สำหรับปรีดี รัฐประหารครั้งนั้นเปิดเส้นทางซึ่งท้ายที่สุดนำเขาไปสู่การลี้ภัยถาวร ส่วนหะยีสุหลง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในขณะที่การเจรจากับรัฐบาลยังไม่เสร็จสิ้น ก่อนสถานะของเขาจะเปลี่ยนจากผู้นำศาสนาที่รัฐเคยรับรอง เป็นผู้ต้องหา นักโทษ และท้ายที่สุด ผู้สูญหาย

เราไม่มีทางรู้ว่า หากไม่มีรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชายแดนใต้จะเดินไปในทิศทางใด รัฐบาลถวัลย์จะตอบรับข้อเสนอจากปัตตานีมากน้อยเพียงใด หรือความขัดแย้งจะคลี่คลายลงได้จริงหรือไม่ ประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นย่อมพิสูจน์ไม่ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็มากพอให้คิด

วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2490 หะยีสุหลงเดินเข้าไปพบคณะกรรมการของรัฐบาล เพื่อนำข้อเสนอของชาวมลายูมุสลิมส่วนหนึ่งในปัตตานีไปบอกแก่รัฐว่า พวกเขาต้องการอะไร

เจ็ดปีต่อมา วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2497 เขาออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ของรัฐอีกครั้ง

ครั้งแรก เขากลับบ้าน

ครั้งหลัง เขาไม่กลับมาอีกเลย

 

บรรณานุกรม

  • เฉลิมเกียรติ ขุนทองเพชร. การต่อต้านนโยบายรัฐบาลในสี่จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย โดยการนำของหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ พ.ศ. 2482–2497. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2529.
  • เฉลิมเกียรติ ขุนทองเพชร. หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์: กบฏ...หรือวีรบุรุษแห่งสี่จังหวัดภาคใต้. กรุงเทพฯ: มติชน, 2547.
  • นริศ จรัสจรรยาวงศ์. 2475 ราษฎรพลิกแผ่นดิน. กรุงเทพฯ: มติชน, 2564.
  • นริศ จรัสจรรยาวงศ์. “‘แช่ม พรหมยงค์’ ผู้ก่อการอภิวัฒน์มุสลิม มิ่งมิตรของปรีดี จุดเชื่อมต่อ.” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 2568. https://pridi.or.th/th/content/2025/02/2349
  • พุทธพล มงคลวรวรรณ. “ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับ ‘ข้อเรียกร้อง 7 ข้อของหะยีสุหลง’.” รูสมิแล ปีที่ 30 ฉบับที่ 3 (กันยายน–ธันวาคม 2552): 15–27.
  • ศิริวุฒิ วรรณทอง. ผู้นำชุมชนมุสลิมในจังหวัดปัตตานีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2546.
  • อรอนงค์ ทิพย์พิมล. ทบทวนประวัติศาสตร์ปัต(ปา)ตานี: มุมมองที่แตกต่างหลากหลาย (Review Histories of Pat(t)ani: Different Point of Views). รายงานวิจัย
  • Anyamanee Keawakho. “สารคดีสั้น 8 นาที: คำขอโทษจาก ‘ไกรศักดิ์’ ถึงทายาท ‘หะยีสุหลง’ ปมอุ้มหาย รักษาบาดแผลในใจกว่า 60 ปี | Thai PBS.” มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, 26 สิงหาคม 2563. https://crcfthailand.org/2020/08/26/14816/