วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2497 หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ โต๊ะมีนา ผู้นำศาสนาและนักการศึกษาคนสำคัญของปัตตานี เดินทางไปจังหวัดสงขลาตามคำเรียกของตำรวจ พร้อมด้วยอาห์หมัด โต๊ะมีนา บุตรชายคนโต และผู้ติดตามอีก 2 คน จากนั้นทั้งสี่คนหายสาบสูญ ไม่เคยพบศพ และไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดถูกดำเนินคดีจนมีคำพิพากษาลงโทษจากการสูญหายหรือการเสียชีวิตของพวกเขา
คำบอกเล่าของครอบครัวเกี่ยวกับผลการสืบสวนใน พ.ศ. 2501 ประกอบกับหลักฐานและรายงานด้านสิทธิมนุษยชนที่จัดทำขึ้นในเวลาต่อมา ล้วนชี้ไปในทิศทางว่า หะยีสุหลงและคณะถูกเจ้าหน้าที่รัฐสังหารและนำศพไปอำพราง แม้ยังไม่ปรากฏรายงานการสืบสวนฉบับสมบูรณ์หรือคำพิพากษาถึงที่สุด กรณีนี้จึงได้รับการจดจำในฐานะการบังคับบุคคลให้สูญหายและการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ชีวิตและชะตากรรมของหะยีสุหลงยังสะท้อนทางเลือกสำคัญของรัฐไทยในการอยู่ร่วมกับความหลากหลาย ระหว่างการเปิดพื้นที่ทางการเมือง การยอมรับอัตลักษณ์ และการให้ประชาชนมีส่วนร่วม กับการรวมศูนย์อำนาจ มองความแตกต่างด้วยความหวาดระแวง และจัดการปัญหาผ่านมาตรการความมั่นคง
จากนครมักกะฮ์สู่การปฏิรูปการศึกษาในปัตตานี
หะยีสุหลงเกิดราว พ.ศ. 2438 ที่กัมปงอาเนาะรู จังหวัดปัตตานี ในครอบครัวครูสอนศาสนาอิสลาม เขาเริ่มศึกษาศาสนาที่ปอเนาะบริเวณกรือเซะ ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อที่นครมักกะฮ์ในแคว้นฮิญาซตั้งแต่อายุประมาณ 12 ปี และพำนักอยู่ที่นั่นราวสองทศวรรษ ที่นครมักกะฮ์ เขาศึกษาทั้งศาสนา ภาษาอาหรับ และได้สัมผัสแนวคิดการปฏิรูปการศึกษาอิสลามที่กำลังแพร่หลายในโลกมุสลิมขณะนั้น
เมื่อกลับถึงปัตตานีในช่วงปลายทศวรรษ 2460 หะยีสุหลงเห็นว่าระบบปอเนาะดั้งเดิมมีความสำคัญต่อชุมชน แต่ยังขาดรูปแบบการเรียนการสอนที่เป็นระบบ จึงริเริ่มสร้างโรงเรียนแบบมัดราซะฮ์ที่มีหลักสูตร ชั้นเรียน และแบบแผนการจัดการศึกษาชัดเจน โรงเรียนแห่งนี้ใช้ชื่อว่า “มัดราเซาะห์ อัลมูอาริฟ อัลวาฏอนียะฮ์ ปัตตานี” และกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการศึกษาศาสนาอิสลามในสังคมมลายูมุสลิมปัตตานี

หะยีสุหลง กับ ปรีดี พนมยงค์ หน้าโรงเรียนที่หะยีสุหลงสร้างขึ้นจากการระดมทุนของประชาชนท้องถิ่นในปี พ.ศ. 2478
การก่อสร้างโรงเรียนประสบปัญหาด้านเงินทุน หะยีสุหลงต้องขายทรัพย์สินและเครื่องประดับของครอบครัว พร้อมระดมเงินบริจาคจากประชาชนเพื่อให้การก่อสร้างดำเนินต่อไป ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เขาได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลใหม่ ตามคำบอกเล่าของเด่น โต๊ะมีนา บุตรชายของหะยีสุหลง พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้มอบเงินส่วนตัวจำนวน 3,200 บาทสมทบการก่อสร้างจนโรงเรียนแล้วเสร็จ ต่อมาใน พ.ศ. 2478 ปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนของหะยีสุหลงที่ปัตตานี[1]
ความสัมพันธ์กับผู้นำรัฐบาลภายหลัง พ.ศ. 2475 สะท้อนความคาดหวังของหะยีสุหลงต่อระบอบรัฐธรรมนูญว่า จะเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมทางการเมือง เสนอปัญหาของชุมชน เลือกผู้แทน และรักษาภาษา ศาสนา ตลอดจนวิถีวัฒนธรรมของตนภายใต้รัฐเดียวกัน
ความแตกต่างไม่ใช่ต้นเหตุของความรุนแรง
ปัตตานีมีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ภาษา ศาสนา และวิถีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากสังคมส่วนใหญ่ของประเทศ ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความรุนแรงด้วยตัวมันเอง แต่ความขัดแย้งอาจรุนแรงขึ้นเมื่อรัฐส่วนกลางไม่ยอมรับอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ จำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือมองข้อเรียกร้องด้านสิทธิและความเป็นธรรมผ่านกรอบความมั่นคง จนเกิดความหวาดระแวงระหว่างรัฐกับประชาชน และทำให้ข้อเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมถูกมองว่าเป็นการต่อต้านรัฐหรือไม่จงรักภักดีต่อชาติ[2]
ความตึงเครียดยิ่งเพิ่มสูงขึ้นในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะภายใต้นโยบาย “รัฐนิยม” ที่มุ่งสร้างความเป็นชาติผ่านมาตรฐานร่วมด้านภาษา การแต่งกาย และวิถีชีวิต เมื่อเจ้าหน้าที่นำไปบังคับใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีหลักฐานว่าชาวมลายูมุสลิมถูกห้ามหรือกีดกันไม่ให้นุ่งโสร่ง ใช้ผ้าคลุมศีรษะ หรือแต่งกายตามวิถีของตน
นอกจากนี้ ใน พ.ศ. 2486 รัฐบาลยังยกเลิกการใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกที่เคยใช้เป็นการเฉพาะในพื้นที่ แล้วให้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้แทน พร้อมทั้งยกเลิกอำนาจของดะโต๊ะยุติธรรมในการพิจารณาคดีตามกฎหมายอิสลาม[3]
นโยบายเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชาติมากขึ้น กลับทำให้หลายคนเห็นว่าอำนาจรัฐเข้ามาควบคุมภาษา ศาสนา วิถีครอบครัว และศักดิ์ศรีของตน ความไม่พอใจจึงเกิดจากวิธีที่รัฐใช้อำนาจต่อความแตกต่าง มากกว่าตัวความแตกต่างทางศาสนาหรือวัฒนธรรมเอง
หนทางสันติในช่วงประชาธิปไตยหลังสงคราม
ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สองต่อเนื่องถึงหลังสงคราม แนวทางของรัฐต่อประชาชนมุสลิมเริ่มเปลี่ยนจากการบังคับให้ปรับตัวตามวัฒนธรรมส่วนกลาง ไปสู่การรับรองสิทธิทางศาสนา การจัดตั้งองค์กรตัวแทนของชุมชน และการเปิดช่องทางให้รัฐกับผู้นำมุสลิมสามารถประสานและเจรจากันได้ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ฝ่ายพลเรือนและขบวนการเสรีไทยมีบทบาททางการเมือง โดยปรีดี พนมยงค์มีส่วนสำคัญทั้งในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และต่อมาในฐานะนายกรัฐมนตรี

หน้าพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พุทธศักราช 2488 ตราขึ้นในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล โดยปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ วันที่ 3 พฤษภาคม 2488
ที่มา: ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 62 ตอนที่ 26, 8 พฤษภาคม 2488, น. 372–376
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พุทธศักราช 2488[4] ซึ่งตราขึ้นในสมัยรัฐบาลควง อภัยวงศ์ วางหลักเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนาตามรัฐธรรมนูญ พร้อมกำหนดกลไกเพื่อรองรับกิจการศาสนาอิสลาม ทั้งตำแหน่งจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด นายแช่ม พรหมยงค์ สมาชิกคณะราษฎรและขบวนการเสรีไทย ได้รับแต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรี และนับเป็นจุฬาราชมนตรีคนแรกจากสายมุสลิมนิกายซุนนี ขณะที่หะยีสุหลงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ทำให้ผู้นำศาสนาที่ได้รับความเคารพจากประชาชนมีช่องทางประสานงานและเสนอปัญหาต่อรัฐอย่างเป็นทางการ[5]
ต่อมา พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตต์จังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489[6] ซึ่งตราขึ้นในรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้นำกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกกลับมาใช้ในคดีที่คู่ความเป็นมุสลิมในสี่จังหวัด โดยให้ดะโต๊ะยุติธรรมนั่งพิจารณาคดีร่วมกับผู้พิพากษาและมีอำนาจวินิจฉัยข้อกฎหมายอิสลาม การฟื้นฟูระบบดังกล่าวสะท้อนการยอมรับว่า ความเสมอภาคภายใต้รัฐเดียวกันไม่จำเป็นต้องหมายถึงการใช้กฎเกณฑ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมแบบเดียวกันกับประชาชนทุกกลุ่ม
แม้มาตรการเหล่านี้ยังไม่อาจแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ทั้งหมด แต่สะท้อนการเปลี่ยนแนวทางของรัฐที่สำคัญ จากการสร้างเอกภาพด้วยการทำให้ประชาชนมีวิถีชีวิตแบบเดียวกัน ไปสู่การยอมรับว่า ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศสามารถดำรงอยู่ร่วมกับความหลากหลายทางภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมได้ เมื่อประชาชนมีส่วนร่วม มีสถาบันตัวแทนของตน และได้รับหลักประกันว่าวิถีชีวิตกับอัตลักษณ์ของพวกเขาจะได้รับความเคารพ
“คำขอร้อง 7 ประการ” ไม่ใช่แผนแบ่งแยกดินแดน
วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2490 คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ซึ่งมีหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ เป็นประธาน ได้ยื่นหนังสือถึงคณะรัฐมนตรีผ่านคณะกรรมการสอดส่องภาวการณ์ 4 จังหวัดภาคใต้ หนังสือใช้ชื่อเรื่องว่า “คำขอร้องในการปฏิบัติทางสาสนาอิสลามและอื่น ๆ” (สะกดตามต้นฉบับ) และระบุว่าข้อเสนอทั้ง 7 ข้อเป็นผลจากการ “ประชุมตกลงกันในระหว่างกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานีกับปวงประชาชนชาวอิสลาม” โดยหะยีสุหลงลงนามในฐานะประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี จึงควรเข้าใจข้อเสนอชุดนี้ว่าเป็นมติที่เกิดจากการประชุมร่วมกัน ไม่ใช่ข้อเรียกร้องส่วนบุคคลของหะยีสุหลง[7]
สาระของ “คำขอร้อง” ทั้ง 7 ข้อตามเอกสารต้นฉบับที่ค้นพบในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ สามารถเรียบเรียงเป็นภาษาปัจจุบันได้ดังนี้
- ให้จัดการปกครองในจังหวัดปัตตานี สตูล ยะลา และนราธิวาส โดยมีผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงซึ่งมีอำนาจในกิจการศาสนาอิสลาม รวมทั้งมีอำนาจโดยสมบูรณ์ในการแต่งตั้งข้าราชการในสี่จังหวัดและให้ออกจากตำแหน่งด้วยเหตุต่าง ๆ ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวต้องเป็นมุสลิมในพื้นที่สี่จังหวัด และได้รับเลือกจากชาวมุสลิมในภูมิภาคนี้ โดยอาจกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งตามทางราชการได้
- ให้ชาวมลายูมีสัดส่วนร้อยละ 80 ของข้าราชการในแต่ละหน่วยงานของสี่จังหวัด
- ให้หนังสือและเอกสารราชการใช้ภาษามลายูควบคู่กับภาษาไทย รวมทั้งแบบฟอร์มและใบเสร็จต่าง ๆ
- ให้โรงเรียนประถมศึกษาจัดการเรียนภาษามลายูตลอดหลักสูตรประถมศึกษา
- ให้มีศาลพิจารณาคดีตามกฎหมายอิสลามแยกจากศาลจังหวัด โดยมีโต๊ะกาลี (ผู้พิพากษาศาสนาอิสลาม) ตามความเหมาะสม และมีอิสระในการพิพากษาชี้ขาดโดยไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ใด เว้นแต่กรณีที่ขัดต่อหลักกฎหมาย
- ให้ผลประโยชน์และรายได้ต่าง ๆ นำมาใช้จ่ายภายในสี่จังหวัด โดยไม่แบ่งไปใช้ในพื้นที่อื่น
- ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีเอกสิทธิ์ในการออกระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติศาสนาอิสลาม โดยได้รับความเห็นชอบจากผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามข้อ 1
เมื่อพิจารณาเนื้อหาของเอกสาร ไม่ปรากฏข้อใดเรียกร้องให้แยกดินแดนออกจากประเทศไทย จัดตั้งรัฐเอกราช หรือให้สี่จังหวัดมีกองทัพ เงินตรา และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของตนเอง จึงไม่อาจใช้เอกสารนี้เพียงลำพังเป็นหลักฐานว่า หะยีสุหลงและผู้ร่วมเสนอมีเจตนาแบ่งแยกดินแดน ขณะเดียวกัน ข้อ 1 ซึ่งเสนอให้มีผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงที่มาจากการเลือกของชาวมุสลิมและมีอำนาจเหนือระบบราชการในพื้นที่ สามารถอธิบายในทางวิชาการได้ว่าเป็นข้อเสนอเรื่อง “การปกครองตนเอง” หรือการกระจายอำนาจในระดับสูง[8] อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ไม่ได้ตอบรับคำขอร้องทั้งหมด
รัฐประหาร 2490: จากคู่เจรจาสู่ผู้ต้องสงสัย
วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 คณะรัฐประหารซึ่งมีพลโทผิน ชุณหะวัณเป็นหัวหน้าคณะ ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ส่งผลให้ปรีดี พนมยงค์ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศในเวลาต่อมา ส่วนนายแช่ม พรหมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ก็เดินทางออกจากประเทศไทยและพ้นจากตำแหน่งภายหลังรัฐประหาร การเปลี่ยนขั้วอำนาจที่ส่วนกลางทำให้แนวทางต่อจังหวัดชายแดนภาคใต้เปลี่ยนไป จากการเปิดช่องทางรับฟังและเจรจากับผู้นำในพื้นที่ ไปสู่การให้ความสำคัญกับมาตรการด้านความมั่นคงและการควบคุมบุคคลที่รัฐมองว่าเป็นแกนนำของความไม่สงบมากขึ้น[9]
หะยีสุหลงถูกจับกุมพร้อมผู้ใกล้ชิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2491 ข้อกล่าวหาในคดีเชื่อมโยงเขากับตนกูมะไฮยิดดิน ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในรัฐกลันตัน โดยอัยการกล่าวหาว่าหะยีสุหลงกับพวกเตรียมเปลี่ยนแปลงการปกครองในสี่จังหวัด กระทบต่อเอกราชของรัฐ และอาศัยกำลังจากภายนอก อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะลงโทษในข้อกล่าวหาลักษณะกบฏแบ่งแยกดินแดนดังกล่าว[10]
ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกหะยีสุหลง 3 ปี จากข้อความที่ศาลเห็นว่าเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 104 แห่งกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 ซึ่งกำหนดความผิดเกี่ยวกับการใช้วาจาหรือลายลักษณ์อักษรที่ทำให้ประชาชนเกิดความดูหมิ่นต่อรัฐบาลหรือราชการแผ่นดิน ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วางโทษจำคุก 7 ปี ก่อนลดเหลือ 4 ปี 8 เดือน และศาลฎีกาพิพากษายืน เด่น โต๊ะมีนา บุตรชายของหะยีสุหลง เรียกความผิดลักษณะนี้ในเวลาต่อมาว่า “กบฏทางตัวหนังสือ” เพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่างจากการกบฏด้วยกำลังอาวุธ
การจับกุมหะยีสุหลงยิ่งเพิ่มความไม่พอใจและความหวาดระแวงในหมู่ชาวมลายูมุสลิม ต่อมาในปลายเดือนเมษายน พ.ศ. 2491 เกิดการปะทะอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านที่ดุซงญอ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งฝ่ายรัฐเรียกว่า “กบฏดุซงญอ” แม้ขณะเกิดเหตุหะยีสุหลงจะถูกคุมขังอยู่แล้ว แต่ชื่อของเขายังถูกนำไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าวในคำอธิบายของฝ่ายรัฐและงานเขียนบางส่วน การเชื่อมโยงเช่นนี้มีส่วนทำให้ภาพของหะยีสุหลงในฐานะผู้นำที่เคลื่อนไหวผ่านการยื่นหนังสือและการเจรจา ถูกจดจำในกรอบของ “กบฏ” และ “การแบ่งแยกดินแดน” มากขึ้น[11]
หะยีสุหลงได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษใน พ.ศ. 2495 และเดินทางกลับปัตตานีท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่มารอต้อนรับ เขากลับไปสอนศาสนาและทำงานกับชุมชน แต่ยังถูกเจ้าหน้าที่จับตาอย่างใกล้ชิด ตามคำบอกเล่าของเด่น โต๊ะมีนา ต่อมาทางการสั่งให้หะยีสุหลงยุติการสอนศาสนา เนื่องจากมีประชาชนเดินทางมาฟังคำสอนเป็นจำนวนมาก ชีวิตของหะยีสุหลงจึงยังอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังของรัฐ กระทั่งหายสาบสูญใน พ.ศ. 2497[12]
13 สิงหาคม 2497: คนสี่คนที่ไม่เคยกลับบ้าน
เช้าวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2497 หะยีสุหลงออกจากบ้านที่ปัตตานีตามคำเรียกให้ไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จังหวัดสงขลา พร้อมด้วยอาห์หมัด โต๊ะมีนา บุตรชายคนโตซึ่งทำหน้าที่เป็นล่าม วัน อิสมาน บิน อาหมัด และหะยีเจ๊ะอิสเฮาะ บินเจ๊ะยูโซ๊ะ เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงที่ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ นับจากนั้นทั้งสี่คนก็หายสาบสูญและไม่เคยกลับบ้านอีกเลย โดยไม่เคยมีการค้นพบศพของบุคคลใด[13]
ภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 ซึ่งทำให้รัฐบาลจอมพล ป. และขั้วอำนาจของเผ่าพ้นจากอำนาจ มีการรื้อฟื้นคดีอาชญากรรมทางการเมืองบางกรณีที่เกิดขึ้นในยุคก่อนหน้า รวมถึงกรณีการหายตัวไปของหะยีสุหลง โดยใน พ.ศ. 2501 มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนขึ้น ตามคำให้สัมภาษณ์ของเด่น โต๊ะมีนา คณะกรรมการมีสมาชิก 5 คน โดยมีพลตำรวจจัตวา ฉัตร หนุนภักดี เป็นประธาน เด่นเล่าว่า ข้อมูลจากการสืบสวนระบุว่า หะยีสุหลงและคณะถูกสังหารด้วยการรัดคอที่บังกะโลบริเวณชายฝั่งสงขลา ก่อนนำศพไปถ่วงทะเลบริเวณเกาะหนู–เกาะแมว[14]
เด่นยังกล่าวถึงข้อมูลที่ชี้ว่า การสังหารเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครือข่ายอำนาจของพล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ และอ้างถึงหนังสือของ พ.ต.อ. พุฒ บูรณสมภพ ซึ่งกล่าวถึง “คำสั่งฆ่าหะยีสุหลง”โดยระบุว่า พล.ต.อ. เผ่าเป็นผู้สั่งการ อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหานี้ไม่เคยได้รับการพิสูจน์จนเป็นข้อยุติในกระบวนการยุติธรรม[15]
ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังปรากฏในความทรงจำของบุคคลจากครอบครัวฝ่ายผู้มีอำนาจในเวลานั้นด้วย ในงานรำลึกครบรอบ 62 ปีการสูญหายของหะยีสุหลง เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ได้กล่าวขอโทษต่อครอบครัวโต๊ะมีนาในนามครอบครัวชุณหะวัณ โดยระบุว่า พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ ซึ่งเป็นลุงเขยของตน ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจในขณะเกิดเหตุ และเขาเชื่อว่า พล.ต.อ. เผ่าเป็นผู้สั่งการให้สังหารหะยีสุหลง ไกรศักดิ์ยังกล่าวยอมรับว่า ครอบครัวของตน “มีส่วนในเรื่องนี้” และเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลกับการกล่าวขอโทษเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสีย[16]
อย่างไรก็ดี รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีสังหาร การอำพรางศพ และสายการสั่งการยังต้องบันทึกด้วยความระมัดระวัง เพราะไม่ปรากฏรายงานการสืบสวนฉบับสมบูรณ์ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ไม่มีการค้นพบศพ และไม่มีคดีที่สิ้นสุดด้วยคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำ ข้อมูลเหล่านี้มีฐานะเป็นผลการสืบสวนที่ถ่ายทอดผ่านคำบอกเล่าของครอบครัวและผู้เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ข้อยุติทางคดี ขณะเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่ทั้งสี่คนหายไปภายหลังเดินทางไปพบตำรวจ ประกอบกับหลักฐานที่บันทึกในเวลาต่อมา ทำให้กรณีนี้ได้รับการกล่าวถึงในงานด้านสิทธิมนุษยชนว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญของ “การบังคับบุคคลให้สูญหาย” (Enforced Disappearance) ในประวัติศาสตร์ไทย โดยมีข้อมูลและคำให้การหลายส่วนชี้ไปยังการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ[17]
การสูญเสียครั้งนี้ซ้ำเติมครอบครัวโต๊ะมีนา ซึ่งเผชิญความยากลำบากจากการดำเนินคดีและการจำคุกหะยีสุหลงมาก่อนแล้ว แต่เส้นทางของเด่น โต๊ะมีนาในเวลาต่อมากลับเป็นอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์ เมื่อมีตัวแทนจากขบวนการแบ่งแยกดินแดนมาชักชวนให้เข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธ เขาปฏิเสธและเลือกต่อสู้ผ่านระบบรัฐสภา ก่อนเข้าสู่การเมืองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และรัฐมนตรี[18]
เส้นทางของเด่นชี้ให้เห็นความสำคัญของการเปิดช่องทางให้ประชาชนต่อสู้เพื่อความจริง ความยุติธรรม และความเปลี่ยนแปลงโดยสันติ การเลือกตั้ง รัฐสภา และกระบวนการทางกฎหมายจึงต้องเป็นกลไกที่ประชาชนเข้าถึงและเชื่อมั่นได้ เพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นการต่อรองทางการเมืองโดยไม่ผลักประชาชนไปสู่ความรุนแรง
แนวคิดปรีดีเรื่องเอกภาพที่เกิดจากความเต็มใจ
หลายปีหลังเหตุการณ์ ปรีดี พนมยงค์ได้เขียนบทความเรื่อง “ข้อสังเกตเกี่ยวกับเอกภาพของชาติกับประชาธิปไตย” ใน พ.ศ. 2514 เพื่อพิจารณาปัญหาการรักษาเอกภาพของประเทศที่ประกอบด้วยประชาชนหลากหลายเชื้อชาติ ภาษา และศาสนา[19]
ปรีดีใช้คำว่า “ความรักปิตุภูมิท้องที่” (Local Patriotism) อธิบายความผูกพันของกลุ่มชนต่อถิ่นฐานบ้านเกิดของตน โดยชี้ว่า ความรู้สึกเช่นนี้มิได้เลือนหายไปโดยง่าย และยิ่งเหนียวแน่นเมื่อคนในท้องถิ่นมีภาษาและศาสนาแตกต่างจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ด้วยเหตุนี้ การรักษาเอกภาพของชาติจึงไม่อาจอาศัยการบังคับให้ประชาชนละทิ้งอัตลักษณ์ของตน ระบอบนาซี ฟาสซิสต์ หรือลัทธิทหารอาจใช้อำนาจควบคุมประชาชนได้ชั่วคราว แต่ไม่อาจทำลายจิตสำนึกรักถิ่นฐานที่หยั่งรากอยู่ในกลุ่มชนได้
ปรีดียก “วิธีสวิตเซอร์แลนด์” เป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลาย แต่ละแขวงมีสิทธิปกครองตนเองและใช้ภาษาของตน ขณะเดียวกันยังรวมอยู่ภายใต้รัฐบาลกลางเดียวกัน สำหรับปรีดี หลักสำคัญจึงอยู่ที่การยอมรับความแตกต่างและเปิดพื้นที่ให้ท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยไม่ทำลายเอกภาพของประเทศ เขาจึงเสนอว่า หากประชาธิปไตยเป็นการปกครอง “ของราษฎร โดยราษฎร เพื่อราษฎร” เอกภาพของชาติก็ควรเป็น “เอกภาพของราษฎร โดยราษฎร เพื่อราษฎร” เช่นเดียวกัน
เอกภาพเช่นนี้ต้องมีรากฐานทางเศรษฐกิจและสิทธิมนุษยชนควบคู่กัน ปรีดีเห็นว่า เมื่อประชาชนมีความกินดีอยู่ดีและได้รับสิทธิเสรีภาพ พวกเขาย่อมเห็นประโยชน์ของการอยู่ร่วมกันและพร้อมรักษาเอกภาพของชาติด้วยความสมัครใจ ตรงกันข้าม การเรียกร้องให้ประชาชนยึดถือเอกภาพทางจิตใจโดยไม่แก้ปัญหาความเป็นอยู่และสิทธิ ย่อมไม่มีรากฐานที่มั่นคง ดังที่เขาเปรียบว่าเป็นสิ่งที่ “ลอยไปลอยมาในอากาศ”[20]
แนวคิดนี้ช่วยให้มองกรณีหะยีสุหลงพ้นจากกรอบคู่ตรงข้ามระหว่าง “รัฐ” กับ “ผู้แบ่งแยกดินแดน” ประเด็นสำคัญอยู่ที่รัฐจะรักษาเอกภาพด้วยการบังคับให้ประชาชนละทิ้งความแตกต่าง หรือยอมรับว่าคนคนหนึ่งสามารถผูกพันกับถิ่นฐาน ภาษา และศาสนาของตน พร้อมดำรงอยู่ในฐานะพลเมืองของประเทศเดียวกันได้ เมื่อรัฐเคารพความหลากหลาย เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม และให้ความเป็นธรรม เอกภาพย่อมเกิดจากความเต็มใจมากกว่าความหวาดกลัว
บทสรุป: สันติภาพต้องเริ่มจากความจริงและความยุติธรรม
บทเรียนจากชีวิตของหะยีสุหลงไม่ได้อยู่ที่การนำคำขอร้องทั้ง 7 ข้อใน พ.ศ. 2490 กลับมาใช้ตามเดิม แต่อยู่ที่หลักการซึ่งยังมีความหมายต่อปัจจุบัน ทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดอนาคตของท้องถิ่น การเคารพภาษา ศาสนา และวิถีวัฒนธรรม ตลอดจนการเข้าถึงระบบราชการ กระบวนการยุติธรรม และการพัฒนาอย่างเสมอภาค
รัฐจำเป็นต้องแยกข้อเสนอเรื่องการกระจายอำนาจและการคุ้มครองอัตลักษณ์ออกจากการใช้ความรุนแรง เปิดพื้นที่ให้ข้อเสนอทางการเมืองได้รับการพิจารณาโดยไม่ถูกตีตราเป็นภัยความมั่นคง และยึดหลักกฎหมาย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนความรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่เป็นพื้นฐาน
สันติภาพยังต้องอาศัยความจริงเกี่ยวกับความรุนแรงในอดีต ชะตากรรมของหะยีสุหลงและผู้สูญหายอีกสามคนไม่ควรเหลืออยู่เพียงในความทรงจำของครอบครัวหรือประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การเปิดเผยข้อเท็จจริง ตรวจสอบความรับผิดชอบ และสร้างหลักประกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำ เป็นเงื่อนไขสำคัญของการฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน
ตราบใดที่ความจริงเกี่ยวกับคนทั้งสี่ยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างครบถ้วน วันที่ 13 สิงหาคมยังคงเป็นทั้งวันแห่งความสูญเสียและเครื่องเตือนใจว่า สังคมประชาธิปไตยต้องไม่ยอมให้ผู้ใดถูกคุกคาม ถูกทำให้เงียบ หรือถูกทำให้สูญหาย เพียงเพราะรัฐมองการเรียกร้องสิทธิและความยุติธรรมด้วยสันติวิธีว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงอีกต่อไป
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง:
- PRIDI Interview: เด่น โต๊ะมีนา ย้อนรำลึกถึงคุณพ่อ ‘หะยีสุหลง’
- ข้อสังเกตเกี่ยวกับเอกภาพของชาติกับประชาธิปไตยและทัศนะชายแดนใต้ โดยปรีดี พนมยงค์
[1] เด่น โต๊ะมีนา, “PRIDI Interview: เด่น โต๊ะมีนา ย้อนรำลึกถึงคุณพ่อ ‘หะยีสุหลง’,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 13 สิงหาคม 2565; และอาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “ปรีดี พนมยงค์ และหะยีสุหลง กับสถานการณ์ความไม่สงบและสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 13 สิงหาคม 2566. (Pridi Institute)
[2] Joseph Chinyong Liow, “Thailand’s Southern Border Provinces: Constructing Narratives and Imagining Patani Darussalam,” in Religion and Nationalism in Southeast Asia (Cambridge: Cambridge University Press, 2016), pp. 99–134.
[3] ดู “ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยม ฉบับที่ 9 เรื่องภาษาและหนังสือไทยกับหน้าที่พลเมืองดี,” 24 มิถุนายน 2483; “ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยม ฉบับที่ 10 เรื่องการแต่งกายของประชาชนชาวไทย,” 15 มกราคม 2484; พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 และบรรพ 6 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2486; และ “พระราชบัญญัติยกเลิกอำนาจและหน้าที่ดะโต๊ะยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี พุทธศักราช 2486.”
[4] “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พุทธศักราช 2488,” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 62 ตอนที่ 26, 8 พฤษภาคม 2488, น. 372–376. พระราชกฤษฎีกาตราขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2488 โดยมีควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ. (ราชกิจจา)
[5] สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย, “จุฬาราชมนตรี แช่ม พรหมยงค์ (ฮัจยีซัมซุดดิน บิน มุสตาฟา),” ระบุว่าแช่ม พรหมยงค์เป็นจุฬาราชมนตรีคนแรกที่ได้รับแต่งตั้งตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พ.ศ. 2488; สำหรับบทบาทของหะยีสุหลงในฐานะประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ดู อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “ปรีดี พนมยงค์ และ หะยีสุหลง กับสถานการณ์ความไม่สงบและสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 13 สิงหาคม 2566.
[6] “พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตต์จังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489,” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 63 ตอนที่ 77, 3 ธันวาคม 2489, น. 633–637.
[7] พุทธพล มงคลวรวรรณ, “ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับ ‘ข้อเรียกร้อง 7 ข้อของหะยีสุหลง’,” รูสมิแล ปีที่ 30 ฉบับที่ 3 (กันยายน–ธันวาคม 2552), น. 15–27, โดยเฉพาะ น. 24–27. ผู้เขียนถอดความจากเอกสารคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ที่ 22/2490 ลงวันที่ 3 เมษายน 2490 เรื่อง “คำขอร้องในการปฏิบัติทางสาสนาอิสลามและอื่น ๆ” ซึ่งเก็บรักษาในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
[8] พุทธพล มงคลวรวรรณ, “ข้อเท็จจริงบางประการ,” น. 27; James Ockey, “Individual Imaginings: The Religio-Nationalist Pilgrimages of Haji Sulong Abdulkadir al-Fatani,” Journal of Southeast Asian Studies 42, no. 1 (February 2011): 89–119; และเจมส์ โอกีย์, “การเลือกตั้งและบูรณาการทางการเมืองในภาคใต้ของประเทศไทย,” ใน ใต้ไทยเหนือมลายู: ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย, น. 125–126.
[9] Thanet Aphornsuvan, “Origins of Malay Muslim ‘Separatism’ in Southern Thailand,” Asia Research Institute Working Paper Series, No. 32 (National University of Singapore, 2004), pp. 40–41.
[10] Thanet Aphornsuvan, “Origins of Malay Muslim ‘Separatism’ in Southern Thailand,” pp. 45–47 ซึ่งสรุปการฟ้องคดีอาญาที่ 25/2491 และการวินิจฉัยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดน.
[11] Thanet Aphornsuvan, “Rebellion in Southern Thailand: Contending Histories,” Policy Studies 35 (Washington, D.C.: East-West Center, 2007). ผู้เขียนชี้ว่าเหตุการณ์ดุซงญอถูกนำไปรวมไว้ในเรื่องเล่า “กบฏหะยีสุหลง” ทั้งที่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นแผนการเดียวกัน.
[12] เด่น โต๊ะมีนา, “PRIDI Interview.” หะยีสุหลงได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2495 และมีประชาชนจำนวนมากไปรอต้อนรับที่สถานีรถไฟโคกโพธิ์.
[13] นวลน้อย ธรรมเสถียร, “การหายไปของ ‘หะยีสุหลง’ การผูกขาดพื้นที่ความทรงจำ,” Thai PBS De/Code, 4 เมษายน 2565; และ Human Rights Watch, “It Was Like Suddenly My Son No Longer Existed”: Enforced Disappearances in Thailand’s Southern Border Provinces (March 2007).
[14] เด่น โต๊ะมีนา, “PRIDI Interview,” ส่วน “อาชญากรรมโดยรัฐ การบังคับสูญหาย ‘หะยีสุหลง’.” เด่นถ่ายทอดข้อมูลจากคณะกรรมการสืบสวน พ.ศ. 2501 ซึ่งมีพลตำรวจจัตวา ฉัตร หนุนภักดี เป็นประธาน.
[15] เรื่องเดียวกัน. เด่นกล่าวถึงหนังสือของ พุฒ บูรณสมภพ ซึ่งมีตอนชื่อ “คำสั่งฆ่าหะยีสุหลง” และกล่าวหาว่า พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์เป็นผู้สั่งการ ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวไม่เคยได้รับการวินิจฉัยเป็นข้อยุติในกระบวนการยุติธรรม.
[16] ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ, ชีวิต มุมมอง ความคิด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ (2563), ตอน “คำขอโทษจากทายาท ‘ชุณหะวัณ’ ถึงทายาท ‘หะยีสุหลง’.”
[17] Human Rights Watch, “It Was Like Suddenly My Son No Longer Existed”, section “Insurgency in the South.” รายงานกล่าวถึงการหายตัวของหะยีสุหลงและบุตรชาย และใช้คำว่า “presumed murder” โดยเจ้าหน้าที่ไทย.
[18] เด่น โต๊ะมีนา, “PRIDI Interview.” เด่นเล่าถึงการปฏิเสธเข้าร่วมขบวนการติดอาวุธและการเลือก “ต่อสู้ทางรัฐสภา” ก่อนดำรงตำแหน่ง ส.ส. ส.ว. และรัฐมนตรีช่วยว่าการ.
[19] ปรีดี พนมยงค์, “ข้อสังเกตเกี่ยวกับเอกภาพของชาติกับประชาธิปไตย,” ใน ปรีดีสาร: ทัศนะของรัฐบุรุษอาวุโสต่อปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ, 2548), น. 5–20. บทความเขียนขึ้นสำหรับหนังสือที่ระลึกงานชุมนุมประจำปี พ.ศ. 2514 ของชาวธรรมศาสตร์ในสหราชอาณาจักร.
[20] เรื่องเดียวกัน. ปรีดีเชื่อมเอกภาพของชาติเข้ากับประชาธิปไตย ความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจ และสิทธิมนุษยชน พร้อมเตือนว่าเอกภาพที่ไม่มีรากฐานดังกล่าวย่อมเป็นสิ่งที่ “ลอยไปลอยมาในอากาศ”.