ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ศิลปะ-วัฒนธรรม

“เมืองหนังฯ” สร้างสรรค์ สู่เครือข่ายมรดกโลก UNESCO Creative Cities Network (UCCN)

6
กันยายน
2569

 

ประเทศไทยตั้งเป้าเข้าสู่ “เมืองหนัง” หวังส่งอย่างน้อย 35 จังหวัดเข้ารับการคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งใน เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network - UCCN) ภายในปี 2037 ยุทธศาสตร์ระดับชาติประกาศก้องเกี่ยวกับการขอรับการรับรองสำหรับการเป็นเมืองจุดหมายปลายทางใหม่ (Destination) 2 แห่ง ในทุก ๆ สองปี ขณะที่ทั่วโลกกำลังรอผลการคัดเลือก เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ที่จะประกาศผลในดือน มิถุนายน 2570 ประเทศไทยเร่งเตรียมความพร้อมด้วยกิจกรรม เทศกาลภาพยนตร์ (นานาชาติ) ประกาศกลยุทธ์ Soft Power ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต่อเนื่องมาจากงบประมาณปี 2568 โดย กระทรวงวัฒนธรรม นอกจากที่กรุงเทพฯ แล้ว ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการจัดงานแบบดาวกระจายในหลายจังหวัดพื้นที่พิเศษ โดยภาครัฐเป็นกำลังหลักเร่งขับเคลื่อนอย่างแข็งขัน เพื่อผลักดันด้านการท่องเที่ยวโดยใช้ “ภาพยนตร์” เป็นเครื่องมือหลักเพราะตระหนักในพลานุภาพอันทรงพลัง เพื่อเปิดพื้นที่เชื่อมโยงระหว่าง ภาพยนตร์ อาหาร ศิลปะ และอัตลักษณ์ของจังหวัด อาทิ จังหวัดจันทบุรี “เทศกาลรวมคลื่น~หนังเคลื่อน ครั้งที่ 3” micro WAVE FILM FESTIVAL 25 - 30 สิงหาคม 2569จังหวัดแม่ฮ่องสอน “เทศกาลหนังเมืองหมอก@แม่ฮ่องสอน” ภายใต้โครงการ “เทศกาลแม่ฮ่องสอน No Cineplex Cinema Festival” 28 สิงหาคม - 1 กันยายน 2569 , จังหวัดกาญจนบุรี “เทศกาลเมืองหนัง จังหวัดกาญจนบุรี 2569” FILM TOWN FESTIVAL KANCHANABURI 2026” 28-30 สิงหาคม 2569 จังหวัดเชียงใหม่ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเชียงใหม่ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 Chiang Mai International Film Festival 2026 ภายใต้แนวคิดการใช้ภาพยนตร์เป็นกลไกในการส่งเสริมศักยภาพจังหวัดเชียงใหม่สู่การเป็น “เมืองแห่งภาพยนตร์ (Chiang Mai Film Destination)” และเป็นพื้นที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์วัฒนธรรมล้านนาเข้ากับอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล วันที่ 28 – 30 สิงหาคม 2569 และตามกันมาติด ๆ ด้วย Chiang Mai International Fantastic Film Festival ครั้งที่ 2 (CIFAN 2026) วันที่ 20 -27 กันยายน 2569 [1] ฯลฯ

โดยเฉพาะที่จังหวัดชลบุรี (PATTAYA INTERNATIONAL FILM FESTIVAL 4 เมื่อ วันที่ 22 – 30 สิงหาคม 2569 ) เข้มแข็งมากจัดต่อเนื่องมา 4 ปี โดย กระทรวงวัฒนธรรม , จังหวัดชลบุรี , และ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) จัดเต็มเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ กิจกรรมมากมายทั้งฉายหนังให้ชมฟรี มีประกวดหนังสั้น สร้างระบบนิเวศทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในพื้นที่ โดยมีหมุดหมายชัดเจนเพื่อเสนอชื่อพัทยาสู่การเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ของ องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (The UNESCO Creative Cities Network-UCCN)  จึงเป็นที่มาของคำถามว่า “UNESCO” มีกฎเกณฑ์อะไรในการคัดเลือกคุณสมบัติดีเด่นที่เหมาะสมต่อการเป็น “UNESCO City of Film” เมืองสร้างสรรค์ด้าน ภาพยนตร์ , เมืองที่คัดเลือกเสนอเข้าไปมีคุณสมบัติเพียงพอต่อการพิจารณาคัดเลือกแค่ไหน และเมื่อเป็นเครือข่ายแล้วไทยได้ประโยชน์อะไรต่อการพัฒนาประเทศ

UNESCO จำกัดความ Creative City คือ เมืองที่มีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย และมีส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเมืองนั้นๆ โดยมีการรวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่นของคนที่ทำงานศิลปะทุกแขนง ที่ทำให้เมืองกลายเป็นพื้นที่ของการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ ต้องมีการร่วมมือระหว่างชุมชนท้องถิ่นและภาครัฐ ในการสร้างสรรค์เมืองผ่านการพัฒนาสภาพแวดล้อม โครงสร้างทางสังคม ระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการนำสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม ตลอดจนจารีตประเพณีของท้องถิ่นมาผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อนำไปสู่การเป็นเมืองที่มีบรรยากาศเอื้อต่อการสร้างธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ (Creative Industry) แบ่งเป็น 7 ประเภทเมืองสร้างสรรค์ 

1. เมืองแห่งวรรณกรรม (City of Literature)

2. เมืองแห่งภาพยนตร์ (City of Film)

3. เมืองแห่งดนตรี (City of Music)

4. เมืองแห่งหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (City of Crafts & Folk Arts)

5. เมืองแห่งการออกแบบ (City of Design)

6. เมืองแห่งศิลปะสื่อประชาสัมพันธ์ (City of Media arts)

7. เมืองแห่งวิทยาการอาหาร (City of Gastronomy)

หลักเกณฑ์และกติกาสำคัญในการเสนอชื่อเมืองเข้าสู่ เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network - UCCN) [2]

  • ตรงตามสาขา : เมืองที่เสนอตัวต้องมีอัตลักษณ์และกิจกรรมที่สอดคล้องกับ 1 ใน 7 สาขาอย่างชัดเจน
  • ความร่วมมือระดับสากล : ต้องมีการริเริ่มสร้างสรรค์ความร่วมมือระหว่างประเทศ สังคม หรือชุมชน ในเชิงคุณภาพและปริมาณ
  • ความเป็นศูนย์กลาง : เมืองนั้นต้องมีความพร้อมและเป็นศูนย์กลางของสาขาที่สมัคร
  • การกลั่นกรองในประเทศ : ประเทศไทยจะมีหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงศึกษาธิการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้คัดเลือก และจำกัดจำนวนเมืองในการส่งใบสมัครไปยังยูเนสโกในแต่ละรอบ (หนึ่งรอบ 2 ปี ส่งไม่พร้อมกัน)

เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UCCN) เปิดตัวและเริ่มคัดเลือกเมืองสมาชิกครั้งแรกพร้อมการก่อตั้งองค์การในปี พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) ปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิก 90 ประเทศทั่วโลก มีเมืองกว่า 408 เมืองทั่วโลก ที่ได้รับการประกาศเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์จากยูเนสโก สำหรับในประเทศไทย น่านและสงขลาเป็น 2 จังหวัดล่าสุด ที่ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ในระดับโลก (UCCN) ประจำปี 2025 ที่ผ่านมา [3] เมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกในประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองแล้วว่าเป็น เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network) มีทั้งหมด 9 เมือง ในสาขาต่าง ๆ ดังนี้

  • เพชรบุรี, สงขลา และ ภูเก็ต เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก สาขาวิทยาการอาหาร เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2558
  • น่าน , เชียงใหม่ เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2560 และ สุโขทัย เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562
  • เชียงราย , กรุงเทพมหานคร เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ (City of Design) เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 
  • สุพรรณบุรี เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี (Creative City of Music) เมื่อปี 2566

หน่วยงานที่ขับเคลื่อนการทำงานคัดเลือกเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกในไทย คือ อพท. หรือ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Designated Areas for Sustainable Tourism Administration (Public Organization) - DASTA) [4] สังกัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีนโยบายในการขับเคลื่อนแหล่งท่องเที่ยวและเมืองในพื้นที่พิเศษ โดยเริ่มต้นจากการใช้เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือเครื่องมือที่เรียกว่า Global Sustainable Tourism Criteria (GSTC) เป็นเกณฑ์ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council) ซึ่งมีทั้งหมด 4 มิติ ได้แก่ การบริหารจัดการความยั่งยืนด้านสังคม-เศรษฐกิจ ด้านวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันพื้นที่พิเศษที่อยู่ในความดูแลของ อพท. ประกอบด้วย หมู่เกาะช้าง พัทยา สุโขทัย เลย น่าน อู่ทอง ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เชียงราย และ คุ้งบางกระเจ้า

+++++++++++++

ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ที่จังหวัดกาญจนบุรีขับเคลื่อนผ่านเทศกาล เมืองหนัง จังหวัดกาญจนบุรี 2569 “ Film Town Festival Kanchanaburi 2026 ” เมื่อ 28-30 สิงหาคม 2569 โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประกาศนโยบาย “UNESCO City of Film” ด้วยตระหนักในศักยภาพที่มีความเหมาะสมทุกด้าน ต่อการผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนโดยภาครัฐ ด้วยคุณสมบัติที่สมบูรณ์ทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เพราะ “UNESCO City of Film” จัดเป็น มรดกโลกประเภทผสมผสาน (Mixed Heritage) ที่ต้องประกอบไปด้วยทรัพยากรทั้งสองฝากสร้างรากร่วมกัน

มรดกโลกทางธรรมชาติ (Natural Heritage) พื้นที่ธรรมชาติ ระบบนิเวศ ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์หรือพืชหายาก และลักษณะภูมิประเทศที่มีความสำคัญยิ่งทางวิทยาศาสตร์ หรือการอนุรักษ์

มรดกโลกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage) สิ่งก่อสร้าง อนุสาวรีย์ เมืองโบราณ หรือแหล่งโบราณคดีที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปะ

ซึ่งจังหวัดกาญจนบุรีมีครบทั้งสองทางร่วมสร้างเมือง และที่สำคัญคือมีรากของความเป็น “เมืองหนัง” เพราะกาญจนบุรี เป็นจังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นพื้นที่ถ่ายทำภาพยนตร์จากผู้สร้างทั่วโลก ที่หลั่งไหลไม่ขาดสายในหลายทศวรรษ และถูกจัดให้เป็น “ เมืองหนัง ” ที่คับคั่งไปด้วยทรัพยากรคุณภาพดีในทุกด้าน ช่วยหนุนงานอำนวยการสร้างได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ สถานที่ถ่ายทำ (Location) และผู้แสดงทุกระดับ (Actor) จึงสามารถรองรับสนับสนุนความต้องการที่หลากหลายบนสายงานการผลิตภาพยนตร์คุณภาพระดับโลกมาแล้วมากกว่าร้อยเรื่อง และที่สำคัญมีรากสายประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจตัดขาดจากปัจจุบันได้ โดยเฉพาะการเป็นพื้นที่แห่ง History ครั้งสำคัญของชาติไทยใน “ สงคราม 9 ทัพ ”  กาญจนบุรี จึงได้รับเลือกให้เป็นจุดตั้งโรงถ่ายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างภาพยนตร์ “ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ”, เส้นทางประวัติศาสตร์การสร้างสะพานแม่น้ำแคว , รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่มีต้นทุนของเรื่องราว เรื่องเล่ายุคสงคราม ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์และดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก ฯลฯ

โจทย์ของการทำงานสาย “ เทศกาล ”  ( Festival Academy ) ในหลักการ Festival Management คืองานพัฒนาศิลปะกับวัฒนธรรม สร้างองค์ความรู้ต่อสังคม  เพื่อประชาชนทุกกลุ่ม  บนเส้นทางของความบันเทิงผ่านมหรสพ ที่มีเป้าหมายต่างจาก Event ซึ่งจัดแล้วจบในเวลาจำกัด และที่สำคัญคือต้องตอบโจทย์การตลาดเพื่อส่งเสริมการบริโภค ไม่ได้มีจุดประสงค์หลักเพื่อการพัฒนาระยะยาว หรือเพื่อให้เกิดผลต่อเนื่องเชิงลึกในมิติของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

Film Town Festival Kanchanaburi 2026  
Feel All The Feelings Amazing Thailand

สถานการณ์ใหม่ของวงการภาพยนตร์ไทยในขณะนี้ คือปรากฏการณ์หลั่งไหลของ Event ที่เป็น " งานหนัง "  ภายใต้งบประมาณ Soft Power ของรัฐบาลพรรค เพื่อไทย ในวาระปี 2568 ที่ผ่านมา หลายจังหวัดจัดงานแข่งกันโดยมีโจทย์ของ “ การท่องเที่ยว ”  เป็นหัวใจในการสร้างงานเพื่อผลักดันเศรษฐกิจ เม็ดเงินมหาศาลที่ถูกหว่านผ่านหลายหน่วยงานคือสิ่งที่น่าจับตามอง ว่ามีผลอย่างไรต่องานพัฒนาวงการภาพยนตร์ไทยในระยะยาว และอย่างยั่งยืน หนึ่งในเทศกาลที่น่าสนใจให้ความสำคัญกับรากชุมชนเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ตรงตามยุทธศาสตร์ของ หน่วยงานบริหารจัดการพื้นที่กำหนดเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (DASTA) ที่ทำงานเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก (เช่น เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ด้วยการมุ่งเน้นไปที่รูปแบบการขับเคลื่อนโดยชุมชน) ท่ามกลาง Entertainment Event ในกระแสหลักคือ “ Film Town Festival Kanchanaburi 2026 ”  เมืองหนัง จังหวัดกาญจนบุรี

สืบเนื่องจาก ร้อยโท ทศพล ไชยโกมินทร์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายกสมาคมชาวกาญจนบุรี มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าเป็นผู้ริเริ่มและผลักดันแนวคิด “กาญจนบุรี HUB ภาพยนตร์และเมืองท่องเที่ยว” (Film Hub & Film Destination) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดกาญจนบุรี จึงรับงานสานต่อจนเป็นที่มาของเทศกาล  “ เมืองหนัง จังหวัดกาญจนบุรี 2569 ” โครงการที่เริ่มปีแรกด้วยสเกลขนาดกลาง ร่วมจัดโดย หอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี และ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 28-30 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เทศกาลถูกออกแบบให้มีกลิ่นอาย Nostalgia รื่นรมย์ชมบรรยากาศย้อนยุคสนุกสนาน เรียบง่าย ทุกกิจกรรมสามารถเข้าถึงได้ทุกคน ด้วยเนื้อหาของการจัดงานที่มี Theme หลักคือ “เมืองหนัง” ในความหมายของเมืองซึ่งมีรากประวัติศาสตร์โลกเชื่อมโยงกับพื้นที่ในมิติทางการเมือง และวัฒนธรรมด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนต่อความเป็น “UNESCO City of Film” ภายในงานได้มีการออกแบบงานกิจกรรมที่ประกาศชัดถึงคุณสมบัติตามกฎเกณฑ์ มีความเป็น Film Friendly Location ที่ควรได้รับการสนับสนุนให้เป็นหนึ่งใน “เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ของยูเนสโก”  Present ด้วยการจัดงานที่มี content หลัก คือ กาญจนบุรีทรัพยากรดีทุกด้าน มีความพร้อมที่เหมาะสมแก่การรองรับสนับสนุนงานอุตสาหกรรมการถ่ายทำภาพยนตร์จากทั่วโลก

1. การท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี เลือกเสนอจังหวัดกาญจนบุรีเข้าสู่ เมืองเครือข่ายสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ เพราะเป็นเมืองที่มีสถิติของการถ่ายทำภาพยนตร์ทุกประเภทสูงในระดับต้น ๆ บนอันดับหัวแถวของประเทศไทยเพราะ จ.กาญจนบุรี อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรที่เอื้อต่องานสร้างระดับสากลในทุก ๆ ด้าน ทั้งภูมิประเทศ สถานที่ถ่ายทำ อุปกรณ์นวัตกรรมใหม่ให้บริการทุกด้านล้วนราคาไม่แพงมาก หากเทียบกับตลาดนานาชาติในโลกปัจจุบัน และที่สำคัญเหนือกว่าทุกประเทศใด ๆ ในโลกคือบุคลากรดีมีคุณภาพ ทั้งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านงานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้อง ด้วยธรรมชาติของความเป็นคนไทยที่มีอัตลักษณ์พิเศษซึ่งแตกต่างเป็นอย่างมาก มีน้ำใจ ยืดหยุ่น มีความเป็น “ ศิลปิน “ ในสายเลือด โดยเฉพาะด้านศิลปะการแสดง  แม้ในระดับชาวบ้าน ซึ่งสนับสนุนงานการถ่ายทำให้ราบรื่น รวดเร็วมากขึ้น

2. สถานที่จัดงานเทศกาลหนังคือ โรงงานกระดาษไทย กาญจนบุรี [5]  ที่มีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะจุดพำนักของทหารญี่ปุ่น เพื่อใช้เป็นทางผ่านไปสู้รบที่พม่า เพราะโรงงานกระดาษไทยแห่งนี้มีโครงสร้างที่ดี ซึ่งไม่ใช่แค่ขนาดและพื้นที่เท่านั้น หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 93 ปีก่อน แต่โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม (มีดีไซน์แบบ Loft ที่ยังคงทันสมัยแม้ในปัจจุบัน) และด้านวิศวกรรม เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้บอกความเป็น High Technology ของอุตสาหกรรมกระดาษขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย

3. การคัดเลือกภาพยนตร์สำหรับ หนังกลางแปลง ยังคงรักษา mood & tone ย้อนยุคทุกด้าน ทั้งเนื้อหาที่เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในจังหวัดกาญจนบุรีเป็นโลเคชันหลัก และรูปแบบ ที่โดยฉายด้วยเครื่องฉายหนังฟิล์มแบบโบราณย้อนยุค ให้ผู้ชมนั่งบนกองฟางแทนเก้าอี้ ล้อมรอบด้วยตลาดในบรรยากาศงานวัดจัดเต็ม ได้ Feel Fun Film ไม่ได้นั่งชมในโรงหนังติดแอร์เย็นฉ่ำแบบเดิม นั่งชมบนลานหญ้าในบรรยากาศ สุด Art ฉายหน้าโรงงานกระดาษ ที่มีดีไซน์ Loft สุดเท่ คือความเก๋ที่สนองความต้องการคนหลายกลุ่ม

ผู้ชมชาวไทย นักท่องเที่ยวต่างประเทศ ยืนมุงดูเบื้องหลังการฉายหนังแบบโบราณ ท่ามกลางความตื่นเต้นของการฉายหนัง เพิร์ลฮาร์เบอร์ฉากสงครามบนจอ ทีมฉายต่างกรอฟิล์ม สาวฟิล์มกันอย่างน่าตื่นเต้น ชาวต่างชาติที่ล้อมยืนชื่นชมอุทานว่า Amazing!

 

photo : Sarinya Sungkatavat

 

 

4. กิจกรรมเสริมทักษะภายในงานถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ ความเป็น “ เมืองหนัง ” ที่รังสรรค์ร่วมกันหลายส่วนในรูปแบบของเทศกาล ประกอบด้วย

  • Education นิทรรศการ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประกอบด้วย พระราชประวัติวีรกษัตริย์ผู้ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย และ สารคดีเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กล้องและอุปกรณ์จริงที่ใช้ในการถ่ายทำ
  • Edutainment

จัดฉายหนังกลางแปลง 3 เรื่อง ตัวแทนภาพยนตร์กว่าร้อยเรื่องซึ่งใช้สถานที่ถ่ายทำในจังหวัดกาญจนบุรีเป็นหลัก ตำนานสมเด็จพระนเรศวร คู่กรรม (2531)และ Pearl Harbor (2001) จากอดีตจนถึงปัจจุบันเป็นเวลานานกว่าครึ่งศตวรรษ ที่กาญจนบุรีครองแชมป์เป็น Destination ของสาย Production

มอบประสบการณ์ใหม่ให้ผู้ชมด้วย Action Experience - Immersive Theatre งานแสดงผสานเทคนิคเล่าเรื่องแนวใหม่ ด้วยการนำเสนอบทบันทึกหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ผ่านเทคนิคนำสมัย Projection Mapping หรือ 3D Mapping เรื่อง “ 2486 บันทึกจากหน้ากระดาษที่ขาดหายไป ” (จำลองภาพประวัติศาสตร์สำคัญซึ่งขาดหายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ใช้เวลา 20 นาที)

 

 

  • Gimmick สุดมันประกอบด้วยการออกบูธ ทั้งโดยดารากับเหล่าเซเล็ป ร้านอาหารเด่น  การแสดงบนเวที ดนตรี และกิจกรรมในโซนหลักต่าง ๆ 9 จุด

BOOTH หลากหลายรายรอบสนามหลักหน้าโรงงานกระดาษ ที่กลายเป็นกระดานมหาสนุก เหมือนเปิดงานนิทรรศการขนาดย่อม content ใหญ่ไม่แพ้ในนิทรรศการหลัก มีเนื้อหาเชื่อมโยงเหมือนโถงแห่งประวัติศาสตร์ชาติไทย

+ Booth ของ “คช” (Mahout) นำเสนอภาพยนตร์ไทยแนว Drama เกี่ยวกับ “ช้าง” สัตว์สำคัญคู่บ้านคู่เมืองของไทย ผลงานผู้สร้างและนำแสดง โดย ปลา เพียงฤทัย โกมารทัต (ปลา บลา บลา) [6] กำกับ โดย ปลา บลา บลา นำเสนอเรื่องราวความผูกพันระหว่างคนกับช้างในมุมมองใหม่ กวาดรางวัลระดับอินเตอร์จากเวทีต่างประเทศมาแล้วมากมาย อาทิ Best Narrative Feature จาก Bangkok Movie Awards 2025 , Best Narrative Feature จาก Dimension Independent Film Festival 2024 (บาหลี อินโดนีเซีย) , Best Asian Feature Film จาก Moscow Asian Film Festival 2025 ฯลฯ ได้รับคัดเลือกจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นำไปเปิดตัวและฉายโปรโมทในเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลก เช่น Cannes International Film Festival 2025 และ American Film Market ฯลฯ มีกำหนดฉายในไทยเริ่ม 12 พฤศจิกายน 2569 ในเครือเมเจอร์

 

 

+ Booth นักจำลองประวัติศาสตร์ตัวจริงมาโชว์ยุทโธปกรณ์ เสื้อผ้าจริงจากสนามรบ หนังสือเกี่ยวกับสงครามโลก ฯลฯ นำทีมโดย อ.วันใหม่ นิยม นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมือง ร่วมกิจกรรม Cosplay Championship ในบทบาทผู้เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ด้วย และสมาชิกในทีมอีก 8 ชีวิต ในนามกลุ่ม โคตรทหาร ร่วมแสดง Action Experience - Immersive Theatre เรื่อง “ 2486 บันทึกจากหน้ากระดาษที่ขาดหายไป ”

+ Booth  จิ๊บ ลายพราง ผู้ให้บริการอุปกรณ์ทหารในงานการถ่ายทำภาพยนตร์ นำรถทหารหลากรุ่น หลายคันที่ใช้จริงในกองทัพบกมาให้บริการประชาชน นั่งชมงานภายในบริเวณโรงงานกระดาษไทย ในราคา 100 บาท

 

 

Cosplay Contest ประกวดแต่งกายเลียนแบบตัวละครในหนังที่ชอบ มอบรางวัลที่ใช่ ให้กับผู้สร้างสรรค์ยอดเยี่ยม หลังกรรมการตัดสินจากการแสดงความสามารถพิเศษคนละ 3 นาที  ฐานนี้ได้รับความสนใจจากผู้ชม 5% ในวันที่ 29 สิงหาคม 2569 นักจำลองประวัติศาสตร์ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมแต่ง cosplay เป็นทหารญี่ปุ่นเชลยฝรั่ง และในวันปิดงาน 30 สิงหาคม 2569 อาจารย์วันใหม่ นิยม ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมืองเข้าร่วมประชันด้วย Cosplay ตำรวจภูธรไทยในสมัยสงครามโลก เพราะในยุคนั้นกาญจนบุรีไม่มีทหารไทย จึงมีเพียงตำรวจที่ดูแลประชาชนท่ามกลางทหารญี่ปุ่น สวมบทบาท ร้อยตำรวจโทวันใหม่ ผู้เล่าเรื่องสถานการณ์ช่วงสงครามแบบแสดงเดี่ยว ด้นสดแบบไม่ต้องจดสคริปต์เตรียมการ เพราะทุกเหตุการณ์ประจักษ์ใจในความจริง โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งโจทย์ก็มีเจตจำนงดำรงวินัย แม้ชวดรับทุกรางวัลในการประกวด แต่ก็ชนะใจกลุ่มผู้นิยมข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ปราศจากการแต่งเติม ชาวบ้านประชาชนคนตัวเล็กกับบทบาท วีรชนคนสามัญ

 

 

“ กระผมร้อยตำรวจโทวันใหม่ สถานการณ์โลกปี 2488 อยู่ในช่วงคับขัน ทั้งจังหวัดไม่มีทหารไทย มีแต่ทหารญี่ปุ่น และมีแต่ตำรวจไทยที่จะคุ้มครองประชาชน และเป็นกำลังลับให้กับเสรีไทยจังหวัดกาญจนบุรี กระผมได้รับคำสั่งลับจากท่านผู้ว่าการจังหวัด ให้ลักลอบนำพลร่มชาวอเมริกันไปช่วยค่ายเสรีไทยที่พนมทวน

Hello John my fiend from sky คุณจอห์นโดดร่มมาถึงแล้วไม่มีเวลามาก คุณซ่อนตัวไปในเกวียนนี้ ลูกน้องผมปลอมตัวเป็นชาวนาจะพาคุณไปค่ายพนมทวน คุณต้องซ่อนตัวในฟางข้าว จนกว่าเกวียนจะไปถึงค่ายเสรีไทย

ขบวนเกวียนไปถึงค่ายเสรีไทยที่พนมทวนโดยสวัสดิภาพ พลร่มจอห์นสามารถฝึกพลพรรค สร้างพลพรรคได้อีกนับร้อยนาย แต่แล้วทหารญี่ปุ่นเริ่มสงสัยเรา

ว่าไงเพื่อน ได้ข่าวว่าสงสัยค่ายเราเหรอเพื่อน เฮ่ย…ผมกินข้าวกินเหล้าเพื่อนทุกวัน จะหักหลังเพื่อนได้ไง แต่ทำไมค่ายของเพื่อนหันปลายกระบอกปืนมาที่กองทัพอากาศของเรา เพื่อนอย่าได้สงสัยเราเลย แต่ถ้ากระบอกปืนของเพื่อนทำงานเมื่อไหร่ ปืนของกระผมก็ทำงานเช่นกัน

นี่แหละครับ ผมต้องทำหน้าที่คนสองหน้าในจังหวัดกาญจนบุรี จนกว่าสงครามจะสงบ แล้วยังมีแม่บ้านของลูกน้องผมอีกหลายคน ปลอมตัวเป็นชาวบ้านส่งข้าวให้เชลยที่กำลังสร้างหรือซ่อมสะพาน ผมจะต้องรักษาสถานการณ์จนกว่าสงครามจะสงบ ผมพร้อมรับใช้พี่น้องประชาชนครับ”

 

 

จำลองกระบวนการสร้างภาพยนตร์ ให้เห็นขั้นตอนการทำงานในระบบอุตสาหกรรมสากล และพร้อมสนับสนุนผู้ที่ต้องการเป็นนักแสดงต่อไป

Casting and Action Scene เปิดโอกาสให้คนที่มีใจใฝ่อยากเป็นดาราได้เข้าวงการ ผ่านงานแนะนำตัวหน้ากล้อง มีแมวจ้องตะครุบตัวไปปั้นเป็นดาว ได้รับความสนใจสูงมากจากทุกเพศทุกวัย จนได้คะแนนนำสูงสุดในสายกิจกรรมของงานนี้ (21%)

Shooting Studio Demonstration : Live Action Show สาธิตการถ่ายทำ โดย Caravan Film Studio กับ Stunt A Team จากฉากแอคชันบางตอนของภาพยนตร์ “ ขุนพันธ์ ” (ภาพยนตร์ที่ใช้โรงงานกระดาษไทยแห่งนี้เป็นโลเคชันหลักในการถ่ายทำ) ได้รับความสนใจมากสูงมากจากผู้ชมทุกรอบ และจาก Casting ทั้งหญิงชาย หลายคน หลากกลุ่ม รุมร่วมเข้ากล้องประลองคิวบู๊สู้กันในฉากแอ็คชันที่มี Coach Acting กับ Stuntman ดูแลให้คำแนะนำ ได้คะแนนนิยมจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอันดับสองรองจาก Casting แบบเฉียดฉิว (17%)

Camera Test / Screen Test / Audition คนที่ต้องการเป็นนักแสดงได้มีสนามตามฝันนำนักแสดงที่ผ่านการคัดเลือกในแต่ละวันมาทดสอบการแสดงแบบเทสต์หน้ากล้องถ่ายจริงในฉากนี้ด้วย ฯลฯ

5. บรรดาเหล่านักแสดงที่ผ่านการคัดเลือกจะถูกเก็บรายชื่อพร้อมคอนแทคเพื่อต่อยอดงาน Audition และการแสดงหนัง ในวงการต่อไปในอนาคต โดยเริ่มจากภาพยนตร์กึ่งสารคดีแนว Docudrama ที่ทางทีมผู้จัดงานฝ่ายการแสดงจะสานต่อหลังจบจากงานนี้ มีเนื้อหาหลักเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของจังหวัดกาญจนบุรีและโรงงานกระดาษไทย เป็นฉากหลัง เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีรัฐบุรุษและเหล่าวีรชนคนสามัญเป็นตัวละคร ที่ควรได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติร่วมกัน

 

 

งานส่วนนิทรรศการเป็นจุดที่ได้รับความนิยมอยู่อันดับสุดท้ายของกิจกรรมทั้งหมด (1%) แม้กระนั้นก็ยังมีผู้คนแวะเวียนเข้าไปให้ความสนใจไม่ขาดสาย จัดแสดงประวัติของโรงงานกระดาษไทย และเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ที่เคยจัดแสดงอยู่ที่ พร้อมมิตร ฟิล์ม สตูดิโอ ภายใน ค่ายสุรสีห์ ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี มาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบทั้งกล้องถ่ายหนังฟิล์มที่ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล เคยใช้งานจริงในการถ่ายทำ และสารคดีเบื้องหลังการสร้างงานอลังการโปรดักชันบนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ ที่จำลองฉากสำคัญในประวัติศาสตร์ เช่น สรรเพชรปราสาท, ตำหนักพระนเรศวร, กุฏิพระมหาเถรคันฉ่อง, หมู่บ้านโยเดีย และกำแพงเมืองหงสาวดี ฯลฯ ในวันปิดงาน 28 สิงหาคม 2569  นายสิทธิวีร์ วรรณ พฤกษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน คุณชายอดัม หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ได้ให้เกียรตินำคณะชมนิทรรศการพร้อมบรรยายรายละเอียดด้วยตัวเอง

สาระสำคัญในนิทรรศการเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ "ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" ผลงานการกำกับของ ท่านมุ้ย (หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) เป็นโปรเจกต์ประวัติศาสตร์ที่ใช้เวลาสร้างยาวนานกว่าทศวรรษ เต็มไปด้วยความประณีตและความยากลำบากในการเนรมิตฉากประวัติศาสตร์ไทยให้สมจริง

สถานที่ถ่ายทำและฉากอลังการ

  • ค่ายพร้อมมิตรสตูดิโอ: ตั้งอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นสถานที่หลักในการสร้างฉากเมืองอโยธยา เมืองหงสาวดี ท้องพระโรงยูงทอง และกำแพงเมืองต่างๆ ที่จำลองขึ้นอย่างสมจริง
  • ฉากรบกลางน้ำและยุทธนาวี: ทีมงานต้องยกกองถ่ายไปถ่ายทำฉากยุทธนาวีในแม่น้ำและพื้นที่จริง ซึ่งมีความยากลำบากในการควบคุมเรือรบโบราณและนักแสดงประกอบจำนวนมาก
  • การใช้วิเอฟเอ็กซ์ (VFX): มีการผสมผสานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กราฟิก เข้ามาช่วยเติมเต็มฉากกองทัพนับหมื่นคน ทิวทัศน์เมืองโบราณ และเอฟเฟกต์การสู้รบให้ยิ่งใหญ่สมจริง

การเตรียมงานและการฝึกซ้อมนักแสดง

  • การฝึกทหารและขี่ม้า: นักแสดงหลักและนักแสดงประกอบต้องเข้ารับการฝึกฝนการใช้อาวุธโบราณ การทำยุทธหัตถี และการควบคุมม้า/ช้างอย่างจริงจังร่วมแรมปี
  • ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ: เบื้องหลังความสำเร็จยังมาจากทีมงานเบื้องหลังเฉพาะทาง ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ทีมงานดูแลสัตว์ และทีมบันทึกเสียง-ตัดต่อ ที่ทุ่มเททำงานร่วมกันยาวนานข้ามสัปดาห์กว่าจะผ่านในแต่ละฉากที่ล้วนยากมากตลอดเรื่อง

เบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์มหากาพย์ "ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" โดยผู้กำกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ถือเป็นการปฏิวัติและยกระดับเทคนิค Visual Effects (VFX) และ Computer Graphics (CG) ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของวงการภาพยนตร์ไทย เพื่อเนรมิตฉากสงครามโบราณอันยิ่งใหญ่ให้ออกมาสมจริงที่สุด

การสร้างสรรค์ VFX ในภาพยนตร์ซีรีส์ชุดนี้มีจุดเด่นและเบื้องหลังที่น่าสนใจ อาทิ

1. การทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก

ในภาพยนตร์ภาคแรกๆ ทางทีมงาน พร้อมมิตร โปรดักชั่น ได้ดึงตัว Visual Effects Supervisor และผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพจากต่างประเทศที่มีผลงานในภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูดเข้ามาควบคุมดูแล เพื่อถ่ายทอดความรู้ เทคนิค และกระบวนการทำงานแบบสากลให้แก่ทีมงานคนไทย ซึ่งต่อมาในภาค 3 และ 4 ทีมงานไทยก็สามารถนำความรู้เหล่านั้นมาสานต่อและพัฒนาเครื่องมือในการถ่ายทำต่อได้เอง

2. การผสมผสานระหว่างฉากจริงและ CG (Digital Matte Painting)

แม้ว่าจะมีการสร้างโรงถ่ายขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 700 ล้านบาทที่จังหวัดกาญจนบุรีเพื่อความสมจริง แต่ฉากหลังหลายส่วน เช่น พระราชวังที่ใหญ่โตอลังการ ท้องฟ้าในวันทำศึก หรือภูมิทัศน์ของเมืองหงสาวดีและอโยธยาในอดีต ต้องใช้เทคนิค Digital Matte Painting หรือการวาดภาพฉากหลังด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกแล้วซ้อนทับกับนักแสดงที่ถ่ายทำในสตูดิโอ Blue Screen หรือ Green Screen

3. เทคนิคขยายกองทัพ (Crowd Multiplication)

ฉากรบที่ต้องการความยิ่งใหญ่ มีทหารร่วมรบเป็นหลักหมื่นหลักแสนนาย ในความเป็นจริงกองถ่ายไม่สามารถใช้ตัวประกอบจำนวนมากขนาดนั้นได้ ทีม VFX จึงต้องใช้เทคนิค Crowd Multiplication โดยการถ่ายภาพกลุ่มตัวประกอบสวมชุดเกราะจำนวนหนึ่งในท่าทางต่างๆ แล้วนำมาทำ Digital Replication หรือ copy เพิ่มจำนวนด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างกองทัพขนาดมหึมาที่ดูมีชีวิตชีวาและเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ

4. ฉากยุทธนาวีและเอฟเฟกต์น้ำ (Fluid Simulation)

ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3: ยุทธนาวี มีฉากการรบกลางแม่น้ำที่ดุเดือด เบื้องหลังการถ่ายทำฉากนี้มีความซับซ้อนสูงมาก เพราะต้องผสมผสานระหว่างการสร้างเรือจำลองขนาดเท่าของจริงในสระน้ำขนาดใหญ่ ร่วมกับการใช้ Fluid Simulation (ระบบจำลองการเคลื่อนไหวของน้ำ) เพื่อสร้างคลื่น น้ำสาดกระเซ็น และระเบิดพ่นน้ำที่สมจริง รวมถึงการตัดต่อลบสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ออกจากฉากหลัง

5. ฉากสงครามยุทธหัตถี (Elephant & Horse Animation)

ฉากไฮไลท์อย่าง “สงครามยุทธหัตถี” ในภาค 5 เป็นฉากที่ท้าทายที่สุด แม้กองถ่ายจะนำเข้าม้าที่ผ่านการฝึกจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด (เช่น Troy หรือ The Mummy Returns) รวมถึงใช้ช้างจริงในการแสดง แต่การปะทะกันอย่างรุนแรงของช้างศึกไม่สามารถทำอันตรายต่อสัตว์จริงได้ ทีม VFX จึงต้องสร้าง 3D CGI Elephants หรือช้างจำลองจากคอมพิวเตอร์กราฟิกขึ้นมาในฉากที่ต้องมีการชนหรือล้มกระแทก เพื่อความปลอดภัยของสัตว์และได้ภาพที่ทรงพลังสะใจผู้ชม การผสมผสานระหว่างการถ่ายทำในสถานที่จริง (Practical Effects) และการใช้เทคนิคทางคอมพิวเตอร์ (Visual Effects) ในสัดส่วนที่พอดี ทำให้ภาพยนตร์ชุดนี้กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ศักยภาพการทำงาน CG และ VFX ของคนไทยในเวทีระดับสากล

 

 

ส่วนสำคัญที่แสดงถึงพัฒนาการด้านเทคโนโลยีภาพยนตร์ คือการจัดแสดงกล้องถ่ายภาพยนตร์ ที่ท่านมุ้ย (หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) ทรงใช้ในถ่ายภาพยนตร์ เป็นระบบฟิล์ม (เช่น ขนาด 16 มิลลิเมตร และ 35 มิลลิเมตร) เป็นหลักในการสร้างผลงานภาพยนตร์ระดับตำนานมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น จนถึงยุคภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ ประเภทของกล้องและอุปกรณ์ที่ทรงใช้งานเป็นกล้องฟิล์มมาตรฐาน ในยุคของการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยร่วมสมัย เช่น สุริโยไท หรือ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้กล้องถ่ายภาพยนตร์ระบบฟิล์มมาตรฐานสากล (ทรงใช้ฟิล์มเปลืองเพราะถ่ายทำอย่างละเอียดเพื่อความสมจริงและประณีตงามในทุกช็อต) เมื่อวงการภาพยนตร์ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ท่านมุ้ยทรงมองว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือในการทำงานให้ง่ายขึ้น มีการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย แต่คุณค่าของภาพยนตร์ยังคงอยู่ที่ฝีมือและมุมมองของผู้กำกับเป็นสำคัญ

กล้องถ่ายภาพยนตร์และอุปกรณ์ ของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ "ท่านมุ้ย" มีความพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก เนื่องจากตัวท่านเองเรียนจบด้านธรณีวิทยาและการถ่ายภาพมาจากประเทศออสเตรเลีย ทำให้มีทั้งทักษะและความหลงใหลในด้าน “วิศวกรรมอุปกรณ์ภาพยนตร์” สูงมาก มีความพิเศษของกล้องและชุดเครื่องมือของท่านมุ้ยดังนี้

1. การดัดแปลงและสร้างอุปกรณ์ใช้เอง (Custom Modification)

ท่านมุ้ยขึ้นชื่อเรื่องการ “โมดิฟาย” กล้องและอุปกรณ์ภาพยนตร์ เพื่อแก้ปัญหาในการถ่ายทำจริง รวมถึงการประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาใช้ในยุคที่เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า เช่น:

  • การแปลงระบบฟิล์ม: ในยุคอดีต ท่านเคยนำกล้องถ่ายภาพยนตร์มาดัดแปลงกลไกเพื่อตอบโจทย์มุมภาพและการประหยัดฟิล์ม
  • อุปกรณ์เคลื่อนกล้องทำมือ: กองถ่ายของท่านมุ้ยมักสร้างเครน (Cranes), ดอลลี่ (Dollies) และแท่นยึดกล้องพิเศษขึ้นมาเอง เพื่อให้สามารถเคลื่อนกล้องในมุมยาก ๆ โดยเฉพาะการถ่ายทำภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ฟอร์มยักษ์ที่มีพื้นที่สมบุกสมบัน

2. ความพิเศษของ “เลนส์กล้อง” และคลังอุปกรณ์ระดับโลก

ท่านมุ้ยให้ความสำคัญกับ คุณภาพของเลนส์ มาก โดยในแวดวงภาพยนตร์มักรู้กันว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญและสะสมชุดเลนส์คุณภาพสูง รวมถึงชุดโคมไฟและแสงแบบพิเศษสำหรับถ่ายทำในเวลากลางคืน

  • ท่านเคยอธิบายถึงความแตกต่างของระบบภาพระดับโลกอย่าง Panavision ที่มีระบบเลนส์มุมกว้าง (Wide) แบบพิเศษ ซึ่งเลนส์ทั่วไปถ่ายแล้วขอบภาพจะบิดเบี้ยว (บานออก) แต่เลนส์เกรดระดับนี้จะให้สัดส่วนที่ตรงและสมจริงทั้งภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคลังอุปกรณ์ที่เลือกใช้ในภาพยนตร์ของท่านจะถูกคัดสรรด้วยมาตรฐานที่สูงมาก

3. การเป็นผู้นำเทคโนโลยีใหม่ (Pioneer of Technology)

ในแต่ละยุคสมัย กล้องและระบบถ่ายทำของท่านมุ้ยจะล้ำหน้ากว่ามาตรฐานทั่วไปในประเทศเสมอ:

  • การบุกเบิกฟิล์ม 35 มม.: ในยุคที่หนังไทยส่วนใหญ่ยังนิยมถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. แล้วนำมาพากย์เสียงทีหลัง ท่านมุ้ยเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการใช้กล้องฟิล์ม 35 มม. และการบันทึกเสียงสดในฟิล์ม (Sync Sound) เพื่อเน้นคุณภาพงานสร้างระดับสากล
  • การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลความละเอียดสูง: เมื่อเริ่มเข้าสู่ยุคดิจิทัล ในการถ่ายทำละครโทรทัศน์ฟอร์มยักษ์อย่าง พันท้ายนรสิงห์ ท่านมุ้ยได้เลือกใช้ระบบกล้องดิจิทัลความละเอียดสูงระดับ 4K (ในอดีตมักเรียกในระดับสายการผลิตเทปว่า 440 เค) ซึ่งในเวลานั้นเป็นระบบที่ละเอียดสูงมากจนสามารถนำไปฉายในโรงภาพยนตร์ระดับสากลได้อย่างสบาย (ปัจจุบันพัฒนาไปถึง 8K แล้ว)

 

photo : สนธิชัย บวรไกรศรี

 

สถานที่สำคัญที่ทางการท่องเที่ยวกาญจนบุรีใช้นำเสนอต่อ UCCN ซึ่งเป็นเสมือนงานสร้าง Presentation ครั้งนี้คือ โรงงานกระดาษไทย เปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2481 ซึ่งประเทศไทยได้เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2484 ตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 8 เป็นสถาปัตยกรรมทรงทันสมัยสร้างโดยวิศวกรและนายช่างจากประเทศเยอรมนี มีชื่อเมื่อแรกก่อตั้งว่า โรงงานทำกระดาษทหารกาญจนบุรี นับเป็นโรงงานกระดาษแห่งที่ 2 ในประเทศไทย และเป็นโรงงานแห่งแรกที่ผลิตธนบัตรไทยโดยใช้เยื่อไม้ไผ่ อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลโดยกระทรวงกลาโหม (โรงงานกระดาษแห่งแรกของประเทศไทยเปิดกิจการเมื่อปี 2466 ย่านสามเสน กรุงเทพมหานคร) หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 คณะราษฎรต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรอุตสาหกรรม จึงสร้างโรงงานกระดาษนี้ขึ้นเป็นแห่งที่ 2 แต่เป็นแห่งแรกที่มีการผลิตครบวงจร จัดว่าใหญ่ที่สุดในเอเชีย และเคยเป็นจุดพักเดินทัพของทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลก เพื่อข้ามไปรบในพม่าด้วย

 

photo : สนธิชัย บวรไกรศรี

 

“ 2486 บันทึกจากหน้ากระดาษที่ขาดหายไป ”

ศิลปะการแสดงจำแลงประวัติศาสตร์ เป็นหนึ่งใน Highlight สำคัญของงานที่ได้รับการกล่าวถึงในวงกว้างอย่างประทับใจ และจะได้รับการต่อยอดข้ามสื่ออีกแขนงต่อไป คือ Action Experience - Immersive Theatre การจำลองภาพประวัติศาสตร์สำคัญซึ่งขาดหายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ใช้เวลา 20 นาที เป็นการนำเสนอบทบันทึกใหม่ซ่อนนัยสำคัญที่น่าศึกษา ถึงสาเหตุและผลกระทบที่มีต่อผู้คนบนบริบทเหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงนั้น โดยผ่านเทคนิคนำสมัย Projection Mapping หรือ 3D Mapping ฉายภาพบนผนังตึกประกอบการแสดง เรื่อง “ 2486 บันทึกจากหน้ากระดาษที่ขาดหายไป ” จากโจทย์การเชื่อมโยงพื้นที่โรงงานกระดาษไทย กาญจนบุรี (Thai Paper Mill หรือบางครั้งเรียกว่า The Historic Thai Paper Mill Kanchanaburi ตั้งอยู่ที่ ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี) กับประวัติศาสตร์สงครามโลก ในรูปแบบ Immersive Experience (การสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ผู้รับชมหรือผู้เข้าร่วมรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกหรือเหตุการณ์นั้นจริง ๆ โดยใช้สภาพแวดล้อมรอบตัว ภาพ แสง สี เสียง และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยกระตุ้นทุกประสาทสัมผัส)

เป็นงานบันทึกประวัติศาสตร์รูปแบบใหม่อีกหน้าที่จารึกโดยประชาชน ได้รับความสนใจเป็นพิเศษโดยเฉพาะการสร้างภาพจำลองเหตุการณ์ด้วยเทคนิค Projection Mapping ที่ช่วยเสริมให้ได้อารมณ์และบรรยากาศเสมือนจริง เหมือนผู้ชมได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด ร่วมกับกลุ่มนักแสดงละครเวทีมืออาชีพ Stuntman และนักจำลองประวัติศาสตร์หลายกลุ่ม เช่น “The Peninsula Garrison 41” , ไนสนาม โปรดักชั่นทีม (NaiSnam Production Team) ฯลฯ รวมตัวกันในนาม “โคตรทหาร” ผู้มาพร้อมยุทโธปกรณ์จากสนามรบครบเครื่องเรื่องฉากรบ การแสดงจึงมีความสมจริงมาก โดยเฉพาะช่วงทิ้งระเบิดใหญ่ รัศมีความร้อนจากกองเพลิงรูปเห็ดยักษ์ขนาดใหญ่พวยพุ่ง แผดเสียงดังขู่ขวัญกระเจิงจนเด็กแม้อยู่ไกลในแดนผู้ชมร้องไห้จ้า นักแสดงสมาธิหลุดวิ่งหนีจุดระเบิดกันกระเจิดกระเจิง ทำให้ผู้ชมเข้าใจในวิกฤตสถานการณ์บ้านเมืองขณะสงครามมากขึ้น (ผลงานของ Wizard Production ทีมเบื้องหลังสร้างฉากพิเศษ โดยเฉพาะงาน Special Effects และประสานงานการถ่ายทำภาพยนตร์ ทั้งไทยและต่างประเทศ)

 

photo : สนธิชัย บวรไกรศรี

 

บางส่วนของบทที่ใช้กำหนดการแสดง จำแลงประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2

เขียนบท กำกับการแสดง และควบคุมงานสร้าง โดย นิมิตร พิพิธกุล ศิลปินศิลปาธร

ญี่ปุ่น : นับแต่นี้ สะพานมิตรภาพของเราจะได้เริ่มต้นขึ้น

Projection Mapping : ภาพการฉลองเปิดสะพาน

คนแก่ : 16 ตุลาคม 2486 ทางรถฟสาย ไทย-พม่า เชื่อมต่อสำเร็จเข้าสู่แนวรบพม่า ทำอย่างนี้ทำไม

คนกาญ : เอกสารความลับที่อยู่ในมือผมมันระบุไว้ว่า เป็นแผนลับบุกอินเดีย ญี่ปุ่นต้องการใช้เส้นทางนี้ขนส่งกำลังพล และยุทโธปกรณ์จำนวนมากลงสู่แนวรบด้านพม่าเพื่อโจมตีอินเดีย เท่ากับว่าไทยสมรู้ร่วมคิด

จอมพล : อย่าเอาเรื่องนี้บอกให้คนไทยรู้ มันจะเกิดการต่อต้านญี่ปุ่นทำลายเอกสารนี้ซะ หรือว่าจะให้ผมเผา…

(บรรยาย : กรมรถไฟไทยประเมินว่า ต้องใช้เวลาสร้างเส้นทางนี้ถึง 8 ปี แต่ญี่ปุ่นใช้แรงงานทาสและเชลยศึกเร่งสร้างจนสำเร็จภายใน 1 ปี

นักแสดง ญี่ปุ่นขนเอกสารออกจากโรงงานกระดาษ

ชาวบ้าน : ฉันเห็นมา มันเอาคนที่สร้างทางรถไฟไม่ไหวไปโยนลงน้ำบ้าง ข้างทางก็มี

คนกาญ : ญี่ปุ่นปิดข่าวจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริง ทั้งเชลยศึก ชาวสัมพันธมิตร และแรงงานเอเชีย โรฮีนจา มาลายู ไทย พม่า ที่ตายกว่าแสนคนจากโรคภัยและความโหดร้าย กำลังพยายามทำลายเอกสารและหลักฐานการเกณฑ์แรงงาน เพื่อเกิดความผิดพลาดทางยุทธวิธี

นักแสดง ญี่ปุ่นพยายามทำลายเอกสาร คนกาญพยายามต่อสู้แย่งชิงเอกสารมาได้

คนกาญ : หลักฐานกระดาษ เอกสารจำนวนมากถูกเผาผลาญกลายเป็นเถ้าถ่าน พร้อมการมาถึงของการทำลายสิ่งปลูกสร้างที่เราเรียกมันว่า ทางรถไฟสายมรณะ

 

photo : สนธิชัย บวรไกรศรี

 

บรรยาย : 13 กุมภาพันธ์ 2488 เกิดเหตุการณ์ทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ ที่ทำให้สะพานข้ามแม่น้ำแควพังทลายลง

Projection Mapping : ฉากเผาตัว คนกาญเผากระดาษ ญี่ปุ่นฮาราคีรี

“เราทุกคนคือเชลย เชลยศึกของความมืดบอดที่มองไม่เห็นว่า สงครามได้ทำร้ายทำลายมนุษยชาติไปมากเท่าใด เราทุกคนจึงยังตกเป็นเชลยศึกของความบาดหมาง ที่ถูกสร้างขึ้นจากความเห็นต่างของผู้ใฝ่ในอำนาจ ที่มีเราเป็นผู้สร้างทางให้คนเหล่านั้น”

ชมย้อนหลังการแสดง  “ 2486 บันทึกจากหน้ากระดาษที่ขาดหายไป ”

ฉากที่ 1   https://www.facebook.com/share/v/19T9PGZXyf/

ฉากที่ 2   https://www.facebook.com/share/v/1Hk1pbrVd7/

ฉากที่ 3   https://www.facebook.com/share/v/1HDmaG1QJv/

ฉากที่ 4   https://www.facebook.com/share/v/1atRdrkQTP/

ฉากที่ 5   https://www.facebook.com/share/v/1EnpQoEG1U/

 

 

การขออนุญาตนำกองถ่ายภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย จะต้องยื่นคำขอผ่าน กองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ (Thailand Film Office) สังกัดกรมการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานครมี BFMCC (Bangkok Filmmaking Coordination Center) หรือ ศูนย์ประสานงานการถ่ายทำภาพยนตร์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นระบบ One Stop Service สำหรับอำนวยความสะดวกและขออนุญาตใช้พื้นที่ถ่ายทำ หน้าที่หลักเป็นศูนย์กลางประสานงานขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ และมิวสิกวิดีโอในพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพฯ จบในที่เดียว ผู้สร้างหนังสามารถยื่นเรื่องผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของ กรุงเทพมหานครได้ทันที ลดขั้นตอน ลดปัญหา และระเบียบข้อบังคับที่ยุ่งยาก เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางกองถ่ายทำระดับโลก

ในอนาคตการถ่ายทำทุกพื้นที่ระดับภูมิภาคมีนโยบาย One Stop Service จัดการขออนุญาตถ่ายทำทุกจุดจะไปรวมกันที่การท่องเที่ยวจังหวัดจุดเดียวสะดวกขึ้น ลดปัญหาหลายด้าน เพราะการสนับสนุนจากภาครัฐคือหัวใจหลักในการผลักดัน เมืองสร้างสรรค์เครือข่ายมรดกโลกของยูเนสโก โดยเฉพาะการคัดเลือกพื้นที่พิเศษของ อพท. หรือ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Designated Areas for Sustainable Tourism Administration (Public Organization) - DASTA)

การจัดเทศกาล “ เมืองหนัง จังหวัดกาญจนบุรี 2569 ” ( Film Town Festival Kanchanaburi 2569 ) ในปีนี้ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างสรรค์ เพื่อการสานต่อพันธกิจสร้างองค์ความรู้สายประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่องเชื่อมโยงกับโครงการ “ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ” ( ภาพยนตร์มหากาพย์ 6 ภาค ที่ได้รับการประกาศเกียรติในฐานะ “ ภาพยนตร์เกียรติยศแห่งแผ่นดิน ” ภาคแรกตอน “องค์ประกันหงสา” ออกฉายครั้งแรกในโรงภาพยนตร์เมื่อ วันที่ 18 มกราคม 2550 โดยเริ่มกระบวนการสร้างและเตรียมงานมาตั้งแต่ปี 2544) และผลักดันโครงการต่อยอดในส่วนของภาคประชาชน เพื่อต่อเติมประวัติศาสตร์ส่วนที่ขาดหายไปให้สมบูรณ์ ในแนวทางของการพัฒนาวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ ( Cultural Management ) ตามนโยบายแห่งชาติที่เน้นการใช้ทุนทางทรัพยากรท้องถิ่น ทั้งวัฒนธรรม และภูมิปัญญามาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อการขับเคลื่อน “เมืองหนัง จังหวัดกาญจนบุรี” สู่ เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ ของยูเนสโก Creative Cities Network (UCCN) เพื่อรับการรับรองและสนับสนุนโดยยูเนสโก ในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อเนื่องต่อไป. 

 

 


[1] แนะนำภาพยนตร์เด่นจากเทศกาล CIFAN2026 https://www.facebook.com/share/p/19KTnMoXUq/

[2] เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก https://creativecity.cea.or.th/th/about-us/unesco-creative-cities-network

[3]  อพท. ร่วมต่อยอดทุนวัฒนธรรม ยกระดับขีดความสามารถเมือง สู่ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน https://www.thaipronews.com/2026/08/blog-post_13.html

[4] พื้นที่พิเศษของ อพท. https://www.dasta.or.th/th/category/11

[5] โรงงานกระดาษไทย กาญจนบุรี https://kanchanaburi.center/โรงงานกระดาษไทย-กาญจนบุ/

[6]  ปลา เพียงฤทัย โกมารทัต (ปลา บลา บลา) https://www.komchadluek.net/entertainment/601882