(1) แอ็กชั่น!!!
เมื่อ “โรม ฤทธิไกร” (รับบทโดย มิตร ชัยบัญชา) ตัวเอกของภาพยนตร์เรื่อง “อินทรีทอง” ได้ต่อสู้กับเหล่าร้ายตัวเล็กตัวน้อย จนในที่สุดก็มาเผชิญหน้ากับ “ลาสต์บอส” ในเรื่องอย่างตัวละครที่ชื่อ “บาคิน” (รับบทโดย อบ บุญติด)
ลาสต์บอสท่านนี้ปรากฏโฉมในลุคชายชรา ร่างกายซูปผอม หน้าผากโหนกนูน โครงหน้าเรียวเล็ก มีหนวดและเครายาว ซึ่งเป็นลักษณะโครงหน้าที่ดูคล้ายโฮจิมินห์ ผู้นำขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนาม
แต่เมื่อปร่ะเข้ากับ “บาคิน” พระเอกของเรื่องก็กลับตะโกนเรียกเขาว่า
“ไอ้ปรีดา!!!”
(ชื่อเต็มคือ “นายปรีดา พนายันต์”)
ฝ่าย “บาคิน” ก็ตอบกลับมาว่า
“นี่เจ้ารู้ตัวตนที่แท้จริงของข้าแล้วรึ งั้นก็ดีล่ะ”
(พูดเสร็จทั้งสองก็กระโจนเข้าต่อสู้กัน เพื่อหมายจบชีวิตของอีกฝ่าย)
………………………………………………
ฉากการเผชิญหน้านี้ คนดูภาพยนตร์จะรู้ว่าเป็น “ไคลแมกซ์” ของเรื่อง แต่กลับไม่ค่อยเป็นที่สนใจ เพราะไม่ใช่ฉากสุดท้าย ที่สำคัญฉากสุดท้ายที่ตัวเอกโหนบันไดเชือกจากเฮลิคอปเตอร์นั้น ยังเป็นฉากในความทรงจำประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์ไทย เพราะเป็นฉากสุดท้ายในชีวิตของนักแสดงชื่อดังอย่าง “มิตร ชัยบัญชา” ด้วย
เนื่องจากเกิดความผิดพลาดระหว่างถ่ายทำ เมื่อเขาจับบันไดเชือกยังไม่ทันที่จะก้าวเท้าขึ้นเหยียบเชือก เฮลิคอปเตอร์ก็บินขึ้น ทำให้มิตร ชัยบัญชา ต้องโหนเชือกด้วยกำลังแขน จนเชือกบาดลึกเข้าไปหลายซม. ทนเจ็บไม่ไหว เนื่องจากพื้นล่างเป็นชายหาด (หาดดงตาล เมืองพัทยาใต้) พอเฮลิคอปเตอร์บินไปใกล้พื้นน้ำ เขาเลยตัดสินใจปล่อยมือจากบันไดเชือก เพื่อหวังให้ตกลงไปในน้ำ แต่ปรากฏว่าลมพัดแรง ทำให้ตกลงไปที่พื้นริมหาดแทน มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตไปทันที แม้ว่าจะมีการนำตัวส่งโรงพยาบาลศรีราชาอย่างเร่งด่วนที่สุดแล้วก็ตาม
ภาพยนตร์เรื่อง “อินทรีทอง” เขียนบทโดย “เศก ดุสิต” (นามปากกาของเริงชัย ประภาษานนท์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2562) กำกับและนำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา รับบทเป็น “โรม ฤทธิไกร” หรือ “อินทรีทอง” ฉากสุดท้ายที่ว่าอยู่ในความทรงจำประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์และเป็นวันเดียวกับวันเสียชีวิตของมิตร ชัยบัญชา นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2513 ขณะมิตร ชัยบัญชา อายุได้ 36 ปี สถานที่ถ่ายทำซึ่งกลายเป็นสถานที่เกิดเหตุไปด้วยนี้อยู่ที่หาดตงตาล พัทยาใต้ จังหวัดชลบุรี
อย่างไรก็ตาม “ลาสต์บอส” ในภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายแห่งชีวิตของมิตร ชัยบัญชา ที่มีชื่อจริง (ในเนื้อเรื่อง) ว่า “ปรีดา พนายันต์” แถมในเรื่องยังว่าเคยมีราชทินนามเป็น “หลวงประสิทธิ์สุทธิธรรม” นี้จงใจหมายถึง “หลวงประดิษฐ์มนูธรรม” หรือ “ปรีดี พนมยงค์” อย่างไม่ต้องสงสัย (ก็อะไรมันจะมาสอดคล้องต้องกันแบบ “เป๊ะเว่อร์” ขนาดนั้น)
คำถามคือทำไมในภาพยนตร์ไทยอมตะเรื่องนี้ถึงสร้างตัวละครลาสต์บอสไว้แบบนั้น ซึ่งเป็นคำถามเดียวกับคำถามที่ว่า ทำไม “อินทรีทอง” ถึงนำเอานาม “ปรีดี พนมยงค์” ไปสื่อความหมายในฐานะผู้ร้ายของบ้านเมือง ทั้งที่มีเกียรติประวัติเคยทำคุณประโยชน์ต่อประเทศมามากมาย???
(2) หนังจบ คนตาย แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้จบ ไม่ได้ตาย ไปด้วย
ปัญหาและคำถามข้างต้นนี้ที่ผ่านมา หลายคนที่ได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง “อินทรีทอง” ย้อนหลังจากบางแพตฟอร์มในปัจจุบัน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่อินเท่าไรกับเนื้อเรื่องหลายฉากหลายตอน แม้จะชื่นชอบและชื่นชมผลงานการแสดงของมิตร ชัยบัญชา อยู่ก็ตาม ทั้งนี้เพราะในหนังเรื่อง “อินทรีทอง” นี้มีอะไรทะแมร่งๆ อยู่ ตัวอย่างที่มักหยิบยกมาพูดถึงกันก็คือเรื่องภาพลักษณ์ของปรีดี พนมยงค์ ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สื่อออกมานี่แหล่ะ...
ที่ผ่านมา ในจำนวนนี้มีนักวิชาการด้านสื่อ 2 ท่าน ในบทความ 2 ชิ้นที่น่าสนใจ เพราะพยายามตอบคำถามค้างคาใจใครหลายคนนี้โดยตรง และก็ทำได้ดีเสียด้วย คือ เรื่อง “ชาติ สาด กระสุน: หนังบู๊รักชาติ ใต้ยุคทมิฬมาร ปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อผ่านภาพยนตร์ไทยใน 3 ทศวรรษ (2490-2520)” โดย ชาญชนะ หอมทรัพย์ ใน Waymagazine[1] และอีกเรื่องคือ ““บทความพิเศษ: กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลาคม 2519” โดย อุณาโลม จันทร์รุ่งมณีกุล ตีพิมพ์ใน มติชนสุดสัปดาห์[2]
ชาญชนะ หอมทรัพย์ เสนอว่า เรื่อง “อินทรีทอง” ของมิตร ชัยบัญชา เป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่มีการสร้างกันมากในไทยนับแต่ทศวรรษ 2490 ถึง 2520 ซึ่งเป็นช่วงสมัยแห่งความขัดแย้งระหว่างขบวนการฝ่ายซ้ายกับฝั่งผู้กุมอำนาจในคณะรัฐบาล “หนังบู้รักชาติ” หรือ “ภาพยนตร์ชาตินิยม” ในช่วงนี้ซึ่งมักถูกสร้างและกำกับการแสดงโดยกลุ่มที่มีแนวคิดสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล จึงมักแสดงออกทางการเมืองโดยการใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือต่อสู้ทางอุดมการณ์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ภาพยนตร์เหล่านี้มักอ้างอิงตัวละครที่เป็นบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ แต่กลับสร้างเรื่องราวอันเป็นเท็จมานำเสนอ ชาญชนะได้ข้อสรุปหนึ่งที่น่าสนใจ เช่นที่เขากล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า:
“ข้อมูลอันเป็นเท็จเช่นนี้ถูกปล่อยออกมาเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อโหมกระพือความเป็นปีศาจร้ายของคอมมิวนิสต์ให้คนไทยรู้สึกหวาดกลัว... การใช้สื่อภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการสร้างความกลัวภัยคอมมิวนิสต์ในทศวรรษดังกล่าว ไม่ได้จบลงแค่ภาพบนจอ”[3]
จนเมื่อถึงพ.ศ.2523 ที่รัฐบาลฝ่ายขวาภายใต้การนำของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มีท่าทีอ่อนลงและประนีประนอมกับขบวนการคอมมิวนิสต์มากขึ้น อีกทั้ง “สายพิราบ” (กลุ่มที่เน้นต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ด้วยสันติวิธี) ภายในกองทัพ ยังมีอำนาจเหนือ “สายเหยี่ยว” (กลุ่มที่เน้นปราบปรามขบวนการคอมมิวนิสต์ด้วยสงครามและความรุนแรง) และกุมแนวทางการบริหารจัดการความขัดแย้ง สถานการณ์จึงค่อยคลี่คลายมาจนกระทั่งสามารถประกาศใช้นโยบาย 66/23
ต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์ “ป่าแตก” อดีตนักศึกษาประชาชนที่เข้าร่วมพคท. ยอมวางอาวุธ สถานการณ์สู้รบในชนบทจึงเบาบางลงและพคท.ยุติบทบาทการสู้รบด้วยกำลังอาวุธไป ทำให้ภาพยนตร์ชาตินิยมแบบเก่าที่มีคอมมิวนิสต์เป็นศัตรูค่อยเสื่อมความนิยมไป จาก “ผกค.” (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) ก็เปลี่ยนมาเรียกกันว่า “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” (ผ.ร.ท.) ตามผลของ “คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 เรื่องนโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์” ลงวันที่ 23 เมษายน 2523 ซึ่งมีผลช่วยให้ภาพลักษณ์คอมมิวนิสต์แบบเก่าค่อยๆ เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เป็นผู้เป็นคนมากขึ้น ไม่ใช่ปีศาจร้ายที่จะมาทำลายชาติบ้านเมืองเหมือนอย่างก่อนหน้านั้น
ขณะที่ อุณาโลม จันทร์รุ่งมณี เริ่มต้นโดยการตั้งคำถามอย่างน่าคิดที่ว่า “เอาเข้าจริง สังคมไทยทั้งหมดสูญเสียร่วมกันในหลายด้าน ความเสียหายอย่างใหญ่หลวงจากเหตุการณ์เมื่อ 50 ปีก่อนเป็นบาดแผลลึก เป็นแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย และยังมีมิติอีกมากมายที่ไม่มีการศึกษาอย่างลุ่มลึก หนึ่งในนั้น เป็นคำถามที่วนเวียนเกี่ยวกับ “จิตสำนึก” ด้านมืดของมนุษย์ เป็นคำถามในคลาสภาพยนตร์ที่นักศึกษาถามทุกรุ่นทุกปี
อะไรทำให้มนุษย์สามารถกระทำต่อมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม อำมหิตผิดมนุษย์ได้ ในการสังหารหมู่ในธรรมศาสตร์ตอนเช้ามืดวันที่ 6 ตุลาคม 2519
อะไรทำให้คนไทยส่วนหนึ่ง ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ อาสากระทิงแดง นวพล ชาวบ้านธรมดา ตั้งแต่เด็กไปถึงคนแก่ ณ สนามหลวงในวันนั้นหัวเราะสะใจกับภาพการทรมานศพมนุษย์อันน่าสยดสยองได้”[4]
อุณาโลม จันทร์รุ่งมณี ก็เสนอและสรุปในทำนองเดียวกับชาญชนะ หอมทรัพย์ และได้ขยายความเพิ่มเติมว่า “หนังบู้รักชาติ” ที่ตัวเอกมีแคแรกเตอร์โดดเด่นแบบชายแท้ ควงอาวุธสงคราม เข้าห่ำหั่นกับศัตรูที่เป็นคอมมิวนิสต์ เพราะเข้าใจว่าคอมมิวนิสต์เป็นพวกที่จะมาทำลายชาติบ้านเมือง มาถึงจุดพีกสำคัญ ได้รับความนิยม ขึ้นสู่กระแสสูงอย่างมาก ตลอดช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์กรณี 6 ตุลาคม 2519
ภาพยนตร์รักชาติบู้ล้างผลาญชนิดต้องเข่นฆ่าอีกฝ่ายให้สิ้นซากระเบิดตูมตามนี้ มีส่วนอย่างสำคัญในการปลูกฝังค่านิยมความคิดในการแก้ปัญหาด้วยวิธีการใช้ความรุนแรง ที่สำคัญภาพยนตร์ปลูกฝังในเรื่องนี้อย่างได้ผลในหมู่คนธรรมดาที่ไม่มีการศึกษา-อ่านหนังสือไม่ออกอีกด้วย กล่าวคือ:
“ภาพยนตร์หลายเรื่องรัฐคือแหล่งทุนและถ่ายทำเอง หลายเรื่องรัฐคือแหล่งทุนแต่เอกชนจัดสร้างดำเนินการให้ และหลายเรื่องเอกชนเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด ประเด็นสำคัญคือ ภาพยนตร์เหล่านี้วางบทบาทว่าใครคือพระเอก มีคุณสมบัติอย่างไร ผู้ร้ายคือใคร มีคุณสมบัติอะไร “อุดมการณ์ชาตินิยม” ในภาพยนตร์เหล่านี้กำลังสร้าง “เรื่องเล่า” แบบใด คนดูได้เรียนรู้อะไรและถูกติดตั้งอุดมการณ์ผ่านรหัสอะไร...
ภาพยนตร์บันเทิงเป็นสื่อที่สามารถถ่ายทอดภาพและเสียง ไปพร้อมกับกำหนดรหัสความดีความเลวในบทบาทของพระเอก ผู้ร้าย และกล่อมเกลาความเชื่อได้อย่างแนบเนียน พูดภาษาชาวบ้านคือ สนุก เพลิน แบ่งแยกบ่งชี้คุณสมบัติของคนดี คนเลว มาตรฐานคุณธรรมกับอธรรมถูกแบ่งชัดเจนภายใต้ศิลปะภาพ แสง สี เสียง เพลง ตัดต่อ และการแสดงของดาราหน้าตาดีที่น่าหลงใหล”[5]
ในส่วนของเรื่อง “อินทรีทอง” ของมิตร ชัยบัญชา ที่มีตัวละครลาสต์บอสชื่อ “ปรีดา พนายันต์” นั้น อุณาโลม จันทร์รุ่งมณี ก็ได้ข้อสรุปว่า “ภาพยนตร์บันเทิงที่มีอิทธิพลอย่างสูงและเป็นตัวอย่างชัดเจนคือเรื่อง “อินทรีทอง” (2513) หนังเรื่องสุดท้ายของมิตร ชัยบัญชา ที่กำกับฯ และแสดงเอง และเสียชีวิตจากการแสดงเรื่องนี้
โรม ฤทธิไกร ชื่อพระเอกของเรื่อง ตอนยังไม่สวมหน้ากากคือคนธรรมดา พอสวมหน้ากากก็คือผู้พิทักษ์สังคมในนามคนดีมีคุณธรรม และกลุ่มคนร้ายคือ “วายร้ายไผ่แดง” ที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ผู้นำคณะไผ่แดงคือบาคิม มีชื่อจริงว่า ปรีดา พนายันต์ ซึ่งไปพ้องเสียงกับชื่อปรีดี พนมยงค์ โดยไม่ต้องเดาต่อ หนังเฉลยให้ด้วยว่าเป็นพวกฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ลี้ภัยการเมืองไปปักกิ่ง
Representation ของผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้ เริ่มตั้งแต่การเรียกขานกลุ่มคนร้ายว่า “วายร้ายไผ่แดง” แต่คนไผ่แดงเรียกตัวเองว่า “คณะไผ่แดง” หนังเสนอความน่ากลัวของผู้ร้ายกลุ่มนี้ถึงขั้นสะกดจิตตัวเองได้ สะกดจิตคนอื่นได้ แยกร่างได้ เรียนเวทมนต์มาจากรัสปูติน ตั้งโรงงานผลิตอาวุธ และตัวละครที่เป็นนางเอก (เพชรา เชาวราษฎร์) ก็กล่าวชัดเจนว่าเป็น “ศัตรูกับคนไทย”
ส่วนพระเอกของเรื่อง เปลี่ยนจาก “อินทรีแดง” เป็น อินทรีทอง โดยในเนื้อหาคือพวกวายร้ายไผ่แดงปลอมตัวเป็นอินทรีแดงจนสีแดงโดนย่ำยีไปหมดแล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นสีทอง มีใจรักชาติบ้านเมือง เก่งการต่อสู้ ไม่ทำร้ายคนดี ฆ่าโจรชั่วของสังคมไทย ที่สำคัญ เป็นผู้พิทักษ์ผู้หญิง คนชรา และผู้อ่อนแอ...
ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ภาพยนตร์บันเทิงทำงานร่วมกับสื่อประเภทต่างๆ ตั้งแต่วิทยุที่ออกอากาศทั่วประเทศ หนังสือพิมพ์ สื่อบุคคล เช่น พระสงฆ์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครูอาจารย์ และดารานักแสดง รวมทั้งสร้างบริบทอื่นๆ เช่น การก่อรูปของกลุ่มนวพล กระทิงแดง ที่สุดโต่งไปอีกฝั่งในนามผู้ปกป้องชาติ
แต่ที่สำคัญมากคือ ภาพยนตร์บันเทิงนั้นจะไม่มีพลังอำนาจใดมากนัก หากไม่มีการเผยแพร่หรือจัดจำหน่ายในระดับกว้างขวาง
ก่อนที่มนุษย์คนหนึ่งจะถูกฆ่า เขาต้องถูกฉายซ้ำให้กลายเป็น “ศัตรู” มากี่ครั้ง?
นี่คือ Distribution power อำนาจของการเผยแพร่จัดจำหน่ายหนัง ซึ่งในยุคหลัง พ.ศ.2510 เป็นต้นมา การขยายธุรกิจการฉายหรือโรงภาพยนตร์และหนังกลางแปลงเป็นไปอย่างเฟื่องฟูทั่วประเทศ และหน้าหนังของ อินทรีทอง นอกจากมีดารายอดนิยมคือมิตร เพชราแล้ว ยังเป็นภาพยนตร์ที่ออกฉายทั่วประเทศจัดจำหน่ายโดยจินตนาฟิล์ม ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับเครือข่ายกุหลาบทิพย์ภาพยนตร์ ผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายและฉายหนังกลางแปลงรายสำคัญในภาคกลาง
พลังของภาพยนตร์บันเทิงหลายเรื่อง คือ การติดตั้งอุดมการณ์ภายใต้ “ความสุขสนุกสนานเริงรมย์” อาจจะไม่มีหนังเรื่องใดเรื่องหนึ่งออกคำสั่งว่า “จงฆ่า” แต่ภาพยนตร์สามารถกำหนดว่า
ใครคือพระเอก
ใครคือผู้ร้าย
ใครเป็นเจ้าของชาติ
ใครเป็น “คนอื่น” ที่สมควรถูกกำจัด
และความรุนแรงของฝ่ายใดได้รับอนุญาตให้เรียกว่า “การปกป้องบ้านเมือง”
ภาพยนตร์จึงทำหน้าที่แปรเปลี่ยน “กลไก” ของภาพและเสียงให้กลายเป็น “อุดมการณ์ชาตินิยม เชิดชูกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ติดตั้งความคิดที่แบ่งแยก และกำจัดศัตรู”
ภาพยนตร์จึงเป็น “กลไก” หนึ่งของ “กระบวนการเตรียมความรู้สึกของสังคม” ก่อนสังหารหมู่ 6 ตุลา”[6]
กล่าวโดยสรุป ทั้งชาญชนะ หอมทรัพย์ และ อุณาโลม จันทร์รุ่งมณี ต่างก็มองว่าภาพยนตร์ชาตินิยมในช่วง 30 ปี ระหว่างทศวรรษ 2490-2510 มีส่วนอย่างมากต่อผู้คน ทั้งในการสร้างความเกลียดชัง ความหวาดกลัว ที่มีต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ และยังเสนอบทบาทของคนธรรมดาที่สามารถจะจัดการกับผู้เห็นต่างเหล่านี้ด้วยตนเอง โดยวิถีทางการใช้ความรุนแรง พูดง่ายๆ คือภาพยนตร์รักชาติมีส่วนในการปลุกระดมให้เกิดการใช้กำลังอย่างที่ปรากฏในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
ก่อนหน้าจะเกิด “ความรุนแรงทางกายภาพ” (Physicalviolence) เมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้เกิดมี “ความรุนแรงทางภาพเสนอ” (Representative violence) ดำเนินมาก่อนหน้าตั้งเกือบ 3 ทศวรรษ (2490-2519) แล้วนั่นเอง ซึ่งเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ไม่ใช่แค่ปฏิกิริยาของชนชั้นนำต่อกระแสการเรียกร้องประชาธิปไตยในช่วง 3 ปีหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
จริงอยู่ที่ขบวนการฝ่ายขวาในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จะเพิ่งจัดตั้งขึ้นไม่นานก่อนหน้าปฏิบัติการ แต่ทว่าในด้านอุดมการณ์ความคิดทางการเมือง กล่าวได้ว่าความพยายามในการนำเสนอรูปแบบวิธีการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งที่มีต่อคอมมิวนิสต์ด้วยกำลังความรุนแรง ก่อนหน้า 6 ตุลาคม 2519 ยังปรากฏในเมืองอยู่เพียงในโลกภาพยนตร์ ในขณะที่ในชนบท ความรุนแรงต่อผู้ต้องหาคอมมิวนิสต์ ได้ถูกนำมาใช้ก่อนแล้ว
ตัวอย่างก็เช่น กรณี “ถีบลงเขา เผาถังแดง” พ.ศ.2513-2515 ย้อนหลังไปต้นทศวรรษ 2500 จอมพลสฤษดิ์ยังเคยใช้อำนาจมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2502 สั่งประหารชีวิตคนโดยการ “ยิงเป้า” ในที่สาธารณะโดยไม่ผ่านกระบวนการศาลไปเป็นอันมาก ในจำนวนนี้มีนักเคลื่อนไหวทางการเมืองรวมอยู่ด้วย เช่น ครูครอง จันดาวงศ์, ครูทองพันธุ์ สุทธิมาศ, นายรวม วงศ์พันธุ์, นายศิลา วงศ์สิน เป็นต้น ย้อนกลับไปทศวรรษ 2490 การใช้ความรุนแรงสังหารโหดโดยกลุ่มอำนาจฝ่ายขวาก็ปรากฏขึ้นแล้วเช่น กรณีการลอบสังหาร 4 อดีตรัฐมนตรีและส.ส.อีสาน คือ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์, นายจำลอง ดาวเรือง, นายถวิล อุดล, นายทองเปลว ชลภูมิ, เตียง ศิริขันธ์ กับพรรคพวกอีก 4 คน เป็นต้น
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นั้นถ้ามองยาวไปจนถึงการขึ้นสู่อำนาจของฝ่ายขวาในไทยแล้ว พูดได้ว่าแค่ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” หรือแค่เปลี่ยน “ผู้เล่น” เปลี่ยนฉากเหตุการณ์และ “ข้ออ้างใหม่” เท่านั้น ทั้งนี้เพราะขบวนการฝ่ายขวาในไทยได้ริเริ่มและพัฒนาเครื่องมือหรือรูปแบบวิธีการใช้ความรุนแรงในการจัดการกับผู้เห็นต่างมาตั้งแต่ทศวรรษ 2490 และเครื่องมือหรือรูปแบบวิธีการนี้ยังไม่ได้สูญหายไปพร้อมกับการสิ้นสุดยุคสงครามเย็น มีการปรับเปลี่ยนมาใช้กับศัตรูหน้าใหม่มากขึ้น โดยเปลี่ยนจาก “ผกค.” (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) มาสู่ “พวกล้มเจ้า” และหรือ “พวกชังชาติ” แทน
บทความของทั้งสองท่าน (ชาญชนะ หอมทรัพย์ และ อุณาโลม จันทร์รุ่งมณี) แม้มีคุณูปการช่วยให้เข้าใจว่า “ปรีดา พนายันต์” มาปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง “อินทรีทอง” ของมิตร ชัยบัญชา ได้อย่างไร และชี้ให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่อย่างการต่อสู้ทางอุดมการณ์ของโลกยุคสงครามเย็น แต่ก็มีหลายประเด็นที่น่าอภิปรายต่อจากนักวิชาการด้านสื่อทั้งสองท่านอยู่ เพราะที่ผ่านมา ภาพยนตร์เรื่องนี้ของมิตร ชัยบัญชา นั้นมีอิทธิพลต่อผู้คนเป็นที่จดจำกันมาก แต่กลับไม่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ “สาร” ที่นำเสนอในเรื่องนี้มากเท่าที่ควร
โดยเฉพาะจากที่ทั้งสองท่านชี้ให้เห็นอิทธิพลของสื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ที่มีต่ออุดมการณ์และปฏิบัติการทางการเมือง แต่ยังมีอีกด้านหนึ่งที่ยังควรต้องมีการนำเสนอ คือแง่มุมจากด้านที่ว่าเรื่อง “อินทรีทอง” นี้มีที่มาที่ไปจากไหนอย่างไร เพราะในแง่หนึ่งก็ต้องยอมรับว่า มุมมองอย่างที่มิตร ชัยบัญชา นี้เขาไม่ได้เป็นคนแรกที่นำเสนอ เขาเพียงแต่หยิบเอามาจากที่มีผู้อื่นเสนออยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่คนละพื้นที่ เป็นพื้นที่อย่างสื่อหนังสือพิมพ์ วรรณกรรม นวนิยาย เรื่องสั้น ตลอดจนการอภิปรายในสภา เป็นต้น
ตัวมิตร ชัยบัญชา เองก็มีความสนใจการเมือง เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อพ.ศ.2511 โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาล เขตจังหวัดพระนคร และอีกครั้งเมื่อ พ.ศ.2512 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตจังหวัดพระนคร แต่พลาดหวังไม่ได้รับเลือกจากประชาชนเขาจึงหวนกลับคืนสู่วงการแสดงอีกครั้งในปีต่อมา ซึ่งคือเรื่อง “อินทรีทอง” นี้แหล่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเลิกล้มความตั้งใจที่อยากลงเล่นการเมืองแต่อย่างใด โชคร้ายที่เขาเสียชีวิตไปเสียก่อน จึงไม่มีภาพและเรื่องของมิตร ชัยบัญชา ลงสมัครรับเลือกตั้งหรือแม้กระทั่งได้เป็น “ผู้แทน” ในสภา[7]
(3) จาก “กัปตันไลท์ฟุต” ถึง “อินทรีแดง” & จาก “โรบิน ฮู้ด แบบตะวันตก” สู่ “ฮีโร่ปราบคอมฯ แบบไทย”
“มิตร ชัยบัญชา” มีชื่อจริงว่า “พันจ่าอากาศโท พิเชษฐ์ พุ่มเหม” (เคยรับราชการเป็นทหารอากาศ ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “พิเชษฐ์ ชัยบัญชา” เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อทางการแสดง) มีชื่อเล่นว่า “เชษฐ์” เกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2477 เป็นชาวหมู่บ้านไสค้าน ตำบลท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงเมื่อ พ.ศ.2500 ขณะอายุ 23 ปี ต่อมาพ.ศ.2506 ได้ลาออกจากงานราชการ เพื่อมาประกอบสัมมาอาชีพเป็นนักแสดงเต็มตัว
ตลอดระยะเวลาเพียง 13 ปี (2500-2513) มิตร ชัยบัญชา มีผลงานการแสดงมากถึง 266 เรื่อง (บางท่านว่ามี 300 กว่าเรื่อง แต่ปัจจุบันยังไม่รู้จำนวนเรื่องที่แน่ชัด) แสดงคู่กับนางเอกคู่ขวัญคือ “เพชรา เชวราษฎร์” จำนวนกว่า 172 เรื่อง 13 ปีในชีวิตการแสดงของมิตร ชัยบัญชานั้น ถือเป็นยุคเฟื่องฟูของภาพยนตร์ฟิล์ม 16 มม. ภาพยนตร์ชนิดนี้คืออะไรนั้น ก็ตามที่เว็บไซต์ห้องสมุดดนตรีสมเด็จพระเทพรัตน์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เคยอธิบายจำกัดความไว้ดังนี้:
“ฟิล์มภาพยนตร์ขนาด 16 มม. ฟิล์ม 16 มม. เป็นเครื่องวัดฟิล์มที่ได้รับความนิยมและประหยัดในอดีต 16 มม. หมายถึงความกว้างของฟิล์ม เกจฟิล์มทั่วไปอื่นๆ ได้แก่8และ35 มม. โดยทั่วไปจะใช้สำหรับการสร้างภาพยนตร์ที่ไม่ใช่การแสดงละคร (เช่น อุตสาหกรรม การศึกษา) หรือสำหรับภาพยนตร์ที่มีงบประมาณต่ำ
นอกจากนี้ยังมีอยู่เป็นมือสมัครเล่นที่นิยมหรือบ้านรูปแบบการสร้างภาพยนตร์เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมาพร้อมกับ 8 มม. ภาพยนตร์และภายหลังSuper 8 ภาพยนตร์ Eastman Kodakเปิดตัว “ชุด” ขนาด 16 มม. ชุดแรกในปี 1923 ซึ่งประกอบด้วยกล้อง โปรเจ็กเตอร์ ขาตั้งกล้อง จอภาพ และตัวต่อ ในราคา 335 ดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่ากับ 5,088 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2020) อาร์ซีเอวิกเตอร์เปิดตัวเครื่องฉายภาพยนต์เสียงขนาด 16 มม. ในปี 1932 และพัฒนากล้องเสียงแบบออปติคอลบนฟิล์มขนาด 16 มม. ซึ่งเปิดตัวในปี 2478”[8]
อนึ่ง แม้ว่า มิตร ชัยบัญชา แสดงหนังไว้มากมายหลายเรื่อง แต่ทว่าบทที่อยู่ในความทรงจำผู้คนโดยมากกลับเป็นบทที่เขาแสดงเป็น “อินทรีแดง” ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 6 เรื่อง คือ เรื่อง “จ้าวนักเลง (พ.ศ.2502)” เป็นเรื่องแรกที่รับบทเป็นอินทรีแดง, เรื่อง “ทับสมิงคลา (พ.ศ.2505)”, เรื่อง “อวสานอินทรีแดง (พ.ศ.2506)”, เรื่อง “ปีศาจดำ (พ.ศ.2509)”, เรื่อง “จ้าวอินทรี (พ.ศ.2511)” และเรื่องสุดท้าย “อินทรีทอง (พ.ศ.2513)
เดิมที เรื่อง “อินทรีแดง” เป็นนวนิยายขายดีจากปลายปากกาของ “เศก ดุสิต” (นามปากกาของเริงชัย ประภาษานนท์) มีทั้งหมด 6 เล่ม/ 6 ตอน ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2498 โดยสำนักพิมพ์อักษรสมิทร์[9] ทั้งนี้ผู้ประพันธ์ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เรื่องนี้เขาได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง “กัปตันไลท์ฟุต” (Captain Lightfoot) เมื่อ ค.ศ.1955[10]
“Captain Lightfoot (1955)” เป็นภาพยนตร์แนวผจญภัย กำกับโดย ดักลาส เซิร์ก (Douglas Sirk) นำแสดงโดย ร็อก ฮัตสัน (Rock Hudson) รับบทเป็นไมเคิล มาร์ติน (Michael Martin) นักปฏิวัติกู้ชาติชาวไอริชในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ผันตัวมาเป็นโจร “กัปตันไลท์ฟุต” (Captain Lightfoot) คือสมญานามของไมเคิล มาร์ติน โจรที่ชอบดักปล้นบริเวณทางหลวง จึงมีอีกสมญาว่า “จอมโจรทางหลวง” (Highwayman)
ในปี ค.ศ. 1815 ไมเคิล มาร์ติน สมาชิกของกลุ่มนักปฏิวัติชาวไอริช ผันตัวมาเป็นโจรปล้นทางหลวงเพื่อหาเงินสนับสนุนกลุ่ม และในไม่ช้าก็กลายเป็นคนนอกกฎหมายแถบเชิงเขาดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ เขาได้พบกับกบฏชื่อดัง “กัปตันธันเดอร์โบลต์” (Captain Thunderbolt) และกลายเป็นรองผู้บัญชาการของกลุ่มกบฏนี้ และเป็นที่รู้จักในชื่อว่า “กัปตันไลท์ฟุต” หรือ “ไลท์ฟุต”
“Captain Lightfoot (1955)” เป็นโจรที่ปล้นคนรวยนำเงินที่ได้ไปช่วยเหลือคนจน คล้ายคลึงกับเรื่อง “โรบิน ฮู้ด” (Robin Hood) ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากหนังสือนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ของ W. R. Burnett ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1954 ก่อนหน้าที่จะถูกนเอาไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดเพียงหนึ่งปี
“Captain Lightfoot (1955)” ก็เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ เมื่อเดินทางออกจากโลกตะวันตกมาสู่โลกวงการสื่อหรือภาพยนตร์ไทย มักจะถูกดัดแปลง ปรุงแต่ง (หรือภาษาวรรณกรรมเรียก “ยำ”) แล้วกลายไปเป็นแนวเรื่องในลักษณะตรงกันข้าม ในโลกวรรณกรรมและภาพยนตร์ตะวันตกได้ถือว่าเรื่อง “Captain Lightfoot (1955)” เป็นเรื่องในขนบเดียวกับ “โรบิน ฮู้ด” คือเป็นจอมโจรปล้นคนรวยช่วยคนจน เป็นคนนอกกฎหมาย เป็นกบฏต่อต้านรัฐและแอนตี้สังคมที่คนผู้มีอันจะกินกดขี่ข่มเหงผู้ยากไร้
ในขณะที่ “อินทรีแดง” ใน “อินทรีทอง” นั้นแม้จะเป็นคนนอกกฎหมาย ใช้ความรุนแรง เหมือนกัน แต่เป้าหมายต่างกันสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับ “Captain Lightfoot (1955)” เพราะอินทรีแดงนั้นสนับสนุนรัฐและสังคมในการปราบปรามขบวนการที่ต่อสู้เพื่อผู้ยากไร้ โดยเข้าใจขอบวนการนั้นแบบ “หนังคนละม้วน” และที่สำคัญ “อินทรีแดง” นั้นต่อสู้กับกลุ่มผู้เห็นต่างด้วยวิธีการใช้ความรุนแรง สร้างภาพให้ฝ่ายต้านคอมฯ เป็นฮีไร่ผู้ดุงความยุติธรรม ฝ่ายตรงข้ามมีลักษณะเหมือนอย่าง “มารร้าย” ทุกประการ
“บาคิน” หรือ “นายปรีดา พนายันต์” (รับบทโดยนักแสดงอาวุโสชื่อ “อบ บุญติด”) ในเรื่อง “อินทรีทอง” นั้นถึงกับสามารถดวงจิตไปสถิตไว้กับดวงแก้วมณี คล้ายกับเรื่องทศกัณฐ์ที่สามารถถอดดวงใจไปใส่กล่องไว้ ทำให้ฆ่าไม่ตาย คือสร้างภาพให้เป็นยักษ์มารตามขนบไทยแท้แบบ “จัดหนักจัดเต็ม”
อินทรีแดงนั้นได้ชื่อเป็น “ซุปเปอร์ฮีโร่” แบบไทย แต่ที่จริงดัดแปลงมาจากฮีโร่ของตะวันตก แต่เมื่อนำมาปรับเข้ากับบริบทสังคมไทยในช่วงทศวรรษ 2500 แล้ว ก็กลายเป็น “ฮีโร่ปราบคอมฯ” (พิทักษ์ชนชั้นนำและคนรวย) ไปแทน ไม่ใช่ฮีโร่แบบปล้นคนรวยช่วยคนจนเหมือนอย่างกัปตันไลท์ฟุต
(4) จาก “อินทรีแดง” ถึง “อินทรีทอง” (เรื่องสีๆ ใครว่าไม่สำคัญ?)
ดังที่ ลีห์อา แมคเรย์โนล์ดส์ (Leigha McReynolds) ตั้งข้อสังเกตไว้ในบทความชื่อ “Animal and Alien Bodies as Prostheses: Reframing Disability in Avatar and How to Train Your Dragon”[11] เหล่าบรรดาซุปเปอร์ฮีโร่ในวรรณกรรมและภาพยนตร์ที่มีรากกำเนิดจากโลกตะวันตก มักจะเป็นคนธรรมดาแต่มีคุณสมบัติพิเศษยึดโยงกับอัตลักษณ์ของสัตว์ บวกกับความสามารถในการใช้เทคโนโลยีที่เฉพาะเจาะจง เพื่อขับเน้นบุคลิกลักษณะที่โดดเด่นหรือมีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ปุถุชนทั่วไป
สำหรับเทคโนโลยี อินทรีแดงดูจะใช้ปืนลูกโม่ได้คล่องยิงแม่น ท่ายิงประทับเอวตามสไตล์การยิงปืนแบบหนังคาวบอยตะวันตก พาหนะใน “อินทรีทอง” นอกจากเฮลิคอปเตอร์ นอกนั้นไม่ว่าจะรถเปิดประทุน ล้วนไม่ได้มีอะไรพิเศษเฉพาะ ดูเหมือนว่าในเวอร์ชั่นที่สร้างกันช่วงหลังมานี้จะปรับแก้ให้ “โรม ฤทธิไกร” มีพาหนะที่โดดเด่นเป็นมอเตอร์ไซค์ คาดว่าได้รับอิทธิพลจาก “ไอ้มดแดง” หรือ Kamen Rider One ของญี่ปุ่น
ส่วนสัตว์ที่ผู้ประพันธ์เลือกมาใช้ในกรณีนี้อย่างนกอินทรีนั้น เศก ดุสิต ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า“ใจผมรักคำว่าอินทรี คือเอาละ สิงโตก็เป็นเจ้าป่า แต่ผมว่าเอามาทำหน้ากากมันดูไม่สวย สู้อินทรีสยายปีกไม่ได้ ผมก็ลองวาดรูปเล่น ๆ ออกแบบดู พอออกมาก็ชอบใจ ผมว่าสัญลักษณ์นี้มันมีความหมายดี มีผลกับความรู้สึกคนมาก ไม่งั้นใครต่อใครคงไม่เอาไปเป็นสัญลักษณ์กันไปทั่วแบบปัจจุบันนี้”[12]
เมื่อปรากฏในโลกวรรณกรรม “อินทรีแดง” ก็ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ได้รับการต้อนรับจากนักอ่านเป็นอันมาก เขียนและพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2498 วางตลาดในรูปนิยายปกอ่อน 6 ฉบับจบ โดยสำนักพิมพ์อักษรสมิทร์ แต่ละฉบับจะใช้ชื่อชุดตามเหตุการณ์สำคัญภายในเล่มคือ อินทรีแดง, เล็บมังกร, กุหลาบดำ, ชาติทมิฬ, มัจจุราชคำรณ และมังกรกระเจิง จากนั้นเมื่อตอนรวมภาค ได้เลือกใช้ชื่อ “มังกรขาว” (ชื่อขบวนก่อการร้ายของเรื่อง) ตีพิมพ์ พ.ศ.2499 ถือเป็นภาคแรกของอินทรีแดง (ฉบับนวนิยาย) จากเดิมพระเอกชื่อ “คมณ์ พยัคฆราช” ก็เปลี่ยนมาเป็น “โรม ฤทธิไกร” ชื่อที่ดูจะพ้องกับ ฎณ็อก ฮัตสัน” (กัปตันไลท์ฟุต) เศก ดุสิต เล่าอย่างภาคภูมิใจว่า:
“ผมก็เลยสร้างอินทรีแดงขึ้นมา เป็นตอนแรก ตอนสอง ตอนสาม โอ๊ย เรียกว่าระเบิด! พิมพ์หนึ่งหมื่นเล่มต่อตอน เหลือสักประมาน 10% จาก คมณ์ พยัคฆราช ผมเปลี่ยนชื่อพระเอกเป็น โรม ฤทธิไกร”[13]
เมื่อเป็นนวนิยายขายดี เรื่องนี้ก็เข้าตากลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์ แน่นอนว่านวนิยายที่จะนำเอาไปดัดแปลงเป็นหนังเป็นละครได้ จะต้องได้รับความยินยอมและอนุญาตจากผู้ประพันธ์ แต่ เศก ดุสิต ก็ไม่ได้อนุญาตให้ทีมไหนง่ายๆ จนกระทั่งมาพบว่า มิตร ชัยบัญชา ซึ่งตอนนั้นยังไม่โด่งดัง เป็นนักแสดงที่เคยอ่านบทประพันธ์ของเขา และมีบุคลิกสอดคล้องเหมาะจะแสดงเป็นอินทรีแดงได้ตรงตามบทประพันธ์ ก็เลยอนุญาต:
“ยอมรับว่าค่อนข้างหวง เพราะคนที่จะเล่นเป็นอินทรีแดง ไม่ใช่ใครที่ไหนจะมาเล่นก็ได้ แต่ต้องมีบุคลิกที่รับกับบทประพันธ์ที่วาดไว้ ตอนนั้นมีคนมาขอซื้อหลายราย แต่ผมหวงตัวละครนี้มาก จะถามว่าใครจะเป็นอินทรีแดง มีรายหนึ่งเขาบอกว่าจะให้ ไชยา สุริยัน เล่น ผมก็บอกว่าเอาไว้ก่อนแล้วกัน คือคิดว่ายังไม่เหมาะ ทั้งที่ตอนนั้นไชยากำลังดังมากๆ แต่ก็ไม่ให้ มีอีกเจ้าหนึ่งเขาก็มาติดต่อ ก็ถามแบบเดิม เขาบอกว่าจะให้ มิตร ชัยบัญชา เล่น ผมก็บอกว่าคนที่เล่นเรื่องชาติเสือนะหรือ เขาก็บอกใช่ บอกว่าจะพามาให้ดูตัว
ตอนนั้นมิตรยังไม่ดังเลย วันที่มาผมมองเขา ตั้งแต่ประตูบ้าน ดูท่าทางการเดิน บุคลิก การพูดการจา และเขาทำให้เห็นว่าเขาอ่าน เขารู้จักตัวละครนี้นะ ผมก็มองว่าบุคลิกได้ ซึ่งคนที่จะเล่นอินทรีแดงต้องสวมหน้ากาก มันต้องรับกับหน้า ผมก็เลยบอกเขาไปว่า เอาล่ะ ‘คุณคืออินทรีแดงของผม’ ก็ยกให้เขาไปทำ แต่ตอนทำก็กลับเบนเรื่อง มาขอเอาตอนใหม่ไปทำคือจ้าวนักเลง ก็ถือว่าเป็นเรื่องแรกที่แจ้งเกิดเต็มตัวให้กับมิตรเขา?”[14]
อย่างไรก็ตาม “อินทรีแดง” ที่สร้างตามฉบับนวนิยายนั้นสร้างจบไปแล้วตั้งแต่เรื่องที่ 3 คือเรื่อง “อวสานอินทรีแดง” เมื่อพ.ศ.2506 แต่อีกสามเรื่องหลังจากนั้นมาจนถึงเรื่อง “อินทรีทอง” เมื่อพ.ศ.2513 เป็นเรื่องที่มิตร ชัยบัญชา สร้างต่อมาเอง โดยไม่มีฉบับนวนิยายเป็นต้นแบบ แต่ก็เป็นการสร้างต่อจากฉบับนวนิยายที่ได้รับการอนุญาตจากผู้ประพันธ์ฉบับนวนิยายเดิม และเศก ดุสิต ก็เป็นผู้เขียนบท และได้นำเอาเรื่องในนวนิยายของตนบางส่วนมาให้ไปทำไปเป็นภาพยนตร์ โดยที่ต้นฉบับยังเขียนไม่เสร็จด้วยซ้ำ
บางช่วงใช้วิธีให้ผู้เขียนบทมาร่วมออกกองถ่ายและพูดคุยรับประทานอาหารร่วมกับผู้กำกับ (ซึ่งคือ มิตร ชัยบัญชา เอง) เพื่อเตรียมบทวันรุ่งขึ้น ทั้งนี้เมื่อมิตร ชัยบัญชา เป็นผู้กำกับเอง ก็มีสิทธิแก้ไขหรือเพิ่มเติมบท อย่างบทโหนบันไดเชือกเฮลิคอปเตอร์ มิตร ชัยบัญชา ไปเขียนเพิ่มบทเอง ไม่มีในบทที่เศก ดุสิต เขียน เพราะฉะนั้น เรื่องที่ผู้คนสงสัยว่าทำไมต้องเขียนบทให้มิตร ชัยบัญชา เล่นผาดโผนจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายอย่างนั้น เป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในความรับผิดชอบของเศก ดุสิต ในฐานะผู้ประพันธ์บท:
“เรื่องนี้มิตรเขากำกับการแสดงเองเป็นเรื่องแรก ผมก็ต้องนั่งเขียนบทในบังกะโล โดยทุกๆ เย็นมิตรเขาจะเข้ามาเอาบท มาปรึกษา พอตอนเช้าก็ไปถ่ายต่อ ทีนี้เขาเป็นผู้กำกับการแสดง เขาก็มีสิทธิที่จะแก้บทได้เหมือนกัน เราก็ไม่รู้ เขาก็ไปเพิ่มฉากโหนเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเป็นความประมาท ถ้าเขาไม่ประมาทก็ไม่เป็นไร ก็ถึงคราว ผมก็ได้แต่เสียใจ ก็ถือว่าปิดตำนานอินทรีแดง คือจบเลย ปิดฉาก ผมก็ไม่เขียนต่อแล้ว”[15]
เนื่องจากความสำเร็จในการแสดงเป็น “อินทรีแดง” ของมิตร ชัยบัญชา ในช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้าในทศวรรษ 2500 นั้น เป็นแรงผลักดันให้มิตร ชัยบัญชา ต้องปรับเปลี่ยนหันไปทำอะไรใหม่ๆ มากขึ้น สีแดงในช่วงนั้นเองก็มีการใช้เป็นสัญลักษณ์ของขบวนการคอมมิวนิสต์ เช่น มีธงแดงรูปค้อนเคียวของสหภาพโซเวียต และมีดาวแดงกับธงแดงของพคจ.(พรรคคอมมิวนิสต์จีน) ฝ่ายจีนคอมมิวนิสต์เองก็มีสมญาว่า “จีนแดง” ขบวนการพคท.(พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ก็ใช้ธงแดงมีรูปค้อนเคียวเช่นกัน สีแดงกลายเป็นสีสัญลักษณ์ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเผด็จการทหารไทยนำโดยพคท. (ตอนหลังเกิดขบวนการสีเสื้อในไทย แบ่งเป็นเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำหรับในที่นี้)
เราต้องไม่ลืมด้วยว่า เดิมมิตร ชัยบัญชา ก็มีอาชีพรับราชการเป็นทหารสังกัดกองทัพอากาศ มียศเป็นพันจ่าอากาศโท แม้เขาจะลาออกจากราชการไปแล้วเพื่อมารับงานแสดงเต็มตัวตั้งแต่พ.ศ.2506 แต่เขาก็ย่อมจะได้รับอิทธิพลการโฆษณาชวนเชื่อที่นำเสนอภาพลักษณ์คอมมิวนิสต์เป็นปีศาจร้าย และเป็นอริราชศัตรูของชาติบ้านเมืองในยุคสมัยนั้น ก็ไม่แปลกที่เขาจะเห็นขบวนการคอมมิวนิสต์เป็นศัตรู กระทั่งนำมาสร้างภาพยนตร์ให้รับบทเป็นผู้ร้าย
อีกทั้ง มิตร ชัยบัญชา ยังเป็นผู้สนใจการเมือง เคยลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล จังหวัดพระนคร เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2511 ในนามกลุ่มหนุ่ม เขตบางรัก ยานนาวา สัมพันธวงศ์ และป้อมปราบ และยังเคยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขตพระนคร เมื่อพ.ศ.2512 โดยครั้งนี้เขาสมัครลงรับเลือกตั้งแบบไม่สังกัดพรรคการเมือง และได้มีการเปิดเวทีอภิปรายหาเสียงที่ท้องสนามหลวงด้วย ถึงแม้ปีนั้น มิตร ชัยบัญชา จะเป็นดารามีชื่อเสียงโด่งดังแล้วก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้รับเลือกจากประชาชนให้ไปเป็นตัวแทนในสภา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่า ณ พ.ศ.2513 ช่วงที่มิตร ชัยบัญชา กำลังสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่นั้นยังเป็นช่วงเดียวกับที่ในชนบทโดยเฉพาะทางภาคอีสาน ได้มีการสู้รบกันด้วยกำลังอาวุธระหว่างกองกำลังฝ่ายพคท.กับรัฐบาล สู้กันมาได้ 5 ปีกว่าแล้ว นับตั้งแต่เหตุการณ์วันเสียงปืนแตกเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2508 ทั้งที่ฝ่ายพคท.มีกำลังอาวุธด้อยกว่าฝ่ายรัฐบาล แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าฝ่ายพคท.จะพ่ายแพ้ไป ตรงข้ามกลับขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ครอบคลุมหลายพื้นที่ชนบทไทยเวลานั้น
ดังนั้น ก็เป็นธรรมดาที่มิตร ชัยบัญชา จะคิดอ่านสละสัญลักษณ์สีแดง ด้วยเห็นว่าสีแดงกลายไปเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองไปแล้วในขณะนั้น เขาปรับเปลี่ยนบทในเรื่อง “อินทรีทอง” ให้ลาสต์บอสอย่างปรีดา พนายันต์ มีลูกชายชื่อ “ภูวนาถ” (รับบทแสดงโดย ครรชิต ขวัญประชา) เป็นตัวเด่นอีกตัวหนึ่งในเรื่อง โดยให้ภูวนาถแสดงในแสดงเป็น “อินทรีแดงตัวปลอม” บทนี้นำเสนอเป็นฉากแรกๆ ด้วยซ้ำ โดยให้ “อินทรีแดงปลอม” นี้ไปสังหารนักหนังสือพิมพ์ที่เขียนข่าวโจมตีคณะไผ่แดง ถึงเตียงนอน
เมื่อเป็นดังนั้น อินทรีแดงตัวจริงที่เคยประกาศวางมือไปตั้งแต่ภาค “อวสานอินทรีแดง” (2506) จึงต้องแสวงหาสัญลักษณ์สีใหม่ โดยเลือกสีทองมาแทนสีแดง แต่ที่จริงในภาพยนตร์อาจจะโดยโทนสีที่เป็นภาพยนตร์ฟิล์มเก่า เลยทำให้สีทองดูเป็นสีกากีไป ซึ่งก็กลับเป็นดูเข้ากับขนบของข้าราชการยุคปราบคอมฯ ไปอีก แม้ว่าเขาอาจไม่ได้จงใจทำให้สื่อไปในทางนั้นก็ตามที แต่โดยบริบทของยุคสมัยนั้นก็เลี่ยงที่จะเกิดการตีความไปทางนั้นไม่ได้
(5) “คณะไผ่แดง” กับการสร้างภาพบิดเบี้ยวเกี่ยวกับ “คอมมิวนิสต์” ในการเมืองไทย
ในปี พ.ศ.2496 องค์กรยูซิส (USIS–United State Information Service) หน่วยงานข่าวกรองหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้ก่อตั้งสำนักงานขึ้นที่กรุงเทพฯ เพื่อแสวงหาแนวทางป้องกันและจัดการไม่ให้ไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนต้องตกเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์[16]
เนื่องจากมีความเชื่อในทฤษฎีหนึ่งแพร่หลายในสหรัฐ คือความเชื่อในทฤษฎีโดมิโน่เอฟเฟกต์ ซึ่งมีเนื้อหากล่าวว่าในเมื่อตอนนั้นจีนได้เป็นคอมมิวนิสต์แล้ว ลัทธิคอมมิวนิสต์จะขยายตัวลุกลามมาจนทำให้ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากจีนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปด้วย เพราะจีนมีอิทธิพลต่อประเทศต่างๆ ในแถบภูมิภาคนี้มาก[17]
ที่สำคัญหากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นคอมมิวนิสต์แล้ว จะทำให้ทั่วทั้งเอเชียลุกลามกลายเป็นคอมมิวนิสต์ตามไปด้วย เมื่อขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามนำพาเวียดนามเหนือเอาชนะฝรั่งเศสและประกาศเอกราชสำเร็จ ส่งผลทำให้ทฤษฎีนี้มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้จริง เกิดเป็นกระแสสร้างความหวาดกลัวให้แก่สหรัฐอเมริกาในฐานะผู้นำโลกเสรี เมื่อยูซิสปฏิบัติงานอยู่ในเมืองไทยได้ระยะหนึ่ง พวกเขาก็ค้นพบว่า ในการต่อสู้ป้องกันและปราบปรามขบวนการคอมมิวนิสต์ที่จะให้ได้บรรลุผลตามเป้าหมายนั้น ลำพังการใช้อาวุธและกองทัพสู้รบปราบปรามย่อมจะไม่ได้ผล
พวกเขาจึงเห็นว่าควรเปลี่ยนแนวทางโดยหันมาเน้นทำ “สงครามจิตวิทยา” ผ่านเครื่องมืออย่างภาพยนตร์ ออกฉายในลักษณะหนังกลางแปลง ตามวัด ตามโรงเรียน สถานที่สำคัญ เพราะภาพยนตร์เป็นสื่อที่ชาวชนบทที่อ่านหนังสือไม่ออก สามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีอิทธิพลได้มาก แนวทางของยูซิสกลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อคนทำหนังในช่วง 2500-2510[18] ทำให้เกิดการลอกเลียนแบบมาทำบ้าง
ยูซิสเป็นองค์กรที่ไม่ได้สร้างภาพยนตร์ขึ้นเพื่อความบันเทิงเริงใจแก่ประชาชนล้วนๆ อยู่แล้ว ยิ่งมีการลอกเลียนแบบการทำหนังในแบบของเขาไปมากเท่าไหร่ ยิ่งหมายถึงความสำเร็จในการเผยแพร่และปลูกฝังแนวคิดต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้นเท่านั้น และคนทำหนังผู้หนึ่งที่มองเห็นความสำเร็จนี้ของยูซิสก็คือ “มิตร ชัยบัญชา”
ชื่อเรียกขบวนการคอมมิวนิสต์ในเรื่อง “อินทรีทอง” ที่ว่า “คณะไผ่แดง” นี้มิตร ชัยบัญชา นำเอามาจากนวนิยายอีกเรื่องคือเรื่อง “ไผ่แดง” ประพันธ์โดย หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ลงพิมพ์เป็นตอนๆ ใน “สยามรัฐรายสัปดาห์” เมื่อพ.ศ.2497 ตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อพ.ศ.2498 ปีเดียวกับผลงานต้นแบบอินทรีแดงของเศก ดุสิต และเป็นนวนิยายดังที่ประสบความสำเร็จมีผู้อ่านกันมากในทศวรรษ 2500 เช่นกัน ที่สำคัญนวนิยายเรื่อง “ไผ่แดง” ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนวนิยายที่มีเนื้อหาต่อต้านคอมมิวนิสต์หรือล้อเลียนทำให้กลุ่มคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเป็นตัวตลกและไม่รู้ปัญหาที่แท้จริงของสังคมไทย[19]
อย่างไรก็ตาม “ไผ่แดง” ของคึกฤทธิ์ นำเสนอภาพลักษณ์คอมมิวนิสต์ไม่ได้เป็นผู้ร้ายอย่างสุดขั้ว เพียงแต่ “นายแกว่น แก่นกำจร” คนหนุ่มหัวก้าวหน้าที่พยายามเปลี่ยนหมู่บ้านไผ่แดง ไปเป็นระบอบคอมมิวนิสต์นั้น ถูกทำให้เป็นตัวตลกขบขัน ในขณะที่ “สมภารกร่าง” เจ้าอาวาสวัดไผ่แดง เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือและเป็นบุคคลสำคัญในฝั่งอนุรักษ์นิยมของหมู่บ้านไผ่แดง คึกฤทธิ์ใช้ชั้นเชิงการประพันธ์แสดงทัศนะของทั้งสองผ่านบทสนทนาระหว่างบุคคลทั้งสอง (นายแกว่นกับสมภารกร่าง)
แต่ที่ซ้อนไปกว่านั้น ก็คือในนวนิยายเรื่อง “ไผ่แดง” คึกฤทธิ์ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้ร้ายตัวจริงที่กำลังคุกคามหมู่บ้าน ไม่ใช่ขบวนการคอมมิวนิสต์ที่มีนายแกว่นเป็นตัวแทน หากแต่คือนายทุนที่กำลังเข้ามากว้านซื้อที่ดิน ซึ่งจะสร้างสิ่งอันเปลี่ยนไม่เฉพาะหมู่บ้านไผ่แดง หากแต่คือชนบททั้งหมดไปจากวิถีเดิม
การที่มิตร ชัยบัญชา นำเอาชื่อหมู่บ้านในบทประพันธ์ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช มาเป็นกลุ่มผู้ร้ายในเรื่องอินทรีทอง และมีหัวหน้าใหญ่ของกลุ่มชื่อพ้องกับปรีดี พนมยงค์ นี้ ประเด็นที่ผู้คนค้างคาใจอย่างเรื่องว่า มิตร ชัยบัญชา ได้เคยขออนุญาตท่านเจ้าของบทประพันธ์หรือไม่ กลับดูไม่ใช่ประเด็นและไม่ได้เป็นปัญหาอย่างใดสำหรับหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เพราะหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ในช่วงทศวรรษ 2490-2500 ก็แสดงทัศนะเป็นฝ่ายตรงข้ามกับทั้งขบวนการคอมมิวนิสต์และปรีดี พนมยงค์
ทั้งนี้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังเป็น “เอฟซี” ท่านหนึ่งที่แสดงความชื่นชอบผลงานแสดงของมิตร ชัยบัญชา อีกด้วย เมื่อมีภาพข่าวการเสียชีวิตของมิตร ชัยบัญชา ปรากฏในหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งของทุกฉบับเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2513 ข่าวแพร่ไปจนถึงญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน และหลังจากตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดแคนางเลิ้ง ครบ 100 วัน เมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2514 แล้วย้ายไปทำพิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดเทพศิรินทร์ ได้มีประชาชนหลั่งไหลไปร่วมพิธีไว้อาลัยเป็นอันมาก คาดว่ามีประชาชนไปร่วมงานมากถึง 3 แสนคน
หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่เข้าร่วมการไว้อาลัยในครั้งนี้ได้กล่าวว่า “เป็นงานศพของสามัญชนที่มีผู้ไปร่วมงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย”[20] ซึ่งก็ชวนให้ฟังดูทะแมร่งๆ อีกเช่นเคย เพราะสามัญชนที่ไปทำให้สามัญชนคนสำคัญอีกผู้หนึ่งกลายเป็นผู้ร้ายไปเช่นนั้น ควรต้องนับว่าเป็นฮีโร่สามัญชนของใคร? ของฝ่ายที่ถูกต้องเป็นธรรม หรือของฝ่ายอธรรม กันแน่?
(6) ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์ ในช่วง 2490-2513
ช่วงที่ “อินทรีแดง” ได้ผาดโผนโจนทะยานอยู่ทั้งในโลกวรรณกรรมและเมื่อแรกสร้างภาพยนตร์เรื่อง “อินทรีทอง” นั้น เป็นช่วงเดียวกับที่ภาพลักษณ์ของปรีดี พนมยงค์ ที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ยังคงเป็นไปในแง่ลบและเป็นผู้ร้ายของบ้านเมือง เนื่องจากหลังรัฐประหาร พ.ศ.2490 คณะรัฐประหารและชนชั้นนำที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม-กษัตริย์นิยมได้มุ่งโจมตีปรีดี พนมยงค์ กับพรรคพวกที่เคยเป็น “รัฐบาลที่แล้ว”
ปรีดี พนมยงค์ กลุ่มส.ส.อีสาน และอดีตพลพรรคเสรีไทย ซึ่งเคยมีบทบาทในการต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นในช่วงมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ตกเป็นเป้าหมายการมุ่งโจมตีใส่ร้ายป้ายสีของฝ่ายที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหาร พ.ศ.2490 เนื่องจากเป็นการรัฐประหารที่ไม่ได้มีเหตุปัจจัยที่ชอบธรรมมากพอ พวกเขาจึงสร้างความชอบธรรมปลอมๆ จากการทำให้ปรีดีกลายเป็นศัตรูของชาติบ้านเมือง
ดังที่ผลงานปรับปรุงจากวิทยานพนธ์เรื่อง “ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์ กับการเมืองไทย พ.ศ.2475-2526” โดย มรกต เจวจินดา ไมยเออร์[21] ได้เคยชี้ให้เห็นว่า การใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นานาที่กลุ่มขบวนการฝ่ายขวากระทำต่อปรีดีนั้น มีตั้งแต่เป็นพวกฝักใฝ่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ นิยมสาธารณรัฐ มีแผนจะสร้างมหาชนรัฐ ที่หนักหาสาหัสที่สุดเห็นจะเป็นการที่ฝ่ายรัฐประหารใช้ข้ออ้างจากความคลุมเครือของคดีสวรรคตมากล่าวหาว่าปรีดีกับพวกอยู่เบื้องหลัง กระทั่งนำไปสู่การประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ รวมถึงการสังหารโหดอดีตรัฐมนตรีและส.ส.อีสาน ที่มีสายสัมพันธ์กับปรีดี
เมื่อทราบข่าวว่าปรีดีเปลี่ยนประเทศลี้ภัยจากสิงคโปร์ไปพำนักอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ “จีนคอมมิวนิสต์” หรือ “จีนแดง” นักการเมืองฝั่งอนุรักษ์นิยมในไทยก็เพิ่มข้อหาให้ร้ายป้ายสีอีกกระทงว่า ปรีดีกำลังจะไปขอความช่วยเหลือจากจีนให้บุกประเทศไทยบ้าง ให้จีนสนับสนุนปรีดีเป็นผู้นำขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยบ้าง
อันหลังนี้เอง มาปรากฏเป็นเรื่องราวของนายปรีดา พนายันต์ ซึ่งตามเนื้อเรื่องก็ได้ลี้ภัยไปจีน แล้วไปเรียนวิชาลี้ลับมาจากรัสปูติน แต่เก่งกาจกว่ารัสปูติน คือสำเร็จวิชาถึงขั้นสามารถสะกดจิต ล้างสมองคน ล่องหนหายตัว แยกร่าง และกระทั่งวิชาถอดดวงจิตไปไว้ในลูกแก้ว ทำให้ฆ่าไม่ตาย ยิ่งฆ่ายิ่งขยายร่าง (คล้ายจะล้อเลียนวาทกรรม “ตายสิบเกิดแสน” ของฝ่ายซ้ายไทยในช่วงนั้น) ในเรื่อง ปรีดา/บาคินได้ลอบกลับมาเมืองไทยเพื่อทำการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปเป็นคอมมิวนิสต์ “รัสปูติน” ในเรื่องจงใจสื่อแทนถึงโซเวียตรัสเซียในฐานะผู้ร้าย เช่นเดียวกับจีนและเวียดนาม
แถมปรีดา พนายันต์ ซึ่งมีชื่อจัดตั้งว่า “บาคิน” ผู้นี้ยังไม่ได้มาแบบ “ข้ามาคนเดียว” มาเป็นหมู่คณะ มีลูกชายและพรรคพวกชาว “คณะไผ่แดง” ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยกันคอยออกหน้าและเชื่อฟังคอยทำตามคำสั่งอีกด้วย ในเรื่องนอกจาก “ปรีดา พนายันต์” แล้วยังมีตัวละครชื่อ “หลวงสินธุอาภา” ที่ฟังดูคล้าย “หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน)” อีกด้วย แถมยังเป็นนายทหารเรือเหมือนกับตัวจริงที่อ้างอิงถึงอีกด้วย แต่ในเรื่อง “อินทรีทอง” หลวงสินธุอาภาถูกบังคับโดยบาคินจับลูกสาวไปเป็นตัวประกัน ให้หลวงสินธุอาภายอมไปเป็นหัวหน้าโรงงานผลิตอาวุธให้แก่บาคินกับคณะไผ่แดง
(7) ความ “ชายแท้” ที่ถูกมองข้าม
ทั้งหมดดูจะเตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่ไปหมด หากใครได้อ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาบ้าง แล้วมาดูหนังเรื่องนี้อาจจะหงุดหงิดรำคาญเพราะความไม่ตรงกับประวัติศาสตร์ ยิ่งกว่าภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่องใดๆ ต่อให้เป็นเรื่องแต่ง แต่การจงใจใช้ชื่อและเนื้อเรื่องที่สอดคล้องกับการใส่ร้ายป้ายสีทางการเมือง ก็ดูเป็นการจงใจใช้ภาพยนตร์มาเล่นการเมืองรูปแบบหนึ่ง
ไม่แน่ว่าหากไม่เสียชีวิตไปในฉากโหนเฮลิคอปเตอร์นั้น อาจได้เห็นมิตร ชัยบัญชา ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกเป็นครั้งที่ 3 แต่ประชาชนจะให้โอกาสเขาได้เป็นผู้แทนฯ หรือไม่ เรื่องนั้นไม่อาจจะรู้ได้
อีกเรื่องที่เราไม่อาจจะรู้ได้ ก็คือในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หากมิตร ชัยบัญชา ยังอยู่ เขาจะเห็นด้วยกับฝ่ายเผด็จการเหมือนเช่นที่เป็นมาในสมัย 2500-2513 หรือเปลี่ยนย้ายข้างไปเห็นด้วยกับขบวนการนักศึกษาประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเขาอยู่จนถึง พ.ศ.2523 ที่รัฐบาลฝ่ายขวานำโดยพลเอกเปรม ติณณสูลานนท์ ประกาศใช้นโยบาย 66/23 แล้วในนั้นมีระบุเรียกฝ่ายคอมมิวนิสต์เสียใหม่ว่า “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”[22] มิตร ชัยบัญชา จะยังคงสร้างภาพยนตร์โจมตีคอมมิวนิสต์เช่นเดิม หรือปรับตัวเปลี่ยนไปสร้างภาพยนตร์แบบใด อันนั้นก็ “พระเจ้า (กับเอไอ) เท่านั้นที่รู้ หรือมีคำตอบให้ได้”
ยังไม่นับประเด็นเรื่อง Gender ที่มีการนำเสนอการหลอกฟัน (หรือล่วงละเมิดทางเพศ) โดยพระเอกในเรื่อง เพื่อสืบหาความลับจากเบญจมาส ลูกสาวของ “จิวทง” รองหัวหน้าคณะไผ่แดง แถมในตอนท้ายเรื่องยังใช้เรื่องของเบญจมาสที่ถูกบาคินสังหารไปโน้มน้าวให้จิวทงย้ายข้างและยอมเผยความลับว่าจะฆ่าบาคินได้ยังไงอีก
แม้จะพยายามเชิดชูสตรีอย่างรัชนี ในเรื่อง ที่คอยซัพพอร์ตอินทรีแดงตัวจริง เช่นไปช่วยเมื่อเพลี่ยงพล้ำถูกอินทรีแดงตัวปลอม (ภูวนาถ) ลอบทำร้าย และกำลังจะเอาศพไปทิ้ง หรือแม้แต่ตอนสุดท้าย ผู้ที่ไปชิงเครื่องบินมารับและหย่อนบันไดเชือกมรณะให้นั้นก็คือ “รัชนี” (แสดงโดย เพชรา เชาวราษฎร์)
แต่พอมีฉากและสตอรี่เหยียด LGBTQ+ ในเรื่องด้วยแล้ว ก็เป็นอันติดลบ เช่น ฉากและเรื่องของ “ศรีสมร” คนข้ามเพศที่เป็นฝ่ายคณะไผ่แดง และยังมีฉากหมวดชาติ ตำรวจปลอมตัวเป็น “ภาวิณี” คนข้ามเพศ ไปสืบความลับแต่จะถูกผู้ร้ายที่เป็นชายแท้ล่วงละเมิด และเมื่อความลับแตกก็ถูกบรรดา LGBTQ+ ในซ่อง รุมกระทืบเอาจนปางตาย เข้าใจว่าฉากและสตอรี่ดังกล่าวทำขึ้นเพื่อเป็นมุขขำขัน แต่คนดูในรุ่นหลังคงไม่ขำด้วย
(8) ปิดฉาก!!!
กล่าวโดยสรุป ในการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “อินทรีทอง” ของมิตร ชัยบัญชา นั้นเป็นที่น่าเสียดายที่เขานำเอามุมมองที่ได้มาจากการโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลขวาไทยมาใช้ เขาจึงยังไม่ได้นำเสนอสิ่งใหม่ หากแต่เป็นงานผลิตซ้ำมุมมองของกลุ่มอนุรักษ์นิยม ซึ่งเห็นว่า “คนแบบปรีดี พนมยงค์” หรือผู้ที่เห็นพ้องด้วยกับแนวทางของฝ่ายสังคมนิยม เป็นอริราชศัตรูของชาติบ้านเมือง เป็นปีศาจร้าย ไม่ใช่มนุษย์ เป็นฝ่ายอธรรมอย่างสัมบูรณ์ มีแต่จะต้องใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรงถึงขั้นต้องเอาชีวิต
ทั้งนี้เพราะฝ่ายขวาในยุคนั้นหมดสิ้นศักยภาพที่จะพูดคุยกันด้วยเหตุผล แนวทางสันติวิธีไม่ได้ถูกนำออกมาใช้ จนกระทั่งล่วงเลยไปจนพบความสูญเสียไปมากแล้ว จึงได้ออกนโยบายอย่าง 66/23 มาได้ แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ เพราะอย่างที่บอกเครื่องมือและรูปแบบวิธีการใช้ความรุนแรงเหล่านี้ไม่ได้หมดสิ้นไปพร้อมกับการสิ้นสุดสงครามเย็น พวกเขายังพร้อมขุดเอาเครื่องมือโบราณนี้ออกมาใช้เสมอ
“ปรีดา พนายันต์” สะท้อนความกลัวของรัฐไทยที่มีต่อจีน เวียดนาม และโซเวียต ซึ่งได้รับการปลูกฝังโดยองค์กรยูซิสของสหรัฐอเมริกากับรัฐบาลฝ่ายขวาของไทย แม้จะมีอิทธิพลมาก แต่กลับหลุดรอดจากการวิพากษ์ในสมัยนั้น สุดท้ายแล้วการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ถูกทำให้เหลือแค่หนทางเดียวคือการใช้ความรุนแรง
การที่มิตร ชัยบัญชา จบชีวิตในฉากสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ ทำให้ภาพยนตร์เป็นที่จดจำ มากยิ่งขึ้นไป นั่นยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ปรีดีถูกผลิตซ้ำมากขึ้นตามมาด้วย ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายในแง่ที่ว่า หากมิตร ชัยบัญชา ยังมีชีวิตอยู่ เขาอาจสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่มาแก้ไขเรื่องเก่าที่เคยทำ เช่นเดียวกับที่เขาสร้าง “อินทรีทอง” มาแก้ไข “อินทรีแดง” จากบุคลิกลักษณะที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือนวนิยาย เติมเต็มความรู้ให้แก่ตนเองอยู่เสมอ และชอบพูดคุยถกเถียงกับผู้เขียนบทและทีมงานในการถ่ายทำ ทำให้เป็นที่เชื่อได้ว่า ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ อาจจะปรับเปลี่ยนวิธีคิดตรงนี้ก็เป็นได้
ตัวละครซุปเปอร์ฮีโร่ที่ปรากฏตัวในฐานะ “ผู้ดุงความยุติธรรม” ในที่นี้จะต้องถามต่อว่า ความยุติธรรมของใคร? “ฮีโร่” คือความพยายามในการปลูกฝังอุดมคติ หรือความคิดฝัน แต่ความฝันที่ฮีโร่อย่าง “อินทรีแดงในเรื่องอินทรีทอง” พยายามปลูกฝังหรือนำเสนออยู่นั้นกลับมีอะไรแปลกๆ แฝงอยู่ในนั้น กลายเป็น “ภาพยนตร์การเมือง” ที่เป็นส่วนหนึ่งของยุคการต่อสู้ทางอุดมการณ์ ไม่ได้ก้าวหน้าหรือล้ำไปกว่ายุคสมัยที่เป็นอยู่ และเป็นการสร้างความไม่เป็นธรรม โดยที่ปรีดี พนมยงค์ ยังมีชีวิตอยู่ในช่วงที่มิตร ชัยบัญชา สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมา แต่ลี้ภัยอยู่ต่างแดน
ภาพยนตร์เรื่อง “อินทรีทอง” นี้สอบตกเรื่องข้อเท็จจริงและผลิตซ้ำอคติความเกลียดชังที่มีต่อคนแบบปรีดีและกลุ่มคนที่เขาแค่มีความคิดเห็นแตกต่างจากผู้มีอำนาจ ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงถึงขั้นต้องฆ่าแกงกันอย่างใด ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ส่งเสริมการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ตรงข้ามกลับส่งเสริมความรุนแรงอย่างเต็มที่ที่กล่าวแบบนี้ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่าบุคคลจริงในประวัติศาสตร์จะถูกนำมาสร้างเป็นหนังเป็นละครหรือแต่งเป็นนวนิยายไม่ได้ เพียงแต่หนังละครที่แสดงจุดยืนเข้าข้างฝ่ายอำนาจฉ้อฉลไม่มีความเป็นยุติธรรม และผลิตซ้ำรูปแบบวิธีการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงนั้นไม่ควรได้รับการส่งเสริมแต่อย่างใด
เรื่องนี้ มิตร ชัยบัญชา อาจประสบความสำเร็จในการแสดงตัวทางการเมืองต่อชนชั้นนำไทยสายอนุรักษ์นิยม ว่าเขาเป็นผู้มีแนวคิดเป็นปรปักษ์กับขบวนการคอมมิวนิสต์ แต่ในง่สังคมต้องบอกว่า มิตร ชัยบัญชา ได้สร้างสิ่งซึ่งเป็นพิษภัยต่อสังคม เพราะนำเสนอรูปแบบวิธีการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ไม่ส่งเสริมหรือสนับสนุนแนวทางสันติวิธี วิธีการอย่างที่ “โรม ฤทธิไกร” ทำนั้นนอกจากเป็นเรื่อง “นอกกฎหมาย” แล้ว ยังทำให้เขาไม่อาจบรรลุถึงวัตถุประสงค์อย่างการเป็น “ฮีโร่ที่แท้จริง” ของประชาชนอีกด้วย
เรื่องความคิดนั้นคนเราเปลี่ยนกันได้ ดูอย่างมนุษย์จำพวกที่เรารู้จักกันในนาม “คนเดือนตุลา” ก็ได้ พออายุเยอะหลายคนก็ทำตัวเป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญของบ้านเมือง ไม่ต่างจากชนชั้นนำที่ตัวเองเคยด่าสมัยยังเป็นหนุ่มเป็นสาว หรือแม้แต่คนอย่างจิตร ภูมิศักดิ์ หรืออย่างนายผี-อัศนี พลจันทร ก่อนจะเป็นซ้าย เป็นขวากันมาก่อนทั้งนั้น สำคัญคือต้องดูกันยาวๆ และให้โอกาสได้อยู่จนถึงวันที่คนจะเปลี่ยนความคิด พอตายเสียแล้ว ก็กลายเป็นได้แค่ตำนาน
ผู้เขียนเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยชื่นชอบผลงานภาพยนตร์ของมิตร ชัยบัญชา โดยผู้จุดประกายท่านหนึ่งเลย คือ “ลุงเล็ก” ชาวเมืองเพชรบุรี ที่บ้านริมคลองกระแชง ผู้ลงทุนเปิดบ้านเป็นนิทรรศการภาวรในชื่อ “บ้านเล่าเรื่อง มิตร ชัยบัญชา” เพื่อจัดแสดงภาพโปสเตอร์ภาพยนตร์ ข้าวของเครื่องใช้ ภาพถ่ายเก่า ฯลฯ ซึ่งเป็นของสะสมส่วนตัวที่เกี่ยวกับมิตร ชัยบัญชา
ในความทรงจำ ลุงเล็กคือผู้เล่าเรื่องมิตร ชัยบัญชา ได้สนุกสนาน มีสาระ และรู้ลึกรู้จริง เรียกได้ว่าเป็น “เอฟซี” ตัวจริงของมิตร ชัยบัญชา จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ชื่นชอบในตัวนักแสดงท่านดังกล่าวเพียงเพราะเป็น “คนบ้านเดียวกัน” คือที่ท่ายาง เมืองเพชรบุรี มาสู่การเก็บสะสมสารพัดสิ่งอย่างเกี่ยวกับมิตร ชัยบัญชา และเมื่อนำมาแสดงก็ทำให้คนอื่นที่มาเที่ยวชมย่านริมคลองกระแชงของเมืองเพชร ได้รู้ได้ทึ่งว่า “คนเพชร” นี่ไม่ธรรมดาจริงๆ ทั้งคนเพชรที่ไปเติบโตเป็นนักแสดงอยู่เมืองกรุง และคนเพชรด้วยกันที่อยู่ที่เมืองเพชร แต่คอยติดตามเก็บงำเรื่องราวเกี่ยวกับขวัญใจตลอดกาล
บทความนี้เกิดขึ้นนอกจากชวนให้ระลึกถึงปรีดี พนมยงค์ และมิตร ชัยบัญชา แล้ว ยังกอปรขึ้นจากความคิดคำนึงที่อยากจะรำลึกถึงชายร่างท้วมท่าทางใจดีคนหนึ่งที่ผู้เขียนได้พบและรู้จักโดยบังเอิญ เมื่อคราวที่ไปรถเสียและต้องซ่อมอยู่ที่เพชรบุรีเมื่อหลายปีก่อน เรื่องเล่าของลุงเล็กช่วยให้เรารู้สึกว่าในความโชคร้ายของเราครั้งนั้นมีความโชคดีอยู่ ก็ขอขอบคุณลุงเล็กและชาวเมืองเพชรไว้ ณ ที่นี้ด้วย.
เชิงอรรถ
[1]ชาญชนะ หอมทรัพย์. “ชาติ สาด กระสุน: หนังบู๊รักชาติ ใต้ยุคทมิฬมาร ปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อผ่านภาพยนตร์ไทยใน 3 ทศวรรษ (2490-2520)” https://waymagazine.org/movie-brainwash-2/ (14 December 2020).
[2]อุณาโลม จันทร์รุ่งมณีกุล. “บทความพิเศษ: กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลาคม 2519” มติชนสุดสัปดาห์. https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_908426 (01.09.2026).
[3]ชาญชนะ หอมทรัพย์. “ชาติ สาด กระสุน: หนังบู๊รักชาติ ใต้ยุคทมิฬมาร ปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อผ่านภาพยนตร์ไทยใน 3 ทศวรรษ (2490-2520)” https://waymagazine.org/movie-brainwash-2/ (14 December 2020).
[4]อุณาโลม จันทร์รุ่งมณีกุล. “บทความพิเศษ: กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลาคม 2519” มติชนสุดสัปดาห์. https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_908426 (01.09.2026).
[5]เรื่องเดียวกัน.
[6]เรื่องเดียวกัน.
[7]แต่ก่อนเขาเรียก “ผู้แทน” ย่อมาจาก “ผู้แทนราษฎร” ไม่นิยมเรียก “ส.ส.” (ย่อมาจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) เพราะสถานภาพของบุคคลดังกล่าวนี้คือเป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่ได้สถานะมาเพราะเป็นสมาชิกของสภาใด
[8] อ้างจาก https://sirindhornmusiclibrary.li.mahidol.ac.th/collection_wall/item31/) (สืบค้นเมื่อวันที่26กันยายน2569).
[9] ในที่นี้ผู้เขียนอ้างจาก เศก ดุสิต (เริงชัย ประภาษานนท์).อินทรีแดง.กรุงเทพฯ: สนพ.บ้านวรรณกรรม, 2539.
[10] ณ คอน ลับแล. “อินทรีทอง (2513) มิตร ชัยบัญชา”https://raremeatblog.wordpress.com/tag/มิตร-ชัยบัญชา (2018-10-05).
[11] Leigha McReynolds. “Animal and Alien Bodies as Prostheses: Reframing Disability in Avatar and How to Train Your Dragon” in Kathryn Allan (ed.). Disability in Science Fiction: Representations of Technology as Cure. (New York: Palgrave Macmillan, 2013), pp.142-153.
[12]ณ คอน ลับแล. “อินทรีทอง (2513) มิตร ชัยบัญชา”https://raremeatblog.wordpress.com/tag/มิตร-ชัยบัญชา (2018-10-05).
[13] เรื่องเดียวกัน.
[14] เรื่องเดียวกัน.
[15] เรื่องเดียวกัน.
[16]เอกสารของยูซิสในไทยรวมเล่มอยู่ในImpact of Three USIS Films on a Selected Village Audience in Thailand. Bangkok: Research Division USIS, 1960https://digiverse.chula.ac.th/Info/item/dc:3376
[17]M. Ghazali bin Shafie. “On the Domino Theory” Pacific Community. Vol. 7, No. 1 (October 1975), pp. 55-64https://digiverse.chula.ac.th/Info/item/dc:90832
[18]Patsorn Sungsri. “Thai Cinema as National Cinema: an Evaluative History” (PhD.Thesis Murdoch University, 2004), Chapter 3.
[19] ในที่นี้ผู้เขียนอ้างจาก ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช. ไผ่แดง. กรุงเทพฯ: สนพ.ดอกหญ้า, 2552.
[20] สกูปพิเศษ. “รำลึก 51 ปี ย้อนรอยโศกนาฎกรรม พระเอกตกฮ. “มิตร ชัยบัญชา””https://www.nationtv.tv/entertainment/378844770 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2564).
[21] มรกต เจวจินดา ไมยเออร์. ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์ กับการเมืองไทย 2475-2526. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการจัดงานฉลอง 100 ปี รัฐบุรุษอาวุโส ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ พ.ศ. 2543, 2543.
[22]ดูรายละเอียดใน เฉลิมเกียรติ ผิวนวล. ประชาธิปไตยแบบไทย: ความคิดทางการเมืองของทหารไทย (2519-2529). กรุงเทพฯ: สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2533; ตามไท ดิลกวิทยรัตน์. “ภาพลักษณ์ของคอมมิวนิสต์ในการเมืองไทย” รัฐศาสตร์สาร. ปีที่ 24 ฉบับที่ 2 (2546), หน้า 148-205.