วาระ “ 50 ปี 6 ตุลาฯ ” 2519 วันประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของการเมืองไทย ที่ละครถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจุดชนวนก่อรัฐประหาร เกิดเหตุการณ์มหาวิปโยคให้โลกจารึก ภายใต้ความรู้สึกย้อนแย้งกับสมญา “ สยามเมืองยิ้ม ” Thailand The Land of Golden Culture สถานการณ์โลกและในประเทศไทยขณะนี้ทำให้เกิดการตื่นตัวทางการเมืองสูง วาระ 50 ปี หลัง “ นิรโทษกรรม ” อย่างไร้ความรับผิดชอบจากรัฐ จึงเป็นแรงจูงใจให้สื่อทุกแขนงร่วมแสดงจุดยืนอย่างตื่นตัว ละครเวทีเครื่องมือที่ทรงพลังถูกนำมาใช้เชื่อมโยงกับ “ 6 ตุลาฯ 2519 ” เพื่อร่วมจารึกส่วนที่ขาดหายไปจากตำราเรียน ซึ่งรัฐจงใจทำให้ประวัติศาสตร์เลือนราง เรื่องราวถูกนำกลับมารื้อเล่าให้เข้าใจ เตือนความจำ ย้ำถึงสาเหตุที่มา ร่วมกันถามหาความยุติธรรมอีกครั้ง ด้วยหวังยับยั้งประวัติศาสตร์ (บาดแผล) ซ้ำรอย…

“ AFTER มรดก 6 ตุลา ”
6 โมงเย็นของวันธรรมดาวันหนึ่ง เหล่าสหายนักกฎหมายกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อประชุมกันวางแผนจัดงานรำลึกฯ แต่การประชุมครั้งนี้อาจยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาด เมื่อหนึ่งในสหายหยิบยกวาระบางอย่างที่ไม่เพียงสั่นคลอนที่ประชุมเท่านั้น แต่อาจยังอาจเปลี่ยนแปลงความปกติสุขที่พวกเขาคุ้นชินไปตลอดกาล
ละครเวทีเรื่อง “AFTER 6 มรดก 6 ตุลา”
เขียนบทและกำกับการแสดงโดย ณัฐภัทร มาเดช
อำนวยการผลิตโดย จณิสตา รักษา
นำแสดงโดย
ดนุภัทร แซ่หว้า / กนธิชา หวานเสนาะ
จาตุรนต์ การามหิโต / ณัฐภัทร มาเดช
จัดแสดงวันที่ 11-13 กันยายน 2569 จำนวน 5 รอบการแสดง (หลังรอบ 14:00 น. มี Post-talk discussion)
สถานที่ ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์ (MRT บางโพ ทางออก 2A)
บัตรราคา 112 บาท ละครมีความยาว 1 ชั่วโมง 30 นาที ไม่มีพักระหว่างการแสดง

photo : เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ
หลังเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาฯ ผ่านไปเกือบ 4 ปี ทุกอย่างดูเหมือนว่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่ในความสงบสุขนั้นกลับมีอำนาจบางอย่างที่ครอบงำสังคมอยู่ เพราะมรดกของคณะรัฐประหารกลับยังมีผลบังคับใช้จนกลายเป็นความปกติใหม่ (New Normal หรือ ฐานวิถีใหม่) ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนทุกคน เหล่านักกฎหมายกลุ่มหนึ่ง จึงมารวมตัวกันเพื่อหาทางแก้ไขและลบมรดกบาปในวันนั้น และแม้ว่าความพยายามของพวกเขาจะไม่สัมฤทธิ์ผล แต่ก็ทิ้งบางอย่างเอาไว้ให้ขบคิดต่อ นี่คือเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าในละครเวทีเรื่อง “After 6 มรดก 6 ตุลา”
หลังจบการแสดงมีวงเสวนา หัวข้อร่วมสมัย “6 ตุลาฯ ยังไม่จบ? จากมรดกในอดีต สู่คำถามในปัจจุบัน” ประเด็นเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงความทรงจำ แต่ยังทิ้งมรดกทางกฎหมาย โครงสร้างอำนาจ และวัฒนธรรมทางการเมือง ที่ยังส่งผลมาถึงปัจจุบันอย่างไรบ้าง

photo : เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ
สรุปบทเสวนาเพื่อการเผยแพร่ให้ความรู้สู่มวลชน โดย เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลา และ Politicle Theatre มีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ตี้ วรรณวลี นักกิจกรรมและผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 , อานนท์ ชวาลาวัณย์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สามัญชน และ เอกศักดิ์ หอมชื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน ดำเนินรายการโดย อภิสิทธิ์ ฉวานนท์ ภายในวงเสวนาดังกล่าว ทั้ง 4 คน ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเนื้อหาที่ถูกบอกเล่าในละคร โดยเชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิตและบริบทของงานที่ 4 คนมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเป็นการสะท้อนย้อนมองเนื้อหาในละครเวทีผ่านแง่มุมต่าง ๆ
ผศ.ดร. กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่าหลังจากวันที่ 6 ตุลา มีนักศึกษาหายไปจากระบบหลายพันคน แต่ละคนมีเรื่องราวมากมาย มีหลากหลายเส้นทางที่แต่ละคนเลือกที่จะเดิน บางคนเข้าป่า บางคนอยู่ในเมือง บางคนไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ในช่วงเวลาในเรื่องซึ่งคือ 4 ปี หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นช่วงเวลาของการกลับมาเจอกัน หลังจากที่ไม่ได้เจอกันอย่างยาวนาน ซึ่งความตกต่ำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย สร้างความรู้สึกที่หลากหลายให้กับนักศึกษาที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลามา มีทั้งคนที่ออกมาแบบเคารพพรรค คนที่ออกมาแบบทะเลาะกับพรรค การพบเจอกันจึงกลายเป็นบรรยากาศของการถกเถียง แต่สักพักทุกคนก็เริ่มหายไป ไปทำมาหากิน และใช้ชีวิตของตัวเอง ด้วยความรู้สึกว่าถูกเพื่อน ๆ ทอดทิ้ง จนกลายเป็นคำกล่าวว่า “เราไม่ได้ทอดทิ้งการปฏิวัติ มีแต่การปฏิวัติที่ทอดทิ้งเรา” และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือการพบเจอกันโดยไม่คุยกันเรื่องการเมืองอีก
ตี้ วรรณวลี นักกิจกรรมและผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เล่าว่า ละครเวทีเรื่องนี้มันเศร้ามาก หลายประโยคพูดตรงกับที่เคยพบเจอในชีวิต บางตัวละครพูดคำที่ตนเองเคยพูด บางตอนเกือบร้องไห้ นักแสดงเล่นดีมาก ไม่เคยดูหนังดูละครแล้วรู้สึกอินเท่านี้มาก่อน ทำให้นึกถึงความฝัน ความหวัง ในเวลานั้น วันหนึ่งที่เริ่มเลือนหายไป พอได้ยินแล้วมันเติมเต็ม รู้สึกว่าเรามีไฟกลับมาอีกครั้ง ตัวละครทั้ง 4 ตัวละคร พี่กิต พี่เก่ง อาจารย์กล้า และน้องเก้า เหมือนเป็นคนในชีวิตเราทั้งหมดเลย ทุกตัวละครเหมือนกับเป็นคนที่เราเคยพบเคยเจอวันใดวันหนึ่งของชีวิต ในละคร ตอนที่พี่กิตพูดนี่ ตี้อยากจะตบพื้นแล้วแบบพูดว่า อื้อหือ ถูกต้องเลยพี่ เพราะอัตราโทษที่สูงขึ้น มันหมายถึงประกันตัวได้น้อยลงด้วย อันนี้มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ นะ เพราะอัตราโทษที่สูงนี่แหละ ที่ทำให้เราไม่ได้ประกัน มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจากมรดกเหล่านี้

photo : เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ
อานนท์ ชวาลาวัณย์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สามัญชน เล่าว่า ตนเองดูละครแล้วก็ทำให้นึกถึงประโยคที่ว่า ‘ถ้าตอนเด็กคุณไม่ได้เป็นฝ่ายซ้าย แปลว่าคุณไร้หัวใจ แต่ถ้าโตแล้วยังเป็นฝ่ายซ้ายแปลว่าเป็นคนงี่เง่า’ เรารู้สึกว่ามันไม่จริง มันไม่ได้จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น จริง ๆ มันสามารถไปพร้อม ๆ กันได้ เพียงแต่ว่าราคาของการเปลี่ยนแปลงมันควรจะเป็นการลงทุนร่วมกัน และไม่ควรถูกผลักให้เป็นภาระของใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มไหนกลุ่มหนึ่ง
เอกศักดิ์ หอมชื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน มองว่าละครเรื่องนี้ทำให้เราเห็นถึงภาพของฝ่ายซ้ายที่ทะเลาะกันเอง เวลาที่เรียกร้องจุดยืนจากคนอื่น แต่ไม่ได้ดั่งใจคิด ละครเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงคนที่พยายามจะถูกจนกลายเป็นผิด เมื่อเราเรียกร้องจากคนอื่นจนทำให้คนอื่นกลายเป็นอื่นในการเรียกร้อง จนลืมความเห็นอกเห็นใจ ความเป็นมนุษย์ ที่คนทำงานการเมืองมีหน้าที่จะต้องพาทุกคนไปด้วยกัน เอกศักดิ์มองว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่หลังจากการรัฐประหารทุกครั้งจะต้องยกเลิกคำสั่งของคณะรัฐประหารทั้งหมด เพื่อให้อำนาจของการรัฐประหารหยุดลง แต่ที่ไม่เกิดขึ้นเป็นเพราะอำนาจของการรัฐประหารถูกทำให้ต่อเนื่อง และสามารถสลายอำนาจของกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ได้ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะต่อต้านมัน และยังต้องต่อสู้กันต่อไป
บทสนทนาเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของประเด็นพูดคุยในวงสนทนา ที่สะท้อนถึงความเข้มข้นของละครเวทีเรื่องนี้ ความอึดอัด ชวนให้เรามองประสบการณ์และบาดแผลของผู้คน มันไม่ได้เพียงฉายภาพ 6 ตุลาฯ ในฐานะเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แต่ยังชวนให้ทบทวนย้อนคิดว่าแต่ละคนมีสถานะอย่างไรในประวัติศาสตร์
และเมื่อประวัติศาสตร์ได้ผ่านไปแล้ว แต่มรดกของเรายังคงอยู่ สิ่งเดียวที่เราพอจะสามารถทำได้ ก็คือการพยายามทำอะไรสักอย่าง เพื่อดำเนินการแก้ไขสิ่งที่เป็นอยู่ และตั้งคำถามกับมัน ว่าเราจะทำมันในวันนี้ หรือจะปล่อยให้เป็นภาระของคนรุ่นต่อไป
เราอาจย้อนกลับไปแก้ไข 6 ตุลา ไม่ได้ แต่เรายังเลือกได้ว่าจะยังยอมให้มันอยู่กับเราต่อไปหรือไม่
ร่วมลงชื่อเพื่อเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงได้ที่ https://decoup6octsins.com

photo : เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ
“ The Trail ห้องพิจารณาคดีที่ 4 ” เป็นงานละครเวทีที่ชวนให้นึกถึงอีกเรื่องหนึ่งซึ่งประทับใจเช่นกัน คือ “ 12 Angry Men ” (จัดแสดงเมื่อ 12 – 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ที่ LiFE Theatre เขียนบทโดย Reginald Rose กำกับการแสดงโดย สุพิชฌาย์ จิรนาทดิลก) ที่มีรูปแบบการนำเสนอคล้ายกันทั้ง Production Design เรียบง่ายมากความหมาย บทท้าทายยิงตรงเป้า เข้ากับเทคนิคซึ่งเสริมตรรกะการปะทะทางความคิดของผู้คนที่ต้องมีผลต่อกัน (เปรียบเป็นปรากฏการณ์ระลอกคลื่น Ripple Effect) ในเนื้อหาที่ต่างแต่มีความเหมือนแทรกคือกระแทกใจ พร้อมโยนคำถามให้ต้องตามติดกับความคิดใหม่ “เราทำอะไรได้บ้าง เพื่อปิดทางที่จะเปิดไปย้ำซ้ำกับประวัติศาสตร์บาดแผลอีกครั้ง” เพราะหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มรดกของคณะรัฐประหารที่ยังคงมีผลบังคับใช้ และกลายเป็นความปกติใหม่ในสังคมเก่าไปแล้ว (New Normal) สิ่งนั้นมันคือ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 (ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519)
สาระสำคัญของมรดก
- เพิ่มโทษทางอาญา: เป็นคำสั่งที่ออกโดยคณะรัฐประหารเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา (รวม 12 มาตรา)
- การแก้ไขมาตรา 112: หนึ่งในผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มอัตราโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากเดิมที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ให้เป็น โทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี และกำหนดให้มีโทษขั้นต่ำ 3 ปี
- สถานะทางกฎหมายที่ตกทอดมา: แม้จะเป็นคำสั่งที่ออกมาจากคณะรัฐประหารโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติปกติของระบอบประชาธิปไตย แต่คำสั่งฉบับนี้ยังคงมีสถานะเป็นกฎหมายและฝังตัวอยู่ในระบบกฎหมายไทยสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

“ The Trial ห้องพิจารณาคดีที่ 4 ” (วันที่ 4 ตุลาคม 2569)
จัดโดย กุณฑิกา นุตจรัส [1] และ เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ
นิติสงครามบนความชอบธรรม https://youtu.be/1h4jBjOMKVg?si=RyfzqJ5ageTynKnv
กำกับการแสดง โดย คาเงะ ธีระวัฒน์ มุลวิไล
บทละคร โดย สุรีย์ฉาย แก้วเศษ / ปัณณพร วัฒนพงษ์ / อุสิชา อุดมศักดิ์
ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สำนวนคดี 6 ตุลา 2519 ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง
ในรูปแบบ “ ละครเวทีศาลจำลอง ” (Court Room)
คำสั่งคำร้องที่ 16 กันยายน 2569 คดีดำที่ 253 ก./2520
ศาลทหารจำลองกรุงเทพฯ (ใช้กฎ 6 ตุลาคม 2519)
ตามที่รัฐบาลไทยได้สั่งฟ้อง นายสุธรรม แสงประทุม กับพวกอีก 17 คน เป็นคดีของศาลทหารเมื่อ วันที่ 5 กันยายน 2520 และได้มีการนัดพร้อมหมายเบิกตัวจำเลยทั้ง 18 คน มายังศาล เมื่อ วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2520 และต่อมาจำเลยได้ถูกหมายเบิกตัวมายังศาล รายละเอียดปรากฏในสำนวนคดีนี้แล้วนั้น
ที่จำเลยร้องขอให้ใช้สถานที่ทั้งหลายเช่นศาลอาญา ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นสถานที่ของส่วนราชการสังกัดกระทรวงกลาโหมซึ่งศาลทหารสามารถไปใช้ได้ จึงให้ย้ายห้องพิจารณาไปที่กรมพลาธิการทหารบก ปากเกร็ด โดยให้ฝ่ายธุรการจัดห้องพิจารณาคดีและให้เรียกว่า “ ห้องพิจารณาคดีที่ 4 ของศาลทหารกรุงเทพฯ ” และให้พิจารณาคดีนี้ในนัดต่อๆ ไป ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 4 แห่งนี้
จึงมีคำสั่งให้เลื่อนวันนัดพิจารณาดังกล่าวออกไป เป็น เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2569 ตามที่คู่ความไม่ได้ตกลงกัน กำชับคู่ความให้เตรียมความพร้อม ให้งดหมายเบิกตัวจำเลยในวันนัดดังกล่าว ส่วนพยานโจทก์ที่นัดไว้ เห็นควรว่าวันเวลาล่วงเลยมา 50 ปีแล้ว สมควรให้พนักงานอัยการศาลทหารกรุงเทพหมายเบิกขึ้นมาใหม่ เพื่อให้มาศาลตามที่นัดไว้
— อ่านแล้ว —
Playhouse
— จึงมีคำสั่ง —
ให้เปิด “ห้องพิจารณาคดีที่ 4” ขึ้นอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 4–6 ตุลาคม 2569
รอบการแสดง 4 ตุลาคม 2569 เวลา 15:00–16:00 น.พร้อมเสวนาหลังการแสดง (Post-show Talk)
สถานที่ ชั้น 2 ห้องศาลจำลอง มารุต บุนนาค
อาคารคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (ชมฟรีทุกที่นั่ง จำนวนจำกัด)
https://www.eventpop.me/s/thetrail6oct

ผู้จัด กุณฑิกา นุตจรัส (ทราย) ทนายความรุ่นใหม่
ลูกสาวของ กฤษฎางค์ นุตจรัส (ทนายด่าง) [2] แกนนำนักศึกษาในยุค 6 ตุลา 2519
ท่ามกลางศิลปะการแสดงหลากหลายสายพันธุ์ ที่ร่วมสร้างสรรค์พร้อมกันทั่วประเทศเนื่องในวาระสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย “ 50 ปี 6 ตุลา 2519 ” เรื่อง “ The Trail ” ถือเป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่โดดเด่นด้วยความเป็นละครแนวสืบสวนในศาล (Court Room) ที่ต้องการไขความจริง ละครถูกจัดวางอย่างถูกที่ถูกทางภายใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สถานที่เกิดเหตุ แล้วยังถูกจัดฉากจำลองบนห้อง มารุต บุญนาค ที่ คณะนิติศาสตร์ ให้เป็น “ ห้องพิจารณาคดีที่ 4 ของศาลทหารกรุงเทพฯ ” จัดบรรยากาศเสมือนศาลสถานจริงที่เข้มงวดกวดขัน ส่ง ส.ห. ประกาศลั่นหลายครั้ง ด้วยบทบาทขรึมขลังสั่งห้ามบันทึกสถานการณ์งานไต่สวนในทุกรูปแบบอย่างเคร่งครัด จัดให้ผู้ชมมีส่วนร่วมเป็นพยานการพิพากษา นำสำนวนคดีมาตีแผ่เป็น “ ตัวเอก ” แสดงร่วมกับ “ ตัวละครนำ ” ผู้ประสบชะตากรรมที่ถูกรัฐยัดเยียดให้เป็น “ ผู้ต้องหา ” แม้ว่าตามหลักประชาธิปไตยในความเป็นจริงแล้วจำเลยทั้ง 18 ชีวิตคือ ผู้บริสุทธิ์ เมื่อนำศาสตร์การแสดงแบบสัจนิยม (Realism Acting) มารองรับงานการถ่ายทอดความจริง จึงเหมาะสมต่อการสื่อสารข้อเท็จจริงที่ทุกคนทั่วโลกควรได้รับรู้ ไม่ใช่เพียงเพื่อต่อสู้กับการกระทำที่ป่าเถื่อน ซึ่งรัฐต้องการกลบเกลื่อนไม่ให้มีใครต้องรับผิดชอบ ต่อความโหดร้ายที่กลายเป็นความชอบธรรมด้วยการนิรโทษกรรมเท่านั้น แต่เพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกครั้งโดยยังอ้างว่า “ เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ” (แม้สามารถหลีกเลี่ยงได้) ตามความหมายของ “วาทกรรมอำมหิต” โดยมีชีวิตและสิทธิมนุษยชนของคนไทยเป็นภัยเดิมพัน

วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2520 การไต่สวนทวนความในศาล ผ่านบทบาทการว่าความของทนายจำเลย ที่ไล่ต้อนพยานซึ่งให้การปฏิเสธทรง ดื้อตาใส บทให้ความเป็นพระเอกกับทนายฝ่ายโจทก์ที่โหดได้ใจมาก เมื่อนำข้อเท็จจริงมาตีแผ่เปิดแผลผูกมัดพยานโจทก์ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ และเป็นผู้ปฏิบัติการอย่างป่าเถื่อน ลุแก่อำนาจ เหมือนคนขาดสติ ทั้งที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แต่อ้างอำนาจอย่างคนที่ขาดวิจารณญาณของวิญญูชน นักแสดง นักเคลื่อนไหว นักจัดรายการคนดังเปี่ยมอุดมการณ์ที่ร่วมแสดงฝ่ายทนายจำเลย ต่างสุดยอดถอดวิญญาณ ซักค้านอย่างเจนจัดสมกับถูกคัดมาทุกคน ส่งพลังจนทำให้คนดูร่วมรู้สึกได้ โดยเฉพาะเอม – ภูมิภัทร ถาวรศิริ (นักแสดง) รับบทเป็น ทนายวสันต์ พานิช กับ ฟาโรห์ จักรภัทรานน [3] รับบทเป็น ทนายทองใบ ทองเปาด์ , จอห์น – วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ รับบทอัยการ , ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล (นักเคลื่อนไหวทางการเมือง) รับบทเป็น สุชีลา ตันชัยนันท์ หนึ่งใน 18 จำเลย แสดงได้ดีไม่ใช่เพราะตัวละครโดนคดีเดียวกับชีวิตจริง ฯลฯ รวมถึงนักแสดงละครมืออาชีพ และผู้ร่วมแสดงที่มีบทพูดอีกหลายคนซึ่งไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ แต่สามารถถ่ายทอดบทบาทได้ดีมาก แม้เป็นเรื่องแรกในละครเฉพาะกิจ

Mood & Tone เหมือนจริง นิ่ง ลุ่มลึก แต่ปลุกสำนึกให้ตื่นรู้ได้เฉียบคมต่อปมปัญหาที่คาใจประชาชนมายาวนานถึง 50 ปี คือที่สุดของงานออกแบบ เพื่อตอบโจทย์ความสัตย์ สื่อสารความจริงให้ชัดต่อมวลชน โดยไม่ต้องดลอลังการงานฉากละครซ่อนสัญลักษณ์ใด ๆ ให้ซับซ้อน อ้อนยั่วให้ยิ้มหัวต่อบทบาทของตัวผู้พิพากษากับลูกขุนที่งุ่นง่าน ทำงานเหมือนหุ่นที่ถูกชักไยในเบื้องหลัง บนบัลลังก์อันทรงเกียรติ กลายเป็นตัวตลกในสายตาที่เท่าทัน ว่ามันคือการจัดฉาก ลากให้ทุกตัวละครที่ตกเป็นจำเลยในขณะนั้นต้องไปให้การต่อศาล งานออกแบบการแสดงใส่ Surreal ตามศาสตร์ของละครเวที เพื่อมีผลต่ออารมณ์ ความรู้สึก การรับรู้ ความคิดของผู้ชม

ในส่วนที่ละครยังพร่องอยากเรียกร้องสิ่งที่ขาดไปในเวลาการแสดงเพียงหนึ่งชั่วโมงเต็ม คือการให้ปากคำของจำเลยที่ควรได้ให้การต่อศาลมากกว่านี้ (แทน 4 เป็น 8 คน อาจจะไม่ต้องครบทั้ง 18 สำนวน) สืบค้น คัดสรร สื่อสาระสำคัญมายืนยันคำให้การ เพราะทุกคนล้วนมีตัวตนจริง และมีน้ำหนักต่อการสนับสนุนสำนวน ล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ควรมาในบทบาท ผู้ติดร่างแห หรือมีบทบาทแค่ตัวประกอบเท่านั้น เวลาของการแสดงอาจจะเพิ่มขึ้นมาประมาณไม่เกินครึ่งชั่วโมง แต่มีส่วนทำให้สำนวนมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น เพราะรายละเอียดในประเด็นละเอียดอ่อนมักซ่อนซุกอยู่กับทุกคนที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องให้ความสำคัญ ในคดีที่จำเลย 18 คน ต้องเผชิญ 11 ข้อหาหนัก ทุกถ้อยคำในศาลจึงมีความหมาย เพราะคำฟ้องหนึ่งประโยคอาจกำหนดชะตาชีวิต และสิ่งที่ถูกจดลงในสำนวนอาจกลายเป็นประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นคำให้การของจำเลยจึงเป็นปราการด่านสุดท้ายที่จะได้มีโอกาสปกป้องตัวเองตามหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งทุกคนในศาลเสมือนพยานที่ควรได้รับสารที่เป็นความจริงจากทุกฝ่าย (ผ่านละครสะท้อนสำนวน)

รายชื่อจำเลย 18 คน “ พวกเราขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ”
จำเลยถูกนำขึ้นศาลทหาร เผชิญข้อหาที่มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต วันแรกไม่มีทนาย ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ และไม่มีพยานคนใดชี้ได้ว่า จำเลยคนไหนทำอะไร
ชื่อของพวกเขาอยู่ครบในคำฟ้อง แต่ชื่อของผู้ก่อความรุนแรงกลับไม่เคยอยู่ในคดี
สุธรรม แสงประทุม , อนุพงศ์ พงศ์สุวรรณ , อภินันท์ บัวหภักดี , สุรชาติ บำรุงสุข , ประพนธ์ วังศิริพิทักษ์ , วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ , มหินทร์ ตันบุญเพิ่ม , อารมณ์ พงศ์พงัน , ประยูร อัครบวร , สุชีลา ตันชัยนันท์ , อรรคการ อุปถัมภกุล , สุรชาติ พัชรสวัสดิ์ , ธงชัย วินิจจะกูล , คงศักดิ์ อาษาภักดิ์ , สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล , โอริสสา ไอราวัณวัฒน์ , เสงี่ยม แจ่มดวง และ เสรี ศิรินุพงศ์
จำเลยทั้ง 18 คน ถูกตั้งข้อหาหลัก รวม 11 ข้อ (ข้อหาฉกรรจ์ 10 ข้อหา และข้อหากบฏอีก 1 ข้อหา) ได้แก่
- ความผิดฐานเป็นกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113
- ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร และการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์
- ข้อหาอื่น ๆ เช่น ก่อจลาจล, ร่วมกันสะสมกำลังและอาวุธ, ต่อสู้และพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่รัฐ และข้อหาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์-รัชทายาท (มาตรา 112)

ทหารมีสิทธิ์อะไรตัดสินพลเรือน? เพราะ ศาลทหาร ≠ ศาลยุติธรรม
ภายใต้ “กฎ 6 ตุลา” พลเรือน 18 คนถูกนำขึ้นศาลทหารในคดีที่มีโทษถึงตายและพวกเขาต้องเจอกับ
1. ไม่อนุญาตให้มีทนาย
2. ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา
3. องค์คณะผู้พิพากษาเป็นทหาร และ 2 ใน 3 ไม่จำเป็นต้องรู้กฎหมาย
คำตอบคือศาลนี้ไม่ควรมีอำนาจตัดสินพวกเขาตั้งแต่แรก!
พลเมืองไม่ควรศาลทหาร เพราะศาลทหารไม่ใช่ที่ของพลเรือน
ที่นี่เป็นเพียงเครื่องมือของการกดขี่ ภายใต้การแอบอ้างความมั่นคงเท่านั้น
ขอให้ทุกท่านลองพิจารณาดูว่า ถ้าคุณเป็นจำเลยในคดีที่มีโทษถึงตาย ถ้าคุณต้องอยู่ภายใต้ศาลทหารของ “กฏ 6 ตุลา” คุณจะรู้สึกอย่างไร?
ร่วมลงชื่อ "ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา" https://decoup6octsins.com

จักมีสักกี่ครุย ที่ลุยเลือด
“เพราะคดีที่มีโทษถึงตาย ไม่ควรมีใครต้องต่อสู้เพียงลำพัง”
หลังโศกนาฏกรรม 6 ตุลาคม 19 สิ่งที่เกิดขึ้นคือกระบวนการยุติธรรมที่ถูกแช่แข็ง พลเรือนถูกนำขึ้นศาลทหารด้วยการอ้าง “เวลาอันไม่ปกติ”
กฎเกณฑ์ในเวลานั้นโหดร้ายและมืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์
จำเลยไม่มีสิทธิมีทนาย จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกา
กว่า 1 ปีเต็มที่จำเลยทั้ง 18 คนต้องเผชิญชะตากรรมถูกขังลืม จนกระทั่งถูกรัฐไทยสั่งฟ้อง
เขาทั้งหมดถูกฟ้องหลายข้อหา รวมทั้งข้อหากบฎอันมีโทษประหารชีวิต และไม่ได้รับอนุญาตให้มีทนายความข้างกายเพื่อแนะนำข้อกฎหมายใดๆทั้งสิ้น
กระทั่งแรงกดดันจากทั้งในและต่างประเทศ บีบให้รัฐไทยต้อง “ยอม”คืนสิทธิการมีทนายความให้
และในปี พ.ศ. 2520 นั้นเอง ที่สำนึกเพื่อความยุติธรรมของคนวิชาชีพกฎหมายต้องถูกท้าทายและถูกทดสอบ
ในยุคที่บรรยากาศทางการเมืองคละคลุ้งด้วยกลิ่นคาวเลือด การก้าวเข้ามารับทำคดีให้ "จำเลย 6 ตุลา" ไม่ต่างจากการเอาชีวิตไปแขวนบนเส้นด้าย
เพราะชัดเจนว่าจะต้องถูกตราหน้าจากฝ่ายขวาจัด จะต้องถูกขู่ฆ่า และต้องถูกประณามหยามเหยียดสารพัด
ในช่วงเวลาแบบนั้นเอง มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรม
ภายใต้การนำของนายทองใบ ทองเปาด์ และด้วยการระดมกำลังของสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้เกิดเป็น "คณะทนายความอาสา" ครั้งประวัติศาสตร์ มีทนายความปรากฏชื่อถึง 44 คน และลงแรงทำงานจริงกว่า 71 คน
พวกเขาเลือกที่จะไม่หลบอยู่หลังความปลอดภัยของตัวเอง
และสวมครุยเดินลงไปในหนทางที่ไม่รู้ว่าตนจะโดนอะไรบ้างอย่างอาจหาญ
เพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่จำเลยในศาลทหาร
การมีทนายความจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิคทางกฎหมาย แต่มันคือการประกาศให้เผด็จการรู้ว่า คนหนุ่มสาวเหล่านี้ไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป

ผู้กำกับที่ถูกเลือกมารับงานนี้ ธีระวัฒน์ มุลวิไล เป็นศิลปินละครเวทีเชี่ยวชาญ ชำนาญ การแสดงแนว Physical Theatre (Body Movement) เร้นสัญลักษณ์ และเป็นอาจารย์พิเศษสอนการแสดงที่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เป็นคนละครเปี่ยมอุดมการณ์ที่มีบทบาทสำคัญต่องานเขยื้อนเคลื่อนไหวในประเด็นกระทบใจทางการเมือง ทั้งระหว่างรัฐกับประชาชน หรือประชาชนกับประชาชนมาตลอด งานนี้ ครูคาเงะ พบประสบการณ์ใหม่ ต้องทำความเข้าใจห้องพิจารณาคดี แล้วออกแบบจัดวาง Blocking ตัวละครให้เหมาะกับเวทีศาลจำลอง อยู่เบื้องหลังทีมงานการเขียนบท ประมวลความจริงซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ มาร้อยรังสรรค์ปั้นคำให้เคี้ยวง่าย และไม่ต้องตะกายบันไดฟังการไต่สวนในสำนวนกฎหมาย แต่สามารถเข้าใจง่าย สื่อตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นงานสรุปรวมรวบควบสำนวนที่ควรได้ให้การในศาล จึงไม่น่าจะกวนเส้นเรื่องจนล้น ล้วนอยู่บนความสามารถของผู้กำกับ ทีมเขียนบท และนักกฎหมายที่มาช่วยขัดเกลา แต่แม้ไม่แก้ขยายต่อเติมความหมายให้เต็ม ความเข้มขลังตามเจตจำนงก็ไม่ได้ลดลงเลย อาจมีเฉลยสำหรับปีต่อไปในอนาคต เพื่อการจรดจารความจริงต่อสิ่งที่ยุติธรรม

“ ที่…ไม่มีที่ ” A Nowhere Place โดย กลุ่มละครอนัตตา
เรื่องของความทรงจำ ความสูญหาย และสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ แม้เวลาจะผ่านไป บางความทรงจำอาจเลือนหาย แต่บางเรื่องราวยังคงอยู่ในตัวเราเสมอ
เจ้าสาวขี้เหงา กับเจ้าบ่าวขี้ลืม 50 ปีให้หลัง พวกเขากลับมาพบกันอีกครั้ง พร้อมความทรงจำดี ๆ ในวันที่อะไร ๆ ก็ยังคงร้าย ๆ
รอบการแสดง 1-4 , 8-11 ตุลาคม 2569 19.30 น. กาลิเลโอเอซิส (ราชเทวี)
ถ้าเราจำเป็นต้องลืมบางสิ่ง
เพียงเพื่อมีชีวิตอยู่ในที่…ไม่มีที่
if only we have to forget something
to live in a nowhere place
“ ฉันพยายามใช้ชีวิตให้ปกติเหมือนกับว่าไม่มีเรื่องครั้งนั้นเกิดขึ้น
เหมือนเราฉีกบางหน้าของหนังสือทิ้งไป ไม่มีเรื่องราวนั้นอยู่อีก
แต่การจะมีชีวิตให้ปกติมันไม่ง่าย ”
I tried to live my life normally, as if that story were never there,
like we just ripped out some pages of a book.
But living a normal life wasn’t that easy.
“ ฉันต้องเดินข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งสิ ฉันรู้
แต่ฉันไม่รู้ว่าฝั่งไหน
ฉันจำไม่ได้ว่าฉันมาจากฝั่งไหนกันแน่ ”
I had to cross to the other side.
I knew. But I didn’t know which side it was.
I couldn’t remember which side I come from.

ประดิษฐ ประสาททอง
นักเขียนบท นักแสดง ผู้กำกับ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ศิลปินผู้มีบทบาทสำคัญต่อวงการละครเวทีไทย ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของความทรงจำ ความสูญหาย และสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่
ดวงใจ หิรัญศรี
นักแสดงคุณภาพแถวหน้า ถ่ายทอดตัวละครผ่านพื้นที่ของความทรงจำ ระหว่างสิ่งที่ยังจำได้ และสิ่งที่ค่อย ๆ เลือนหายไป
โสภนัส ฤกษ์สมุทร นักเปียโน ผู้ร่วมสร้างโลกของเรื่องราวผ่านเสียงดนตรี อีกหนึ่งภาษาที่พาผู้ชมเดินทางไปกับความทรงจำและความรู้สึก
TECHNICAL & LIGHTING TEAM
Technical Director ศรายุทธ เพชรสัมฤทธิ์ ผู้อยู่เบื้องหลังการทำให้จินตนาการบนเวทีเกิดขึ้นจริง ดูแลภาพรวมด้านเทคนิค และการทำงานขององค์ประกอบต่าง ๆ บนเวที
Lighting Designer ปาลิตา เลิศสกุลวานิช ออกแบบ “แสง” ให้เป็นอีกหนึ่งภาษาของการแสดง สร้างบรรยากาศ เวลา อารมณ์ และพื้นที่ระหว่างความจริงกับความทรงจำ
Technical & Equipment Support กรชัย มีวงศ์ × Populight
เกวลี วรุตม์โกเมน และ วาดฝันย์ ดิลกสัมพันธ์ คู่รักศิลปินนักสร้างสรรค์ภาพและเสียง ผู้ร่วมออกแบบโปสเตอร์ A Nowhere Place ผ่านการตีความและสะท้อนความคิดด้วยภาพ ทั้งสองทำงานอยู่ในวงการแอนิเมชันอิสระ ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง Klower° และ เทศกาล SiamANIMA
เพราะบางสิ่งที่มองเห็น
อาจพาเราไปถึงความรู้สึก
ที่อธิบายด้วยคำพูดไม่ได้

นอกจากการเสพศิลปะแต่ละประเภทจะขึ้นอยู่กับขอบเขตของ ทัศนคติ (Attitude คือ ความคิด ความรู้สึก ความเชื่อส่วนบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง) แล้ว ขณะเสพรับจะมีผลลัพธ์อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับ “แว่น” ที่ใส่ ซึ่งมีนัยแทนอุปกรณ์สะท้อน ทัศนวิสัย รอบด้านที่ส่งผลต่อการมองเห็นอย่างเป็นรูปธรรม (Visibility) ด้วยเช่นกัน อีกหนึ่งสิ่งสำคัญในการชมงานแสดงคือการเลือกแว่นใส่ให้เข้ากับงานแต่ละแนว หรือในทางวิชาการอาจจะเน้นเฟ้นทฤษฎีพื้นฐาน เข้าไปมีส่วนร่วมในการจำแนกแยกแนวทางการสร้างงาน ก่อนรับความสำราญจากการชม แต่ธรรมชาติวิถีที่มีต่อการเสพของมนุษย์ มักผุดสัญชาตญาณการรับรู้อัตโนมัติก่อนจัดระเบียบความคิดคือ จริต รสนิยม ฯลฯ ถั่งโถมเป็นปฐมทัศน์ เป็นสิ่งนำสู่มาตรวัดตัดสินว่าจะอินหรืออ้วก
“ ที่…ไม่มีที่ ” A Nowhere Place บทประพันธ์ดั้งเดิมโดย ประดิษฐ ประสาททอง ใช้เวลารังสรรค์ปั้นแต่งร่วมปีก่อนจัดแสดงละครเวทีครั้งแรกเมื่อ ปี 2559 ที่ สถาบันปรีดี พนมยงค์ เนื้อหายังคงร่วมสมัยไม่ล้าจึงกลับมา Restage อีกครั้งในวาระ “ 50 ปี 6 ตุลา 2516 ” เป็นรูปแบบการแสดงที่ผู้ชมส่วนใหญ่อาจจะรู้สึกไม่คุ้นนักกับทางนี้ของ คณะละครอนัตตา ที่บทละครประพันธ์มาในแนวกระแสสำนึก ( Stream of Consciousness) ถ่ายทอดอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ความทรงจำ ก้าวถลำ หลุดไหลไปในมิติที่ไร้การควบคุม … ดุ่มเดินสู่ความลุ่มลึก จนถึงจุดตกผลึกได้ด้วยสามัญสำนึกของวิญญูชน ละครถูกออกแบบคิดค้นให้ภาพความจริงปนความลวง ในห้วงค้นหา ตรวจสอบ ตอบการทวงถามถึงความมีอยู่ของตัวตน บนจุดยืน ในพื้นที่แห่งคุณค่า ความหมาย และสายใยในสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคมอุดมการณ์ … ผ่านเทคนิคละครซ้อนภาพยนตร์บนการตัดสลับเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบัน และภาพความผกผันที่สรรค์สร้างตามแนวทางกระแสสำนึก สะท้อนการตกผลึกทางจิตวิญญาณกับกระบวนการจัดการจากภายในสู่ภายนอก บอกอะไร…

การแสดงในแนวที่เล่นกับสัญลักษณ์ทั้งเรื่อง อาจให้ความรู้สึกหลอนสำหรับคอละครแนวสัจนิยมที่ชื่นชมความสมจริง (Realism) ไม่แปรวิถีไปตามจากธรรมชาติวิสัยของมนุษย์ แม้อยู่บนแบบสมมุติของศาสตร์การแสดง โดยเฉพาะบทบาทของนักแสดงชั้นครูของ ดวงใจ หิรัญศรี คนนี้ทุกบทเชื่อได้หมดใจแม้ใส่แว่นนิด! แต่ลุงตั้ว ประดิษฐ ประสาททอง ยังต้องปรับใจหยิบแว่นใส่ให้ตรงกับทรงสูทก่อนชม “ ที่…ไม่มีที่ ” A Nowhere Place เป็นส่วนผสมของการแสดงแบบรวมมิตร มีแนวคิดร่วมระหว่างเหมือนจริงกับเหนือจริง (surreal) อิงสัญลักษณ์ (symbolic) หลากหลาย ต้องการงานถอดรหัส จัดความหมาย ขยายความ ตามแนวทางการแสดง แจ้งชัดเมื่อมีสื่อออนไลน์ชื่อ “The People” (โดย พาฝัน ศรีเริงหล้า)[4] ร่วมถอดรหัสอ่านงานซับซ้อนได้อ่อนโยน ปลอบประโลมหัวใจที่แหลกสลายเพราะพิษบาดแผลในอดีตได้ตรงจุดพิสุทธิ์งาม ตามตัวอย่างบางตอนที่สะท้อนสะเทือนเกินจะลบเลือนความทรงจำ
“ นกกระดาษนั้นสอดรับกับสัญลักษณ์ของนกที่ปรากฏในบทละคร ทั้งนกพิราบและนกกระเรียนที่ถูกเล่าผ่านบทพูด นกเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพที่ผู้คนโหยหา พร้อมกันนั้นก็เป็นพาหะนำพาเชื้อโรคร้ายแรง มันบินวนเวียนอยู่กลางหมอกควันที่กั้นกลางระหว่างเรื่องจริงกับความหวัง
ในเชิงการละครแล้ว ผลงานแนวปรากฏการณ์วิทยาและจิตวิทยาเช่นนี้ จุดขายหลักไม่อยู่ที่การสร้างพล็อตเรื่องลึกลับแบบสืบสวนหาคนร้าย หรือการซ่อนจุดหักมุมกะทันหัน สิ่งที่ละครมอบให้คือประสบการณ์ของการเข้าไปสัมผัสสภาวะทางอารมณ์ ความนิ่งเย็น บรรยากาศรอบตัว และพลังการแสดงอันเข้มข้น
สิ่งที่ทำให้ละครเรื่องนี้น่าพิศวงและชวนติดตาม คือแม้จะดูเรื่องราวผ่านพ้นไปจนจบเรื่องแล้ว เราก็ยังคงไม่อาจรู้ได้เลยว่า ตัวละครทั้งสองกำลังนั่งเล่าเรื่องของตนเองอยู่ที่ไหนกันแน่ ความพร่าเลือนทางพื้นที่ทำให้เรื่องเล่าของทั้งคู่ล่องลอยอยู่ในภาวะสุญญากาศอย่างแท้จริง
เมื่อละครนำพาไปสู่สภาวะของการประเมินทางจิตเวช สัจธรรมเกี่ยวกับตัวตนก็ยิ่งสั่นคลอน ฉากนี้เฉลยถึงสภาวะป่วยทางจิตของตัวละคร พร้อมเผยให้เห็นว่าสิ่งที่เล่าออกมาทั้งหมดนั้น ปะปนกันระหว่างความจริง ความทรงจำ และความเลอะเลือน
เส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับภาพจินตนาการถูกลบทับจนผู้ชมต้องกลับมาลุ้นและทบทวนความจริงตรงหน้า
ที่ช่วยเติมเต็มมิติของบทละครให้สมบูรณ์อีกส่วนคือ เรื่องเล่าเปรียบเปรยเกี่ยวกับหยดน้ำสองหยดที่ใฝ่ฝันจะระเหยขึ้นไปเป็นก้อนเมฆและกลั่นตัวเป็นสายฝน ทว่าหยดน้ำหนึ่งกลับเดินทางไปได้ไกลที่สุดเพียงการเป็น ‘สายหมอก’
คนเรามักประเมินการต่อสู้ด้วยผลลัพธ์หรือชัยชนะ แต่เรื่องเล่าเรื่องนี้ชวนให้มองต่างออกไป
แม้จะทำได้เพียงเป็นสายหมอก ก็ไม่ได้แปลว่าการดำรงอยู่นั้นไร้ความหมาย ทั้งสายฝนและหมอกควัน ต่างก็ละลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของทัศนียภาพ
เฉกเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไร้ชัยชนะ ที่ไม่เคยจางหายไปไหน ทว่าได้กลายเป็นเครื่องย้ำเตือนสังคมถึงบาดแผลที่ไม่เคยปิดสนิท แม้เวลาจะผ่านไปนาน 50 ปี ”

“มารีญา” นักเคลื่อนไหวทางการเมืองจากอนาคตอันแสนไกล จึงย้อนเวลากลับมาในปี 2475 ด้วยความเชื่ออันแรงกล้าว่าหากแก้ไขอดีตที่ผิดพลาดได้ อนาคตย่อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทว่า เธอกลับต้องถูกขัดขวางโดยเหล่าสุภาพบุรุษแห่งองค์กรปริศนา ผู้เดินทางข้ามเวลามาเพื่อปกป้องประวัติศาสตร์ที่เป็นอยู่ เพราะสำหรับพวกเขา “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดีเสมอ”
นี่คือเรื่องราวการต่อสู้ทางการเมืองสุดเพี้ยนพิสดาร ระหว่างคนหนุ่มสาวผู้ชิงชังกับอนาคตกับเหล่าผู้ใหญ่ผู้พึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
“ น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ปี 2475 ” (No Time To Blind)
อำนวยการผลิตโดย จณิสตา รักษา
เขียนบทและกำกับการแสดงโดย ณัฐภัทร มาเดช
นำแสดงโดย
รวิสรา บุญนพ
ณัฐภัทร มาเดช
บุญญาดา เตชมานะชัย
พิชญะ อุดมศรีโยธิน
ภูริ ยิ่งยอด
ดนุภัทร แซ่หว้า
จัดแสดงวันที่ 16-18, 23-25 ตุลาคม 2569
เวลา 14.00 น. และ 19.00 น. จำนวน 11 รอบการแสดง
มีวงสนทนาหลังละครจบ (Post-talk discussion) ทุกรอบการแสดงเวลา 14.00 น.
บัตรราคา 590 บาท https://politicletheatre.github.io/Ticket/index.html
สถานที่ KINJAI CONTEMPORARY (MRT สิรินธร) https://politicletheatre.github.io/Ticket/#directions
รายได้สุทธิจากการจำหน่ายบัตรทั้งหมดจะนำไปมอบให้ Freedom Bridge โครงการที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองที่ยังยืนหยัดการต่อสู้ในเรือนจำ และครอบครัวของนักโทษทางการเมือง

ละครเวที “สวรรค์สวาท” (Sawan-Sawat) โดย Splashing Theatre Company ปริศนาริมทะเลหัวหิน ปี 2524 เรื่องราวของข่าวลือรัฐประหาร มือเปื้อนเลือด และความทรงจำที่หายไป
เขียนบทและกำกับการแสดง โดย ธนพนธ์ อัคควทัญญู
นำแสดงโดย ดวงใจ หิรัญศรี, ภัคพล ศรีรองเมือง, ธงชัย พิมาพันธุ์ศรี, เววิรี อิทธิอนันต์กุล และเววิรี อิทธิอนันต์กุล
เปิดการแสดงระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 8 พฤศจิกายน 2569 ทุกวันพฤหัสบดี – อาทิตย์ (8 รอบการแสดง) เวลา 19.00 น.
บัตรราคาปกติ 750 บาท บัตรนักเรียนนักศึกษา 650 บาท (ปริญญาตรีใบแรก อายุไม่เกิน 25 ปี)
สถานที่ ณ โรงละครสวนครูองุ่น ถนนสุขุมวิท 55 (ทองหล่อ ซอย 3 ติดกับ สถาบันปรีดี พนมยงค์)
เค้าโครงเรื่อง
หัวหิน, เมษายน 2524
ท่ามกลางข่าวลือหนาหูถึงการยึดอำนาจในกลุ่มทหาร นอร นักเขียนผู้โด่งดัง เดินทางมาพักร้อนที่ชายทะเลพร้อมกับ วุฒิ ผู้ช่วยหนุ่มที่กำลังวางแผนเขียนนิยายเรื่องแรกของตัวเอง ทั้งสองได้พบกับ พจน์ ชายลึกลับที่ต้องมาประจำการอยู่ที่นี่เพื่อรอคอยบางสิ่งที่กำลังคืบคลานมาทางทะเล และสองพี่น้องฝาแฝด นิตย์กับนุช ญาติห่างๆ ของพจน์ ในวันแรกที่มาถึง วุฒิออกไปเที่ยวเล่นแล้วเผลอหลับไป ก่อนตื่นขึ้นมาพร้อมมือที่เปื้อนเลือดและความทรงจำที่หายไป ท่ามกลางข่าวลือ ผู้คนอันแปลกประหลาด ความสัมพันธ์ของคนทั้งห้าที่กำลังก่อตัว และชายทะเลที่งดงามราวกับสรวงสวรรค์ วุฒิไม่แน่ใจอีกต่อไปว่าตนคือฆาตกร หรือเป็นเพียงเหยื่อของความฝัน
“สวรรค์สวาท” (Sawan-Sawat) : Production Note
บทและกำกับการแสดง ธนพนธ์ อัคควทัญญู (Thanaphon Accawatanyu)
ผู้จัดการโครงการ คมกฤช มาลี (Komkrit Malee)
อำนวยการผลิต ปฏิพล (Pathipon (Miss Oat)
นักแสดง
ดวงใจ หิรัญศรี (Duangjai Hiransri)
ภัคพล ศรีรองเมือง (Pakapol Srirongmuang)
ธงชัย พิมาพันธุ์ศรี (Thongchai Pimapunsri)
เววิรี อิทธิอนันต์กุล (Waywiree Ittianunkul)
กำกับเวที
ตะวัน หิรัณยพงศ์ (Tawan Hirunyapong),
จิรภัทร รัตนวงศ์สวัสดิ์ (Jirapat Rattanavongsawat)
ออกแบบแสง ภาวิณี ฟอฟิ (Pavinee Fofi)
ออกแบบเสียง ธีรภาส ว่องไพศาลกิจ (Theerapat Wongpaisarnkit)
ออกแบบภาพเคลื่อนไหว ณัฐวุฒิ นิมิตชัยโกศล (Nattawoot Nimitchaikosol)
กำกับฝ่ายเทคนิค เป็นไท เหมือนแท้ (Pentai Maunthae)
กำกับศิลป์และออกแบบเครื่องแต่งกาย ณิชา บูรณะสัมฤทธิ์
(Nicha Buranasamriddhi)
ถ่ายภาพเบื้องหลัง จิรภัทร วีณะคุปต์ (Jiraphat Vinagupta)
ออกแบบโปสเตอร์ สินา วิทยวิโรจน์ (Sina Wittayawiroj)
ดูแลการแสดง ปัถวี เทพไกรวัล (Pathavee Thepkraiwan)

ผู้กำกับการแสดง ธนพนธ์ อัคควทัญญู [5]
ผู้กำกับและผู้เขียนบทละครเวที สำเร็จการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน สาขาภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พื้นฐานด้านภาพยนตร์ทำให้งานละครของเขาให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องด้วยภาพ จังหวะ และการเรียงลำดับเหตุการณ์ ในปี 2014 เขาก่อตั้งกลุ่ม Splashing Theatre และใช้ชื่อนี้ผลิตงานละครเวทีอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
งานของธนพนธ์ตั้งคำถามกับความรุนแรงที่รัฐกระทำต่อประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างเปิดเผยและความรุนแรงที่ถูกทำให้เงียบหายไปจากความทรงจำของสังคม เขาใช้พื้นที่โรงละครเป็นที่ทบทวนประวัติศาสตร์บาดแผล และเปิดให้ผู้ชมได้เผชิญหน้ากับเรื่องที่มักไม่ถูกพูดถึงในพื้นที่สาธารณะ ผลงานที่สะท้อนแนวทางนี้ได้แก่
- The Disappearance of the Boy on a Sunday Afternoon ว่าด้วยการบังคับบุคคลให้สูญหาย และความว่างเปล่าที่คนข้างหลังต้องแบกรับ
- Teenage Wasteland ย้อนกลับไปสำรวจการกวาดล้างคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น และผลกระทบที่ส่งต่อมาถึงคนรุ่นหลัง
- ที่นี่มีคนตาย ทำร่วมกับกลุ่มศิลปะปลดแอก ว่าด้วยเหตุการณ์สลายการชุมนุม และคำถามว่าสังคมจดจำความสูญเสียเหล่านั้นอย่างไร

ธงชัย พิมาพันธุ์ศรี รับบท วุฒิ (ภาพขวา)
แม็ค จบรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาร่วมก่อตั้งคณะ Splashing Theatre กับธนพนธ์ อัควทัญญู เขาเป็นสมาชิกคณะ B-Floor ตั้งแต่ปี 2019 และเคยแสดงในต่างประเทศ ช่วงหลังเขาทำงานเป็นโปรดิวเซอร์เทศกาล H0m0Haus และกลับมากำกับอีกครั้งด้วยผลงาน "PainKiller: Test01"
เววิรี อิทธิอนันต์กุล และ เววิรี อิทธิอนันต์กุล รับบท นิตย์ / นุช (ภาพซ้าย)
เววิรี จบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเลือกศึกษาในภาควิชาศิลปการละครตั้งแต่อยู่ชั้นปีที่สอง หลังจากเรียนจบก็ได้ทำละครเวทีมาโดยตลอด มีผลงานร่วมกับกลุ่มคณะละครเวทีในประเทศ เช่น คณะละครบีฟลอร์ เดโมเครซีเธียเตอร์สตูดิโอ พระจันทร์เสี้ยวการละคร สแปลชชิ่งเธียเตอร์ เป็นต้น เคยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานที่ได้จัดแสดงในต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเยอรมนี ประเทศสิงคโปร์ ปัจจุบันเป็นนักแสดงอิสระที่นอกจากการทำงานด้านละครเวที ยังมีผลงานโฆษณาและภาพยนตร์ เช่น ภาพยนตร์เรื่อง ดาวคะนอง , ยักษ์ใหญ่ และอีกหลายเรื่อง ที่ได้นำไปฉายทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย

ดวงใจ หิรัญศรี รับบท อร (ภาพซ้าย)
นักแสดงชาวไทย เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2523 สำเร็จการศึกษาจากภาควิชาการละคร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ปัจจุบันคือคณะศิลปกรรมศาสตร์) เธอเป็นนักแสดงละครเวทีอาชีพและเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มละครอนัตตาเธียเตอร์ นอกจากงานละครเวที เธอยังร่วมแสดงในภาพยนตร์และซีรีส์ต่างประเทศหลายเรื่อง
ในภาพยนตร์ไทย ดวงใจรับบทในภาพยนตร์เรื่อง ดอกฟ้าในมือมาร (2543), Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน (2559) และ อนธการ (2558) ซึ่งได้รับเสียงวิจารณ์ในเชิงบวก บทบาทดังกล่าวทำให้เธอได้รับรางวัลสตาร์พิคส์ไทยฟิล์มอะวอดส์ สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง และรางวัลคมชัดลึก อวอร์ด
ภัคพล ศรีรองเมือง รับบท พจน์ (ภาพขวา)
ภัคพลเป็นทั้งนักแสดง นักเขียน และโค้ชการแสดง ผู้มีผลงานโดดเด่นทั้งบนจอภาพยนตร์และบนเวทีละคร เขาได้รับการจดจำจากผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น "ร่างทรง", "ลักกันวันตาย", "ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด", "ค. ยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย" และ "ยักษ์ไหม้"
นอกจากงานภาพยนตร์ ภัคพลยังมีบทบาทในวงการละครเวที โดยร่วมงานกับกลุ่มละคร Splashing Theatre Company ในผลงานอย่าง "Thou Shall Sing" และ "Teenage Wasteland"

ห้วงเวลาการต่อสู้ระหว่าง พรรคสังคมนิยม และรัฐไทยกินเวลาหลายทศวรรษ และเป็นหลายทศวรรษที่ชีวิตอันหลากหลายของผู้คนจำนวนมากเข้าไปสัมพันธ์กับสถานการณ์อันคุกรุ่น บ้างยืนอยู่ฝ่ายรัฐ บ้างเข้าร่วมกับ พคท. บ้างไม่ได้เลือกฝั่ง แต่ไม่แคล้วได้รับผลกระทบจากการขับเคี่ยวครั้งนี้ ในส่วนของผู้เข้าร่วมกับ พคท. เองก็มีความแตกต่างทั้งจากที่มา และปัญหาที่ต้องเผชิญอันเป็นปัจจัยที่นำเขาเข้าสู่เขตป่าเขา แต่จุดมุ่งหมายหนึ่งที่ทุกคนฝันใฝ่จะไปให้ถึง คือการต่อสู้เพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่า ทว่าเมื่อการต่อสู้หลังแนวป่าสิ้นสุดลง หลายคนที่เคยมีฝันได้หอบเอาอุดมการณ์กลับบ้าน บ้างเก็บซ่อนมิดชิดไว้ภายในจิตใจตนเอง บ้างบรรยายออกมาในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งงานศิลปะ ผ่านบทเพลง และงานเขียน แต่มีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เคยบอกเล่าห้วงเวลาเหล่านั้นออกมา อาจจะด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า เพราะยังไม่มีใครเอ่ยถาม
ในสายธารประวัติศาสตร์ ภารกิจครึ่งศตวรรษ 6 ตุลา ของ พิพิธภัณฑ์สามัญชน วาระงานรำลึก “ 50 ปี 6 ตุลาฯ ” รับฟรี “ ไดอารีดาวแดง ” บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่าเขา
ติดตามความเคลื่อนไหวที่ FB พิพิธภัณฑ์สามัญชน https://www.facebook.com/share/p/19YmkCbfTS/
[1] 50 ปี 6 ตุลา 19 อุดมการณ์-มรดกจากรุ่นสู่รุ่น : The Active (7 ต.ค. 2569) https://youtu.be/1h4jBjOMKVg?si=WJf5ZPTa8jvBqXsr
[2] กฤษฎางค์ นุตจรัส (ทนายด่าง) https://www.youtube.com/live/AL8zbhL1RTg?si=BUAdYiZvQ2eGkU0x
[3] วิชิตชัย อมรกุล เหยื่อความรุนแรงที่ถูกกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีอย่างโหดร้ายที่สุดในวันที่ 6 ตุลา 2519 https://youtu.be/w7xb-6ZdOu8?si=tpLWO-CuUKb9ry_t
[4] ‘A Nowhere Place’ จากซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ สู่ความทรงจำที่เลือนหาย https://www.facebook.com/share/p/19eMKfq9YQ/
[5] ผู้กำกับการแสดง ธนพนธ์ อัคควทัญญู https://www.bacc.or.th/events/81826