ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
• ศิลปะ-วัฒนธรรม

ละครเวทีวิถีการเมือง

10
ตุลาคม
2569

 

ในอดีต…ภาพรวมของคำว่า “การเมือง”  คือสิ่งไกลตัวสำหรับชาวบ้าน หรือแม้แต่ชาวเมืองที่มีวิถี ไกลปืนเที่ยง และเลี่ยงการรับรู้เรื่องราวข่าวสารบ้านเมือง ปัจจุบันนับวันกลไกการสื่อสารจากทั่วโลกล้วนหลอมให้ทุกคนยอมรับว่า การเมืองคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่กลายเป็นเสมือนเพื่อนสนิท ซึ่งมีอิทธิพลดลบันดาลให้ทุกสิ่งเป็นไปในทิศทางที่ถูกควบคุมด้วย อำนาจ ทั้งที่มองเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน และเร้นร่างพลางรูปเป็น “สถูป” ที่สถิตอยู่ในวิถีชีวิตอย่างแยกไม่ออก สิ่งที่สามารถกระตุ้นให้เตือนตื่นรู้ได้อย่างไร้การแตกแยกเพราะแตกต่างทางความคิดคือ ศิลปะทุกแขนง

ในการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง ฝ่ายศิลปวัฒนธรรม มีอาวุธทรงพลังหลักคือ เพลง กับ ละครเวที เป็นทั้งเครื่องมือต้อนและตรึงผู้คนผ่านนาฏกรรม โดยเฉพาะ “ละครเวทีวิถีการเมือง”  โดยมีศิลปะการแสดงทำหน้าที่เป็นเครื่องขยายรายละเอียด สื่อนัยใส่สารสำคัญ ที่เร้นลับทับซ้อนสะท้อนออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน ง่ายต่อการทำความเข้าใจ และเอื้อต่อการตีความได้แบบ ปลายเปิด จึงหลายครั้งก่อให้เกิดการบิดเบือนเจตจำนง เพื่อวัตถุประสงค์บางประการ จึงต่อต้านงานนำเสนอ จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นที่มาของ วรรณกรรมบทละครการเมือง ต้นธารงานแสดงแฝงนัยให้ปลอดภัยจากการเอาผิดเหมือนที่ผ่านมา

แม้การทำละครการเมืองจะเป็นเรื่อง อยู่ยาก มากกว่าละครแนวอื่น เพราะมีสถานะเป็นเครื่องมือสื่อสารเฉพาะกลุ่ม นับตั้งแต่ก่อน 14 ตุลา 2516 หลังประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารมานานกว่า 15 ปี จนถึงปัจจุบัน แต่ยังมีคนละครรุ่นใหม่อีกหลายคณะยังคงต่อยอดพันธกิจเพื่ออุดมการณ์ดำรง ยังมั่นคงต่อการผสานผสมให้ ยาขม ออกมากลมกล่อมหลอมรวมไปกับความบันเทิง เพื่อให้ละครเวทีเป็น มหรสพทางจิตวิญญาณ ปลุกอุดมการณ์ เพื่อความเบ่งบานของประชาธิปไตย แม้ในวันที่ความหวังถูกทำให้ภินท์พังครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม…

 

ขวา - ครูจุ๊บ นินาท บุญโพธิ์ทอง ผู้อำนวยการเครือข่ายละครหน้ากากเปลือย 
ซ้าย - ดร.อลงกต ใหม่ด้วง รองประธาน ชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง (IATC)

 

“เครือข่ายละครหน้ากากเปลือย” [1]เริ่มต้นจากการเป็น ละครเยาวชนพลังบวก สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับโรงเรียนกว่า 15 แห่ง และแหล่งชุมชนมากมายที่ได้ทำกิจกรรมเพื่อการพัฒนาร่วมกันมาตั้งแต่ ปี 2549 เป็นหนึ่งในกลุ่มคนละครจากหลายสถาบันหลากระดับการศึกษา ที่มุ่งมั่นดำเนินงานมานานกว่า 20 ปี ภายใต้การนำของ ครูจุ๊บ นินาท บุญโพธิ์ทอง (Director of Actor & Idol, Media Creator & Influencer, and Singer & Music Entrepreneur Department โรงเรียน OpenSchool) ผู้อำนวยการเครือข่ายละครหน้ากากเปลือย ปลูกฝังพลังสำนึกรับผิดชอบสังคมจากฐานรากของละครเยาวชนเพื่อการพัฒนา วิวัฒนาการต่อเนื่องถึงปัจจุบันยิ่งโดดเด่นด้วยอุดมคติแกร่งกล้า สามารถนำศาสตร์การแสดงมารองรับปรับกระบวนการสร้างสรรค์ละครเพื่อสังคมอุดมการณ์ในอีกระดับ ที่ทั้งกว้างและลึก

แนวทางหลักของเครือข่ายมุ่งสื่อความหมายสายสัจนิยม (Realism) นำละครแนวเหมือนจริงยิงผ่านวรรณศิลป์ เครื่องมือสำคัญที่ช่วยปั้นและกั้นให้ ความจริง รอดพ้นจากภัยคุกคาม ในนาม เรื่องแต่ง (Fiction) จากผลงานการประพันธ์โดยนักเขียนบทละครเจ้าของ รางวัลบทดัดแปลงยอดเยี่ยม จาก ชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง ติดต่อกัน 3 ปี คือ นินาท บุญโพธิ์ทอง และล่าสุด อีกหนึ่งตัวอย่างในหลากหลายผลงานยอดเยี่ยมเปี่ยมประจักษ์คือ ภาคสองของละครไตรภาคกับ รางวัลบทละครดั้งเดิมยอดเยี่ยม รางวัล IATC Thailand Dance and Theatre Awards 2025 ตามติดด้วยภาคปิดท้ายที่มีแนวโน้มว่าไม่น่าจะพลาดรางวัลสำคัญอีกเช่นกัน

 

 

เพราะ “โรงละคร” ไม่ใช่เพียงพื้นที่ของ “ความบันเทิง” 
แต่คือพื้นที่ในการนำเสนอเรื่องราวและบทเรียน 
เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้และความเห็นอกเห็นใจ 
ด้วยความหวังลึก ๆ ของเหล่าผู้สร้างสรรค์ว่า หลังจากละครจบลง 
งานของเราอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในใจคนดู 
และให้พวกเราทุกคนในสังคมร่วมกันสร้าง 
“หน้าประวัติศาสตร์ใหม่” ที่ไม่ซ้ำรอยความรุนแรงเดิมได้

 

ประวัติศาสตร์นิพนธ์แห่งความทรงจำ 
“ Red Kiren File แฟ้มคดีกิเลนแดง ”

ละครไตรภาค “แฟ้มคดีกิเลนแดง”

เรื่องที่ 1 : “Murder in the House of General ฆาตกรรมซุ้มนายพล” (จัดแสดงปี 2019) ได้รับรางวัล บทละครดัดแปลงยอดเยี่ยม (Best Adapted Script of a Play or a Performance) จากรางวัลของ ชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง (IATC Thailand Dance and Theatre Awards 2019) ดัดแปลงบทโดย นินาท บุญโพธิ์ทอง (คดีประวัติศาสตร์การเมืองไทย ดัดแปลงมาจาก คดีตรวจสอบทรัพย์สินของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นเหตุการณ์แย่งชิงมรดกและทรัพย์สินจำนวนมหาศาลหลังจากที่ จอมพลสฤษดิ์ ถึงแก่อสัญกรรม ในละครได้หยิบยกเรื่องราวการแย่งชิงมรดกและเอกสารลับของ “วิจิตรี” ภรรยาม่ายของจอมพลมาเป็นปมหลังทางการเมืองยุคสงครามเย็น

ในส่วนโครงเรื่อง ตัวละคร และบทบาทการแสดง มีการดัดแปลงและอ้างอิงมาจากโศกนาฏกรรมเรื่อง King Lear (คิง เลียร์) ของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (นำตัวละคร เอ็ดการ์ บารอน แห่งกลอสเตอร์ และปมความขัดแย้งของลูกนอกสมรสเข้ามาปรับใช้ในบริบทไทย)

เรื่องที่ 2 : “To Kill a Yellow Bird สกัดแผนฆ่านกสีเหลือง” (ผลงานกำกับและเขียนบทละครเวทีลำดับที่ 60 จัดแสดงปี 2025) ได้รับรางวัล บทละครดั้งเดิมยอดเยี่ยม (Best Original Script of a Play / Performance / Musical) จากรางวัล IATC Thailand Dance and Theatre Awards 2025 จัดโดยชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง (International Association of Theatre Critics – Thailand Centre)

เรื่องที่ 3 (ภาคปิดท้าย) : “สังหารหมู่เขาศูนย์ The Massacre at Mount Zero” ภาคนี้รวมทีมนักเขียนบทถึงหกคน และมีความยาวเกือบสี่ชั่วโมง!

 

 

“แฟ้มคดีกิเลนแดง : สังหารหมู่เขาศูนย์” ละครเวทีแนวสืบสวน-สายลับ (Mystery/Spy Thriller) บทละครเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ป่ากลายเป็นที่หลบภัยของคนที่โลกข้างนอกไม่เหลือที่ให้ยืน เมื่อพวกเขาลงจากเขามาร่วมวงไกล่เกลี่ยกับเหล่านายทุนและเจ้าหน้าที่ ทุกสายตาก็หันมาที่พวกเขาก่อน … เมื่อเกิดคดีสังหารหมู่กลางเขาศูนย์ คิริน ต้องกลับมาไขปริศนาที่ซ่อนทั้งความจริงทางการเมืองของแก๊งมาเฟียท้องถิ่น ผู้อพยพชาวมลายู กลุ่มคอมมิวนิสต์ และรัฐไทย กับการตามหาอาจารย์ของเขา “คิรัน” เหมือนจะมาปรากฏตัวที่เขาศูนย์แห่งนี้ เขาศูนย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทศวรรษ 2510 เมืองเหมืองแร่วุลแฟรมที่ทุกฝ่ายอยากได้ หลังเหตุระเบิดที่คร่าไปเก้าชีวิต ชาติ นักทำหนังที่เคยเข้าป่า ก็ขึ้นเขามาพร้อมกล้องกับฟิล์มม้วนเก่า แล้วศพใหม่ก็ทยอยปรากฏ พร้อมสัญลักษณ์ห้าอย่างที่ไม่ซ้ำกัน ผู้ต้องสงสัยที่ทุกคนชี้ตรงกัน ...คือเขา!

เรื่อง กำกับ และนำทีมเขียนบทโดย นินาท บุญโพธิ์ทอง

ทีมเขียนบท 
วิธวินท์ ธนะชัย 
พิชญะ อุดมศรีโยธิน 
อชิตะ โพธิ์งาม 
กฤษ อุไรรัตน์ 
พชรมน กลัดพรหม 
รวิสุดา นุ่มสวน

จัดแสดง 4 รอบ วันเสาร์ 10 และ วันอาทิตย์ 11 ตุลาคม 13:00 และ 19:00 น.

สถานที่: HostBKK (MRT ลุมพินี) ชั้น 4 ภัตตาคารจันทร์เพ็ญ ตรงข้าม One Bangkok

ราคาบัตร Regular 900 บาท นักเรียน/นักศึกษา 550 บาท

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Instagram: dreammasks_group และ ninartstudio1976

Facebook: Dream Masks Group และ Ninart Studio

 

 

ลักษณะเด่นเป็นเอกลักษณ์ของ “ละครครูจุ๊บ” นินาท บุญโพธิ์ทอง

บทละครของครูจุ๊บมักมีพื้นหลังมาจากเรื่องจริง มีภูมิรู้จากวรรณกรรมโลกเป็นส่วนเสริม และเพิ่มความเป็นไทยซึ่งไม่ง่าย จึงกลายเป็นบทประพันธ์ที่มีคุณสมบัติแบบ มหากาพย์ ที่ผู้ชมอาจไม่รับทราบรายละเอียดได้ครบหลังจากดูจบไปเพียงหนึ่งรอบ เพราะมีหลายเลเยอร์ที่จะเผลอใจลอยไม่ได้เลยแม้วินาที ไม่ใช่เพียงมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนหลายปมถมทับทำให้เกิดความคลุมเครือเท่านั้น แต่เพราะครูให้ความสำคัญต่อสารที่ต้องการสื่อ ว่าคือสิ่งที่สามารถตีความได้ในหลายมิติ ต้องเติมความเป็นมนุษย์ให้เต็มตามตรรกะสาระของเรื่อง ตัดสินดีเลวไม่ได้ แม้ต้องใช้เวลาในการแสดง ส่งผลถึงความยาวที่มากกว่าปกติตามมาตรฐานละครเวทีทั่วไป เมื่อผู้แสดงเข้าใจตัวละครบทยาวซับซ้อนจึงไม่ใช่ปัญหา นักแสดงมากฝีมือที่ถูกคัดมารวมกัน ประชันบทบาทอย่างมืออาชีพชั้นครู และร่วมให้ความรู้นักศึกษาตามโจทย์การเรียนการสอน เพราะประสบการณ์คือครูที่ดีที่สุด และครูจุ๊บเป็นคนชอบฟังดนตรี มีจังหวะของการกำกับอยู่ในบทสนทนาที่นักแสดงมีส่วนร่วม บทจึงมี Music quality ที่จังหวะพูดทุกคำถูกออกแบบเป็น จังหวะโน้ต จึงให้เสรีในการตีความ ออกแบบการแสดงตามความเข้าใจ หลังศึกษานิสัยและวิเคราะห์ตัวละครแล้ว นักแสดงระดับมืออาชีพจึงสนุกกับการดีไซน์ขายไอเดีย นักศึกษาก็สนุกสนานกับการนำเสนอ แทบทุกเรื่องที่หน้ากากเปลือยจัดแสดงละครประจำปี จึงกลายเป็นเวทีแจ้งเกิดของดาวดวงใหม่ให้กับวงการเสมอมา

ครูจุ๊บเชี่ยวชาญการเขียนบทและกำกับการแสดงทั้งภาพยนตร์และละครเวที ศึกษาเทคนิคของทั้งสองศาสตร์แล้วนำมาปรับสมมาตรหาสมดุล แต่หนุนเทคนิคมาเป็นลำดับสุดท้าย แม้อาจได้งานที่ไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ต้องให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ เพื่อส่งศิษย์สู่การเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ในมุมของผู้ชมละครจึงได้รับอรรถรสจากการแสดงที่มีอารมณ์สมจริงเป็นสิ่งนำเนื้อหา แม้บางช่วงเวลาผู้ชมอาจพร่าเลือนกับเรื่องเล่าที่ไม่เข้าใจ แต่กลับสนุกไปกับการเก็บรายละเอียดของบท มาปะติดปะต่อเป็นจิ๊กซอว์ก่อโครงร่างระหว่างเส้นเรื่องกับ Theme คนดูทั่วไปสามารถเสพสุขได้จากแนวสืบสวนทวนกระแส หรือแม้โศกนาฏกรรม ขำไปกับมุกเสียดสีอย่างมีชั้นเชิง บันเทิงไปกับชะตากรรมของตัวละครได้โดยไม่ต้องซ้อนมุกตลกตลาด เป็นความสำราญเกินคาด ให้ความประหลาดใจในทุกเรื่องที่สร้าง ตามแนวทางของละครการเมือง เรื่องหนักหน่วงพ่วงปริศนา ให้อาหารสมองของแท้ทรู

 

 

“งานผมวางสถานะที่ IDEOLOGY มากกว่า ตัวกลไกทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน ฝั่งไหน อย่างสังคมนิยมที่ฝรั่งเศสเขาก็มีวิธีการทำกระบวนการเพื่อให้ได้คำตอบมาเป็น Louvre Museum พื้นที่ทางศิลปะ ทางสังคม โดยใช้รูปแบบของกระบวนการได้ ผมเชื่อในเรื่องนี้มาก ๆ ว่าถ้ากระบวนการทำให้ความคิดเรา Action ได้อย่างเป็นรูปธรรม จะเป็น Politic ที่สวยงาม ในระหว่างนั้นมันก็มี Tactic เต็มไหมดเลย พอหลายครั้งเข้ามันทำให้ชั่วร้าย Evil  ทั้งที่การเมืองไม่น่ากลัวเพราะ Politic ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวทำให้เกิดกระบวนการกลั่นกรอง ไม่ใช่ความหมายของคำว่า ‘การเมือง’ ในแบบที่เราใช้กัน แต่ Politic จริง ๆ มันคือการตัดสินใจว่าอะรต้องเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ใครต้องทำอะไร ใครจะได้อะไร เป็นเรื่องสังคม แต่หลายครั้งเมื่อใช้ technique - Tactic ทำให้เกิดกลวิธี กลโกง กลายเป็นว่าการเมืองไม่บริสุทธิ์แล้ว กลายเป็นเทคนิคเพื่อผลประโยชน์ ต่างฝ่ายต่างก็ใช้เทคนิค โดยเฉพาะสายลับมันคือการ Stealing Information แอบล้วงข้อมูล เปลี่ยนแปลงข้อมูล ผมไปแตะตรงนั้นแต่สุดท้ายก็กลับมาเรื่องครอบครัวความสัมพันธ์ ให้คือความสำคัญต่อประเด็นความเป็นมนุษย์ คือที่สุดของหัวใจในบท”
 

 

 

หลัง โควิด-19 เป็นต้นมา (ปี 2562-ปัจจุบัน) บรรดานักละครจากจังหวัดเชียงใหม่เมืองศิลปะ ทยอยเดินทางมาลงหลักปักฐานที่กรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการหลายกลุ่ม ซุ่มทำงานอย่างขมักเขม้นเป็นความหวังของวงการ มีบ้านไม้หลังใหญ่ ล้านนาอารีย์ เธียเตอร์ โรงละครน้อย คอยเป็นพี่ที่พึ่งกึ่งประคับประคองน้องผู้มาใหม่ให้ได้ก้าวย่างอย่างมั่นใจมากขึ้น Base Theatre Chiang Mai : BT คณะละครเจ้าเก่าจากเชียงใหม่ก็เป็นหนึ่งในหลายกลุ่มหลากแนวที่ร่วมเข้าแถวยาว จนถึงคราวได้คิวปล่อยของฉลองการกลับมาวนในสังเวียนละครการเมืองอีกครั้งของ แกงโฮะ เมี่ยวศรี ผู้มีอุดมการณ์แก่กล้า เป็นผู้กำกับขาเก๋าของวงการ ทำละครมานาน แต่งานนี้ไม่มีการเปิดเผย ชื่อ-สกุลจริง (กลัวยิงถูกคน?)

 

photo: Base Theatre Chiang Mai : BT

 

“แลบหอน 101” ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้ - “แลบ” มาจากคำเต็ม แปลว่า "แร็ปเปอร์" หรือ "นักร้องเพลงแร็ป" หมายถึง ศิลปินหรือผู้ที่ใช้ทักษะการพูด การร้องกึ่งพูด และการแต่งคำคล้องจอง (Rhyme) ลงจังหวะดนตรีเร็ว ๆ เพื่อถ่ายทอดเป็นผลงานเพลง แต่ปรับไปเล่น ล.ลิง แทน เพื่อย้ำให้ชัดในแนวละครเสียดสี เจตนา ล้อเลียน / ส่วนคำว่า “หอน” ต้องหอนออกมาเพราะอยากจะพ่นไฟเป็นการประกาศตีฆ้องร้องป่าวว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ แต่ยังขอเป็นแค่ระดับ 101 เพราะยังไม่ถึงขั้น Advance ผลงานยืนยันได้

หลายเรื่องตลกร้ายหยิบมาขยาย ขายข่าวชาวบ้านผสานปัญหาชาวเมือง รวมเหล้าเก่าเขย่าล้อเลียนผ่านตัวละคร อาม่า ที่หลงเข้าหาวงจรพนันออนไลน์จนหนี้สินบานปลาย ต้องเผชิญกับสหายสายมูผู้อยู่เหนือธรรมชาติ ทั้งอำนาจอิทธิพล ผี แร็ปเปอร์ และร่างทรง เพื่อส่งวิญญาณกลับมาเล่าประวัติศาสตร์บาดแผล พร้อมตั้งคำถามเชิงประณามถามวิพากษ์ จากประเด็นทาง สังคม เศรษฐกิจ การเมืองในรอบ 94 ปี ที่ผ่านมา ประชาธิปไตยไทยแลนด์ ล้วนถูกประเคนเป็นแกงโฮะโละลงไปใส่เส้นเรื่องให้เฟื่องฟูดูดี แต่ในขณะเดียวกันก็ฟูมฟายกับรายละเอียดที่แทรกเข้ามาเนื่องหนุนจนพรุนพัง เพราะมุกดื่นดาษแต่ไม่สามารถฟาดอารมณ์สังคมการเมืองได้เด็ดดี ผีจึงตายซ้ำตายซ้อนหลอนผู้ชม ทับถมด้วยส่วนเกินที่อัญเชิญมาเป็นตัวเมนคือ อาม่า ฆ่าโครงให้เขวจบเห่ตั้งแต่เริ่ม ซ้ำเติมด้วย Movement ที่ตั้งใจเน้นให้ขลังกลับดึงพลังของเรื่องให้ลดลง เพราะไม่ถูกชงส่งประเด็นหลักให้เด่น หรือเน้นสาระเรื่องหนึ่งเรื่องใด สังคมการเมืองไทยเปลี่ยนไปมาก วิธีคิดจากบริบทเดิมเริ่มไม่พอต่อพลวัตใหม่อีกต่อไปแล้ว

 

photo: Base Theatre Chiang Mai : BT

 

นักแสดงนำ 
พีรณัฐ ช่วงไชยะ (รับบท ชาติ ) 
พรปวีณ์ ศรีตะวัน (รับบท เจียม) 

ชาติ — แรปเปอร์ ผู้แบกรับชะตากรรมอาม่าและไรม์แรปพ่นไฟ 

เจียม — ร่างทรงสายมู ยุค 5G ผู้รับจบอัปเดตชะตากรรม (หรือจะซ้ำเติม?)

ปอม — วิญญาณหลงยุค คลังข้อมูลลับจากโลกหลังความตายที่ชาติเรียกมาช่วยทำบีท

จัดแสดงเมื่อ วันที่ 25 - 26 กรกฎาคม 2569 เวลา 19:30 น.  สถานที่ ล้านนาอารีย์เธียเตอร์

 

     

ไกลบ้าน UNTOLD STORY [ BEHIND THE SCREEN ]

“ตอนที่เริ่มทำ ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเดินทางไปแสดงหลาย ๆ ที่ รู้ตัวอีกที ก็เกิน 10 รอบไปแล้ว ที่ได้เล่าเรื่อง “Untold Story”  / ตั๊กแตน

“ไกลบ้าน X Untold Story”

เรื่องราวของ ‘บ้าน’ ที่ตัวตน ครอบครัว และความสัมพันธ์ได้ถูกตั้งคำถามใหม่

เมื่อ 11–12 และ 18–19 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 - 16.00 น.

ณ บ้านสวนสุดาวรรณ (BTS กรุงธนบุรี)

เริ่มที่ “Just Away” แค่จาก [2]… Documentary Theatre จากการกำกับร่วมระหว่าง วิชย อาทมาท กับ ปฏิพล  อัศวมหาพงษ์ ในปี 2566  … เรื่องของครอบครัวนักเขียน กวี นักเคลื่อนไหว วัฒน์ วรรลยางกูร ผู้ลี้ภัยการเมือง ความผูกพัน ความคิดถึง ตะกอนความทรงจำที่ฟุ้งกระจายยังหลงเหลืออยู่ ถูกกลั่นสู่โปรเจกต์ใหม่ เป็นการแสดงร่วมสมัยอีกครั้งในชื่อ “Untold Story” มีละครหุ่น ฉายภาพยนตร์สารคดี โดย วสุ วรรลยางกูร (ตั๊กแตน) นำเรื่องราวของบิดา วัฒน์ วรรลยางกูร (กวีรางวัลศรีบูรพา) [3]ในช่วงเวลาที่ต้องลี้ภัยการเมืองไปต่างแดน มาต่อยอดผ่านศิลปะการแสดงเดี่ยวด้วยบทกวี ถ่ายถ้อยวจีเรื่องราวพ่อ-ลูก และสำรวจร่องรอยประวัติศาสตร์วาดภาษาการแสดง แฝงความหมาย จากสายใย ฝากไว้ให้ทบทวน… รอบล่าสุด 19-20 กันยายน 2569 ที่ Sala Saneha เป็นการแสดงรอบสุดท้ายในประเทศไทย ก่อนจะพัฒนางานชิ้นนี้ให้ไปต่อที่ไต้หวัน วันสิ้นสุดการเดินทางที่กัมพูชา ด้วยเจตจำนงส่งต่อเรื่องราวร้าวลึกที่ตกผลึกในชีวิต ให้ชาวโลกร่วมรับรู้ถึงการมีอยู่ของอำนาจ แม้ประชาราษฎร์ไม่อาจต่อต้าน แต่เราต้องทำในวิถีทางที่พอจะสร้างได้ให้ปรากฏ เพื่อปลดปล่อยให้ความจริงทำงานกับบางสิ่งต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด ตราบที่ชีวิตยังไม่หยุดหายใจ…

 

 

ไม่ว่าจะครั้งนี้หรือครั้งไหน จิตใจยังคงบอบช้ำต่อการโบยซ้ำของระบอบ… วสุ วรรลยางกูร กอบกองดินสร้างศิลป์ทะเลทราย ที่คนหลายรุ่นยังเวียนว่ายต่อสู้กับความโหดร้ายของพายุลูกแล้วลูกเล่า ที่เฝ้าโหมกระหน่ำซ้ำซัดเกินขัดขวาง แต่ชีวิตยังต้องเดินทางต่อไป … สัญลักษณ์ของมนุษย์ตัวเล็กสู้กับมหันตภัยในธรรมชาติวิถี ขยี้ให้ขบวนรถไฟแตกสลายกลายเป็นผุยผงลงกลางทะเลทรายเปล่าเปลี่ยว เกี่ยวจินตภาพฉาบประสบการณ์ที่ผู้ชมร่วมดำดิ่งไปในทิศเดียวกันได้ …

“เราต่างคล้ายละอองฝุ่นกลางพายุทราย กลางวันแดดแผดร้อนเหมือนมีมีดกรีดลงไปในปอด แต่ไม่ถอดใจ ยังต้องดิ้นรนทนเดินทาง ย่างย่ำค่ำคืนอากาศหนาวจับขั้วหัวใจ ความเหงากัดกินจิตจินต์เหมือนหมาป่าที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในผืนทราย ต้องตะกายต่อถ่อถึงวันที่สามเห็นความฝัน … บ่อน้ำก่อตัวขึ้นจากผืนทรายแลวิบวับจับประกายหลายบ่อ  ทุกบ่อที่เดินเข้าไปหากำลังบอกว่า ‘อย่าไว้ใจความหวัง’ สอนสั่งถึงความโหดร้ายภายใต้ภาพลวงตาที่ไม่มีอยู่จริง…”

 

photo: Baansuan Sudawan

 

วันที่ห้า … พายุทะเลทรายก่อตัวขึ้นอีกหลายครั้ง ประดังถั่งโถมโหมกระหน่ำขยำเด็กน้อยที่ยืนต้านพายุทรายครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาล้มลงคนแล้วคนเล่า โรยร่างวางกลาดเกลื่อน พายุบ้าคลั่งดูดกลืนความหวังความฝันของผู้คนไปจนหมดสิ้น… “ผมเคยบินหนีจากดินแดนแห่งนี้ ถลารี่ขึ้นไปบนท้องฟ้า ฟายหาอิสรภาพใหม่ โอบใจกับดวงจันทร์ กอดกำนัลดวงดาว แต่ต้องร่วงกราวลงมายังดินแดนแห่งการลงทัณฑ์ อย่างโดดเดี่ยว…”

เช้าวันที่เก้า … “สุดขอบของดินแดนคือกำแพงทรายที่สูงตระหง่าน มันไม่เคยสูงขนาดนี้ เราพยายามปีนครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วร่วงหล่นลงครั้งแล้วครั้งเล่า เหลือเพียงร่างที่เถือกไถไปตามหินทราย ทุรนทุรายหมายข้ามกำแพงนรก ดวงตาแห้งผาก ปากเหมือนอมทรายอยู่ภายในตลอดเวลา ผมรู้…นี่อาจจะเป็นวาระสุดท้าย … แล้วผมก็เห็นสิ่งที่ผมเคยเห็น ภาพที่ตัวเองกำลังยืนคุยอยู่กับพ่อที่โรงพยาบาล พ่อถามว่า ‘เห็นนาฬิกาที่ลอยขึ้นไปบนนั้นไหม’ ผมตอบว่าในห้องผ่าตัดไม่มีนาฬิกาพ่อ พ่อถาม… ‘เห็นลูกแมวกับแม่แมวที่มาคลอดอยู่ใต้เตียงไหม’ ผมตอบว่าที่โรงพยาบาลไม่มีแมวพ่อ พ่อมองออกนอกหน้าต่างพลางพูดว่า ‘ภูเขา มองจากตรงนี้ก็สวยดีนะ’ …”

วันที่สิบ … “สุดขอบดินแดนปรากฏร่างรางรถไฟ ผมได้ยินเสียงกึกกัก กึกกัก ผมรู้รถไฟกำลังมา ผมเริ่มมีความหวังตั้งใจตะโกนเรียกจนเสียงสุด ‘หยุดก่อน! หยุดก่อน! หยุดก่อน! ฉันไปด้วย’ มันชะลอล้อแล้วเดินทางต่อ ผมก็เห็นว่าความจริงมันเป็นเพียงแค่รถไฟที่วิ่งวนเป็นวงกลม เพื่อเที่ยวชมดินแดนทะเลทรายแห่งนี้ วงกลมที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ผมไม่ทันจะส่งเสียงสุดท้ายกายก็ล้มลง เหมือนวิญญาณกำลังจะหลุดออกจากร่าง ลมหายใจรวยริน …”

 

photo: Baansuan Sudawan

 

สิ้นสุดการแสดง “Sand and Soul” เหมือนสิ้นแสงสุดท้ายของความหวังทั้งปวง … ภาพลวงตาในวันเวลาที่ต้องต่อสู้อยู่กลางทะเลคลั่งเพียงลำพังยังเวียนวน … แต่พลวัตในปัจจุบันยืนยันมั่น มวลชนให้ความสำคัญกับการต่อสู้ทางการเมืองในรูปแบบใหม่ที่แตกต่าง ตื่นตัว ไม่กลัวที่ต้องเผชิญความจริง สิ่งที่เรียกว่า “ระบอบเผด็จการ” คือความสามานย์ที่ส่งผลกระทบสูงต่อชีวิตเราทุกคน ศิลปินใช้ศิลปะเป็นอาวุธ คือที่สุดของแรงพลังทั้งปวง การแสดงทุกช่วงร้าวลึก รู้สึกร่วม วันนี้ วสุ ไม่ได้สู้อยู่เพียงลำพัง เขามีเพื่อนพ้อง พี่น้องร่วมอุดมการณ์ พร้อมสานต่อพันธกิจที่พ่อยังทำไม่สำเร็จ แม้ไม่มีใครรู้ว่าจะสำเร็จในรุ่นไหน แต่ตราบใดที่ทุกคนยังไม่ยอมแพ้ พยายามตามแนวทางที่สร้างไหว มีกำลังใจ มีความหวัง หยดน้ำจะรวมพลังเป็นสายธารแห่งการต่อสู้ สามารถกอบกู้ ป้องกัน กั้นไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้ง…   

ฟากฟ้าฝั่งฝัน ไกลกว้างเพียงไหน 
มิเหนือดวงใจ จะใฝ่จะฝัน 
แลโลกสับสน และคนเศร้าโศก 
แลโลกทั้งโลก ขมฝืดเกินฝัน 
โลกร้อนไฟลาม สงครามรุกราน 
เนื้อเลือดกระดูก , หัวใจร้าวราน มิใช่ความฝัน

เราจึงใฝ่ฝัน 
ถึงสันติภาพ 
เลี้ยงนกพิราบ 
ไว้ในความฝัน

ชีวิตโสมม สังคมสามานย์ 
บีบคั้นวิญญาณ ยิ่งให้ใฝ่ฝัน 
ชีวิตเป็นธรรม สังคมเป็นธรรม 
เรือล่องคลองธรรม ล่องไปในฝัน 
ขอเราจงฝัน ขอเราจงใฝ่ 
ขอเราร่วมใจ ร่วมใฝ่ร่วมฝัน 
เดรัจฉานหรือฝัน มีแต่คนฝัน 
เดรัจฉานนั้น เกลียดคนช่างฝัน 
ฟากฟ้าฝั่งฝัน ไกลกว้างเพียงไหน 
มีเหนือดวงใจ จะใฝ่จะฝัน 
คนเห็นนกบิน อยากบินเหมือนนก 
โจนหน้าผาตก เพื่อสร้างความฝัน 
แล้วคนก็บิน บินเก่งกว่านก 
เหินหาวโผนผก เป็นจริงใช่ฝัน 
ไกลสุดขอบฟ้า ภูผาสูงใหญ่ 
ทะเลกว้างไกล หรือดับไฟฝัน 
เลือดในกายข้า อาบทาธรณี 
พ่ายแพ้ขื่นขม ล้มลุกคลุกฝุ่น 
ลุกขึ้นมาใหม่ ชูธงชัยเฉิดฉัน

เมื่อข้าตาย 
เพื่อนข้ายังอยู่ 
ลูกข้ายังสู้ 
หลานข้ายังฝัน 
ชีวิตต้องดีกว่า สังคมต้องก้าวหน้า 
สันติภาพต้องมีมา เป็นจริง, เป็นจริง ใช่เพียงฝัน

“ฝันให้ไกลไปให้ถึง” โดย “สหายร้อย” (วัฒน์ วรรลยางกูร ปี 2523)

เสียชีวิตเมื่อ 21 มีนาคม 2565 ณ ประเทศฝรั่งเศส

 

 

วรรณกรรมการเมืองเรื่อง “เมืองนิมิตร” เป็นหนึ่งในบทบันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ทรงคุณค่า เคยตีพิมพ์ใน สยามสมัย เมื่อปี 2496 (นิตยสารรายสัปดาห์ของไทยในยุคทศวรรษ 2490 ช่วง พ.ศ. 2490 - 2499) ได้รับความสนใจกล่าวถึงในวงกว้างเป็นอย่างมาก เป็นวรรณกรรมอมตะสะท้อนภาพยุคสงครามที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของไทย ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 4 โดย สำนักพิมพ์ กระท่อม ป.ล. ถ่ายทอดเรื่องราวของความรัก มิตรภาพ ความหวัง และการต่อสู้ของผู้คนท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 ประพันธ์โดย มาลัย ชูพินิจ (เรียมเอง) นักเขียน นักข่าว ที่พยายามสะท้อนยุคสมัยในท่ามกลางความขัดแย้งของชาวไทยในช่วงสงคราม กับความพยายามในการแก้ไขให้บ้านเมืองฟื้นตัว แต่กลับไม่เป็นดังที่ควรจะเป็น เพราะความเห็นแก่ตัวของแต่ละกลุ่มชนในสังคม ดัดแปลงเป็นบทละครเวทีและกำกับการแสดง โดย นิมิตร พิพิธกุล “เมืองนิมิตร” เปิดการแสดงครั้งแรก ปี 2544 ณ  โรงละครสถาบันปรีดี พนมยงค์ ในนาม คณะละครพระจันทร์เสี้ยว นักแสดงส่วนหนึ่งจาก สวนพลูคอรัส ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ นักวรรณกรรม และผู้ชมทุกกลุ่ม และกลับมาแสดงอีกครั้ง ปี 2569 ในรูปแบบ “เมืองนิมิตร เดอะมิวสิคัล” ณ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยบทประพันธ์และเพลงชุดเดิม

แนวคิดสำคัญของเรื่อง คือ “เราจะบาดหมางกันไปเพื่อสิ่งใด ในเมื่อเราต่างต่อสู้เพื่อจุดหมายในสิ่งเดียวกัน”

กำกับดนตรี โดย นาวาตรี ดร.นบ ประทีปเสน 
กำกับการแสดง โดย นิมิตร พิพิธกุล

ตัวแทนชาวไทย ที่รักในความเป็นญี่ปุ่น ตัวแทนชาวญี่ปุ่นที่รักความเป็นไทย

แสดง โดย อาจารย์และนักศึกษา วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต

เปิดการแสดงทั้งหมด 6 รอบ  Black Box Theatre วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อ วันที่ 3-6 กันยายน 2569 บัตรราคา 250 บาท (ทุกที่นั่ง) เมืองนิมิตร สร้างปรากฏการณ์เชื่อมผู้ชมหลาก Generation ตั้งแต่ยุค Baby Boomers จนถึง ปัจจุบัน ผู้ชมตอบรับพร้อมเพรียงเป็นเสียงเดียวกันว่า

“เป็นละครประวัติศาสตร์ที่ชมจบแล้วนึกถึงเมืองไทยในปัจจุบัน”

“เป็นละครที่มีสารสาระที่ทรงพลังมาก”

“สงสารในชะตากรรมตัวละครและประเทศชาติ”

“น้ำตาไหล นักแสดงร้องเพลงและร้องไห้ ถ่ายทอดการแสดงได้อย่างลึกซึ้ง กินใจ”

“บทเพลง Theme เพราะมาก เนื้อหาเพลงภาษางดงาม เปี่ยมไปด้วยความหมาย”

นักการทูต-นักประพันธ์ ประภัสสร เสวิกุล ให้ความเห็นไว้ว่า

“เมืองนิมิตร เป็นมรดกชิ้นสำคัญที่มอบไว้ให้อนุชนรุ่นหลังด้วยเรื่องราวในสมัยสงคราม ศิลปะของการเขียนและศิลปะของการแสดง เป็นสิ่งที่เดินเคียงคู่กัน แต่นานครั้งทั้งสองสิ่งจะดำเนินไปด้วยกันอย่างงดงามเช่นละครเพลงเรื่องนี้”

อาจารย์ ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ ให้ความเห็นไว้ว่า

“เมืองนิมิตร เป็นละครเพลงขนาดเล็กที่ยิ่งใหญ่ในเนื้อหา ผมเคยไปชมละครเพลงเรื่อง “Les Misérables” ที่ต่างประเทศมา ผมว่าเนื้อหาของเราสู้ได้เลย กินใจกว่ากันมาก โดยเฉพาะเพลงของเรื่องนี้ ไพเราะทั้งท่วงทำนองและเนื้อหาที่มีสาระ”

ศิลปินครูละคร ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง ให้ความเห็นว่า

“ผมได้ดูละครเพลงฟอร์มใหญ่ที่ดูสนุกมาแล้ว แต่จบแล้วผมจำอะไรไม่ได้เลย แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ มันเป็นละครเพลงเล็ก ๆ ที่มีประเด็น หนักแน่นและแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์”

ศ.ดร.เจตนา นาควัชระ ให้ความเห็นว่า

“ละครเรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาด เป็นผลงานที่เอาจริงเอาจัง เพื่อแสดงออกถึงสารอันเข้มข้นสำหรับสังคมนี้ ซึ่งกำลังจะสูญเสียสำนึกทางจริยธรรม”

เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้คือทีมนักดนตรี วิทยาลัยดนตรี ม.รังสิต นำโดย อาจารย์นบ ประทีปะเสน ผู้ประพันธ์เพลงสำหรับละครเพลงเรื่อง “เมืองนิมิตร” จัดแสดงครั้งแรกเมื่อปี 2544 จากการเรียบเรียงคำร้องที่ปรับจากบทประพันธ์ของ มาลัย ชูพินิจ สร้าง Theme song ให้กับกลุ่มตัวละครทุกตัวอย่างไพเราะ มีความหมาย และได้รับเสียงชื่นชมอย่างพร้อมเพรียงกัน ว่าเป็นการนำวรรณกรรมไทยมาออกแบบเป็นละครเพลงได้อย่างลงตัว กลมกลืนระหว่างบทเพลง การร้อง และการแสดง การคืนเวทีในครั้งนี้แม้เปลี่ยนนักแสดง แต่ยังคงรักษาบทเพลงเดิมไว้ทั้งหมด และบรรเลงเต็มวง จากการควบคุมวงของคีตกวี อาจารย์นบ ประทีปะเสน คนเดิม

 

 

ซ้าย - คุณขนิษฐา ณ บางช้าง (นามเดิม: ขนิษฐา ชูพินิจ) เป็นบุตรสาวคนที่ 3 ของ ครูมาลัย ชูพินิจ (นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์นามปากกา “เรียมเอง” และ “น้อย อินทนนท์”) 
ขวา - นิมิตร พิพิธกุล ศิลปินศิลปาธร ผู้เขียนบทและกำกับการแสดง “เมืองนิมิตร”

 

“ เมืองนิมิตร ” ละครบูชาครู “ มาลัย ชูพินิจ ”

25 ปี ผ่านไป ละครเพลง “เมืองนิมิตร” กลับมาสู่เวทีอีกครั้งที่ Black Box Theatre  วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อนำความหมายจากวรรณกรรมอันทรงคุณค่ากลับมาสื่อสารผ่านละครเพลง โดยนักศึกษาด้านการขับร้อง เรียบเรียงเพลง โดย นาวาตรี ดร.นบ ประทีปเสน ผู้ประพันธ์เพลงให้กับละครเพลงเรื่องนี้ และคณาจารย์ วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมสร้างสรรค์ นำละครเพลงในอดีตมาส่งต่อสู่อนาคต ในวันที่สงครามยังคงไม่จบสิ้น นิมิตร พิพิธกุล ผู้เขียนบทและกำกับการแสดง “เมืองนิมิตร” ผูกพันกับวรรณกรรมและละคร เป็นกำลังสำคัญในการจัดแสดงตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อปี 2544 ในวันที่ 25 เมษายน 2569 ตรงกับวันครบรอบ 120 ปี ของ ครูมาลัย ชูพินิจ ครูหนืด ได้เดินทางไปกราบเยี่ยม คุณขนิษฐา ทายาท ครูมาลัย ชูพินิจ พร้อมกับบทละครที่เขียนขึ้นจากวรรณกรรมเรื่อง “เมืองนิมิตร” ในงานที่จัดโดย สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ณ สำนักพิมพ์แสงดาว เพื่อขออนุญาตนำวรรณกรรมเรื่อง “เมืองนิมิตร” กลับมาทำละครอีกครั้ง ท่านได้อนุญาตด้วยความปีติ ครูหนืดเล่าถึงที่มาว่า

“กลับมาทำละครเวที “เมืองนิมิตร”  เพราะประการแรกผมนับถือ ครูมาลัย ชูพินิจ งานวรรณกรรมของท่านมีความเป็นสากลที่ก้าวพ้นกาลเวลา สามารถสร้างความหมายใหม่ให้กับสังคม ตั้งใจทำเรื่องนี้ในวาระเวลานี้ เพราะมีเนื้อหาเกี่ยวกับสังคมที่ตกอยู่ท่ามกลางสงคราม ในความขัดแย้งระหว่าง เชื้อชาติ ยังมีความบาดหมางภายใน ภายใต้ อุดมการณ์ที่อ้างว่าทำเพื่อชาติ กลับกลายเป็นว่าทุกคนแย่งกัน ถือครองความถูกต้อง

ครั้งนี้ทำเป็นละครเพลงที่ตั้งใจนำวรรณกรรมมาทำเป็น เพลงกวี ทำ workshop ใช้ skill แบบ Theatre Movement มาประยุกต์ บนพื้นที่จัดแสดงของโรงละคร วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ดัดแปลง Blackbox ออกแบบใหม่ให้เป็นหลุมหลบภัย ท่ามกลางการพรางไฟในสมัยสงคราม ที่ว่าด้วยเหตุการณ์ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 มีคนไทยทำงานใต้ดินทั้งเสรีไทย ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่รัฐ และคนต่างชาติ ที่ต่างมีความพยายามมากมายในการทำงานเพื่อชาติ หากแต่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การยื้อแย่งแบ่งฝ่ายกัน และกีดกันกันและกันในการทำเพื่อชาติ ราวกับว่าชาติเป็นแต่เฉพาะของตนเอง

แล้วปีนี้ 2569 ครบรอบ 120 ปี งานวรรณกรรมของท่านมีความเป็นสากลที่ก้าวพ้นกาลเวลา สามารถสร้างความหมายใหม่ให้กับสังคม ตั้งใจทำเรื่องนี้ในวาระเวลานี้ เพราะมีเนื้อหาเกี่ยวกับสังคมที่ตกอยู่ท่ามกลางสงคราม ในความขัดแย้งระหว่าง เชื้อชาติ ยังมีความบาดหมางภายใน ภายใต้อุดมการณ์ที่อ้างว่าทำเพื่อชาติ กลับ กลายเป็นว่าทุกคนแย่งกันถือครองความถูกต้อง

วรรณกรรมเรื่องนี้สร้างตัวละครเป็นหมวดหมู่ ที่เมื่อนำมาทำเป็นละครเพลงมี Theme Song ที่ชัดมาก ครั้งนั้น ทำงานกับ อาจารย์นบ ประทีปเสน อาจารย์เรียบเรียง Theme หลัก Theme รองได้ลงตัว และมีคาแรคเตอร์เฉพาะ โดยเฉพาะฉากสุดท้ายเป็นการขับร้องหมู่ที่ไพเราะมาก ครั้งนี้เป็นการทำงานกับนักศึกษาด้านการขับร้อง ของ วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ในรูปแบบ Black box Theatre ทำ Production Design ใหม่

เราทำ audition เมืองนิมิตร ได้ character ตัวละครที่น่าสนใจใน Gen ใหม่ เป็นอีก version ที่เป็นตัวของตัวเองใน พ.ศ.นี้ ศักยภาพ การขับร้องดี เพลงที่ไพเราะอยู่แล้ว ทั้งบทเพลงที่แต่งขึ้นในเรื่อง ยังมีฟอร์มของการจัดระเบียบ Theme song ที่อยู่ใน เค้าโครงการสร้างบทประพันธ์เพลงตามขนบ musical และด้วยสุนทรียะทางดนตรีนี่เองที่ทำให้ละครซึ่งเต็มไปด้วยความตึงเครียด  ได้กลายเป็นพลังบวก ที่สร้างความซาบซึ้ง ตราตรึง แก่ผู้ชมได้”

 

 

“ ผมเคยทำละคร มิวสิคัล ไม่ใช่เรื่องรักส่วนตัว เรื่องครอบครัว แต่เป็นการขยายความรักของตัวละครที่มีสำนึกกว้างออกไปสู่สังคมและประเทศชาติด้วย theme ของละครที่ว่า ‘ เราจะบาดหมางกันไปเพื่อสิ่งใด ในเมื่อเราต่างต่อสู้เพื่อจุดหมายในสิ่งเดียวกัน… ‘  และมิวสิคัล เรื่องนั้น มีชื่อเรื่องว่า “เมืองนิมิตร” จากวรรณกรรมอันทรงคุณค่าของนักเขียนนวนิยายไทยที่มีชื่อเสียงในอดีตคือ “ เรียมเอง ” (มาลัย ชูพินิจ) เนื้อหาของละครกล่าวย้อนไปถึงช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่ามกลางสภาพการต่อสู้นั้น ตัวละครหนึ่งซึ่งเป็นนักเขียนได้ร้อยเรียงเรื่องราวของผู้คนที่ได้มาใช้ชีวิตหลบภัยอยู่ร่วมกัน ณ สองฝั่งคลองแสนแสบ เข้าไว้ด้วยกัน เป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของเขาที่มีชื่อว่า “ เมืองนิมิตร ” ละครของเขามีชีวิต จิตใจ มีเลือด มีเนื้ออยู่จริงในสภาพของสงครามและการต่อสู้เพื่อกู้ชาติ เมืองซึ่งตกอยู่ท่ามกลางภยันตรายและความบาดหมางของผู้คนหลายฝ่าย จนกระทั่งมีเด็กหญิงกำพร้าผู้หนึ่งซึ่งเกิดจากผลพวงของสงคราม ได้เข้ามาผูกผสานความรักความสัมพันธ์ของผู้คนที่นั่นเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเชลยศึกชาวชวา หรือชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่หาเช้ากินค่ำ นักหนังสือพิมพ์ที่มีอุดมการณ์ ไปจนถึงนายทหารญี่ปุ่น ผู้อุทิศตนช่วยเหลือแผ่นดินไทย จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต จากเด็กน้อยผู้ที่มีชีวิตอันไร้ค่าและไม่มีความหมายสำหรับใคร การได้เผชิญหน้ากับความตาย ทำให้เด็กน้อยเข้าใจถึงผลพวงแห่งสงครามนั้น และได้กลายเป็นคนสำคัญ ผู้มีส่วนร่วมในการปกป้องผืนแผ่นดินไทย ”

 

 

“ นาน ๆ จะมีละครเพลงที่เปี่ยมด้วยสาระที่เข้มข้น ทางสังคม และประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะมาจากผลงานจากงานเขียนของ “ เรียมเอง ” มาลัย ชูพินิจ ในชื่อเรื่องว่า “เมืองนิมิตร” ละครชุดนี้ใช้วิธีการถอดบทละคร คำต่อคำจากวรรณกรรม คือ รักษาภาษาและโครงสร้างเรื่องข้อมูลตั้งต้นแบบใกล้เคียงที่สุด โดยการประพันธ์เพลงของ อาจารย์นบ ประทีปะเสน และมีบางบทเพลงสร้างสรรค์โดย อาจารย์อานันท์ นาคคง รวมทั้งผลงาน สร้างสรรค์ ของนักสร้างเพลงประกอบภาพยนตร์ สารคดี เกษมสันต์ พรหมสุภา เพลงนำมาจากเหตุการณ์เล่าขาน กลุ่มเชลยชวา ที่กำลังต่อต้านการกดขี่ในการเป็นแรงงานเชลยยุคสงครามโลก แสดงในรูปแบบ Blackbox Theatre ให้ความรู้สึกเสมือนผู้ชมเข้าไปอยู่ในหลุมหลบภัยด้วยกัน เป็นความฝันของนักเขียนอุดมคติ ที่หวังจะได้เห็น สังคมในฝัน ที่ไม่ใช่แค่ตำนานรักหญิงไทยกับทหารญี่ปุ่น อย่าง “คู่กรรม” แต่ก้าวล้ำไปไกลถึงเรื่องขบวนการต่อสู้กู้ชาติเสรีไทย

 

 

“ความโดดเด่นคือการถอดภาษาวรรณกรรมออกมาเป็นบทเพลง โดย อาจารย์นบ ประทีปเสน , อาจารย์อานันท์ นาคคง และ เกษมสันต์ พรหมสุภา การแสดงครั้งแรกบรรเลงด้วยเปียโนตัวเดียว ครั้งนี้มาเต็มวง นักแสดงทั้งหมดคือ ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของ วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นการ casting ที่เข้ากับตัวละครในวรรณกรรมมาก และสำคัญคือเป็นนักศึกษาด้านดนตรีที่ร้องเพลงเพราะมาก

ในฉากที่ยากฉากหนึ่ง ละครได้เลือกใช้เทคนิคการเล่า แบบ Expressionism ที่ทำให้ตัวละครในเครื่องแบบขึ้นยืนบนแท่นเหมือนอนุสาวรีย์ ที่มี ตัวละครทุกตัวรายล้อม พร้อมบทเพลง “เราคือตัวหมากรุกในกระดาน”  การพลิกเรื่องจาก Realistic ในทันที เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายในการถ่ายทอดอารมณ์ นักแสดงซึ่งมาจาก วิทยาลัยดนตรี โดยส่วนใหญ่ผ่านการร้องเพลง แสดงละคร ที่อาจไม่มีเนื้อหาที่หนักขนาดนี้ แต่การทำงานครั้งนี้เราพยายามที่จะใช้ละครเรื่องนี้สร้าง เมืองนิมิตร เมืองใหม่ ไปด้วยกัน

นักแสดงได้สะท้อนภายหลังเสร็จสิ้นโปรดักชั่นว่า พวกเขากลัวว่าจะทำไม่ได้ ซึ่งผมก็บอกว่า มันไม่ง่าย ที่คนไม่เคยผ่านสภาวะสังคมสิ้นหวังหลังสงครามโลก จะเข้าใจได้ว่าโลกในแบบนั้นเป็นอย่างไร แต่ผมก็ยืนยันว่า เราต้องก้าวผ่านโลกนั้นไปด้วยกัน เพราะมันเป็นประสบการณ์ชีวิต ที่ทุกคนต้องลองทำความเข้าใจกับความคิดของคนยุคนั้น ความยึดมั่นในอุดมการณ์ การมีความหวัง และพลังที่อยากเห็น หรืออยากเป็นคนที่เปลี่ยนสังคมให้ดีกว่าเดิม

หรือการที่นักแสดงต้องเผชิญกับฉากเรียกร้องความชอบธรรมที่หนักหน่วง ก็ช่วยให้นักแสดงได้แสดงความคับข้องร้องหาเสรี ก็เป็นฉากที่ต้องเรียนรู้ในทุกๆ รอบ นักแสดงร้องไห้กับหลายฉากที่ยากลำบากต่อการต้องถ่ายทอดออกมาให้ได้

ผมไม่ได้อยากให้นักแสดงร้องไห้เพื่อทำให้คนดูร้องไห้ แต่อยากให้นักแสดงค้นพบเข้าใจในตัวละคร และได้ปลดปล่อยความสูญเสียนั้นออกมาด้วยความรัก ผมบอกกับนักแสดงเสมอว่าให้รักในตัวละครที่พวกเขากำลังถ่ายทอด”

 

 

“ผมร้องไห้ ในหลายฉากขณะกำกับ และในทุกรอบการแสดง ด้วยความสงสารในชะตากรรมตัวละคร บางครั้งก็ในชะตากรรมของสังคม ที่ขัดแย้งแบ่งฝ่ายทำร้ายกันไม่รู้จบ และชะตากรรมของโลกที่เต็มไปด้วยสงครามในขณะนี้ การนำ “เมืองนิมิตร” กลับมาเพราะสังคมและโลกเป็นเช่นนี้ และในวาระ 120 ปี ชาตกาล ครูมาลัย ชูพินิจ ด้วยรอยยิ้มแววตาของนักแสดง และคำร้องที่ส่งถึงผู้ชมอย่างจริงใจ ด้วยน้ำตาแห่งความเข้าใจ ผมสัมผัสได้ว่าตัวละครในเมืองนิมิตรมีชีวิตแล้ว และนักแสดง ทีมงาน สมควรแก่การได้รับเสียงปรบมือกึกก้องในครั้งนี้ ขอบคุณวิทยาลัยดนตรี ทีมนักแสดงและคณะทำงานที่เราก้าวผ่านมาด้วยกัน ด้วยความเชื่อมั่นว่าสังคมยังต้องการการบอกเล่าสื่อสารสาระดี ๆ

เมืองนิมิตร สร้างจากฐานรากของความรักและศรัทธา และการทำเพื่อคนอื่น หยิบยื่นความช่วยเหลือ และการแบ่งปันประสบการณ์กัน Community Theatre มีพลังเพราะการสร้างพลังจากข้างใน ที่ทำให้เราสร้างสิ่งที่เติบโตขึ้น ขอบคุณวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต คณาจารย์ผู้ร่วมสานสร้างเบื้องหลัง และนักแสดงที่อุทิศด้วยหัวใจ ทำให้ความฝันที่จะสรรค์สร้างสังคมที่ดีงาม เต็มไปด้วยอุดมคติที่หวังไว้”

 

 

“เมืองนิมิตร” เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ริมคลองแสนแสบ สะท้อนชีวิตของผู้คนที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ความสูญเสีย และความไม่แน่นอนจากภาวะสงคราม ผ่านเรื่องราวความรัก มิตรภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับนายทหารญี่ปุ่นผู้ตัดสินใจแปรพักตร์ เพื่อเข้าร่วมช่วยเหลือขบวนการเสรีไทยในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพและอนาคตของประเทศ ละครเรื่องนี้มิได้เป็นเพียงการบอกเล่าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ หากยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของมนุษยธรรม ความกล้าหาญในการยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง การอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างทางเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม ตลอดจนความหวังที่มนุษย์ยังคงมีต่อสันติภาพ แม้ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับความขัดแย้งและความรุนแรงรอบด้าน

“ ศัตรูผู้เป็นมิตร ชีวิตที่ปลิดปลง เราคงสงสัยบาดหมางเพื่อสิ่งใด ความตายพรากจากไป ในสงครามที่เราไม่เข้าใจ ”

ในยุคที่สงครามรอบตัวเรายังคงไม่จบสิ้น เชิญร่วมสัมผัสพลังแห่งศิลปะที่ส่งต่อจากอดีตสู่อนาคต เพราะ

“นี่ไม่ใช่จุดจบ และไม่ใช่การเริ่มต้นของจุดจบ แต่บางทีมันอาจจะเป็นจุดจบของการเริ่มต้น”

…..

‘ เรื่องขัดแย้ง อดีตทิ้งไป มองอนาคตไปข้างหน้า สร้างศรัทธาในรักร่วมกัน จากนี้ไป ’

ท่ามกลางสงครามที่กำลังคุกรุ่นของโลก ฝากเพลงนี้ไว้

เพลง “ แผ่นดินสันติภาพ ” https://youtu.be/WxaFGSU2524

เพลงจากละครร้องเรื่อง “เมืองนิมิตร” โดยพระจันทร์เสี้ยวการละคร ที่ “ เจ้าคุณอู๋ ” เคยได้แสดงและขับร้องบันทึกเสียงไว้ เมื่อ เดือนสิงหาคม 2545  ซึ่งกำลังเข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน ทำนองโดย นบ ประทีปะเสน คำร้องโดย นิมิตร พิพิธกุล

 

 

ละครเพลง “เมืองนิมิตร” ได้ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ผ่านสายตาของผู้คนหลากหลายบทบาท ทั้งผู้นำ นักข่าว ข้าราชการ ทหาร และประชาชนธรรมดา เพื่อสะท้อนว่าการกอบกู้ประเทศในยามสงครามโลก ที่เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของผู้คนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน แม้จะมีความแตกต่างทางความคิดและภูมิหลัง

ในการเสวนา “ละครเพลงเมืองนิมิตร” นักประวัติศาสตร์ วันใหม่ นิยม ร่วมถ่ายทอดภาพประวัติศาสตร์ของขบวนการเสรีไทยควบคู่กับการตีความวรรณกรรมของครูมาลัย ชูพินิจ ร่วมสำรวจบทเรียนจากขบวนการเสรีไทย และค้นหาความหมายของการทำงานเพื่อส่วนรวมผ่านศิลปะ วรรณกรรม และประวัติศาสตร์ ที่ยังคงส่งเสียงถึงสังคมไทยในปัจจุบัน

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่ https://pridi.or.th/th/content/2026/07/2906 

https://www.facebook.com/share/p/18D2CgkZPq/ 

 

 

ประวัติศาสตร์จะยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรในสายตาของคนรุ่นใหม่ หนึ่งในคำตอบคือการถ่ายทอดผ่านศิลปะการแสดง ละครเพลง "เมืองนิมิตร" ซึ่งหวนกลับมาจัดแสดงอีกครั้งในวาระเปิดที่ทำการแห่งใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์ เพื่อรื้อฟื้นเรื่องราวของขบวนการเสรีไทย และชวนสังคมร่วมทบทวนคุณค่าของสันติภาพ ความร่วมมือ ความหวังท่ามกลางโลกที่ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง

คุณนิมิตร พิพิธกุล และ รศ.ดร.เด่น อยู่ประเสริฐ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงการนำวรรณกรรม ดนตรี และละครเพลงมาถ่ายทอดประวัติศาสตร์ให้เข้าถึงผู้ชมร่วมสมัย พร้อมชี้ให้เห็นว่าจิตวิญญาณของ "เสรีไทย" ได้สะท้อนถึงบทบาทของประชาชนและคนรุ่นใหม่ ที่ร่วมกันสร้างสังคมที่ดีกว่าผ่านความคิด การสื่อสาร และการมีส่วนร่วม

วาระเปิดที่ทำการใหม่ สถาบันปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่  24 มิถุนายน 2569 การแสดงและเสวนาครั้งนี้ จึงไม่เพียงชวนย้อนมองประวัติศาสตร์ของขบวนการเสรีไทย แต่ยังชวนตั้งคำถามต่อปัจจุบันว่า เราจะใช้ประวัติศาสตร์เป็นบทเรียนเพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่สงบ สันติ และเปี่ยมด้วยความหวังได้อย่างไร

อ่านบทความฉบับเต็มและชมวีดิทัศน์ได้ที่นี่ : https://pridi.or.th/th/content/2026/07/2905 

 

 

“ เมืองนิมิตร ”  ผลงานของ มาลัย ชูพินิจ (เรียมเอง)อ่านฟรี E-book

https://www.mebmarket.com/ebook-96941-เมืองนิมิตร

 

 

คณะละครเวทีวิถีการเมือง “ Politicle Theatre ”

https://www.facebook.com/politicle.theatre

โปรแกรมล่าสุด  “ น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ปี 2475 ” (No Time To Blind)

“มารีญา” นักเคลื่อนไหวทางการเมืองจากอนาคตอันแสนไกล จึงย้อนเวลากลับมาในปี 2475 ด้วยความเชื่ออันแรงกล้าว่าหากแก้ไขอดีตที่ผิดพลาดได้ อนาคตย่อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทว่า เธอกลับต้องถูกขัดขวางโดยเหล่าสุภาพบุรุษแห่งองค์กรปริศนาผู้เดินทางข้ามเวลามาเพื่อปกป้องประวัติศาสตร์ที่เป็นอยู่ เพราะสำหรับพวกเขา “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดีเสมอ”

นี่คือเรื่องราวการต่อสู้ทางการเมืองสุดเพี้ยนพิศดาร ระหว่างคนหนุ่มสาวผู้ชิงชังกับอนาคตกับเหล่าผู้ใหญ่ผู้พึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

“ น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ปี 2475 ” (No Time To Blind)

เขียนบทและกำกับการแสดงโดย ณัฐภัทร มาเดช

อำนวยการผลิตโดย จณิสตา รักษา

นำแสดงโดย : รวิสรา บุญนพ , ณัฐภัทร มาเดช , บุญญาดา เตชมานะชัย

พิชญะ อุดมศรีโยธิน , ภูริ ยิ่งยอด และ ดนุภัทร แซ่หว้า

จัดแสดงวันที่ 16-18, 23-25 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. และ 19.00 น. จำนวน 11 รอบการแสดง

สนทนาหลังละครจบ (Post-talk discussion) ทุกรอบการแสดงเวลา 14.00 น.

ซื้อบัตรได้ที่ https://politicletheatre.github.io/Ticket/index.html

สถานที่ KINJAI CONTEMPORARY (MRT สิรินธร) https://politicletheatre.github.io/Ticket/#directions

 

รายได้สุทธิจากการจำหน่ายบัตรทั้งหมด 
มอบให้ Freedom Bridge 
โครงการที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือนักโทษทางการเมือง 
ที่ยังยืนหยัดการต่อสู้ในเรือนจำ 
และครอบครัวของนักโทษทางการเมือง

 


[1] หน้ากากเปลือย เครือข่ายละครผู้เปลี่ยนแปลงสังคม  https://www.posttoday.com/politics/417341

[2]  JUST AWAY “แค่จาก” … แต่ยังไม่จบ https://pridi.or.th/th/content/2023/11/1773

[3] ฉากชีวิตแห่งอุดมการณ์ของ วัฒน์ วรรลยางกูร https://www.the101.world/wat-wanlayangkoon-life/