ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

“ครูอ่ำ” (อ่ำ บุญไทย) ปัญญาชนอีสานหลังการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ ท่านหนึ่ง

30
สิงหาคม
2568

ครูอ่ำ บุญไทย ภาพจากหนังสือ “กฤดาการบนที่ราบสูง (อ่านได้รสทางการเมืองดีนัก)”
ซึ่งเขียนโดย ครูอ่ำ บุญไทย
ที่มา : Openbase

 

(๑) บทนำ: จาก “ครูก้าวหน้า” ถึง “ปราชญ์อุบล” และ “ปัญญาชนอีสาน”

ข่าวคราววงการครูในช่วงหลังมานี้ไม่สู้ดีนัก ถึงกับมีครูตัดสินใจจบชีวิตเพื่อบอกศาลางานประจำที่ทำอยู่ ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ “พ่อพิมพ์-แม่พิมพ์” (ของชาติ) บริหารจัดการกันยังไง ถึงทำให้คนทุ่มเทอย่าง “ครูมัท” ต้องตัดสินใจลาโลกไปแบบนั้น

แต่ก็ไม่แปลกใจเท่าไร กับบรรยากาศแวดวงการศึกษาไทยในปัจจุบัน เพราะข่าวคราวลักษณะนี้เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงคำตอบอยู่โดยนัยว่า เพราะเหตุใด ทำไม ในปัจจุบันนี้ “ครูก้าวหน้า” จึงหายไปไหนหมด? ก็อย่าว่าแต่จะไปคิดอ่านเปลี่ยนแปลงประเทศชาติบ้านเมืองอย่างใดเลย ลำพังเอาตัวรอดได้จากกองเอกสารประเมิน การจัดทำโครงการต่างๆ ก็นับว่าบุญโขแล้ว

ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่สังคมจะมี “ครูก้าวหน้า” ขณะเดียวกันกลับเหมือนง่ายดายแค่สั่งการจากบนลงล่างเท่านั้น สำหรับการทำให้ครูต้องมีชีวิตเป็นตายอยู่กับเรื่องอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่การเรียนการสอน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่ใครต่อใครต้องมาช่วยกันร้องขอชีวิตให้แก่คุณครูของเราว่า “คืนครูให้แก่เด็กนักเรียนและห้องเรียนเถอะ” (อย่าให้ครูไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่... จะดีกว่า)

บทความนี้อยากชวนย้อนรำลึกถึง “บรรยากาศ” บางอย่างของวงการครูและการศึกษาไทยในช่วงหัวเลี้ยวสำคัญอย่างทศวรรษ ๒๔๗๐-๒๔๘๐ ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญอย่างการอภิวัฒน์เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นหมุดหมาย เพราะในช่วงเวลานั้นเป็นอีกช่วงหนึ่งของสังคมไทยเลยที่ “ครูก้าวหน้า” มีบทบาทค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน ดินแดนซึ่งสมัยนั้นถือว่าห่างไกลจากส่วนกลางพอสมควรเลย แต่กลับน่าสนใจตรงที่ผู้คนมีความตื่นตัวทางการเมืองสอดรับกับเหตุการณ์อภิวัฒน์ค่อนข้างสูง

คำว่า “ครูก้าวหน้า” ที่ผู้เขียนใช้สำหรับนิยามเรียกครูที่เป็นปัญญาชนหัวก้าวหน้าของยุคสมัย ผู้เขียนไม่ได้ประดิษฐ์คิดคำขึ้นมาเอง หากแต่ใช้ตามบุคคลร่วมสมัยโน้นอย่างเช่น ปรีดี พนมยงค์ ได้เคยเล่าถึง “การเริ่มมีจิตสำนึกอภิวัฒน์” แล้วยกย่องบทบาทของ “ครูก้าวหน้า” ที่เป็นผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของตน[1]

อย่างไรก็ตาม อย่าว่าแต่สมัยโน้นเลย แม้สมัยนี้ที่มีเทคโนโลยี เราก็ไม่อาจทราบว่า “ครูก้าวหน้า” ที่ว่านี้มีอยู่เป็นจำนวนเท่าใดแน่ชัด แต่เราสามารถเลือกบางท่านที่ปรากฏชื่อและผลงานมาเป็นตัวแทนศึกษาได้ แน่นอนว่าตัวแทนที่เลือกมานี้ย่อมไม่อาจสะท้อนตัวตนของครูในยุคสมัยนั้นได้ทั้งหมด

 

(๒) ครูอ่ำ (อ่ำ บุญไทย) สมัยมณฑลอุบลราชธานี (ก่อนอภิวัฒน์ ๒๔๗๕)

ในช่วงก่อนและหลังการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ มีครูคนหนึ่งจากจังหวัดอุบลราชธานี มีชื่อปรากฏโดดเด่นเพราะเป็นเจ้าของผลงานเขียนชื่อ “กฤดาการบนที่ราบสูง (อ่านได้รสทางการเมืองดีนัก)” ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๖ โดยที่อาจจะเป็นการพิมพ์ครั้งเดียวไปแล้วเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๖ หากไม่เพราะสมาคมมิตรภาพญี่ปุ่น-ไทย โดยคณะทำงานวิชาการที่มี รศ.ฉลอง สุนทราวาณิชย์ และ ผศ.สุวิมล รุ่งเจริญ เป็นนักวิชาการคนสำคัญในทีม ซึ่งได้เลือกเอาเล่ม “กฤดาการบนที่ราบสูง” ของอ่ำ บุญไทย (ลำดับต่อไปขอเรียกว่า “ครูอ่ำ” เพื่อเข้ากับตรีมเรื่องของบทความ) มาตีพิมพ์ซ้ำเพื่อเผยแพร่และรักษาต้นฉบับ เมื่อพ.ศ.๒๕๔๓[2] 

ทราบจากคำนำของชัยสิริ สมุทวณิช ซึ่งลงนามคำนำพร้อมกับแนะนำตัวเองว่า “และครอบครัวที่ยังหลงเหลืออยู่ของ อ่ำ บุญไทย” ได้ระบุไว้ว่า ครูอ่ำเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๕ ที่บ้านพลเมืองมะทัน ตำบลหนองเหล่า อำเภอเกษมสิมา (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอม่วงสามสิบ) จังหวัดอุบลราชธานี บิชาชื่อท้าวไชยสงคราม มารดาชื่อนางจันทร์

ตระกูลของท้าวไชยสงครามนั้นเดิมอยู่เวียงจัน อพยพเข้ามาอยู่มณฑลอุบลฯ น่าจะราวสมัยรัชกาลที่ ๔ ครอบครัวของครูอ่ำ ถือว่ามีฐานะดี บิดาคือท้าวไชยสงคราม ได้รับแต่งตั้งเป็นกำนันตั้งแต่อายุ ๒๕ ปี และอยู่ยาวจนถึงอายุ ๖๑ ปี อีกทั้งท้าวไชยสงครามยังเป็น “หมอความ” (ทนาย/นักกฎหมาย) ตั้งแต่ก่อนมีการจัดตั้งโรงศาลในมณฑลอุบล

ครูอ่ำเข้ารับการศึกษาครั้งแรกที่วัดบ้านพลเมืองมะทัน โดยเรียนวิชาธรรมะและหนังสือขอมโบราณ พออ่านออกเขียนได้ ต่อมาบิดาจึงให้ไปเรียนหนังสือไทยกับอาจารย์สีนวล ที่วัดบ้านดอนแดง โดยมีหนังสือที่ส่งมาจากกรุงเทพฯ สำหรับใช้เป็นแบบเรียน พ.ศ.๒๔๕๗ ขณะอายุได้ ๑๓ ปี บิดาส่งเข้าเรียนที่วัดสุปัฏน์ในตัวเมืองอุบลราชธานี มีพระครูสมุห์ทองจันทร์ กับเจ้าคุณราชมุนี (มหาอ้วน) และต่อมาจึงได้เข้าเรียนที่โรงเรียนอุบลวิทยาคม

วันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๓ มณฑลอุบลได้ส่งนายอ่ำไปเรียนโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมที่กรุงเทพฯ ในฐานะนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง สอบไล่ใหญ่ทั่วประเทศได้เป็นที่หนึ่ง กระทรวงธรรมการส่งกลับไปเป็นครูสอนวิชาภาษาไทย อยู่โรงเรียนประจำมณฑล (เบญจมมหาราช)

๓ ปีต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรักษาการครูใหญ่ของโรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรม ประจำมณฑลอุบลราชธานี ปีถัดมา ครูอ่ำได้เข้าพิธีมงคลสมรสกับนางสาวบุญมี จินารัตน์ บุตรีของคหบดีในจังหวัดอุบลราชธานี เป็นพิธีแต่งงานที่ข้าราชการและคหบดีในมณฑลอุลราชธานีและร้อยเอ็ดเข้าร่วมด้วยเป็นอันมาก

นับว่าครูอ่ำเป็นบุคคลที่ได้รับการเคารพนับถือจากชาวเมืองอุบลราชธานีคนหนึ่ง จัดเป็น “ปราชญ์อุบล” ท่านหนึ่งอย่างไม่เป็นที่กังขา เพราะเป็นชาวอุบลราชธานีที่นอกจากเรียนเก่งแล้ว ยังสอบไล่ได้เป็นที่หนึ่งของประเทศ ก่อนจะกลับมาทำงานบุกเบิกด้านการศึกษาที่มณฑลอุบลราชธานี

 

(๓) อ่าน “รสทางการเมือง” ของหนังสือ “กฤดาการบนที่ราบสูง”

 

หนังสือ “กฤดาการบนที่ราบสูง (อ่านได้รสทางการเมืองดีนัก)” โดย ครูอ่ำ บุญไทย
ที่มา : Openbase

 

ก่อนอื่น น่าสังเกตว่า คำว่า “กฤดาการ” ที่ใช้เป็นคำแรกของหนังสือเล่มแรกและเล่มเดียวในชีวิตของครูอ่ำนี้ ดั้งเดิมเป็นคำที่มุ่งหมายเฉพาะหมายถึง “กฤดาภินิหาร” ของชนชั้นสูง แต่เหมือนครูอ่ำจะจงใจใช้คำนี้ในเชิงเปรียบเทียบว่าเรื่องราวของคนธรรมดาสามัญชนที่อาศัยอยู่บนที่ราบสูงทางภาคอีสาน ก็มีความพิสดารไม่แพ้เรื่องราวอภินิหารของชนชั้นสูง อีกทั้ง “กฤดาภินิหาร” ของชนชั้นสูงนั้นก็เห็นอยู่ว่าเป็นเรื่องนิทาน ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ “กฤดาการบนที่ราบสูง” นั้นเป็นเรื่องจริงของชีวิตสามัญชน  การเน้นบทบาทเรื่องราวของสามัญชนเป็นจุดเด่นของงานเขียนทางประวัติศาสตร์และงานพรรณนาทางชาติพันธุ์ (Ethnography) ร่วมสมัยของการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕

ในช่วงหัวเลี้ยวราว พ.ศ.๒๔๗๑-๒๔๗๕ ครูอ่ำมีบทบาทในฐานะปัญญาชนสาธารณะผ่านการเขียน ส่งงานมาตีพิมพ์กับวารสาร “วิทยาจารย์” และหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติ” โดยใช้นามปากกว่า “แม่น้ำโขง” และ “ศักดิ์รามา” แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมกับคณะราษฎรในการอภิวัฒน์ เพราะคณะราษฎรเกิดจากการรวมกลุ่มกันของนักเรียนนอกฝรั่งเศส แต่ครูอ่ำเป็นปัญญาชนหัวก้าวหน้าที่ไม่ได้ผ่านการศึกษาจากต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นคนพื้นเพมาจากพื้นที่ห่างไกลจากส่วนกลางอย่างอุบลราชธานี ไม่ใช่ปัญญาชนที่ผ่านระบบการศึกษาจากในตัวเมืองกรุงเทพฯ อีกต่างหาก

เมื่อเกิดการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ ครูอ่ำได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งชื่อว่า “กฤดาการบนที่ราบสูง” ตีพิมพ์โดยโรงพิมพ์อักษรนิติ บางขุนพรม กรุงเทพฯ จำนวน ๕,๐๐๐ ฉบับ เป็นหนังสือที่มีชื่อรองวงเล็บว่า “อ่านได้รสทางการเมืองดีนัก” เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นหนังสือที่มีวัตถุประสงค์ความมุ่งหมายทางการเมือง เนื่องจากเขียนขึ้นเพื่อหาเสียงเลือกตั้ง ถ้าไม่มีชื่อรองนี้ ผู้อ่านอาจเข้าใจผิดว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับการกสิกรรมและการศึกษาก็เป็นได้ เพราะเนื้อหาภายในเล่มอภิปรายถึงเรื่องนี้มาก ซึ่งเป็นธรรมดาเพราะเป็นเรื่องที่ครูอ่ำมีความเชี่ยวชาญ

คำว่า “รสทางการเมือง” นี้ ในคำนำเขียนโดย อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ได้อธิบายว่าแสดงนัยยะเกี่ยวกับมุมมองของผู้คนต่อการเมืองสมัยแรกเริ่มการอภิวัฒน์ค่อนข้างมาก เพราะเป็นช่วงที่ “การเมือง” ถูกมองในแง่ดี ไม่ใช่เรื่องสกปรกเหมือนอย่างในช่วงหลัง ซึ่งเกิดจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมต้องการให้ประชาชนเบื่อหน่ายการมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่ ณ ขณะที่ครูอ่ำเขียนเล่มนี้การเมืองยังมีแง่มุมรสชาติที่หอมหวาน   

ทั้งนี้โดยใช้เวลาช่วงที่เข้ามาปฏิบัติราชการกระทรวงธรรมการอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้แวะเวียนไปค้นคว้าหาตำรับตำราอ่านและเขียนต้นฉบับเล่ม “กฤดาการบนที่ราบสูง” อยู่ที่หอพระสมุดวชิรญาณ (อาคารตึกแดง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ สมัยนั้นยังไม่มีหอสมุดแห่งชาติที่เทเวศน์)

เกี่ยวกับจิตใจรักการอ่านการเขียนนั้น ครูอ่ำถึงกับกล่าวไว้ที่หนึ่งว่า “ปกติข้าพเจ้าชอบศึกษาวิทยาศาสตร์ และอ่านหนังสือทั่วไป ข้าพเจ้าติดหนังสือประดุจฝิ่น ผู้อยู่ใกล้ชิด เช่น ภรรยาของข้าพเจ้า จะรับรองในข้อนี้ เพราะข้าพเจ้ารักหนังสือมากกว่าเมีย ข้าพเจ้าชังต่อลัทธิการบูชาหัวนอกไปเสียทุกคน”[3] 

ครูอ่ำเขียนต้นฉบับเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๖ ตีพิมพ์ปลายปีเดียวกัน (สมัยนั้นเดือนสุดท้ายของปียังคงเป็นเดือนมีนาคม เพิ่งจะเริ่มต้นนับเดือนมกราคมเป็นเดือนแรกของปีเมื่อพ.ศ.๒๔๘๒) การตีพิมพ์เล่มนี้ในช่วงนั้นเองเป็นเหตุนำมาซึ่งภัยคุกคามถึงขั้นถูกจับกุมคุมขังและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เพราะเป็นช่วงปราบขบถบวรเดช พ.ศ.๒๔๗๖ ถึงแม้ว่าฝ่ายรัฐบาลจะได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมือง แต่ได้มีการขยายผลปราบปรามฝ่ายตรงข้ามขนานใหญ่อีกครั้งในช่วงที่นายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตะสังคะ) (ยศสมัยนั้น) ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองในฐานะนายกรัฐมนตรีและผู้นำรัฐบาลคณะราษฎร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงพิบูลสงครามนั้นเป็นนายทหารที่เริ่มได้รับการยกย่องเชิดชูขึ้นเป็นผู้นำภายหลังจากเป็นผู้บังคับบัญชาการศึกปราบกบฏบวรเดช เมื่อขึ้นสู่อำนาจก็เกิดระแวงว่าจะถูกแก้แค้นจากฝ่ายตรงกันข้าม ประกอบกับช่วงก่อนหน้านั้นมีเหตุการณ์ที่หลวงพิบูลสงครามถูกลอบยิง เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๗๗ ทำให้ฝ่ายหลวงพิบูลฯ หวาดระแวงเป็นอย่างมาก และเมื่อขึ้นสู่อำนาจก็นำไปสู่การกวาดล้างผู้ต้องสงสัยเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองขนานใหญ่     

  

(๔) “อีสาน” (ยุคก่อนและหลังการอภิวัฒน์) ในหนังสือ “กฤดาการบนที่ราบสูง”

อย่างไรก็ตาม หากใครได้อ่าน “กฤดาการบนที่ราบสูง” จะเห็นได้ว่า ครูอ่ำมีความเป็นปราชญ์ที่มองโลกและเข้าใจเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ในแบบโลกทัศน์ชาวอีสานโดยแท้ เพราะได้นำเอาเรื่องราวของคนอีสานตลอดภูมิภาคอีสานมาบอกเล่าที่ส่วนกลาง ต่างจากปัญญาชนอีสานยุคเดียวกันอย่างเช่น “ขุนพรมประศาสน์” (คำ พรหมกสิกร) ซึ่งเป็นผู้แต่งคำประพันธ์พื้นบ้านอีสานเล่าเรื่องการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ ตลอดจนการแปลความหมายรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.๒๔๗๕ ด้วยภาษาลาวอีสาน[4]

กล่าวคือ ครูอ่ำกับขุนพรมฯ ทำตรงกันข้ามกัน ครูอ่ำนำเอาเรื่องราวของอีสานมาเรียบเรียงเป็นหนังสือเพื่อให้คนกรุงเทพฯ อ่าน จะได้เข้าใจสภาพของอีสาน ขณะที่ขุนพรมฯ นำเอาเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงที่กรุงเทพฯ ไปบอกเล่าผ่านคำกลอนอีสาน เพื่อให้คนอีสานเข้าใจการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ทั้งสองถือได้ว่า “อ่านได้รสทางการเมืองดีนัก” ด้วยกันทั้งคู่

จากที่เกิดและเติบโตจากอุบลราชธานี และยังได้มีโอกาสเดินทางไปจนทั่วภาคอีสาน พบเห็นสภาพบ้านเมืองอีสานในสมัยนั้น ทำให้ครูอ่ำเกิดความคิดที่อยากจะเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมชนบทอีสานให้ดีขึ้นผ่านการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร เพื่อจะได้ผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อชาวอีสานต่อไป

หนังสือ “กฤดาการบนที่ราบสูง” จึงเต็มไปด้วยการอภิปรายปัญหาเชิงนโยบายเกี่ยวกับอีสานที่เคยเป็นมาในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช[5] ถึงแม้ว่าครูอ่ำจะไม่ใช่คำนี้ (สมบูรณาญาสิทธิราช) โดยตรง ใช้คำว่า “สมัยมณฑล” แต่โดยนัยยะก็จะเห็นว่าในเนื้อความมีการวิพากษ์วิจารณ์ความล้มเหลวของรัฐบาลสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชต่อปัญหาอีสานไว้หลายประการด้วยกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่ลืมว่าเป็นการเขียนถึงปัญหาอีสานในยุคสมัยซึ่งเพิ่งผ่านจากเหตุการณ์ที่คนอีสานลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐส่วนกลางที่เรียกว่า “ขบถผู้มีบุญอีสาน” เพียงไม่กี่สิบปี   

อีกทั้งครูอ่ำยังเห็นแนวโน้มของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกหลายสิบปีต่อมาคือ ปัญหาความแห้งแล้ง และภาวะความยากจน ครูอ่ำแสดงความวิตกกังวลที่ประชาชนบางจังหวัดในภาคอีสาน เช่น บุรีรัมย์ขาดแคลนน้ำ กระทั่งต้องนำเอาดินโคลนมาใส่ครกตำเหมือนตำข้าวแล้วปล่อยทิ้งไว้จนตกตะกอน แล้วถึงจะได้นำไปกิน ตรงนี้นับว่า “กฤดาการบนที่ราบสูง” เป็นหลักฐานที่บอกเล่าเรื่องการตำน้ำกิน ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ตำนานเรื่องเล่าอย่างที่มีคนเข้าใจกันไป หากแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เพราะความแห้งแล้ง

ทั้งที่อีสานมีทรัพยากรมากมายมหาศาล แต่ทรัพยากรเหล่านั้นคนอีสานไม่ได้มีสิทธิจะเข้าถึง หรือนำมาใช้ประโยชน์เพื่อตนเอง กลับถูกกอบโกยไปยังส่วนกลาง ดังนั้นใน “กฤดาการบนที่ราบสูง” ครูอ่ำจึงเสนอนโยบายหลายอย่างหลายประการ โดยเฉพาะด้านกสิกรรมและการศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหาของอีสานในยุคสมัยนั้น ด้วยแง่คิดและมุมมองที่อยากเห็นบรรดาทรัพยากรของอีสานถูกนำกลับไปใช้เป็นประโยชน์แก่ชาวอีสานเอง มากกว่านำไปเป็นประโยชน์แก่ส่วนกลางในนาม “ชาติบ้านเมือง”

แน่นอนว่าในส่วนนี้ครูอ่ำได้มีการพาดพิงถึงนโยบายของคณะราษฎรไปด้วย การวิพากษ์แบบ “สองไม่เอา” คือวิพากษ์ทั้งระบอบสมบูฯ แต่ในขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของนโยบายคณะราษฎร เป็นชนวนเหตุให้ฝ่ายความมั่นคงเวลานั้นมองครูอ่ำไม่น่าไว้วางใจ ประกอบกับการที่ครูอ่ำเป็นคนมีเกียรติประวัติได้รับการยกย่องมีชื่อเสียงมาในสมัยปลายสมบูรณาญาสิทธิราช และมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มข้าราชการระบอบเก่าที่มณฑลอุบลราชธานีและร้อยเอ็ด ทำให้ฝ่ายความมั่นคงมองครูอ่ำเป็นภัยคุกคามมากกว่าจะเป็นมิตร (ในมุมกลับ) ของรัฐบาลใหม่เวลานั้นไป   

 

(๕) อ่ำ บุญไทย เป็น “รอยัลลิสต์” และ “ปฏิปักษ์” (ของการอภิวัฒน์) จริงหรือ?

การที่ครูอ่ำเป็นคนหนึ่งที่ถูกจับกุมข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับกบฏบวรเดช ถูกส่งไปเกาะตะรุเตาแล้วเสียชีวิตที่นั่นเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๓ ทำให้เกิดการมองว่าครูอ่ำเป็น “รอยัลลิสต์” และ “ปฏิปักษ์” ต่อระบอบใหม่ไปด้วย ครูอ่ำถูกจับไปได้ยังไง ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับกบฏบวรเดช ชัยสิริ สมุทวาณิช มองว่าเป็นผลมาจาก “กฤดาการบนที่ราบสูง” ได้วิจารณ์พาดพิง “สมุดปกเหลือง” (เค้าโครงการเศรษฐกิจ) ของปรีดี พนมยงค์

แต่ที่จริงใน “กฤดาการบนที่ราบสูง” ไม่มีสักแห่งที่ครูอ่ำได้กล่าวพาดพิงถึงเค้าโครงการเศรษฐกิจ ตรงข้ามมุมมองหลายอย่างในนั้นถ้าอ่านดีๆ จะพบว่า จัดว่า “ไปกันได้” กับเค้าโครงการเศรษฐกิจ จนน่าเชื่อว่าครูอ่ำอาจเป็นแนวร่วมมุมกลับที่เห็นด้วยกับปรีดี พนมยงค์ ด้วยซ้ำไป แต่อาจไม่ถูกใจคณะราษฎรสายทหาร เพราะครูอ่ำยกย่องบทบาทข้าราชการพลเรือนและมองว่าผู้แทนราษฎรควรจะเข้ามามีบทบาทแทนที่ข้าราชการพลเรือนสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช

สิ่งหนึ่งซึ่งยืนยันในเรื่องนี้ได้โดยอ้อม ก็คือการที่หม่อมเจ้าสกลวรรณากร วรวรรณ ผู้ซึ่งเป็นเจ้านายที่ครูอ่ำ เคยสัมพันธ์เกี่ยวข้องและยังเป็นบุคคลที่ครูอ่ำให้ความเคารพยกย่องในฐานะครูอาจารย์ของตนอีกด้วย เป็นผู้เห็นพ้องและสนับสนุนเค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ อย่างกระตือรือร้นท่านหนึ่ง อีกทั้งหม่อมเจ้าสกลวรรณากรยังเป็นผู้ส่วนสำคัญในการวางรากฐานการปกครองท้องถิ่นที่เรียกว่า “เทศบาล” ร่วมกับปรีดี พนมยงค์ ในช่วงหลังการอภิวัฒน์อีกด้วย[6]

ที่สำคัญ “กฤดาการบนที่ราบสูง” เป็นงานเขียนอีกชิ้นที่ชี้ให้เห็นความจำเป็นที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แม้ไม่ได้บอกไว้ตรงๆ แต่ดูเหมือนครูอ่ำจะเห็นด้วยว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชถึงทางต้นแล้ว และจะต้องเปลี่ยนไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งเพื่อมีตัวแทนของราษฎร เรื่องราวอีสานที่บอกเล่าไว้ใน “กฤดาการบนที่ราบสูง” ก็สื่อโดยนัยว่า รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชทั้งล้มเหลวและไม่ได้สนใจพี่น้องปัญหาที่ชาวอีสานกำลังเผชิญอยู่ในขณะนั้น เขาจึงมีความหวังกับระบอบใหม่มากกว่าระบอบเก่า   

นอกจากนี้ครูอ่ำยังเล็งเห็นความสำคัญของการเลือกตั้งภายใต้ระบอบใหม่ จนถึงขนาดเขียนหนังสือเพื่อเสนอความคิดและหาเสียงกับราษฎร ผิดกับฝ่ายรอยัลลิสต์และอนุรักษ์นิยมหลายคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับคณะราษฎรที่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงภายใต้รัฐธรรมนูญหลัง ๒๔๗๕ โดยเฉพาะหลักการที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจอธิปไตยสูงสุดเป็นของราษฎร (ขอให้สังเกตว่า ข้อนี้แหล่ะที่เป็นข้อใหญ่ใจความที่แตกต่างกันระหว่างคณะราษฎรกับคณะเจ้าในเหตุการณ์กบฏบวรเดช พ.ศ.๒๔๗๖)   

แต่แน่นอนว่าครูอ่ำไม่ได้เห็นด้วยกับแนวสังคมนิยม (Socialism) และกลับเสนอสิ่งที่สมัยนั้นถือว่าสุดโต่งไปกว่าแนวสังคมนิยมเสียอีกคือเสนอการจัดตั้งระบบสหกรณ์ ซึ่งสมัยนั้นมองว่าเป็นแนวทางของฝ่ายอนาธิปไตย (Anarchism) และเป็นไปไม่ได้ที่คนแบบครูอ่ำนี้จะเห็นด้วยกับฝ่ายกษัตริย์นิยม เพราะเนื้อความหลายตอนก็วิพากษ์วิจารณ์สภาพอีสานภายใต้ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชไว้มาก (อาจมากที่สุดในบรรดาปัญญาชนสมัยนั้นเลยก็ว่าได้) อีกทั้งโดยพื้นเพภูมิหลังที่เกิดและเติบโตในถิ่นซึ่งคนอีสานถูกปราบปรามจากส่วนกลางครั้งใหญ่ภายใต้เหตุการณ์ที่เรียกว่า “ขบถผู้มีบุญอีสาน” ในสมัยรัชกาลที่ ๕ อีก

ครูอ่ำมีสายสัมพันธ์กับเจ้านายและขุนนางในสังกัดกระทรวงธรรมการก็จริงอยู่ เนื่องจากเคยร่วมงานกันมาก่อนตั้งแต่ก่อนการอภิวัฒน์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ แต่เจ้านายที่เคารพนับถือและเหมือนจะสนิทสนมด้วยจริงๆ นั้นคือเจ้านายสายกสิกรรมอย่างหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร เจ้าของม๊อตโต “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง”

ถึงแม้หม่อมเจ้าสิทธิพรจะรอดพ้นจากการถูกปราบปรามกรณีกบฏบวรเดช เพราะหลุดออกจากวงราชการส่วนกลางไปตั้งแต่ก่อนการอภิวัฒน์ แต่ทว่าแนวคิดแบบหม่อมเจ้าสิทธิพรก็ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจสำหรับรัฐบาลใหม่ที่เวลานั้นหวาดระแวงภัยคุกคามจากกลุ่มอำนาจเก่าอย่างมาก เช่นเดียวกับอีกกลุ่มหนึ่งที่แม้จะเป็นกลุ่มปฏิปักษ์กับแนวคิดกษัตริย์นิยม เช่น กลุ่มแนวคิดสังคมนิยมซึ่งกลุ่มใหญ่เรียกว่า “คอมมิวนิสต์สยาม” (ภายหลังได้เปลี่ยนเป็น “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” (พคท.) และออกไปเคลื่อนไหวในชนบท) ก็ถูกปราบปรามจากฝ่ายรัฐบาลใหม่เช่นกัน

ประเด็นที่ทำให้ฝ่ายปราบปรามในสังกัดของคณะราษฎรสายทหารไม่พอใจจนนำไปสู่การจับกุมตัวไปพร้อมกับผู้ต้องหาคนอื่น คงเพราะบางเนื้อความของหนังสือ “กฤดาการบนที่ราบสูง” ที่กล่าวว่า “แม้ว่าข้าพเจ้า (หมายถึงตัวครูอ่ำเอง-ผู้อ้าง) จะได้ติดต่ออยู่แล้วกับคณะชนบางเหล่า ซึ่งได้เตรียมพร้อมที่จะตั้งคณะการเมืองคณะหนึ่งขึ้นทันที ภายหลังเมื่อ ๕ ปี หรือ ๑๐ ปีข้างหน้า”[7]

“คณะการเมือง” ที่ว่านั้นที่จริงก็แค่การจัดตั้ง “พรรคการเมือง” ตามปกติของระบอบประชาธิปไตย แต่ในเวลานั้นเรื่องนี้ถูกฝ่ายความมั่นคงสมัยนั้น “จับแพะชนแกะ” เป็นการรวมกลุ่มกับเพื่อต่อต้านรัฐบาลใหม่ไป ประกอบกับในช่วงหลังปราบกบฏบวรเดช แม้ว่าคณะราษฎรจะสามารถเอาชนะฝ่ายกษัตริย์นิยมได้ แต่ก็ส่งผลในด้านกลับทำให้คณะราษฎรสายทหารมี “เสียงดัง” กว่าคณะราษฎรสายพลเรือน จนนำไปสู่ลัทธิทหารนิยม “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” ไปในที่สุด ทั้งนี้เพราะชัยชนะจากการปราบปรามฝ่ายกบฏบวรเดชและพิทักษ์ระบอบใหม่ กลายเป็นบทบาทของคณะราษฎรสายทหาร ขณะที่สายพลเรือนซึ่งนำโดยปรีดี พนมยงค์ เจอวิกฤติการณ์อันเนื่องมาจากพระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีต่อ “สุมุดปกเหลือง” (ต่อมาเป็นที่รู้จักและเรียกขานกันว่า “เค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์”)[8]

      

(๖) บทสรุปและส่งท้าย

ชะตากรรมของครูต่างยุคสมัยที่สุดท้ายต้องจบชีวิตเหมือนกัน ยุคก่อน “ครูหัวก้าวหน้า” (ไม่เฉพาะกรณีครูอ่ำ) มักจบชีวิตเพราะการปราบปรามคนเห็นต่างทางการเมือง ขณะที่ปัจจุบันครูต้องตายเพราะ “ระบอบเอกสาร” ของราชการงานหลวง ซึ่งที่จริงก็เป็นผลพวงมาจากการเมืองเช่นกัน เป็นการเมืองของความพยายามที่จะกำจัดคนเห็นต่างเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ปล่อยให้เติบโตในหน้าที่การงานจนมีบารมีแก่กล้าและได้โอกาสไปแสดงความคิดเห็นท้าทายรัฐและชนชั้นนำอีกต่อหนึ่ง   

เป็นที่น่าเสียดายว่า การจับกุมคุมขังคนเห็นต่างทำให้อีสานและฝ่ายรัฐบาลระบอบใหม่ในเวลาต่อมาอดมี สส.ที่มาจากการเลือกตั้งอีกท่านหนึ่งคือครูอ่ำ บุญไทย เพราะไม่แน่ว่าหากไม่เสียชีวิตไปก่อน ครูอ่ำอาจได้รับเลือกจากพี่น้องชาวอุบลราชธานี ซึ่งมีสายสัมพันธ์และเป็นคนมีชื่อเสียงคนหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานีและอีสานสมัยนั้น เช่นเดียวกับคนสำคัญอย่าง เตียง ศิริขันธ์, ฟอง สิทธิธรรม, ทองเปลว ชลภูมิ, ทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ถวิล อุดล, จำลอง ดาวเรือง, เลียง ไชยกาล เป็นต้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่า แนวคิดท้องถิ่นนิยม (Localism) และภูมิภาคนิยม (Regionalism) เป็นแนวคิดสำคัญเกี่ยวข้องกับการรวมกลุ่มกันของปัญญาชน นักคิดนักเขียน ตลอดจนนักการเมืองอีสาน[9] และอ่ำ บุญไทย เป็นปัญญาชนท่านหนึ่งที่มีสิ่งนี้มาตั้งแต่ก่อนการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ เสียอีก โดยตัวมันเองแนวคิดดังกล่าวนี้ในอีสานมักนำไปสู่การกบฏลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐส่วนกลางโดยคนอีสาน เพราะมองเห็นความจำเป็นที่อีสานควรเป็นอิสระจากส่วนกลางอยู่ตลอด เป็นแนวคิดเดียวกับที่เคยมีบทบาทขับเคลื่อนขบวนการชาตินิยมทั้งหลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ยังน่าสังเกตว่า สภาพอีสานตามที่ครูอ่ำได้เล่าบรรยายไว้ใน “กฤดาการบนที่ราบสูง” นั้นดูไม่ต่างจากที่ ส.ส.อีสานหลายคนได้เล่าไว้ใน “ปาฐกถาของผู้แทนราษฎรเรื่องสภาพของจังหวัดต่างๆ”[10] ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมจากคำบรรยายแสดงวิสัยทัศน์ของ ส.ส.ชุดแรกที่ได้มาจากการเลือกตั้งนับแต่เกิดการอภิวัฒน์ โดยแสดงผ่านทางกรมโฆษณาการไว้เมื่อพ.ศ.๒๔๗๗ (รวบรวมตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๘) อีกด้วย

ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่า ส.ส.อีสาน ในการกล่าวบรรยายปาฐกถาเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๗ นั้นจะนำเอาข้อมูลมาจาก “กฤดาการบนที่ราบสูง” ของอ่ำ บุญไทย แต่อย่างใด หากแต่หมายถึงสภาพอีสานตามที่ ส.ส.อีสาน นำมาถ่ายทอดที่ส่วนกลางครั้งนั้น ต่างก็เป็นสภาพอีสานอย่างเดียวกันและตรงกันกับที่ครูอ่ำเองก็เคยกล่าวถึงเอาไว้   

กรณีครูอ่ำ สะท้อนถึงความมีอยู่ของบุคคลที่มีการศึกษาสูง แต่ไม่ได้จบการศึกษาจากต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นคนชนบทห่างไกลส่วนกลาง แต่มีหัวคิดก้าวหน้า เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตลอดจนระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนจากการเลือกตั้งหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง เห็นความสำคัญของราษฎรผู้มีสิทธิเสียงกระทั่งว่าใช้วิธีแต่งหนังสือเพื่อสื่อความคิดและเสนอนโยบายให้พิจารณา (สมัยนั้นยังไม่มีพรรคการเมืองช่วยหาเสียง)

นอกจากนี้ยังเป็นคนมองเห็นการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้นั้นการเมืองสยามจำเป็นจะต้องมี “คณะการเมือง” หรือ “พรรคการเมือง” สำหรับเชิญชวนผู้คนร่วมเลือกตั้งและเป็นการรวมกลุ่มกันของนักการเมืองที่มีแนวความคิดตรงกัน ไม่ได้มองการเมืองเป็นเรื่องสกปรก ไม่ดีงาม เพราะมองว่าการเมืองหลังการอภิวัฒน์จะต้องเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมของราษฎร ราษฎรเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในทางการเมืองการปกครอง การเมืองไม่ใช่แค่ “การปกครอง” ของเจ้านายและชนชั้นนำเพียงไม่กี่คนอีกต่อไป 

ทั้งๆ ที่แนวคิดและข้อเสนอต่างๆ ตามที่ปรากฏใน “กฤดาการบนที่ราบสูง” นั้นจัดว่า “ไปกันได้” กับนโยบายของคณะราษฎร อีกทั้งบางอย่างก็จะเห็นได้ว่ารัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็นำเอาไปประยุกต์ใช้ในช่วงเผชิญวิกฤติขาดแคลนอาหารช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่เหตุที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปว่า ครูอ่ำเป็นฝ่ายรอยัลลิสต์ คงเกิดจากการไม่ได้อ่าน “กฤดาการบนที่ราบสูง” ประการหนึ่ง อีกประการเป็นเพราะสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับกลุ่มขุนนางข้าราชการยุคระบอบเก่า ไม่ได้มีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคณะราษฎร

ประกอบกับขึ้นชื่อว่า “ฝ่ายความมั่นคง” ยุคไหนก็มักจะสร้างความผิดพลาดเพราะคิดแต่จะกดปราบเอาใจนายกันอยู่แล้ว คนมีสติปัญญาฉลาดหลักแหลมมักไม่ทำงานด้านนี้ การปราบปรามด้วยความรุนแรงจับกุมคุมขังไม่ว่าใช้โดยฝ่ายใดก็ไม่เป็นผลดีทั้งนั้นแหละ ส่วนนี้จะมองว่าเป็นความผิดพลาดของฝ่ายจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อขึ้นสู่อำนาจสมัยที่ ๑ ก็ได้ ไม่ผิด การวิจารณ์คณะราษฎรย่อมทำได้ เพราะพวกเขาเป็นมนุษย์ย่อมต้องมีข้อบกพร่องผิดพลาดเป็นธรรมดา     

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคณะราษฎรจะต้องรับผิดชอบด้วยทั้งหมด เพราะฝ่ายปราบปรามเป็นฝ่ายรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (สมัยที่ ๑) ซึ่งต้องการสร้างผู้นำใหม่ที่เข้มแข็งแทนที่ผู้นำระบอบเดิมสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช เพราะระบอบใหม่ถูกคุกคามจากกลุ่มกษัตริย์นิยมและอนุรักษ์นิยมมาตั้งแต่เมื่อแรกเริ่มแล้ว อีกฝ่ายจึงจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งเพื่อปกป้องระบอบใหม่ ในท่ามกลางสถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายแบบนั้นโอกาสที่ความผิดพลาดจะเกิดขึ้นได้ง่ายก็ตามมา

 

เชิงอรรถ : 

[1] ปรีดี พนมยงค์. ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้าและ ๒๑ ปี ที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน. แปลโดย จำนงค์ ภควรวุฒิ และพรทิพย์ โตใหญ่, (กรุงเทพฯ: เทียนวรรณ, ๒๕๒๙), หน้า ๑๕-๑๖; อีกที่หนึ่งดู ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (ผู้สัมภาษณ์). ประสบการณ์และความคิดเห็นบางประการของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์. (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการดำเนินโครงการฉลอง ๑๐๐ ปีชาตกาล ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส, ๒๕๔๓), หน้า ๓๘-๓๙.

[2] การศึกษาและอภิปรายผลงานของครูอ่ำในที่นี้ ผู้เขียนก็ใช้ฉบับพิมพ์ดังกล่าวนี้เป็นหลักดู อ่ำ บุญไทย. กฤดาการบนที่ราบสูง (อ่านได้รสทางการเมืองดีนัก). กรุงเทพฯ: สมาคมมิตรภาพญี่ปุ่น-ไทย, ๒๕๔๓.

[3] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓๖-๑๓๗.

[4] ดูงานของขุนพรมประศาสน์ตามแนวนี้ได้จาก ๒ ชิ้นคือ ขุนพรมประศาสน์. เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินสยาม คำกลอนภาษาไทยภาคอีสาน. พระนคร: โรงพิมพ์อักษรนิติ, ๒๔๗๕; คำกลอนพากษ์อีสาน บรรยายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม. พระนคร: โรงพิมพ์ไทยเขษม, ๒๔๗๘.   

[5] ใครพาเขียน “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” (ย์ มาจากไหน ผิดขนบภาษา) ในที่นี้จึงใช้ “สมบูรณาญาสิทธิราช” (ไม่มี ย์) ปล. ถ้าผู้อ่านท่านใดมีปัญหาในส่วนนี้ก็ให้ไปเรียนเชิญท่านราชบัณฑิตทางภาษาที่ไหนมาคุยกับผู้เขียนก็ได้

[6] “เทศบาล” เป็นการปกครองท้องถิ่นแรกของสยาม เป็นผลเกิดจากการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ ไม่ใช่ “สุขาภิบาล” ที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ดูแนวคิดเกี่ยวกับเทศบาลและการปกครองท้องถิ่นของหม่อมเจ้าสกลวรรณากร วรวรรณ ในผลงานเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อพ.ศ.๒๔๗๘ เช่น หม่อมเจ้าสกลวรรณากร วรวรรณ แลพพระยาสุนทรพิพิธ. สากลเทศบาล. กรุงเทพฯ: สมาคมมิตรภาพญี่ปุ่น-ไทย, ๒๕๔๗.

[7] อ่ำ บุญไทย. กฤดาการบนที่ราบสูง (อ่านได้รสทางการเมืองดีนัก), หน้า ๑๔๖.

[8] อนึ่ง แม้ว่าผู้เขียนเค้าโครงการเศรษฐกิจฉบับนี้จะคือปรีดี พนมยงค์ แต่ก็เป็นการเขียนขึ้นตามความเห็นพ้องร่วมกันของคณะราษฎรทั้งสายพลเรือนและทหาร และเป็นข้อเสนอในเชิงรูปธรรมเกี่ยวกับ “หลักเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นหลัก ๑ ในหลัก ๖ ประการของคณะราษฎร ดูเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจฉบับนี้ตลอดจนพระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวใน สุพจน์ ด่านตระกูล. พระปกเกล้าฯ กับคณะราษฎร. กรุงเทพฯ: สถาบันวิทยาศาสตร์สังคม, ๒๕๔๔.

[9] ดูความสำคัญของแนวคิดนี้ใน ชาร์ลส์ เอฟ. คายส์ (Charles F. Keyes). แนวคิดท้องถิ่นภาคอีสานนิยมในประเทศไทย (Isan: Regionalism in Northeastern Thailand). แปลโดย รัตนา โตสกุล, อุบลราชธานี: ศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง, ๒๕๕๒; ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์. การเมืองสองฝั่งโขง: งานค้นคว้าวิจัยระดับปริญญาเอกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเรื่องการรวมกลุ่มทางการเมืองของ ส.ส.อีสาน พ.ศ.๒๔๗๖-๑๓๖๓. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๖.

[10] ปาฐกถาของผู้แทนราษฎรเรื่องสภาพของจังหวัดต่างๆ. กรุงเทพฯ: สมาคมมิตรภาพญี่ปุ่น-ไทย, ๒๕๓๙.