เจ้าชายบุเรงพยายามขับความขยะแขยงออกจากใจ และเข้าร่วมกับทัพช้างโดยเข้าประจำตำแหน่งหน้าที่อันคู่ควร
หลังกลับจากการเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว เจ้าชายบุเรงไม่พอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อได้รับข่าวจากทหารสอดแนม เจ้าชายบุเรงก็ตรงไปรายงานสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปรไปโดยไม่คาดฝันแก่พระปิตุลาของพระองค์ ทรงแวะสั่งการให้ทหารเป่าแตรสัญญาณเรียกเหล่าแม่ทัพมาชุมนุมเพื่อรอรับคำสั่ง
เมื่อถึงกระท่อมที่ประทับ เจ้าชายบุเรงเดินผ่านทหารยามมุ่งหน้าเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวอย่างเร่งรีบ พระองค์ทรงตื่นจากบรรทมแล้ว มิได้ทรงมีอาการตอบสนองต่อเสียงแตรเตรียมรบซึ่งดังอยู่รอบที่ประทับแต่อย่างใด
พระองค์กำลังสนพระทัยการรบประเภทอื่นอยู่ นั่นคือรบกับเชลยสาวเลอโฉมสองนางซึ่งถูกกักตัวไว้แต่เมื่อคืนก่อน พระองค์ประทับอยู่บนแท่นบรรทม ทรงจับแขนนางทั้งสองไว้ แล้วโน้มเข้ามาเชยชมทีละคน ในขณะที่แต่ละนางก็แสดงกิริยาอายบ่ายเบี่ยง
แม้จะเห็นภาพอันไม่น่าดูเช่นนี้ เจ้าชายบุเรงก็ทรงข่มพระทัยได้ และทูลถึงข่าวร้าย
“ร้ายหรือ” พระเจ้าหงสาทรงทวนคำขึ้นโดยฟังไม่ได้ศัพท์ “ร้ายหรือ ใครว่านางร้าย”
เจ้าชายบุเรงทรงพยายามควบคุมตนเองเพื่อให้น้ำเสียงสงบ แล้วจึงเล่าซ้ำถึงเหตุการณ์ เพื่อขอพระราชโองการในการรบ คำว่ารบต้องพระกรรณของพระองค์ยิ่งนัก
“รบ! ใช่แล้ว เราต้องรบ” พระเจ้าหงสาตรัสหนักแน่นด้วยพระอาการเมามาย
พร้อมกับทรงดึงนางหนึ่งมาประชิดพระกาย “ข้าจะรบกับนางคนนี้!”
ได้ยินดังนั้น บุเรงนองจึงออกจากห้องประทับเพื่อไปบัญชาการกองทัพด้วยตนเอง นี่แหละคือมนุษย์ผู้ซึ่งคำพูดของเขาเพียงคำเดียวสามารถส่งคนนับพันไปตายได้แต่ข้าแผ่นดิน โดยเฉพาะทหาร จะทำอย่างไรได้เล่า นอกจากเชื่อฟังในคำบัญชา
เจ้าชายบุเรงประทับหลังช้างศึกแล้วลุกขึ้นยืนโบกมือพร้อมกับออกคำสั่ง
“เดินหน้า”
กองทัพน้อยได้รวมพลกันเข้าเป็นกองทัพใหญ่ แล้วออกยาตรา บัดนี้เหล่าทหารเคลื่อนกำลังสู่ทุ่งราบ การเผชิญหน้าของกองทัพทั้งสองจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

ที่มา : หอภาพยนตร์
ทหารติดอาวุธปืนให้สัญญาณการรบ ด้วยอาวุธขนาดยาวที่สามารถยิงไปได้ไกล
ทั้งสองฝ่ายยิงปืนเข้าหากัน ทหารบางคนล้มลง ปืนกระบอกหนึ่งระเบิดขึ้นปลิดชีวิตเจ้าของของมันเอง
แต่การต่อสู้เบื้องต้นด้วยอาวุธปืนนี้ ทำให้เหล่าทหารราบไม่สามารถจะอดกลั้นได้
“ฆ่าพวกมันเลย” ทหารอโยธยาตะโกนขึ้นพร้อมวิ่งกรูออกจากแมกไม้หนาที่ใช้เป็นที่กำบังกาย
“บุก บุก” เจ้าชายบุเรงสั่งทหารด้วยน้ำเสียงและท่าทาง
แล้วการต่อสู้แบบประชิดตัวก็เกิดขึ้น มันช่างโหดร้าย นองเลือด เลวร้ายและยิ่งใหญ่ เมื่อคนกล้าพบคนกล้า หัวใจของพวกเขามิได้ครั่นคร้ามแม้แต่น้อย หน้าที่ของเขาคือฆ่า และถูกฆ่า ถ้าหากนั่นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
นี่แหละคือสงคราม.....
ช้างมีเลือดนักสู้น้อยกว่ามนุษย์ล่ะหรือ? เปล่าเลย ช้างทั้งสองฝ่ายแผดร้องด้วยความโกรธ ส่งฝุ่นตลบไปทั่ว มันชนกันซึ่ง ๆ หน้า พยายามดันอีกฝ่ายหนึ่งให้ถอยไปข้างหลัง ตัวหนึ่งโชคร้ายทรงตัวอยู่ไม่ได้จึงล้มลง ถูกคลื่นพิฆาตแห่งการรบพุ่ง กลืนหายไปในสนามรบ
ในป่า กองทัพม้าของพระเจ้าจักรารอด้วยความกระวนกระวาย ในที่สุด คำสั่งก็ก้องขึ้น
“ทหารม้า! บุก”
ความกระหายของพวกเขาต้องหยุดยั้ง
“ช้าก่อน ช้าก่อน” นายทหารองครักษ์ร้องขึ้น “พระองค์ท่านทรงมีบัญชาให้พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ จนกว่ากองทหารม้าของฝ่ายศัตรูจะปรากฏ เมื่อนั้นเจ้าจึงกระหนาบเข้าโจมตี”
ทหารต่างไม่พอใจ แต่คำบัญชาต้องเป็นคำบัญชา
พวกทหารม้ารู้ดีว่าที่สนามรบ กองทหารราบของทั้งสองฝ่ายกำลังต่อสู้อย่างดุเดือด โดยมีทัพช้างหนุน…
ทหารม้าของฝ่ายหงสาก็เช่นกัน คอยอยู่ ณ ที่หลบซ่อน แต่ทหารเหล่านี้ไม่ได้แสดงอาการร้อนรนแต่อย่างใด พวกเขานอนเล่นอยู่บนพื้นหญ้า สูบยาอย่างเงียบ ๆ พวกเขาถึงกับแสดงความฉุนเฉียวเมื่อนายทหารองครักษ์เดินมาบอกนายกองว่า
“ท่านขอรับ เจ้าชายบุเรงสั่งให้กองทหารม้าโจมตีทันที”
นายกองสั่นหัว
“เราไม่รับคำสั่งของเจ้าชายบุเรง เจ้าเหนือหัวของเราประทับอยู่ที่ไหนล่ะ”
นายทหารองครักษ์อดรนทนไม่ไหวจึงพูดขึ้นอีก
“เจ้าชายบุเรงมีคำสั่งในพระนามของเจ้าเหนือหัว พวกท่านต้องรับ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นกบฏ”
แต่นายทหารยังยืนยัน
“ทหารม้าจะไม่เคลื่อนทัพ จนกว่าจะมีพระบัญชาจากเจ้าเหนือหัว กลับไปบอกเจ้าชายบุเรงตามนี้”

ที่มา : หอภาพยนตร์
“และ...” ทหารม้าอีกนายหนึ่งกล่าวขึ้น
“ข้าก็จะไม่เคลื่อนที่ จนกว่าจะสูบยาตัวนี้หมดมวน...!”
ในสนามรบ สถานการณ์การสู้รบได้เปลี่ยนสู่ขั้นใหม่ พระเจ้าจักราทรงกระตุ้นการรบพุ่งด้วยการเสด็จออกรบด้วยพระองค์เอง ตรงกันข้ามการไม่ปรากฏพระองค์พระเจ้าหงสาในสนามรบ ทำให้ทหารฝ่ายหงสาเสียกำลังใจ
ทางด้านหน้าถูกโจมตีโดยทหารเลือดร้อนของฝ่ายอโยธยา ทางด้านข้างถูกเบียดขับโดยช้างศึก ทำให้กองทหารราบฝ่ายหงสาเกิดความประหวั่นพรั่นพรึงและเริ่มถอย เจ้าชายบุเรงเคี่ยวเข็ญเหล่าทหาร แต่กระนั้นก็ไม่มีใครรับฟัง กษัตริย์ไปประทับอยู่ที่ไหนเสียเล่า ในเวลาที่เกิดการสู้รบดังที่พระองค์ทรงกระหาย ทหารเตรียมการถอยล่าอย่างเร่งรีบ
เจ้าชายบุเรงเห็นว่าความปราชัยได้เกิดขึ้นแล้ว จึงควบตะบึงม้าไปยังกองหนุนของทัพหงสา