ที่นี้เรามาพิจารณาว่า อะไรคือเป้าหมายหรือจุดหมายของนโยบายต่างประเทศที่ประชาชนพึงปรารถนา คือ เราต้องรู้จุดหมายหรือเป้าหมายอันเป็นพื้นฐานสำคัญที่เราจะเดินทางไปสู่ แล้วเราจะได้กำหนดแนวทางที่จะเดินไปสู่เป้าหมายนั้น
ข้อที่ ๑ ไม่ต้องการสงคราม
ประชาชนส่วนใหญ่ของทุกประเทศไม่ต้องการสงคราม มองเห็นชัดเจนแล้วว่าสงครามไม่นำผลดีอะไรมาสู่ประชาชน นอกจากจะนำมาซึ่งการสูญเสียชีวิต ทรัพย์สินของประชาชนแล้ว ยังจะนำมาซึ่งความทุกข์ยากมาสู่ประชาชน ความวิกฤติทางเศรษฐกิจ สินค้าขาดแคลน เงินเฟ้อ ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ประสบชะตากรรมมาแล้วอย่างไรคงจำได้ดี นั่นเป็นเพียงสงครามผ่านบ้านเมืองเรา มิได้มีการต่อสู้รบพุ่งในดินแดนเรา
ขณะนี้สื่อสารมวลชนสามารถติดต่อถึงกันได้หมดทั้งโลก เราได้เห็นความสูญเสีย โหดร้ายของสงครามต่าง ๆ ที่เกิดในพื้นที่อื่น ซึ่งนำมาซึ่งความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสร้างความทุกข์ยากแก่ประชาชนคู่สงครามมากเพียงใด ประชาชนไม่ได้ผลประโยชน์อะไรในสงครามนั้น นอกจากถูกปั่นหัวเหมือนจิ้งหรีดให้กัดกันในสงครามโดยตัวแทนของมหาประเทศ ยิ่งขณะนี้ความร้ายแรงของอาวุธที่จะใช้ประหัตประหารกันมากขึ้น จึงไม่มีประชาชนใดที่จะต้องการสงคราม เว้นแต่ผู้นำรัฐบาลและประชาชนส่วนน้อยที่ได้ผลประโยชน์จากการนำประเทศไปอยู่ภายใต้สภาวะสงครามจิตวิทยา และสงครามโดยตัวแทนและถูกครอบงำในทางปัญญา
ฉะนั้น นโยบายต่างประเทศและการดำเนินการปฏิบัตินโยบายต่างประเทศอันเป็นพื้นฐานสำคัญของประชาชน คือ การไม่มีสงครามในประเทศเราเองและประเทศอื่น ๆ ไม่สนับสนุนสงครามหรือเตรียมสงคราม ไม่มีการเผชิญหน้ากันทางกำลังทหาร ยึดมั่นในการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ไม่ยอมให้ดินแดนของตนต้องตกเป็นฐานกำลังและการปฏิบัติการทางทหารของประเทศอื่น แสวงหาลู่ทางไปสู่สันติภาพและการร่วมมือกันระหว่างประเทศ สิ่งเหล่านี้คือความปรารถนาของประชาชน และเป็นพื้นฐานอันสำคัญของนโยบายและการดำเนินด้านต่างประเทศ
ท่านปรีดี พนมยงค์ กับสันติภาพ
แนวความคิดเกี่ยวกับสันติภาพและการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีนี้ เป็นสิ่งที่ท่านปรีดี พนมยงค์ ได้ยึดถือตลอดมา การแก้ปัญหาระหว่างประเทศก็เช่นกัน โดยท่านเป็นนักนิติศาสตร์ ยึดถือความถูกต้อง ความชอบธรรม และการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ภายหลังจากท่านปรีดี พนมยงค์ กลับจากไปเยือนยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เมื่อปี ๒๔๗๘ ท่านได้มองเห็นการเริ่มตั้งเค้าของสงคราม จึงได้ผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยความเป็นกลางขึ้นในปี ๒๔๘๒
เจตนาของกฎหมายฉบับนี้คือประเทศไทยจะรักษาความเป็นกลางหากเกิดสงครามขึ้น ประเทศไทยจะไม่เข้ากับข้างใดข้างหนึ่งในสงคราม แต่เป็นที่น่าเสียดายเมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นในเวลาต่อมา รัฐบาลในขณะนั้นได้นำประเทศเข้าข้างญี่ปุ่น ในขณะเดียวกัน ท่านปรีดี พนมยงค์ ได้เขียนนวนิยายเชิงประวัติศาสตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ และได้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นเป็นภาพยนตร์เสียงภาษาอังกฤษในฟิล์ม นำออกฉายในประเทศและต่างประเทศ เจตนาของท่านปรีดี พนมยงค์ ในการเขียนนวนิยายและทำภาพยนตร์เชิงประวัติศาสตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ขึ้น มิใช่เพื่อความบันเทิงเริงรมย์ หากเพื่อการสื่อสาร ทัศนคติเกี่ยวกับสันติภาพ โดยเห็นว่า “สันติภาพ” นั้นเป็นของมีคุณค่าและหาได้ยากยิ่ง ซึ่งท่านปรีดี พนมยงค์ ได้เขียนไว้ในคำนำของนวนิยายเรื่องนี้ว่า
“นวนิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่สันติภาพ เพราะว่าชัยชนะแห่งสันติภาพนั้นมิได้มีชื่อเสียงบรรลือนามน้อยไปกว่าชัยชนะแห่งสงครามแต่อย่างใด สอดคล้องกับสัจธรรมของพระบรมศาสดาว่า “นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ” ไม่มีสุขใดเสมอด้วยความสงบ"

นวนิยาย พระเจ้าช้างเผือก โดย ปรีดี พนมยงค์
เมื่อประเทศไทยใช้กำลังเรียกร้องและยึดเอาดินแดนคืนจากฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีน ในขณะที่ฝรั่งเศสกำลังพ่ายแพ้ต่อฝ่ายอักษะในสงครามยุโรป ท่านปรีดี พนมยงค์ ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลในการใช้กำลังทหารเข้าแก้ปัญหา โดยฉวยโอกาสในขณะที่ฝรั่งเศสกำลังเพลี่ยงพล้ำเช่นนั้น ควรจะได้อาศัยการเจรจากันโดยสันติวิธี นักศึกษา นักเรียน ทั่วประเทศ ได้เดินขบวนเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส นักศึกษาของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งท่านเป็นผู้ศาสน์การมหาวิทยาลัยได้ร่วมเดินขบวนด้วย
เมื่อเสร็จจากการเดินขบวนแล้ว ท่านปรีดี พนมยงค์ ได้อธิบายให้นักศึกษาฟังว่า การที่ประเทศไทยส่งกำลังทหารเข้ายึดเอาดินแดนที่เสียไปคืนจากฝรั่งเศสเช่นนั้น เป็นการไม่สมควร และไม่ถูกต้อง ควรที่ประเทศไทยจะได้หาทางเจรจาด้วยสันติวิธีแทนการก่อสงคราม ท่านปรีดี พนมยงค์ ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลในการนำประเทศไทยเข้าร่วมสงครามกับญี่ปุ่น จึงได้จัดตั้งขบวนการเสรีไทยเพื่อกอบกู้เอกราชของประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการเขียนบันทึกไว้แล้วมากมาย จึงไม่ขอกล่าวถึง
เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพายุติลง โดยที่ประเทศไทยได้ประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตร รัฐบาลในขณะนั้นนำประเทศไทยเข้าร่วมสงครามกับญี่ปุ่น ซึ่งว่าตามความจริงและกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ประเทศไทยย่อมตกอยู่ในฐานะประเทศผู้แพ้สงคราม ท่านปรีดี พนมยงค์ ก็ได้รับแก้ไขสถานการณ์เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกอยู่ในฐานะผู้พ่ายแพ้สงคราม โดยได้ดำเนินการติดต่อเจรจากับฝ่ายพันธมิตร เพื่อให้ประเทศไทยกลับคืนสู่สถานภาพเดิมก่อนประกาศสงคราม ให้บ้านเมืองกลับสู่สันติภาพดังเดิม โดยประกาศให้การประกาศสงครามของไทยต่อฝ่ายพันธมิตรเป็นโมฆะ ประชาชนคนไทยไม่ปรารถนาที่จะทำสงครามกับพันธมิตร ได้ประกาศสันติภาพเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ และดำเนินการแก้ไขให้สถานะสงครามกับฝ่ายพันธมิตรผ่อนคลายลงและหมดไปโดยเร็วที่สุด เพื่อบ้านเมืองและประชาชนคนไทยได้กลับคืนสู่สันติภาพ นับว่าท่านปรีดี พนมยงค์ ได้มีบทบาทสำคัญในการรักษาเอกราช และนำสันติภาพกลับคืนสู่ประชาชนคนไทย
ข้อที่ ๒ อยู่ร่วมกันโดยสันติกับประเทศเพื่อนบ้าน
ประชาชนมีความปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกับประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านโดยสงบสุข ไม่เป็นศัตรูรบราฆ่าฟันกัน มีความเข้าใจและร่วมมือกัน โดยต่างฝ่ายต่างยึดถือและปฏิบัติบนพื้นฐานโดยการเคารพเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เคารพสิทธิของแต่ละประเทศที่จะดำรงอยู่โดยปราศจากการแทรกแซงและคุกคามจากภายนอก ไม่แทรกแซงในกิจการภายในของกันและกัน ทั้งละเว้นดำเนินการบ่อนทำลายต่อกัน ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ระงับข้อขัดแย้งโดยสันติวิธีตามกฎบัตรสหประชาชาติ บนมูลฐานแห่งความเสมอภาค เว้นการคุกคามหรือใช้กำลังต่อกัน และไม่ยอมให้ผู้อื่นใช้ดินแดนของตนเป็นฐานทัพเพื่อแทรกแซง หรือรุกรานประเทศอื่น ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ราษฎรมีความสัมพันธ์ผูกพันกันมานาน ปรารถนาที่จะอยู่ด้วยกันด้วยความสงบสุขทำมาค้าขายและติดต่อกันเป็นปกติ
ในส่วนที่มีความแตกต่างกันในระบอบการปกครองและเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ ลาว เวียดนาม และกัมพูชานั้น ถือเป็นเรื่องภายในของแต่ละประเทศ เป็นภาระหน้าที่ของประชาชนของประเทศนั้น ๆ จะดูแลกันเอง ไม่ใช่หน้าที่ของประเทศภายนอกจะเข้าไปแทรกแซงในกิจการภายในของประเทศอื่น หากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็เกิดจากพลังของมวลราษฎรแห่งประเทศนั้นเอง ระบบสังคมของมนุษย์อยู่ภายใต้ “กฎอนิจจัง” คือมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะเก่าดำเนินไปสู่ความเสื่อมสลายและสภาวะใหม่ที่กำลังเจริญเติบโต เปลี่ยนจากระบบที่มีการกดขี่ เบียดเบียน ไปสู่ระบบที่ปราศจากการกดขี่เบียดเบียนระหว่างมนุษย์กับมนุษย์
สิ่งที่ประเทศไทยและประเทศในอินโดจีนทั้งสามจะต้องคิดคือ เราจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันโดยสันติ ไม่ตกอยู่ภายใต้สงครามจิตวิทยา สงครามโฆษณาชวนเชื่อ และสงครามโดยตัวแทน ไม่ยอมให้ถูกปั่นหัวเหมือนจิ้งหรีด หรือเสี้ยมเขาควายให้ชนกันจากมหาประเทศ โดยอาศัยความแตกต่างกันในระบบการปกครองเศรษฐกิจ และความเชื่อในทางการเมือง ซึ่งเป็นการไม่สอดคล้องกับความปรารถนาของประชาชนที่จะอยู่ร่วมกันโดยสันติ
ทีนี้มาถึงปัญหาสำคัญที่เราจะต้องพิจารณาในสภาพที่เป็นจริงเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันโดยสันติกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินโดจีน คือ ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ในทางภูมิศาสตร์ และที่ตั้งของประเทศกับประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชา เราต้องอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ประเทศไทย คนไทยต้องอยู่กับประเทศทั้งสาม ถ้าเป็นบ้านเราอาจจะโยกย้ายรื้อถอนกันไปอยู่ที่อื่นได้ แต่นี่เป็นประเทศ เราไม่มีทางอื่นนอกจากจะต้องอยู่ด้วยกันกับประเทศเหล่านั้น ถ้าเช่นนั้นพิจารณาจากสภาพที่เป็นจริง เหลืออยู่หนทางเดียวเท่านั้นคือ ต้องอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านโดยสันติ และทั้งสองฝ่ายจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกัน
ผมใช้คำว่าเรียนรู้คือ ทั้งสองฝ่ายจะต้องปรับปรุงตัวเองเพื่ออยู่ร่วมกันโดยสันติ บนมูลฐานและแนวปฏิบัติ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งรัฐบาลบางยุคบางสมัยได้เคยกําหนดเป็นหลักการและแนวทางไว้แล้ว แต่ต่อมามิได้ปฏิบัติให้เป็นผลจริงจัง และละเลยที่จะปฏิบัติเช่นนั้น
บทบาทของท่านปรีดี พนมยงค์ เกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อเอกราชและอิสรภาพ ของประเทศในอินโดจีน
ในระยะก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ จะยุติลง ปรากฏว่าได้มีการเคลื่อนไหวของบรรดาผู้นำทางทางการเมือง และประชาชนที่รักความเป็นเอกราชและอิสรภาพในบรรดาประเทศเมืองขึ้นในเอเชียและที่อื่นทั่วโลก เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพ หลุดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของบรรดาประเทศล่าเมืองขึ้น ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทุกประเทศเป็นเมืองขึ้นนอกจากประเทศไทยได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นเอกราช และอิสรภาพหลุดพ้นจากเป็นเมืองขึ้นเช่นเดียวกัน
ท่านปรีดี พนมยงค์ ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และสนับสนุนการเคลื่อนไหวนั้นตลอดมา โดยการติดต่อส่วนตัวกับผู้นำทางการเมืองของประเทศเมืองขึ้นเหล่านั้น และส่งผู้แทนไปร่วมประชุมเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่จัดขึ้น และผู้นำทางการเมืองของประเทศเมืองขึ้นเหล่านั้นต่างก็มองเห็นคุณค่าของประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเอกราชประเทศเดียวในภูมิภาคแถบนี้ และตัวท่านปรีดี พนมยงค์ ในการที่จะต่อสู้ให้ได้มาซึ่งเอกราชและอิสรภาพ
การประชุมเคลื่อนไหวของผู้นำทางการเมืองได้มีขึ้นหลายแห่งในรูปแบบ และภายใต้ชื่อแตกต่างกัน เช่น ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ อูอองซาน ผู้นำทางทางการเมืองพม่า เสนอให้มีการประชุมระหว่างประเทศในเอเชีย เพื่อพิจารณาหาทางดำเนินการให้บรรดาประเทศเมืองขึ้นในเอเชีย ได้บรรลุถึงอิสรภาพโดยเร็วที่สุด ต่อมาผู้นำทางการเมืองอินโดนีเซีย Soetan Sjahrir ได้เสนอให้กลุ่มประเทศในเอเชียรวมกลุ่ม เพื่อป้องกันไม่ให้บรรดาประเทศในภูมิภาคนี้ตกไปร่วมอยู่ในการขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ บัณฑิตเนห์รู ผู้นำทางการเมืองของอินเดีย ได้จัดให้มีการประชุมระหว่างประเทศในเอเชียขึ้น ที่กรุงนิวเดลี และต่อมาก็มีการประชุมพบปะระหว่างผู้นำทางการเมืองของประเทศเมืองขึ้นในภูมิภาคนี้หลายครั้ง วัตถุประสงค์สำคัญของการประชุมและการเคลื่อนไหวก็คือ ผนึกกำลังกันเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งเอกราชและอิสรภาพ หลุดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นนั่นเอง
ในประเทศไทย ราวเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ ท่านปรีดี พนมยงค์ ได้สนับสนุนให้มีการประชุมขึ้นที่กรุงเทพฯ ได้มีผู้นำทางการเมืองในภูมิภาคนี้ เช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย ฯลฯ มาร่วมประชุม และเมื่อเสร็จการประชุมแล้วก็ได้ออกปฏิญญากรุงเทพฯ สาระสำคัญของการตกลงกันก็คือ จะผนึกกำลังกันเพื่อต่อสู้กับการกลับคืนมาของประเทศล่าเมืองขึ้น

กลุ่มประเทศเมืองขึ้นในอินโดจีน
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์
ต่อมาเมื่อเดือนกันยายนปีเดียวกัน ผู้นำทางการเมืองของประเทศเหล่านั้นก็ได้มาประชุมที่กรุงเทพฯอีกครั้งหนึ่ง และได้ประกาศก่อตั้งสันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South east Asia League) ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการที่จะร่วมมือประสานและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้ โดยยืนยันถึงหลักการแอตแลนติค และกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งจะนำไปสู่สันติภาพในภูมิภาคนี้ สันนิบาตมีคำขวัญว่า “Unity in Southeast Asia” ซึ่งวัตถุประสงค์อันแท้จริงก็คือ การผนึกกำลังกันเพื่อต่อต้านการกลับคืนมาของลัทธิอาณานิคม
เป็นครั้งแรกของการพยายามรวมกลุ่มของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าไปมีบทบาทอยู่ด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดาย เนื่องจากต่อมาเป็นเวลาอีกเพียงเล็กน้อยได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นในประเทศไทย เกิดรัฐประหารขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ผู้ขึ้นมาปกครองบ้านเมืองโดยรัฐประหารในครั้งนี้ ได้เอาเรื่องการก่อตั้งสันนิบาตนี้เป็นเครื่องทำลายล้างท่านปรีดี พนมยงค์ และผู้สนับสนุน โดยเสกสรรปั้นเรื่องกล่าวหาว่าแผนการก่อตั้งสันนิบาตนี้ เป็นแผนการที่จะนำประเทศไปสู่การปกครองแบบสาธารณรัฐ ปี พ.ศ. ๒๔๙๐
นับเป็นจุดตั้งต้นที่ประเทศไทยเราเริ่มตกไปอยู่ภายใต้สงครามจิตวิทยา สงครามโฆษณาชวนเชื่อ และสงครามโดยตัวแทนของมหาประเทศ นอกเหนือจากการทำลายและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการปกครองระบอบประชาธิปไตยของบ้านเมืองเรา ในเวลาต่อมาเป็นเวลานาน และยังกระทำให้เรื่องราวและอุดมการณ์ของสันนิบาตต้องสิ้นสุดลง
แม้ในการประชุมกรรมการไกล่เกลี่ยระหว่างฝรั่งเศสกับไทย ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการคืนดินแดนที่ประเทศไทยได้มาจากประเทศอินโดจีนของฝรั่งเศสระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ผู้แทนฝรั่งเศส ได้เสนอตั้งสภาพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Pan Southeast Asia Union) ขึ้น ซึ่งประเทศไทยได้ยอมรับตามข้อเสนอของฝรั่งเศส แต่ได้เสนอเงื่อนไขว่าในการเสนอตั้งสภาพนี้นั้น จะต้องให้ประเทศกัมพูชาและลาวเข้าเป็นสมาชิกในฐานะรัฐเอกราชอยู่ด้วย เท่ากับเสนอให้ฝรั่งเศสให้อิสรภาพแก่ประเทศกัมพูชาและลาว เพราะทราบดีว่าฝรั่งเศสจะยังไม่พร้อมให้เอกราชแก่ทั้งสองประเทศ
ในที่สุดฝรั่งเศสไม่สามารถจะรับข้อเสนอของไทยได้ จากเรื่องนี้เป็นการแสดงถึงแนวความคิดและความพยายามของท่านปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการปกครองบ้านเมืองในขณะนั้น ในการสนับสนุนให้ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นเมืองขึ้นได้รับเอกราชและอิสรภาพ ผมเองได้เคยรับฟังคำอธิบายจากท่านปรีดี พนมยงค์ ว่า ในอนาคตหากประเทศเมืองขึ้นได้เอกราชและอิสรภาพและรวมผนึกกำลังกัน ก็จะสามารถทำให้ประเทศไทยและประเทศเหล่านั้นสามารถกำหนดชะตากรรมของตนได้โดยอิสระ หลุดพ้นจากการตกอยู่ภายใต้อิทธิพลการบีบบังคับและชักจูงทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหารจากมหาประเทศดังเช่นในอดีต
นอกจากนั้นในด้านการต่อสู้เพื่อเอกราชและอิสรภาพของประเทศเมืองขึ้นทั้งสามในอินโดจีน คือ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ท่านปรีดี พนมยงค์ ได้ให้ความเห็นใจสนับสนุนและช่วยเหลือทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชและอิสรภาพในประเทศทั้งสามแต่ตอนต้น ร่วมกับผู้นำทางการเมืองบางคน และประชาชนในภาคอีสานที่สนับสนุนขบวนการกอบกู้เอกราชและอิสรภาพนั้น ด้วยเหตุนี้ บรรดาผู้นำทางการเมืองและประชาชนในประเทศอินโดจีนทั้งสามจึงยกย่องและนับถือท่านปรีดี พนมยงค์ และครอบครัวมากมายจนถึงขณะนี้
ผู้นำของประเทศเหล่านั้น ภายหลังจากได้กอบกู้เอกราชและอิสรภาพเสร็จแล้ว ได้กล่าวเปิดเผยให้ประชาชนของเขา และคนไทยที่ได้พบปะทราบอยู่เสมอว่า “ในการกอบกู้เอกราชและอิสรภาพของประเทศของเขานั้น คนไทยมีความเห็นอกเห็นใจ สนับสนุนและช่วยเหลือ ซึ่งเขาจะไม่มีวันลืมเลย” คนไทยที่เขากล่าวถึงนั้น ย่อมหมายถึงท่านปรีดี พนมยงค์ และผู้นำทางการเมืองในภาคอีสานและประชาชนคนไทย ซึ่งได้มีความเห็นอกเห็นใจสนับสนุนและช่วยเหลือต่อการดำเนินการกอบกู้เอกราชของเขา
ข้อ ๓. มีนโยบายอิสระ
การดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นอิสระ คือ ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและถูกครอบงำจากต่างประเทศ ยืนอยู่บนขาของตัวเอง จึงเป็นที่ปรารถนาของประชาชนคือ เป็นอิสระทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เป็นอิสระหลุดพ้นจากการถูกครอบงำทางปัญญาความคิดจากต่างชาติ รักษาผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยเป็นสำคัญ การรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศไม่มีอะไรผูกพันอยู่กับประเทศหนึ่งประเทศใด และความร่วมมือกันกับต่างประเทศก็อยู่บนมูลฐานของความเสมอภาค ยุติธรรม และผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่นโยบายที่ท่านปรีดี พนมยงค์ เรียกว่า “นโยบายภิกขาจาร” ทำให้ชาติไทยเสียศักดิ์ศรีในสายตาของชาวโลก
ในปัจจุบันนี้ การทำสงครามจิตวิทยา สงครามโฆษณาชวนเชื่อ และสงครามโดยตัวแทน ได้ลดบทบาทและผ่อนคลายลง เนื่องจากถูกต่อต้านจากประเทศต่าง ๆ และประชาชนผู้ใฝ่สันติภาพในโลก ซึ่งกำลังแสวงหาความปรองดอง ความร่วมมือกันระหว่างประเทศ เพื่อก่อให้เกิดสันติภาพมากขึ้น มหาประเทศที่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายก็กำลังเดินตามแนวทางที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ของโลกปัจจุบัน
แต่อย่างไรก็ดี แนวความคิด ทัศนคติ และความเคยชินที่ตกอยู่ภายใต้สภาวะสงครามจิตวิทยา สงครามโฆษณาชวนเชื่อ และสงครามโดยตัวแทนในหมู่ผู้นำรัฐบาล เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบและประชาชนบางหมู่ยังมิได้สลายไปหมดสิ้น
จึงจำเป็นที่ประชาชนผู้ใฝ่สันติภาพจะต้องพยายามดำเนินการต่อไป เพื่อให้ประเทศเราหลุดพ้นจากการตกอยู่ในสภาวะสงครามจิตวิทยา สงครามโฆษณาชวนเชื่อ และสงครามโดยตัวแทน ซึ่งประเทศเราได้เข้าไปมีส่วนร่วมมาเป็นเวลานานให้หมดสิ้นไป ประเทศเราจะได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นอิสระ และสอดคล้องกับความปรารถนาและผลประโยชน์ของประชาชนอันแท้จริง
บางคนอาจจะคิดว่า การดำเนินการเช่นนั้นเท่ากับการเป็นปฏิปักษ์กับมหาประเทศที่ประเทศเราเข้าไปร่วมในสงครามจิตวิทยา สงครามโฆษณาชวนเชื่อ และสงครามโดยตัวแทน เจตนาของเราหาเป็นเช่นนั้นไม่ เรายังคงต้องการมีความสัมพันธ์อันดี ความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้า และความช่วยเหลือจากทุกประเทศและทุกฝ่าย สิ่งที่เราต้องการคือ เราไม่ปรารถนาจะถูกชักจูง ชักนำให้ตกไปอยู่ภายใต้สภาวะสงครามจิตวิทยา สงครามโฆษณาชวนเชื่อ และสงครามโดยตัวแทน จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราต้องการเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เพื่อสอดคล้องกับความปรารถนาและผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทย
ข้อ ๔. ร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในโลกปัจจุบันนี้ ทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการพัฒนา
ประเทศทุกประเทศจะต้องอาศัยพึ่งพา และร่วมมือกันกับประเทศอื่น ประเทศเราก็เช่นกัน จำเป็นจะต้องมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนวิชาความรู้เทคโนโลยีกับต่างประเทศ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างกันในระบอบการปกครอง การเมือง และเศรษฐกิจ
ฉะนั้น นโยบายต่างประเทศที่พึงปรารถนาของประชาชน ประการหนึ่งคือ มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้าขายติดต่อ โดยมูลฐานผลประโยชน์ร่วมกัน และความเสมอภาค ยุติธรรมกับทุกประเทศ โดยไม่คำนึงถึงข้อแตกต่างในระบอบการปกครอง การเมือง และเศรษฐกิจ
แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ประเทศเราที่ตกอยู่ในสภาวะสงครามจิตวิทยา สงครามโฆษณาชวนเชื่อ และสงครามโดยตัวแทน ร่วมกับมหาประเทศ ได้ดำเนินการสวนทางกับแนวทาง และความปรารถนาและผลประโยชน์ของประชาชนนั้น ในบางยุคบางสมัย
เช่น ไม่ค้าขายและติดต่อกับประเทศบางประเทศ ที่มหาประเทศที่เราไปร่วมอยู่เป็นปฏิปักษ์ อย่างในกรณีของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นตลาดของไทยมาแต่สมัยโบราณ ในสมัยหนึ่งเราก็ประกาศระงับการติดต่อค้าขายด้วย เพื่อให้เป็นไปตามพันธะของสหรัฐอเมริกาที่กำหนดไว้ว่า ประเทศต่าง ๆ ที่รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา จะต้องระงับการค้าขายสินค้า ยุทธปัจจัยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งสินค้าของไทยที่ส่งออก ตกอยู่ในบัญชียุทธปัจจัยของสหรัฐอเมริกาทั้งนั้น ประเทศไทยไม่สามารถส่งสินค้า เช่น ข้าว ยางแผ่น น้ำตาลทราย แร่ดีบุก ฯลฯ ไปขายให้สาธารณรัฐประชาชนจีนได้
ในขณะที่มหาอำนาจตะวันตกบางประเทศเขาส่งรถบรรทุกและยานพาหนะไปขายให้สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ การดำเนินนโยบายเช่นนั้นไม่เฉพาะแต่การแสดงตนเป็นการทำให้เสียผลประโยชน์ต่อประเทศไทยและคนไทย ในทางที่เป็นจริง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเขาก็ไม่เดือดร้อน คงซื้อสินค้าไทยได้เป็นปกติ โดยผ่านคนกลาง เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ซึ่งได้กำไรไปส่วนหนึ่ง แทนที่จะตกเป็นของคนไทย และการที่ประเทศไทยซึ่งมีพลเมือง ๕๐ ล้านกว่าคน เมื่อ ๔๐ กว่าปีมาแล้ว ดำเนินนโยบายเป็นปฏิปักษ์กับจีน ซึ่งมีพลเมืองร่วม ๑,๐๐๐ ล้านคนนั้น จะเป็นนโยบายที่ถูกต้องเพียงใด
วิธีที่จะใช้ความกดดันทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศกับประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชาในเวลาต่อมา โดยการระงับการค้าขายกับประเทศเหล่านั้น โดยเชื่อว่าจะทำให้ประเทศเหล่านั้นอ่อนเปลี้ยลงและยอมจำนนในที่สุดนั้น ก็ทำทำนองเดียวกัน ซึ่งในทางเป็นจริงไม่มีผลประการใด นอกจากสร้างความบาดหมางและขัดแย้งกันขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุงความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
ข้อ ๕. สร้างความมั่นคง
สิ่งที่ประชาชนปรารถนาอีกประการหนึ่งก็คือ การกำหนด และดำเนินนโยบายต่างประเทศนั้นจะต้องก่อให้เกิดความมั่นคงแก่บ้านเมืองและประชาชน คือ สร้างความมั่นใจแก่ประชาชนในภาวะได้มีชีวิตอยู่โดยสันติสงบสุข คือ ไม่หวาดหวั่นต่อการคุกคามและการรุกรานจากภายนอก ซึ่งแน่นอน ถือเป็นภาระหน้าที่ของกำลังทหารและประชาชนในการป้องกันประเทศชาติ แต่จะต้องเข้าใจในขณะเดียวกันด้วยว่า ความสัมพันธ์ ความเข้าใจอันดี และการอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านโดยสันติ ย่อมเป็นทางหนึ่งที่นำมาซึ่งความมั่นคงของบ้านเมืองและประชาชน
นโยบายที่ใช้กำลังทางทหารเข้าแก้ปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน มีแต่จะสร้างความขัดแย้งและเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน และในที่สุด นำไปสู่สงครามทำลายล้างกัน ซึ่งจะกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของบ้านเมืองและประชาชนในที่สุด การดำเนินนโยบายต่างประเทศ จะต้องคำนึงถึงข้อนี้และการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่กำลังแสวงหาสันติภาพ ความปรองดอง ความร่วมมือระหว่างประเทศ
เมื่อสงครามอินโดจีนยุติลง ได้มีผู้นำทางการเมืองและประชาชนคนไทยไม่น้อยที่กังวลและเป็นห่วงถึงผลที่จะเกิดขึ้น และกระทบกระเทือนกับประเทศไทย คนภายนอกบางคน รวมทั้งสหรัฐอเมริกา คาดว่าจะเข้าทฤษฎีโดมิโน คือ เมื่อประเทศในอินโดจีนทั้งสามล้ม จะมีผลทำให้ประเทศไทยพลอยล้มด้วย

สงครามข้อพิพาทอินโดจีน
ที่มา : องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์
แต่อย่างไรก็ดี มีผู้นำทางการเมืองและประชาชนคนไทยบางส่วนที่มีความปรารถนาและเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทย จะต้องอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งสามโดยสันติ ยุติการปฏิบัติการเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศทั้งสาม ฟื้นฟูความสัมพันธ์ แสวงหาหนทางในการที่จะแก้ปัญหา อันเนื่องมาจากการเข้าไปร่วมทำสงครามในอินโดจีนนั้นโดยลำพัง
ในที่สุดจะได้อยู่ด้วยกันในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน คือ การกล้าสู้และยอมรับความจริงเกี่ยวกับการเข้าไปทำประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชาอีกครั้งหนึ่ง (สำหรับลาวยังมีสถานทูตอยู่ แต่เวียดนามกับกัมพูชา ไม่มีความสัมพันธ์ทางทูตและสถานทูต)
โดยเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ท่านพิชัย รัตตกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ สมัยรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ได้เดินทางไปประเทศลาวและเวียดนาม เพื่อเจรจาและตกลงกับรัฐบาลทั้งสองประเทศ เพื่อปรับปรุงฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศทั้งสองบนมูลฐานการอยู่ร่วมกันโดยสันติ คือ เคารพในเอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน ความเสมอภาค การได้ประโยชน์ร่วมกัน การไม่ยินยอมให้ต่างประเทศใช้ดินแดนของตนเพื่อเป็นฐานปฏิบัติการรุกรานโดยตรง หรือโดยทางอ้อม และเข้าแทรกแซงต่อประเทศอื่น หรือต่อประเทศในภูมิภาคนี้ การแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี การร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ การค้า
สำหรับกรณีของประเทศเวียดนาม นอกจากข้อตกลงและหลักการดังกล่าวข้างต้นแล้ว ได้ตกลงจะสถาปนาความสัมพันธ์ทางทูตและทั้งสองประเทศ คือ ไทยและเวียดนาม จะได้ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับปัญหาอันเนื่องมาจากสงครามเวียดนาม คือ เรื่องการคืนเครื่องบิน เรือเดินทะเล และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เจ้าหน้าที่ของเวียดนามใต้ในอดีต ได้นำเข้ามาในประเทศไทย เรื่องการบริจาคเพื่อช่วยสมานแผลสงครามในเวียดนาม และปัญหาคนอพยพชาวเวียดนาม
ภายหลังจากการเริ่มติดต่อเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่นานนัก ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยขึ้น ความพยายามในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศในอินโดจีนก็หยุดชะงักไปชั่วระยะหนึ่ง จนมาสมัยรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ประเทศไทยได้พยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศอินโดจีนทั้งสามอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง
ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ก็ได้บ่งชัดว่ารัฐบาลไทยมีเจตนาอันแน่วแน่ในการจะปรับปรุงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งสามในอินโดจีน โดยได้กำหนดไว้ว่า “จะส่งเสริมความสัมพันธ์ ความร่วมมือ และความเข้าใจอันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและกัมพูชาประชาธิปไตย” ซึ่งก็ได้การสนองตอบเป็นอย่างดีจากประเทศเหล่านั้นและจากโลกภายนอก
นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ลาว และเวียดนาม ได้พบปะปรึกษาหารือกัน ทั้งที่กรุงเทพฯ เวียงจันทน์ และฮานอย เจ้าหน้าที่ได้มีการพบปะปรึกษาหารือกันในเรื่องการปรับปรุงความสัมพันธ์ และปัญหาเกี่ยวกับสงครามในอินโดจีน โดยได้ออกแถลงการณ์ร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสองครั้ง ยืนยันถึงหลักการที่จะอยู่ร่วมกันโดยสันติ และร่วมมือกันใน[ทา]งเศรษฐกิจ การค้า และเปลี่ยนวัฒนธรรมและวิทยาการเทคโนโลยี รวมทั้งการกำหนดแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เป็นรูปธรรมขึ้น
เช่น ในกรณีประเทศลาวเกี่ยวกับการทำให้แม่น้ำโขงซึ่งเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทย-ลาว เป็นแม่น้ำแห่งสันติภาพและมิตรภาพ โดยได้ตกลงกันว่าจะดำเนินการให้เกิดผลอย่างจริงจัง เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกัน และหากมีปัญหาก็แก้ไขโดยสันติวิธีด้วยการพบปะเจรจากัน ในระดับรัฐบาลและระดับท้องที่ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ชายแดนปรึกษาหารือกัน และวางมาตรการเกี่ยวกับการส่งเสริมการค้า การติดต่อสัญจรไปมาในแม่น้ำโขงทั้งสองฝ่าย จะผ่อนสั้นผ่อนยาวให้แก่กันในกรณีจำเป็นต้องผ่านเข้าไปในเขตแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของการคมนาคมในแม่น้ำโขง ด้วยพาหนะที่ไม่มีอันตราย
ในด้านความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ การค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและวิทยาการเทคโนโลยี ทั้งสองฝ่ายได้ทำความตกลงบริการเดินอากาศโดยฝ่ายลาวยินยอมให้เครื่องบินจากกรุงเทพฯ หรือจะมาลงที่กรุงเทพฯ บินผ่านน่านฟ้าลาวตามเส้นทางสายการบิน เอ.วัน ได้ ความตกลงการค้า การส่งสินค้าผ่านแดนทางฝ่ายไทยเสนอโครงการช่วยเหลือ ร่วมมือทางเกษตรกรรมแก่ลาว ฝ่ายไทยปรับอัตราราคาซื้อกระแสไฟฟ้าให้ลาว
เกี่ยวกับปัญหาชายแดนเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่าย จะได้ร่วมมือและตกลงกันกำหนดระเบียบการเข้าออกไปมาหาสู่กัน กำหนดวิธีการอันจำเป็นเพื่อสกัดกั้นและทำลายการเคลื่อนไหวใดๆ ของผู้ก่อการร้ายที่ใช้เขตแดนเป็นที่หลบซ่อนปฏิบัติการ ทั้งสองฝ่ายจะให้มีการศึกษา อบรมประชาชน ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปฏิบัติงานอยู่ตามบริเวณแนวชายแดน ให้ตระหนักถึงเจตนารมณ์แห่งการเสริมสร้างมิตรภาพไทย-ลาว
ในกรณีของประเทศเวียดนาม นอกจากจะได้ตกลงกันเพื่อวางหลักการและแนวทางในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่อยู่ร่วมกันโดยสันติ เช่นเดียวกับประเทศลาวและรัฐบาลไทยในขณะนั้น ได้เจรจาและแสวงหาทางแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากสงครามเวียดนามที่ประเทศเราเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ด้วย คือ ประเทศไทยกล้าสู้ความจริง ยึดมั่นในเหตุผลความชอบธรรม และผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยเป็นหลัก โดยกำหนดแนวทางชะตากรรมของเราเอง ไม่ต้องให้ประเทศอื่น แม้แต่สหรัฐอเมริกา ซึ่งนำพาเราเข้าไปทำสงครามเวียดนามเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้ปรึกษาหารือกันถึงปัญหาสําคัญ ๓ ปัญหา ที่ฝ่ายเวียดนามได้หยิบยกขึ้นมา
เมื่อท่านพิชัย รัตตกุล รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้เดินทางไปฮานอย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งยังไม่ได้พิจารณาตกลงกัน และจะต้องนำมาปรึกษาหารือกันอีกคือ เรื่องการคืนเครื่องบิน เรือเดินทะเล และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เจ้าหน้าที่ของเวียดนามใต้ในอดีตได้นำเข้ามาในประเทศไทย เรื่องการบริจาคเพื่อช่วยสมานแผลสงครามในฐานะที่ไทยเข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาทำสงครามในเวียดนาม และเรื่องคนอพยพชาวเวียดนามซึ่งเข้ามาหลบภัยอยู่ในประเทศไทย
เมื่อประเทศทั้งสามทำการสู้รบกับฝรั่งเศสเพื่อกอบกู้เอกราช ในที่สุดสามารถชี้แจงให้ฝ่ายเวียดนามได้เข้าใจปัญหาและสภาพความจริง ความปรารถนาที่จะมีความสัมพันธ์อันดีและการร่วมมือกันกับประเทศเวียดนาม ในการฟื้นฟูพัฒนาประเทศ ผลที่สุดฝ่ายเวียดนามได้ยอมรับแนวทางแก้ไขที่ไทยเสนอ มีผลทำให้ฝ่ายเวียดนามไม่ยกเรื่องการเรียกร้องให้ฝ่ายเราส่งคืนเครื่องบิน เรือเดินทะเล และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ได้จากเวียดนามใต้ เพราะตระหนักดีว่าเครื่องอุปกรณ์สงครามที่ไทยได้นำเข้าประเทศภายหลังจากนครไซ่ง่อนแตกนั้น เป็นของสหรัฐอเมริกา และเขาขนออกจากประเทศไทยหมดแล้ว
ส่วนเรื่องการบริจาคหรืออันที่จริงคือการชดใช้ค่าเสียหายจากสงครามนั้น ก็ให้เป็นในลักษณะการร่วมมือและช่วยเหลือด้วยความเห็นอกเห็นใจต่อกันทั้งสองฝ่ายแทน โดยได้ตกลงจะดำเนินการหลายอย่างเพื่อให้เป็นรูปธรรม และมีผลในการปฏิบัติในการร่วมมือและช่วยเหลือกันในทางเศรษฐกิจ การค้า
เช่น ได้ตกลงทำข้อตกลงทางการค้า และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ข้อตกลงว่าด้วยบริการการบินและการฟื้นฟูบริการทางไปรษณีย์และโทรคมนาคม รวมทั้งจะปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการประมง การปักปันเขตแดน นอกเหนือจากการยอมให้เครื่องบินที่ไปจาก หรือจะบินมาลงที่กรุงเทพฯ สามารถบินผ่านน่านฟ้าเวียดนามได้แล้ว ฝ่ายเวียดนามยังได้ปล่อยชาวประมงไทยและคืนเรือประมงที่ถูกจับ
ทางฝ่ายไทยได้เสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ดูเหมือนจะ ๒ เปอร์เซ็นต์ ให้แก่เวียดนามและลาว เพื่อใช้ซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย โดยตกลงครั้งแรกในวงเงินหนึ่งร้อยล้านบาท และฝ่ายเวียดนามจะชำระคืนเป็นสินค้าถ่านหิน นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายกับประเทศเพื่อนบ้านเช่นนี้ ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ และการแก้ไขสถานะสงครามกับประเทศทั้งสามนั้น
ในส่วนที่เกี่ยวกับการปรับปรุงฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชา ซึ่งภายหลังสงครามอินโดจีนยุติลง ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มพลพต-เขียวสัมพันธ์ หรือกลุ่มเขมรแดงในปัจจุบัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือและอุ้มชูจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เกิดการขัดแย้งด้วยกำลังอาวุธทางชายแดนไทย-กัมพูชา โดยหน่วยกำลังของกัมพูชาได้รุกรานเข้าโจมตีหมู่บ้านในดินแดนไทยตามชายแดนจนฝ่ายไทยต้องนำเรื่องไปร้องเรียนสหประชาชาติ และได้ออกสมุดปกขาวประณามการรุกรานของกัมพูชา ซึ่งได้รับการเห็นใจและสนับสนุนไปทั่วโลก
แต่อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยในขณะนั้นยึดมั่นในนโยบายในการจะปรับปรุงฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีนทั้งสาม จึงได้พยายามพบปะเจรจากันกับรัฐบาลกัมพูชาภายใต้พลพต-เขียวสัมพันธ์ โดยอาศัยผ่านทางสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งในที่สุด ก็ได้เริ่มเปิดเจรจาติดต่อกันโดยเอียงซารี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ได้เดินทางมากรุงเทพฯ และนายกรัฐมนตรีไทยในสมัยนั้นได้เดินทางไปกรุงพนมเปญ เพื่อปรึกษาหารือกับรัฐบาลกัมพูชา ในการปรับปรุงฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ทำนองเดียวกับลาวและเวียดนาม
แต่ต่อมาไม่นาน กลุ่มเขมรเฮงสัมริน-ฮุนเซน ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลพลพต-เขียวสัมพันธ์ ด้วยการสนับสนุนทางกำลังทหารจากเวียดนาม ได้กำลังเข้าโค่นล้มรัฐบาลสำเร็จ และขึ้นปกครองกัมพูชา ฝ่ายกำลังของพลพต-เขียวสัมพันธ์ ได้ล่าถอยเข้ามาอาศัยชายแดนไทย เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลกรุงพนมเปญ และเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับประเทศอินโดจีนอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะได้พิจารณากันโดยลึกซึ้งต่อไป
จากข้อความจริงดังกล่าวมาข้างต้น จึงมองเห็นได้ว่าในระยะรัฐบาลท่าน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ แม้จะเป็นระยะเวลาไม่นาน ประเทศไทยได้เริ่มวางหลักการแนวทางปูพื้นฐานในการปรับปรุงส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศในอินโดจีนทั้งสามไว้ โดยสอดคล้องกับความปรารถนาและผลประโยชน์ของประชาชน คือ การอยู่ร่วมกันโดยสันติ สร้างความปรองดองและร่วมมือกันในทางเศรษฐกิจการค้าเพื่อสร้างสันติภาพในภูมิภาคนี้
ประเทศไทยได้กำหนดแนวทางนโยบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับประเทศในอินโดจีนทั้งสามโดยอิสระ ปราศจากการแทรกแซงชักจูง แนะนำ ถูกครอบงำ หรือภายใต้อิทธิพลของแต่ละประเทศ เป็นไปตามคำเตือนสติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ซึ่งเชิญมาตอนต้นว่า “อย่าลืมว่าคนไทยก็มีสมองคิด จะมอบให้ชนชาติอื่นมาแนะให้คิดหรือคิดแทนเราไม่ได้”
และนอกจากนั้นอาศัยการยึดมั่นในเหตุผล ความชอบธรรม ยุติธรรม และเสมอภาค ยืนอยู่บนขาของตนเอง ประเทศไทยสามารถแสวงหาความเข้าอกเข้าใจ ความปรองดอง ความตกลง และแนวทางในการปรับปรุง ความสัมพันธ์ และแก้ปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านได้
หมายเหตุ :
- ถอดจากตอนหนึ่งในจากปาฐกถาพิเศษที่แสดงใน “วันปรีดี” ปี พ.ศ.2531 11 พฤษภาคม 2531 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- คงอักขระและเลขไทยตามต้นฉบับ
- ปรับวรรคย่อหน้าตามเหมาะสมโดยกองบรรณาธิการ