(1) บทนำและความสำคัญ
การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นี้ ถ้านับย้อนหลังกลับไปที่การเลือกตั้งครั้งแรกที่อยุธยาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2435 ก็จะเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 134 ปี นั่นเป็นการเลือกตั้งภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ใหญ่บ้านและกำนัน แต่หากจะนับการเลือกตั้งเพื่อเฟ้นหาตัวแทนของราษฎรอย่างที่เราเรียกกันว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” (ส.ส.) ก็ต้องนับการเลือกตั้งที่จัดขึ้นทั่วประเทศเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2476 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับแต่เกิดเหตุการณ์อภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 ก็จะเป็นระยะเวลากว่า 93 ปี
ไม่ว่าจะนับย้อนกลับไปที่ 2435 หรือย้อนกลับไปที่ 2476 ล้วนแต่เป็นระยะเวลาที่ยาวนานด้วยกันทั้งสิ้น กินเวลาราว 2 ชั่วอายุคน กระนั้นการเลือกตั้งในสังคมไทยสยามก็ไม่เคยราบรื่น เต็มไปด้วยอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย ชะตากรรมความเปลี่ยนแปลงของตัวบทกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง” ก็มีประเด็นเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก
“พระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง” ในไทยสยามมีมาแล้วหลายฉบับ เพราะมีการปรับปรุงแก้ไขอยู่ตลอด มีชะตากรรมไม่ต่างจากระบอบประชาธิปไตยไทยที่ล้มลุกคลุกคลานมาตลอดคู่เคียงกันมาเช่นกัน พระราชบัญญัตินี้มองเผิน ๆ ตามขนบภาษาและความเข้าใจของคนปัจจุบัน อาจเรียกอีกอย่างได้ว่า “พระราชบัญญัติจัดการเลือกตั้ง” คือเป็นกฎหมายเกี่ยวกับรูปแบบและวิธีการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยความสงบเรียบร้อย ตลอดจนการได้มาซึ่งสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ผู้แทนราษฎร” (ส.ส.) แต่เดิมนิยมเรียกสั้น ๆ กันว่า “ผู้แทน” รวมถึงตัวผู้นำรัฐบาล เดิมเรียกว่า “ประธานคณะกรรมการราษฎร” (ตำแหน่งที่พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเคยเป็น แต่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “นายกรัฐมนตรี”) พร้อมทีมงานที่เรียกว่า “คณะรัฐมนตรี” หรือ “คณะรัฐบาล” ผู้จะต้องทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงแล้ว
แต่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งแท้ที่จริงมีสาระสำคัญที่ไม่ใช่แค่กฎหมายเกี่ยวกับรูปแบบวิธีการจัดการเลือกตั้งเท่านั้น เบื้องหลังการออกกฎหมายนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการกำหนดนิยามความหมายของ “ผู้แทนราษฎร” ในแต่ละช่วงยุคสมัยอีกด้วย ซึ่งเป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์สังคม อย่างไรก็ตาม การออกกฎหมายนี้ในระยะหลังมานี้มีข้อน่าสังเกตว่าเป็นไปในทิศทางตามความเข้าใจว่าคือกฎหมายเกี่ยวกับรูปแบบและวิธีการจัดการ มากกว่าจะเป็นเรื่องเนื้อหาสาระที่เป็นการกำหนดนิยามความหมายของผู้ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยสูงสุด (แม้จะโดยตามหลักการเท่านั้นก็ตาม)
ในส่วนนี้ผู้เขียนเห็นว่าการได้กลับไปอ่านรายงานประชุมรัฐสภาในช่วงที่มีการออกกฎหมายนี้ในช่วงระยะแรกเริ่ม คือในระหว่าง พ.ศ. 2475-2477 ซึ่งเป็นระยะ “ตั้งไข่” ของระบอบประชาธิปไตยไทย อาจช่วยให้เราเห็นภาพกว้างมากขึ้นและยังอาจทำให้เห็นถึงสิ่งอันเป็นปัญหาหลักใจกลางสำคัญของการเมืองไทย การเปิดกว้างหรือสกัดกั้นระบอบประชาธิปไตยมักจะมีสนาม (Field) อยู่ที่การออกพระราชบัญญัติการเลือกตั้งนี่แหล่ะ นอกเหนือจากเรื่องรัฐธรรมนูญที่มักจะเขียนใหม่ แก้ไข ยกเลิก วนลูปกันอยู่ตลอด ดังที่ซาบซึ้งกันดีอยู่แล้ว
(2) จาก “27 มิถุนายน 2475” ถึง “10 ธันวาคม 2475”
โดยหลักการและเนื้อหาสาระแล้ว ถือกันว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” หรือที่รู้จักกันในนาม “รัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน 2475” คือพระราชบัญญัติการเลือกตั้งฉบับแรกของสยาม เพราะมีบทบัญญัติกล่าวถึงการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งผู้แทนราษฎรจะต้องมาจากการเลือกตั้งโดยราษฎร อีกทั้งยังให้รายละเอียดวิธีการเลือกตั้งเอาไว้ด้วย
ทราบกันดีว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ “หลวงประดิษฐ์มนูธรรม” (ปรีดี พนมยงค์) การนำเอาเรื่องนี้ไปบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับแรก นับเป็นความหลักแหลมอย่างหนึ่งของ “มันสมองของคณะราษฎร” เพราะช่วยให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านดำเนินไปได้มั่นคง แม้จะแค่ในช่วงระยะไม่กี่ทศวรรษแรกหลังการอภิวัฒน์ก็ตาม
แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน 2475 เป็นฉบับมีผลบังคับใช้ชั่วคราว เพื่อว่าเมื่อมีการตั้งสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมาแล้วจะได้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร (คือฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ในเวลาต่อมา) ขึ้นบังคับใช้แทน กล่าวกันว่า “รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475” เป็นผลจากการประนีประนอมกันระหว่างฝ่ายคณะราษฎรกับคณะเจ้านาย จากเดิมที่ฉบับ 27 มิถุนายน 2475 กระชับสั้นและหนักแน่น ก็ถูกปรับเปลี่ยนมาสู่เนื้อความเริ่มต้นโดยการกล่าวเยิ่นเย้อสรรเสริญ “องค์พระประมุขของชนชั้นนำ” ตามขนบธรรมเนียมการออกกฎหมายแบบเก่า ซึ่งเคยปรากฏมีมาในกฎหมายตราสามดวง เป็นพิธีกรรมเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นเหมือนกฎหมายจารีตที่เกิดจากการพระราชทานจากเบื้องบน แต่แม้กระนั้น รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ก็ยังคงตัวบทสำคัญเอาไว้ตามหลักการที่ถือว่าอำนาจอธิปไตยสูงสุดเป็นของราษฎร รวมถึงรูปแบบวิธีการเลือกตั้ง ก็ยังคงเดิมตามที่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน 2475
อย่างไรก็ตาม กว่าจะถึงจุดนั้น มีเรื่องแทรกปรากฏอยู่ในรายงานการประชุมสภาฯ ก็คือว่าฝ่ายพระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) ประธานคณะกรรมการราษฎร (นายกรัฐมนตรี) สมัยนั้น มีความไม่พอใจที่จะนำเอาการเลือกตั้งตามแบบที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน 2475 มาบังคับใช้ต่อ พระยามโนปกรณ์นิติธาดาซึ่งมี “เอเจนด้า” จะล้มล้างคณะราษฎร อ้างเหตุผลว่าเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน 2475 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และจะต้องถูกยกเลิกไปเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 แล้ว ก็ควรมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งขึ้นใหม่ต่างหาก ไม่ใช่ยังคงเอาฉบับ 27 มิถุนายน 2475 มาใช้ต่อ พระยามโนฯ จึงได้เสนอให้ที่ประชุมสภาฯ ยกร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งขึ้นใหม่
สภารับเรื่องมาอภิปรายและพิจารณาในการประชุมเมื่อวันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ถึงจะเป็นเวลาก่อนจะออกรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 เพียงไม่กี่วัน แต่สภาก็พิจารณาเรื่องนี้กันอย่างละเอียด มีการอภิปรายถึงบทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งแต่ละมาตรา
เริ่มตั้งแต่ประธานสภา (คือเจ้าพระยาพิชัยญาติ) ได้ให้ปรีดี พนมยงค์ อ่านเนื้อความบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งเพื่อทบทวนกันอีกครั้ง แต่ปรีดีก็ไม่ได้แค่อ่านตัวบท ได้มีการสรุปเหตุผลเบื้องหลังการออกบทบัญญัติแต่ละมาตราด้วย อาทิ :
- เดิมจะให้มีเลือกตั้ง 3 ครั้ง หรือ 3 ดีกรี คือให้ราษฎรเลือกผู้แทนระดับหมู่บ้าน แล้วผู้แทนหมู่บ้านเลือกผู้แทนตำบล จากนั้นจึงให้ผู้แทนตำบลเลือกผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของแต่ละจังหวัด แต่ได้ตัดดีกรีแรกออกไป เพื่อประหยัดเวลา การศึกษา และงบประมาณ เหลือเพียง 2 ดีกรี
-จังหวัดไหนมีประชากรมากกว่า 1 แสนคน ถ้า 1.5 แสนขึ้นไป ให้มีผู้แทนอีก 1 คน สำหรับเป็นตัวแทนละ 1 แสนคน ถ้ามีประชากร 2 แสนคน ก็ให้มีผู้แทน 2 คน
-กรณีสัญชาติไทย อิงตามพระราชบัญญัติสัญชาติ หากเป็นลูกครึ่ง บิดาหรือมารดาเป็นไทย ก็ให้มีสิทธิเลือกผู้แทนได้
-การถกเถียงว่า ควรกำหนดให้ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง มีอายุไม่ต่ำกว่า 23 ปี หรือ 25 ปี ฝ่ายพระยามโนฯ เห็นควรให้ 25 ปี ฝ่ายปรีดียืนยันให้ 23 ปี ด้วยเหตุผลว่าต่างประเทศ คนอายุน้อยก็มีความคิดสติปัญญาและความรู้มากแล้ว โดยหยิบยกกรณี “เอมเปอเรออังกฤษ” อายุไม่ถึง 20 ก็ตีอินเดียได้ อายุ 20 ปีตามเกณฑ์การบรรลุวุฒิภาวะ ผ่านการอุปสมบทแล้ว และผ่านการเกณฑ์ทหารอีก 2 ปี เมื่อโหวตก็ปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นควรให้อายุ 23 ปีขึ้นไปมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
-นายมังกร สามเสน ตั้งกระทู้ถามว่า ในพระราชบัญญัติไม่ได้ระบุเพศไว้ ผู้หญิงควรมีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ เรื่องนี้ควรระบุให้ชัดเจน เพราะในทางราชการไทยยังไม่นิยมให้มีบทบาทผู้หญิงข้องเกี่ยวการเมือง
-พระยาราชวังสัน ตอบกระทู้ถามของนายมังกร สามเสน ว่าเห็นด้วยที่ไม่ระบุเพศ เพราะจงใจจะให้ผู้หญิงมีสิทธิโหวตด้วยอยู่แล้ว ไม่ควรกีดกัน อีกทั้งยังอนุญาตให้สตรีมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้ด้วย เพราะว่า “ผู้หญิงก็คือราษฎรเช่นเดียวกับชาย ฉะนั้นไม่ควรมีข้อห้ามว่าผู้หญิงจะสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้”
-คนเสเพล ติดยาเสพติด คนสติสัมปชัญญะไม่บริบูรณ์ คนล้มละลาย ไม่ควรมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง อันนี้ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน
-ควรให้ผู้แทนราษฎรมีสถานะและสิทธิสวัสดิการเหมือนอย่างข้าราชการหรือไม่ ได้ข้อสรุปว่ามีสถานะเทียบเทียมข้าราชการ เพราะกินเงินเดือนประจำจากงบประมาณแผ่นดินเหมือนกัน
พอการประชุมดำเนินมาถึงเรื่องนี้สิ้นสุดลง ก็เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี ประธานสภาฯ จึงให้พักการประชุมชั่วคราว เพื่อสมาชิกได้ไปรับประทานอาหาร จากนั้นเวลาบ่าย 2 โมง ค่อยกลับเข้ามาประชุมพิจารณาเรื่องนี้กันต่อ โดยคราวนี้การพิจารณาบทบัญญัติเฉพาะกาลมาตรา 10-47 มีความเข้มข้นมากขึ้น ตามลำดับดังนี้
-พระยาจ่าแสนยบดี ได้ตั้งกระทู้ถามว่า บางตำบลถ้าเกิดไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง เช่น พวกชาวเขา พวกแม้ว เย้า จะทำอย่างไร
-พระยาวิชัยราชสุมนต์ ก็กล่าวเสริมประเด็นนี้ว่า เมืองไทยตำบลที่อยู่ตามป่าเขายังมีมาก เช่น ไทรโยค (ในจังหวัดกาญจนบุรี) จะทำอย่างไร
-พระยาอุดมพงศ์เพ็ญสวัสดิ์ ก็หยิบยกกรณีมณฑลปัตตานี ที่ราษฎรไม่รู้ภาษาไทย ว่าจะจัดการเลือกตั้งอย่างไร
-พระยาพลพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) กล่าวชี้แจงเพื่อเป็นหลักปฏิบัติต่อไปโดยหยิบยกกรณีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่าง เช่นว่า “มณฑลไหนเป็นได้ก็ให้เป็นมณฑลไป เช่นแลเห็นได้จากธงของอเมริกา มีที่ว่างไว้สำหรับใส่ดาว แต่ถ้ายังไม่มีดาวก็ไม่มีมณฑล ถ้ามีมณฑลเพิ่มขึ้นก็มีดาวเพิ่มขึ้นด้วย จะสังเกตได้จากธงนั้น ฉันใดก็ดี การเลือกตั้งผู้แทนตำบล ในตำบลไหนที่เป็นป่าดอนมากนักเราก็ปล่อยว่างไว้”
-พระยาเทพวิฑูร เสนอว่า ถ้าตำบลใดไม่มีผู้แทนให้กำนันทำหน้าที่แทนดีไหม?
-ปรีดี แสดงความเห็นแย้งว่า กำนันในสยามเวลานี้ยังเป็น “คนจีนในบังคับสยาม” อยู่มาก จึงทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรด้วยไม่ได้ เพราะขัดกฎหมายสัญชาติ แต่ครั้นจะอนุญาตให้คนในบังคับสยามสามารถเป็นผู้แทนราษฎรได้ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 ก็นิยามความหมายของคนในบังคับสยามไว้กว้างมาก จะทำให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมามาก
-สุดท้ายในส่วนนี้ที่ประชุมเห็นควรให้ว่างเว้นไว้ตามที่พระยาพหลฯ เสนอ
-มาตรา 15 ปรีดีกล่าวนำเสนอว่า “มาตรา ๑๕ ความเดิมอ่านได้ความว่า “การออกเสียงให้เริ่มตั้งแต่ ๙.๐๐ นาฬิกา ถึง ๑๕ นาฬิกา” ที่กำหนดเวลานี้ได้พิจารณาถึงเหตุการณ์ทั่วไป และเวลานี้เหมาะเพราะชาวบ้านราษฎรจะได้รับประทานอาหารเช้ากันเสียก่อน และทั้งได้คิดไว้ว่าจะให้กรมการอำเภอจัดทำดังนี้ ตำบลใดมีการเลือกตั้งในวันนั้น จะได้จัดให้มีการเลี้ยงพระเพลที่วัดอันเป็นสาธารณสถานจะมีสลากภัทร์อะไรด้วยก็ได้ กับทั้งให้มีการรื่นเริง เช่นมีเพลง มีลิเก ช่วงชัย ฯลฯ เพื่อว่าพวกผู้ใหญ่จะได้มาทำบุญ หนุ่ม ๆ สาว ๆ มารื่นเริงที่วัดแล้วขึ้นไปบนศาลาเพื่อออกเสียง เมื่อทำเช่นนี้การออกเสียงในเมืองไทยจะไม่เหงา ราษฎรจะรู้สึกครึกครื้นตื่นเต้น และเพาะให้เกิดความนิยมการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญได้อย่างดีทีเดียว”
-ไม่มีใครอภิปรายคัดค้านมาตรานี้
-มาตรา 31 ปรีดีกล่าวนำว่า “มาตรา ๓๑ มีความว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดได้คะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งแห่งจำนวนเสียงที่ได้ออกโดยถูกต้อง ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นเป็นผู้แทนราษฎร แต่ในการเลือกตั้งครั้งแรกไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดได้คะแนนดังกล่าวไว้ในวรรค ๑ หรือผู้ได้คะแนนเสียงดังกล่าวนั้น ยังมีไม่ครบจำนวนผู้แทนราษฎรซึ่งจังหวัดนั้นจะพึงมีได้ ก็ให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรตามจำนวนที่ยังขาดอยู่อีกครั้งหนึ่ง ภายในเวลาสามวันนับแต่วันเลือกตั้งครั้งแรก ในการเลือกตั้งครั้งที่สองนี้ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีคะแนนสูงตามลำดับลงมาเป็นผู้แทนราษฎรจนครบตามจำนวน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ท่านให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐ มาบังคับใช้โดยอนุโลม
และกล่าวต่อไปว่า ขอชี้แจงว่าวิธีเลือกผู้แทนนี้เราใช้วิธีเลือก ๒ หน เป็นวิธีที่ใช้ในฝรั่งเศสและในคอนติเนนต์บางประเทศ ต่างกับวิธีเลือกหนเดียวที่ใช้สำหรับเลือกผู้แทนตำบล วิธีเลือก ๒ หนนี้เห็นว่าเหมาะอย่างยิ่งสำหรับที่จะนำมาใช้แก่วิธีเลือกผู้แทนราษฎร เพราะวิธีเลือกผู้แทนราษฎร เราใช้วิธีเลือก ๒ ชั้น หรือ ๒ ดีกรี คือราษฎรเลือกผู้แทนตำบลชั้นหนึ่ง ผู้แทนตำบลเลือกผู้แทนราษฎรอีกชั้นหนึ่ง ฉะนั้นจำนวนผู้แทนตำบลที่จะออกเสียงเลือกผู้แทนราษฎรจึงมีจำนวนน้อย ถ้าจะเลือกหนเดียวแล้วผลจะได้เช่นนี้ สมมตว่าในจังหวัดหนึ่งมีผู้แทนตำบล ๑๐๐ คน มีผู้สมัคร ๕๐ คน เสียงย่อมกระจายบางทีผู้ที่ได้คะแนนเสียงเพียง ๓ เสียง อาจได้คะแนนสูงที่สุด และเป็นผู้แทนด้วยคะแนนเสียง ๓ เสียงเช่นนี้ไม่งดงามเลย ตามวิธีเลือก ๒ หนนั้น ถ้าเลือกครั้งแรกมีผู้ได้คะแนนเกินกว่าครึ่งก็ได้เป็นผู้แทนทันที ไม่ต้องเลือกครั้งที่ ๒ อีก ถ้าไม่ได้เกินกว่าครึ่งก็ต้องมีการเลือกตั้งครั้งที่ ๒ อีก ตามที่ปรากฏอยู่ในตัวบทนั้น
อนึ่งขอชี้แจงว่าศิลปแห่งการเลือกตั้ง (Election) มีอยู่มากด้วยกัน เช่นในประเทศฝรั่งเศสที่มีหลายปาร์ตี้ (พรรคการเมือง-ผู้อ้าง) การเลือกครั้งแรกต่างปาร์ตี้ต่างก็ชิงชัยสำหรับปาร์ตี้ตน สมมตว่าในครั้งแรกใครได้เสียงเกินกว่าครึ่ง และถึงกับต้องมีการเลือกครั้งที่ ๒ แล้ว ในครั้งนี้เขาเปิดโอกาสให้ปาร์ตี้ที่มีจุดหมายคล้าย ๆ กันประนีประนอม คือ ปาร์ตี้ที่ ๑ ถอนผู้สมัครเพื่ออีกปาร์ตี้หนึ่ง เช่นพวกราดิกาลโซเชียลลิสต์ถอนผู้สมัครของตนเสีย โดยขอให้ผู้ออกเสียงฝ่ายตนช่วยออกเสียงให้แก่พวกโซเชียลลิสต์ แทนที่จะโหวตให้พวกเรปุบลิกแกงอันเป็นพวกขวา เมื่อถอนแล้วเสียงพวกโซเชียลลิสต์ที่มากก็ชนะพวกขวาได้ เป็นการป้องกันมิให้ปรปักษ์โดยตรงของพวกราดิกาลโซเชียลลิสต์ชนะ คือเมื่อพวกราดิกาลโซเชียลลิสต์เห็นว่าพวกตนจะแพ้แล้วก็ยอมถอนเสียงให้พวกโซเชียลลิสต์ที่มีจุดหมายคล้าย ๆ กัน ชนะเสียดีกว่าให้ปรปักษ์โดยตรงชนะ ศิลปดังนี้จะนำมาใช้ในประเทศสยามก็ได้ เช่นในจังหวัดหนึ่งมีผู้สมัครที่เป็นคณะเหลืองหลายคน แทนที่สมาคมคณะเหลืองจะกำหนดตายตัวลงไปว่าในจังหวัดนั้นผู้สมัครต้องเป็นคนนั้นคนนี้พอดีกับจำนวนผู้แทนจังหวัดนั้นอาจมีได้ซึ่งจะเป็นการทำให้แก่งแย่งและขมขื่นในระวางคณะเดียวกันเสียก่อนแล้ว สมาคมคณะเหลืองอาจปล่อยฟรี คือในการเลือกตั้งครั้งแรกคณะเหลืองคนใดสมัครเป็นผู้แทนกี่คนก็รับทั้งนั้น แล้วยอมให้ทุก ๆ คนสมัครในการเลือกตั้งครั้งแรก ใครได้คะแนนเกินกว่าครึ่งก็ได้เป็นผู้แทนราษฎรทันที ถ้าครั้งแรกไม่มีใครได้และจะต้องมีการเลือกครั้งที่ ๒ แล้ว ในตอนนี้เองสมาคมคณะเหลืองอาจจะวางกติกาไว้ก่อนว่าผู้ที่ได้คะแนนน้อยต้องถอนให้คงเหลือแต่ผู้สมัครเท่าจำนวนที่จังหวัดนั้นจะมีผู้แทนได้ ดังนี้ผู้แทนที่ได้คะแนนน้อยก็ต้องถอน ผู้ออกเสียงที่เป็นคณะเหลืองก็จะได้ช่วยกันทุ่มเทเสียงให้แก่ผู้สมัครของคณะเหลืองที่เหลืออยู่ เสียงของคณะเหลืองที่รวมกันเข้าก็อาจจะมากกว่าเสียงของคณะอื่นและอาจจะชนะได้ ถ้าสมาคมคณะเหลืองกำหนดผู้สมัครตายตัวตั้งแต่ในการเลือกตั้งแล้ว ผู้สมัครนั้นเองอาจไม่เป็นที่พอใจของผู้ออกเสียงในท้องถิ่น และอาจจะเปลี่ยนความคิดไปเลือกผู้อื่นได้
ในบางประเทศบัญญัติเลยไปถึงให้มีการเลือกตั้งครั้งที่ ๓ ถ้าครั้งที่ ๒ ได้จำนวนเสียงที่กำหนดไว้ไม่พอ วิธีนี้เห็นจะยุ่งยาก ฉะนั้นจึงตัดเสียเอาเพียงเลือก ๒ ครั้ง คือครั้งที่ ๒ คะแนนเสียงจะเป็นอย่างไรก็ตาม ถือเอาคะแนนมากที่สุดเป็นเกณฑ์”
-ไม่มีผู้ใดอภิปรายคัดค้านความในมาตรา 31
สุดท้ายที่ประชุมยังคงรับรองให้ใช้บทบัญญัติตามเดิมที่ปรีดีเคยยกร่างไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน 2475 มีการปรับปรุงตัวบทอักษรเพียงเล็กน้อย โดยไม่มีการแก้ไขส่วนที่เป็นสาระสำคัญ เป็นอันว่าข้อเสนอของฝ่ายพระยามโนฯ ตกไป รัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475 จึงยังคงใช้บทบัญญัติเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามอย่างรัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน 2475
(3) การแก้ไขหลังกรณีพระยามโนปกรณ์นิติธาดากับรัฐประหาร 1 เมษายน 2476
แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ที่ถือได้ว่าคณะราษฎรได้ประนีประนอมกับฝ่ายคณะเจ้านาย ได้ประกาศใช้ไปแล้ว แต่ฝ่ายพระยามโนฯ ก็ยังไม่พอใจ จึงได้คิดอ่านหาทางแก้ไข แต่ทว่ารัฐธรรมนูญกับสภาไม่เอื้ออำนวย เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2476 พระยามโนฯ จึงได้มอบของขวัญปีใหม่ให้แก่ราษฎร (สมัยนั้นสยามยังเริ่มต้นปีใหม่เมื่อวันที่ 1 เมษายน) โดยการใช้อำนาจในฐานะผู้นำรัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาปิดสภา ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ถวายคืนพระราชอำนาจ ถือเป็นการกระทำรัฐประหารครั้งแรกนับแต่ 2475 เป็นต้นมา และเป็นการรัฐประหารโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยม-กษัตริย์นิยม เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วย
ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 คณะราษฎรสายทหารนำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) กับ นายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในเวลาต่อมา) ได้นำกำลังเข้ายึดอำนาจคืนจากฝ่ายพระยามโนฯ แล้วดำเนินการฟื้นฟูระบอบใหม่ นำเอารัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 กลับมาใช้และเปิดสภาขึ้นใหม่อีกครั้ง
นอกจาก “สมุดปกเหลือง” (เค้าโครงการเศรษฐกิจ) ตัวบทบางมาตราในรัฐธรรมนูญแล้ว กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งก็เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติการณ์ทางการเมือง นำไปสู่การรัฐประหารของพระยามโนฯ รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาจึงได้เสนอให้ที่ประชุมสภาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขใหม่ในบางมาตรา จึงเกิดมี “พระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2476” ขึ้นมา ซึ่งเป็นผลจากการประชุมพิจารณาเมื่อวันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2476 ถือเป็นการปรับปรุงพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

เค้าโครงเศรษฐกิจ (สมุดปกเหลือง)
เนื่องจากปรีดี พนมยงค์ ยังอยู่ในระหว่างลี้ภัย ครั้งนี้ที่ประชุมจึงได้ให้หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ ในฐานะประธานกรรมาธิการสำรวจและพิจารณากฎหมาย เป็นผู้แถลงคำอธิบายและนำเสนอร่างต่อที่ประชุมสภา ทั้งนี้ได้มีการแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติมดังนี้ :
-จากเดิมที่กำหนดให้ประชากร 1 แสนคน ต่อผู้แทน 1 คน เปลี่ยนมาเป็น 2 แสนคน ต่อผู้แทน 1 คน
-ให้ข้าราชการที่รับเงินเดือนประจำไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง หากจะลงสมัครต้องลาออกเสียก่อน
-กำหนดคุณสมบัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร จะต้องมีความรู้เทียบชั้นประถมสามัญ
-ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 30 บาท
-ฯลฯ
“พระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2476” สะท้อนให้เห็นความพยายามที่จะทำให้การได้มาซึ่งผู้แทนราษฎรมีความรัดกุมและน่าเชื่อถือมากขึ้น โดยให้มีศักดิ์และสิทธิสวัสดิการเหมือนอย่างเป็นข้าราชการผู้หนึ่ง แต่ก็ไม่อนุญาตให้มีการโอนย้าย ข้าราชการที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งจะต้องลาออกจากราชการเสียก่อน เงินค่าธรรมเนียมการสมัครก็ถูกกำหนดขึ้นเพื่อไม่ให้ใครก็สามารถสมัครได้ และยังเป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดวุฒิการศึกษาขั้นต่ำของผู้แทนราษฎร แต่ก็ไม่สูงนัก แค่ให้เรียนจบชั้นประถมสามัญ อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต เพื่อที่จะได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างราษฎรกับส่วนกลางได้
การณ์นี้ยังนำไปสู่แนวคิดและนโยบายของคณะราษฎรหรือหลัก 6 ประการ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “หลักการศึกษา” การส่งเสริมให้ราษฎรได้เข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับชั้นประถมสามัญ จึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนเกี่ยวข้องกับการปลูกฝังความนิยมในหมู่ราษฎรต่อระบอบใหม่โดยตรง การกำหนดคุณสมบัติผู้แทนราษฎรเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เพื่อทำให้เกิดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการศึกษาเล่าเรียนอยู่ด้วย เนื่องจากประเด็นข้อครหาที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมใช้โจมตีระบอบใหม่เรื่องหนึ่งเลย ก็คือราษฎรยังไม่พร้อม เพราะไม่ได้รับการศึกษา จำนวนผู้ได้เรียนหนังสือจนอ่านออกเขียนได้ ยังมีน้อย ซึ่งที่จริงเป็นเพราะภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช การศึกษาไม่ใช่สิ่งที่ราษฎรจะเข้าถึงอย่างเสมอภาคด้วย
อีกประเด็นที่จะเห็นได้จากการพิจารณาในที่ประชุมครั้งก่อน ๆ แล้ว ก็คือว่าสถานภาพของผู้แทนราษฎรมักจะเป็นประเด็นถูกหยิบยกมาพิจารณาเปรียบเทียบกับข้าราชการ ดังนั้น เพื่อให้ตัวแทนของราษฎรมีเกียรติยศและศักดิ์ศรีไม่ด้อยไปกว่าตัวแทนของระบอบเก่า จึงได้มีการพิจารณากำหนดคุณสมบัติของผู้แทนราษฎรออกมาดังที่ปรากฏตามพระราชบัญญัติ
(4) เปิดจดหมายปรีดี & การยืนยันหลักการเดิม-ตอบโต้พระยามโนฯ
โดยเหตุที่ผลจากการรัฐประหารนำโดยพระยามโนฯ การใส่ร้ายป้ายสีต่อปรีดีว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จากกรณีสมุดปกเหลือง (เค้าโครงการเศรษฐกิจ) นำไปสู่การที่ปรีดีต้องลี้ภัยออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก การประชุมสภาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเลือกตั้งเมื่อวันอังคารที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2476 จึงเป็นการประชุมที่ปรีดีไม่ได้เข้าร่วมด้วย แต่ปรีดีได้ส่งจดหมายชี้แจงแสดงความคิดเห็นตอบโต้พระยามโนฯ ที่ได้เคยออกแถลงการณ์โจมตีปรีดีกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งฉบับ พ.ศ. 2475 เอาไว้หลายประการ
การประชุมพิจารณาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2476 จึงเริ่มต้นโดยการที่ประธานสภาฯ ได้ให้นายเล้ง ศรีสมวงศ์ เป็นผู้อ่านจดหมายฉบับดังกล่าวนี้ของปรีดี ก่อนที่จะเริ่มการประชุมพิจารณาเป็นวาระต่อไป จดหมายปรีดีฉบับนี้มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :
“พระราชบัญญัติใหม่นี้ได้ได้แก้ไขพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๔๗๕ ในข้อความสำคัญ โดยที่พระยามโนฯ กับพวกได้นำเอาข้อความที่ตนเถียงแพ้ในขณะที่ร่างพระราชบัญญัติกับที่ตนจำนนในทางปฏิบัติมาใส่ไว้เกือบทั้งสิ้น
พระราชบัญญัติการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้น สภาผู้แทนราษฎรได้เป็นผู้ลงมติและเป็นส่วนหนึ่งซึ่งสืบเนื่องมาแต่รัฐธรรมนูญ (มาตรา ๖๔ (๒)) การที่จะยอมถือตามความเห็นของพระยามโนฯ กับพวก โดยที่พระราชบัญญัติใหม่ได้ออกโดยคณะรัฐมนตรีตามพระราชกฤษฎีกา ไม่ใช่ตามรัฐธรรมนูญนั้น ย่อมเห็นได้ประจักษ์แจ้งว่าเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง
การเลือกตั้งถือว่าเป็นสาระสำคัญในทางการเมือง ในบางประเทศการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งแห่งรัฐธรรมนูญ และเราก็เคยมีบทบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งไว้ในรัฐธรรมนูญฉะบับชั่วคราว ดั่งนี้จึงเห็นว่ากฎหมายการเลือกตั้งไม่ใช่เป็นกฎหมายธรรมดา หรือเป็นกฎหมายอันจะยอมให้คณะรัฐมนตรีแก้ไขได้ตามความพอใจเพื่อหาพวกพ้องของตน ฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดก็ควรได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยสภาผู้แทนราษฎร
ข้าพเจ้าจำได้ว่า เมื่อได้ร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๔๗๕ เสร็จแล้ว พระยามโนฯ ได้นำร่างนี้ไปถวายพระมหากษัตริย์ให้ทอดพระเนตร ครั้นแล้วพระยามโนฯ ได้บอกกับข้าพเจ้าว่า พระมหากษัตริย์ทรงชมเชยข้าพเจ้าว่า ร่างกฎหมายนี้ทรงเห็นว่าเป็นหลักประชาธิปไตย (เดโมเครติก) แท้ ๆ และทรงรับสั่งว่า จะไม่ทรงทักท้วงเลยแม้แต่อักษรเดียว
ดั่งนี้ก็ย่อมเห็นแล้วว่าพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๔๗๕ นี้ได้รับความเห็นที่ไม่เฉพาะผู้แทนราษฎรเท่านั้น แม้แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงโปรดปราน
แต่เหตุไฉนรัฐบาลอันมีพระยามโนฯ เป็นนายกจึ่งได้จัดการแก้พระราชบัญญัตินี้เสียเล่า? ทั้งนี้มีเหตุเป็น ๒ นัย
๑. เพื่อเลิกล้างการกระทำของข้าพเจ้าเสียทั้งหมด เพราะพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้ยกร่างขึ้นปรึกษาในคณะอนุกรรมการ
ทั้งนี้จะเห็นได้จากคำแถลงการณ์ของรัฐบาลว่า
“พระราชบัญญัตินี้ในชั้นต้นคิดจะทำเป็นพระราชบัญญัติใหม่ทั้งมวล... แต่เมื่อได้พิจารณาดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามแล้วก็เห็นว่าจะทำเช่นนั้นไม่ถนัด เพราะมาตรา ๖๔ (๒) แห่งรัฐธรรมนูญ พูดเจาะจงว่าการเลือกตั้งสมาชิกประเภทที่สองนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๔๗๕”
ดั่งนี้รัฐบาลอันมีพระยามโนฯ เป็นนายก ได้แสดงออกมาเองว่าตนต้องการทำเป็นพระราชบัญญัติใหม่ แต่มีรัฐธรรมนูญขวางอยู่
แต่ข้อนี้ไม่ใช่ของสำคัญอันใดนัก ข้าพเจ้าไม่ประสงค์ที่จะมีทิษฐิมานะให้ใช้พระราชบัญญัติที่ข้าพเจ้าร่าง ที่ข้าพเจ้าเป็นห่วงก็คือสิทธิของพลเมือง การทำกันตรงไปตรงมาซึ่งสงสัยเป็นนักหนาว่าพระยามโนฯ จะได้จัดการวางแผนในการหาเสียงข้างมากไว้อย่างไร
๒. เพื่อหาเสียงข้างมาก ทางฝ่ายพระยามโนฯ เพราะพระยามโนฯ มีความเกลียดชังคนรุ่นหนุ่มเป็นนักหนา เหตุฉะนั้นจึงขอขยายอายุให้สูงขึ้น กับทั้งพระยามโนฯ ประสงค์จะควบคุมสภาฯ ไม่ใช่ให้สภาควบคุมตามรัฐธรรมนูญ จึงได้ลดจำนวนสมาชิกให้น้อยลง ข้อนี้ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า พระยามโนฯ ได้พูดกับข้าพเจ้าหลายครั้งว่าตาม พ.ร.บ. พ.ศ. ๒๔๗๕ จะมีสมาชิกมากคุมกันไม่อยู่ ข้าพเจ้าได้เคยตอบว่าความจริงไม่ใช่เราคุมสภาฯ คือสภาฯ ต้องคุมเราต่างหาก ส่วนการลดจำนวนก็ดี ขยายอายุก็ดี เหล่านี้ ได้พูดชี้แจงเถียงกันมามาก พระยามโนฯ จำนนไม่คัดค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่จัดการออกพระราชบัญญัติใหม่เมื่อตนจัดการล้มสภาฯ แล้ว
๓. ในพระราชบัญญัติใหม่นี้มีวิธีทางที่พระยามโนฯ จะใช้วิธีหาเสียงข้างมากทางเจ้าหน้าที่มหาดไทยหลายประการ ข้าพเจ้าเห็นควรชี้แจงต่อท่านถึงความจริงดั่งนี้
เมื่อยังมีคณะราษฎรอยู่นั้น ข้าพเจ้าได้ประสงค์ที่จะให้คณะราษฎรจัดการเลือกตั้งของคณะไม่เกี่ยวแก่รัฐบาล ครั้นต่อมาเมื่อพระยามโนฯ คิดอ่านล้มคณะราษฎร ข้าพเจ้าได้ถามว่า จะจัดการเลือกตั้งของคณะอย่างไร พระยามโนฯ ตอบว่า พระยามโนฯ จะจัดการทางมหาดไทย คือ ใช้พระยาจ่าแสนยฯ ให้สั่งเจ้าเมืองเป็นการลับ แล้วเจ้าเมืองสั่งนายอำเภอให้จัดการเลือกผู้ที่ต้องการ ข้าพเจ้าได้คัดค้านว่าการทำเช่นนี้ไม่ยุติธรรม ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย และยิ่งไปกว่านั้น ในทางปฏิบัติเห็นว่า เจ้าเมืองกับนายอำเภอจะหมดความเลื่อมใสในรัฐบาล และได้ย้อนถามพระยามโนฯ ว่าถ้าเลือกไม่ได้ผู้ที่ต้องการจะทำอย่างไร พระยามโนฯ ตอบว่าก็เอามันออกจากราชการเสียซิ (หมายถึงเจ้าเมืองและนายอำเภอ) ข้าพเจ้าก็คัดค้านเรื่อยมา และเห็นว่าการเลือกตั้งต้องทำทางคณะการเมือง ครั้นคณะราษฎรได้ตกลงเปลี่ยนวัตถุที่ประสงค์แล้ว ข้าพเจ้าได้ถามพระยามโนฯ ว่าใต้เท้าจัดการเลิกคณะราษฎรในทางการเมืองเสียแล้ว ใต้เท้าจะจัดการเลือกตั้งอย่างไร พระยามโนฯ ก็ตอบว่าจะจัดทางเจ้าเมืองนายอำเภอ ให้พระยาจ่าแสนยฯ จัดการกำชับกันต่อไป เราอยากได้ใครก็กระซิบไป ข้าพเจ้าจึ่งคัดค้านว่าทำอย่างนั้นไม่ยุติธรรม และเห็นว่าเจ้าเมือง นายอำเภอ จะกระซิบราษฎรได้อย่างไร คนมากด้วยกัน และยิ่งในมณฑลชั้นในแล้วกระซิบไม่ได้ พระยามโนฯ ว่าทำไมจะกระซิบไม่ได้ เวลานี้การเลือกผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ไม่ใช่กระซิบกันหรือ ข้าพเจ้าว่าในมณฑลชั้นในกระซิบกันไม่ใคร่ได้ ข้าพเจ้าเองเคยออกเสียงเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านที่อยุธยา เมื่อก่อนไปนอก ไม่เห็นว่านายอำเภอมากระซิบบอกให้เลือกใครเลย พระยามโนฯ จึ่งตอบว่า “ก็พี่ชายกันเคยเป็นเจ้าเมืองนี่นา เขาบอกว่ากำนันนั้นความจริงเขาจัดตั้งเอง กันก็เห็นว่าเราทำอย่างนั้นได้” ครั้นต่อมาเมื่อก่อนมีการปิดสภาฯ ได้ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงเรื่องนี้ ข้าพเจ้าแถลงว่าการเลือกตั้งขออย่าให้รัฐมนตรีมหาดไทยเกี่ยวข้องกระซิบเจ้าเมือง นายอำเภอเลย และได้บอกพระยาจ่าแสนยฯ ว่า ถ้าใต้เท้าทำเช่นนั้นแล้วใต้เท้ามีความผิด เมื่อเสร็จประชุมก่อนขึ้นรถที่หน้าศาลาลูกขุนใน ข้าพเจ้ายังบอกพระยาจ่าแสนยฯ ดัง ๆ มีผู้ได้ยินหลายคนว่า ใต้เท้าอย่าเล่นสกปรกอย่างพระยามโนฯ ถ้าขืนเล่นเช่นนั้นอาจถูกฟ้องอาชญา
ดั่งนี้ย่อมเห็นได้ว่า พระยามโนฯ มีความตั้งใจทำเสียงข้างมากทางเจ้าเมืองนายอำเภอ ฉะนั้นพระราชบัญญัติแก้ไขนี้ควรยกเลิกเพื่อป้องกันความทุจริต”
ในการประชุมครั้งต่อมาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2476 นอกจากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2476 แล้ว จึงได้มีการอภิปรายความผิดที่พระยามโนฯ ได้กระทำ นำไปสู่การยกเลิกบทบัญญัติกฎหมายหลายฉบับที่ออกโดยรัฐบาลพระยามโนฯ ในช่วงกระทำรัฐประหาร เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่มีการประชุมสภาเพื่อพิจารณาความผิดของผู้กระทำการรัฐประหาร
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันที่จะได้อภิปรายต่อและโหวตลงมติกัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2476 รัฐบาลพระยาพหลฯ ก็ได้ยื่นญัตติขอให้สภาเลื่อนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งออกไปก่อน เพราะมีวาระจำเป็นเร่งด่วน ขอแนวทางจากที่ประชุมสภา เนื่องจากเกิดปัญหาน้ำท่วมหลายจังหวัดในภาคเหนือ
เมื่อการประชุมพิจารณาปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือเสร็จสิ้นไป สภาก็เปิดประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งต่อแล้วมีมติรับรองให้ประกาศใช้ทันการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ไม่เพียงเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับแต่มีการอภิวัฒน์ 2475 เป็นต้นมา ยังเป็นการเลือกตั้งที่เหมือนเป็นการทดลองใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2476 เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันด้วย
.jpg)
พระราชบัญญัติการเลือกคตั้ง พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2476
(5) การแก้ไขโดยสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2477
ภายหลังจากที่การเลือกตั้งภายใต้ “พระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2476” ได้ผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ได้เกิดมีผู้แทนราษฎรชุดแรกที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้ระบอบใหม่แล้ว ก็ได้มีการประชุมพิจารณาเพื่อแก้ไขร่างพระราชบัญญัตินี้อีกครั้งเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2477
ในครั้งนี้ ได้เกิดดาวเด่นในสภาคนใหม่ ๆ หลายคนด้วยกัน อาทิ ขุนประเจตดรุณพันธ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก, นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี, นายเลียง ไชยกาล ผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีอีกท่านหนึ่ง, นายสวัสดิ์ ยุวะเวส ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์, ขุนอินทรภักดี ผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์, ขุนชำนาญภาษา ผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส, หลวงวรนิติปรีชา ผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เป็นต้น
บุคคลเหล่านี้ต่างก็ได้อภิปรายชี้ให้เห็นข้อบกพร่องควรแก้ไขของ “พระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2476” กันอยากหนักแน่นและละเอียดถี่ถ้วน นำไปสู่การเกิด “พระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2477” ซึ่งถือเป็นฉบับสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของไทย แต่ก็ไม่พ้นต้องถูกยกเลิกและแก้ไขใหม่อีกในเวลาต่อมาเมื่อเกิดรัฐประหาร พ.ศ. 2490
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการประชุมเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2477 นั้น สภาได้มีมติรับรองพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2477 พระราชบัญญัตินี้ถือเป็นพระราชบัญญัติการเลือกตั้งฉบับแรกที่มีการปรับปรุงแก้ไขโดยสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง และได้บังคับใช้ในช่วงสมัยรัฐบาลคณะราษฎรเมื่อปลายทศวรรษ 2470-2480
ทั้งนี้น่าสังเกตว่า ปรีดี พนมยงค์ ไม่ได้ส่งจดหมายมาโต้แย้งหรือมีบทบาทอย่างใดต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ในครั้งนี้ เพราะไม่เหมือนการแก้ไขอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการรัฐประหารของพระยามโนฯ เมื่อต้นปีพ.ศ. 2476 เท่ากับว่าปรีดีเองก็เห็นพ้องด้วยกับร่างแก้ไขฉบับพ.ศ. 2477
(6) บทสรุปและส่งท้าย
จะเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งกับการเลือกตั้งเพื่อได้มาซึ่งตัวแทนของราษฎร เจออุปสรรคขัดขวางความเจริญมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มหลังการอภิวัฒน์ 2475 อุปสรรคขัดขวางดังกล่าวนี้คือพลังของกลุ่มอนุรักษ์นิยมในสังคมไทยสยาม สมัยโน้นนำโดยพระยามโนฯ ต่อมาก็พระองค์เจ้าบวรเดช แต่ฝ่ายคณะราษฎรก็ต่อสู้และยืนหยัดในหลักการจนได้รับชัยชนะในท้ายสุดตลอดช่วงทศวรรษ 2470-2480 ก่อนที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะมีกำลังเข้มแข็งมากขึ้นในทศวรรษ 2490-2500
ระหว่างนี้พระราชบัญญัติว่าการเลือกตั้งของไทยสยามก็ล้มลุกคลุกคลาน มีการยกเลิก ปรับปรุงแก้ไข และร่างใหม่ อยู่หลายครั้งหลายครา ขนานควบคู่กันมากับระบอบประชาธิปไตยไทยที่ก็ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอดอย่างที่ทราบกันดี ทั้งนี้การขัดขวางไม่ให้ราษฎรได้มีตัวแทนของพวกเขาอย่างแท้จริง ยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมพยายามกระทำมาโดยตลอด จากการป่วนพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง ซึ่งเข้าใจได้ เพราะการเลือกตั้งถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการได้มาซึ่งตัวแทนของราษฎร หรือต่อให้ไม่อาจขัดขวางไม่ให้มีตัวแทน
เมื่อต้องมีตัวแทนก็ต้องเป็นผู้ที่เขาสามารถควบคุมได้ หรือสามารถจะเปลี่ยนธาตุ-แปรสี-ย้ายข้าง ไม่ใช่บุคคลที่จะพิทักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตยหรือเป็นตัวแทนราษฎรเพื่อคงไว้ซึ่งหลักว่าด้วยอำนาจอธิปไตยสูงสุดเป็นของราษฎร ในช่วงหลังเมื่อมีระบบพรรคการเมือง การควบคุมผ่านกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งยิ่งทวีความเข้มข้นสำหรับฝ่ายอนุรักษ์นิยมในการที่จะดีไซน์ระบบเพื่อทำให้พรรคการเมืองหมดสิ้นศักยภาพที่จะเป็น “สถาบันทางการเมือง” ควบคู่กับภารกิจเดิมที่เป็นการยับยั้งไม่ให้ราษฎรได้มีตัวแทนปากเสียงของตนเองอย่างแท้จริงเรื่อยมา
เมื่อเป็นดังนั้น ลำพังการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เพียงพอ ยังต้องแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งด้วย อย่างน้อยที่สุดปรีดี พนมยงค์ พระยาพหลฯ คณะราษฎร ตลอดจนผู้แทนราษฎรชุดแรก (ที่มาจากการเลือกตั้ง) ก็ได้กระทำเป็นแบบอย่างเอาไว้ กลับไปอ่านกันสักนิดเถิด เพื่อที่ในอนาคตเราจะได้ไม่ต้องมีคำถามว่า จะเลือกตั้งกันไปทำไม ในเมื่อไม่สามารถจะนำไปสู่การมีตัวแทนของราษฎรได้อย่างแท้จริง?
อ้างอิง :
“พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 45 หน้า 166-179, วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475
“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49 หน้า 529-551, วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 44 (สมัยสามัญ) วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2475
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 45 (สมัยสามัญ) วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2475
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 8 (สมัยวิสามัญ สมัยที่หนึ่ง) วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2476
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 9 (สมัยวิสามัญ สมัยที่หนึ่ง) วันอังคารที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2476
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 10 (สมัยสามัญ สมัยที่หนึ่ง) วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2476
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 11 (สมัยวิสามัญ สมัยที่หนึ่ง) วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2476
รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 8 (สมัยวิสามัญ สมัยที่สอง) วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2477