ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
วันนี้ในอดีต

100 ปี ชาตกาล อังคาร กัลยาณพงศ์

13
กุมภาพันธ์
2569

โลกนี้มิอยู่ด้วยมณี  เดียวนา

ทรายและสิ่งอื่นมี  ส่วนสร้าง

ปวงธาตุต่ำกลางดี  ดุลยภาพ

ภาคจักรพาลมิร้าง  เพราะน้ำแรงไหน

     ภพนี้มิใช่หล้า  หงส์ทอง เดียวเอย

กาก็เจ้าของครอง  ชีพด้วย

เมาสมมุติจองหอง  หินชาติ

น้ำมิตรแล้งโลกม้วย  หมดสิ้นสุขศานต์ ฯ

บทกวีชิ้นนี้ของ อังคาร กัลยาณพงศ์ ไม่เพียงแต่ไพเราะด้วยท่วงทำนอง แต่ยังเป็นหลักฐานทางวรรณกรรมที่สำคัญซึ่งสะท้อนปรัชญาเสรีชนและมนุษยานุภาพอย่างลึกซึ้ง อังคารใช้สัญลักษณ์เพื่อรื้อถอนแนวคิดราชาชาตินิยมหรือระบบศักดินาที่จัดลำดับคุณค่าของมนุษย์ เขาชี้ให้เห็นว่าโลกไม่ได้ประกอบด้วยสิ่งสูงค่า (มณี) เพียงอย่างเดียว แต่ "ทราย" (ชนชั้นล่าง/สิ่งสามัญ) คือส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้โลกดำรงอยู่ได้ การเปรียบเทียบ “หงส์” “กา” เป็นการท้าทายคติโบราณที่ยกย่องหงส์และเหยียดหยามกา เขายืนยันว่า "กาก็เจ้าของครองชีพด้วย" ซึ่งเป็นการประกาศสิทธิและความเป็นเจ้าของโลกในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน

บทกวีนี้พูดถึงดุลยภาพของสรรพสิ่ง การใช้คำว่า "ปวงธาตุต่ำกลางดี" สะท้อนแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ผสมปรัชญาว่า ความสมดุลเกิดจากการยอมรับความแตกต่างหลากหลาย อังคารเตือนว่าหากปราศจาก "น้ำมิตร" หรือความเมตตาต่อกัน โลกจะถึงกาลอวสาน "โลกม้วย" นี่คือการเชิดชูพลังของมนุษย์ในด้านที่สร้างสรรค์และโอบอุ้มกันและกัน บทกวีนี้คือการประกาศมนุษยนิยม (Humanism) ที่เข้มข้น เป็นบทสำคัญแห่งยุคที่กวีส่งสารถึงความเท่าเทียมและเสรีภาพทางจิตวิญญาณ โดยมองว่าค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ชาติตระกูล แต่อยู่ที่การตระหนักว่าเราต่างเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลที่ต้องเกื้อกูลกัน

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 นี้ เป็นวันครบวาระ 100 ปี ชาตกาลของ อังคาร กัลยาณพงศ์ (13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 - 25 สิงหาคม พ.ศ.  2555) ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ประจำปี พ.ศ. 2552 กวีและจิตรกรเอกแห่งยุคสมัย อังคารเกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช บิดาเป็นกำนัน ชื่อ เข็บ มารดา ชื่อ ขุ้ม บรรพบุรุษทั้งข้างพ่อและแม่ คือ ปู่ ย่า ตา ทวด ล้วนเป็นช่าง เขาเคยเล่าว่า "ตาผมเป็นช่างใหญ่ ทั้งฝ่ายตาและปู่ ฝ่ายทวด ก็เป็นช่างทอง ทางสายแม่ก็เป็นช่างทอง"

ความรักในวรรณคดีของอังคารปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเยาว์ เพราะแม่ชอบให้อ่านวรรณคดีต่าง ๆ ให้ฟัง เช่น อิเหนา รามเกียรติ์ ขุนช้างขุนแผน ทั้งเขาและแม่ต่างมีอารมณ์ร่วมกับวรรณคดีนั้น ๆ เขาเล่าว่าครั้งหนึ่งอ่านเรื่องอิเหนาตอน อิเหนาพรากจากบุษบา แม่ร้องไห้ เขาก็พลอยร้องไห้ไปด้วย หากอ่านวรรณคดีตอนที่สะเทือนอารมณ์ เขามักจะน้ำตาไหล เสียงสั่น จนแม่ต้องบอกให้หยุดอ่าน อังคารสรุปตัวเองว่า "เรามีความอ่อนไหวที่เขาเรียกว่า เซนสิทีฟในวรรณคดีมาตั้งแต่เล็ก ๆ" อังคารให้สัมภาษณ์มกุฎ อรฤดี ไว้ว่า

"ผมเริ่มอ่านกาพย์กลอนจริง ๆ ตอนประถมปีที่ 4 อ่านนิราศพระประธม ของ กรมหลวงวงษาธิราชสนิทจนจบ ที่บ้านผมมีหนังสือทุกชนิดอ่าน เช่น กาพย์ห่อโคลงเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรประพาสธารทองแดง อะไรเหล่านี้ เรียกว่าผมได้รับความรู้ครั้งแรกจากเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร จากกรมหลวงวงศาธิราชสนิท แต่ที่มากที่สุดก็จากรามเกียรติ เพราะว่าแม่ผมชอบอ่านรามเกียรติ์"

นอกจากชอบอ่านหนังสือวรรณคดีแล้ว อังคารชอบวาดรูป และเล่น ก่อกองทรายทำเป็นกำแพงเมือง เจดีย์ ฯลฯ ไว้ใต้ถุนบ้าน เพื่อนบ้านลงความเห็น ว่าเขาเป็น "ช่าง" เช่นปู่ ย่า ตา ทวด อังคารแสดงแววความเป็นกวีมาตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดใหญ่และวัดจันทาราม เขาสามารถอ่านบทกวีเป็นท่วงทำนองไพเราะ จนครูมักจะให้เขาอ่านบทกวีให้เพื่อนร่วมชั้นฟัง เมื่อเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนพระพุทธเจ้าหลวงอุปถัมภ์และโรงเรียนเบญจมราชูทิศ เขาเริ่มเขียนหัดเขียนโคลงและกลอนตามหลักสูตรอย่างเคร่งครัดฉันทลักษณ์ เขาจำผลงานชิ้นแรกไม่ได้ แต่จำได้ว่าเขียนเคร่งครัดตามแบบโบราณ ดังที่เขายกตัวอย่าง

น้ำค้างพ่างเพชรเม็ดน้อย ลมพัดอ่อนอ่อนผ่อนมา

ย้อยหยดใส่ใบพฤกษา บุหงาหอมรื่นชื่นใจ

เมื่ออยู่มัธยมศึกษาปีที่ 1 อังคารได้รับรางวัลจากการอ่านบทกวีหน้าชั้นเรียน เขาสามารถเขียนบทกลอนได้ชำนาญ เมื่ออยู่มัธยมศึกษาปีที่ 6 แต่พอ "นานเข้าก็รู้สึกเบื่อ ก็เลยดัดแปลงเขียนอย่างที่มันมีความอิสระเสรี ที่พริ้งพรายออกไปกว่านั้น" และเริ่มคิดว่า "ควรจะให้อารมณ์และความรู้สึกเป็นตัวกำหนดรูปแบบของบทกวี"

เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษา อังคารได้เข้าเรียนวิชาศิลปะและหัตถกรรมที่โรงเรียนเพาะช่าง จากนั้นได้เข้าเรียนต่อที่คณะจิตรกรรมและประติมากรรมมหาวิทยาลัยศิลปากร ขณะเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 เขาลาออกจากมหาวิทยาลัย เพราะ “เกิดความเบื่อหน่ายในสถาบัน”

ดวงมนต์ จิตร์จำนงค์  เคยกล่าวว่า “อังคารเป็นจิตรกร-กวี เพราะเขาสร้างสรรค์ผลงานวรรณศิลป์ และทัศนศิลป์ไว้จำนวนมากด้วยความชำนิชำนาญและมีอัตลักษณ์โดดเด่น อังคารมีความเชื่อว่าความเป็นศิลปินสั่งสมสืบทอดอยู่ในตัวของเขา เขาเรียกว่ามี "อุปนิสัย" ดังที่อังคารกล่าวว่า "นิสัยนี่มันต้องมีอยู่ในตัวที่เขาเรียกว่า born ศัพท์ของอาจารย์ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกคำนี้ born ที่แปลว่าอุปนิสัย"

อังคารกล่าวเสมอว่าเขาเป็นกวีมาตั้งแต่ชาติก่อน และในการเขียนบทกวี เขาบอกว่า "ตั้งแต่เกิด...เกิดมาก็รู้สึกอยากเขียนแล้ว ที่จริงรู้สึกมาตั้งแต่ชาติก่อน"  อังคารจึงเป็นกวีที่มีอหังการ และมั่นใจในตัวเองอย่างยิ่ง

อังคารมีอัจฉริยภาพทั้งวรรณกรรมและจิตรกรรม เขาเข้าใจความแตกต่างของกระบวนการทำงานวรรณศิลป์และทัศนศิลป์อย่างชัดเจน ดังที่เขาอธิบายไว้อย่างแจ่มแจ้งดังนี้ "การเขียนรูปมันพุ่งออกไปเหมือนแสงอาทิตย์ มันต้องปล่อยพลังเหมือนการยิงปืน แต่ว่าการเขียนหนังสือเราต้องสงบ เราต้องรวมเข้าเป็นพลังของสมาธินิ่งสงบเราจึงปล่อย มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่มันผิดกันที่ตอนแสดงออก ตอนแสดงออกเวลาเขียนรูป เราปล่อยออกมาเหมือนพระอาทิตย์ปล่อยแสงออก เป็นการยิงความรู้สึก...แต่เขียนหนังสือตรงกันข้าม มันสงบ มันรวมเข้ามาแล้วค่อย ๆ ออก คือรวมกำลังเข้ามาหมดเท่าที่เราจะเรียนรู้ แล้วเราค่อย ๆ สมาธิ มันเป็นการเพ่ง คือการเขียนหนังสือนี่มันเป็นการเพ่งกำลังภายใน รวมพลังภายนอกเข้ามาเขียนรูปนั่นยิงกำลังภายในออกไป"

ความโดดเด่นที่เป็นอัตลักษณ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์ คือเขาเป็นผู้อัญเชิญจิตวิญญาณไทยให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในรูปโฉมใหม่อย่างท้าทายขนบ หากจะให้สรุปความเลอเลิศในความเป็นอังคาร น่าจะสรุปได้ 3 ประการ คือ

1. อังคารเป็นอัจฉริยะในวรรณกรรม เขาข้ามพ้นข้อจำกัดของฉันทลักษณ์แบบจารีตที่เคยเคร่งครัดเรื่องจำนวนคำและสัมผัสสระ เขาใช้จิตวิญญาณแห่งสัมผัสแทนการนับพยางค์แบบตายตัว งานของเขาคือการหลอมรวมภาษาชั้นสูงแบบวรรณคดีโบราณเข้ากับภาษาชาวบ้านที่ดิบและจริงใจ ทำให้เกิดพลังทางภาษาที่รุนแรงและมีชีวิต (Vitality)

2. อังคารเข้าถึงปรัชญา งานของเขามองเห็นความสัมพันธ์ของมนุษย์ ความรักระหว่างแม่กับลูก ธรรมชาติ และธรรมะ ข้อเขียนของเขามักใช้การเปรียบเปรยหรือภาพพจน์ของธรรมชาติ เช่น "หยาดน้ำค้าง" "เศษธุลี" หรือ "ดวงดาว" เพื่อสะท้อนหลักธรรมหรืออุดมการณ์ ดังปรากฏในผลงานชิ้นเอกอย่าง ลำนำภูกระดึง และ ปณิธานกวี

3. อังคารคือจิตรกรเอก ความเป็นศิลปินแห่งชาติของเขา ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวอักษร เส้นสายในงานจิตรกรรมไทยของเขามีลักษณะเป็นเส้นที่มีชีวิต (Calligraphic line) มีจังหวะจะโคน มีวิญญาณเดียวกับบทกวี การวาดภาพของท่านคือการเขียนบทกวีด้วยลายเส้น และการเขียนบทกวีของท่านคือการระบายภาพด้วยถ้อยคำ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนวิจารณ์ถึงลายมือของท่านอังคารไว้อย่างเป็นทางการ ในคอลัมน์ซอยสวนพลูหรือในบทวิจารณ์งานศิลปะว่า "ลายมืออังคาร กัลยาณพงศ์ นั้น ไม่ใช่ลายมือมนุษย์เขียน แต่เป็นลายมือเทวดาเขียน" แม้กระทั่งจดหมายโต้ตอบที่อังคารเขียนถึงท่าน ท่านยังนำไปใส่กรอบ เพราะนอกจากมีพลังวิญญาณแล้วยังมีความงาม

 

 

ช่วง มูลพินิจ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี พ.ศ. 2556 เคยยกย่องความเป็นเลิศในทางจิตรกรรมของอังคารไว้ว่าเป็นครูของคนรุ่นหลัง “ไม่มีท่านอังคารก็ไม่มีลายแบบถวัลย์ แบบเฉลิมชัย ท่านอังคารเปิดศักราชว่าภาพไทยนั้นสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ได้ โดยไม่ได้คิดว่าจะทำให้เป็นสมัยใหม่ แต่โดยธรรมชาติของท่านอังคารเองจึงสร้างรูปแบบใหม่ขึ้นมา ไม่ได้ตั้งใจให้ใหม่เหม่ยอะไรหรอก ตั้งใจไม่ได้ด้วยซ้ำ แกเขียนภาพไทยแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ไง เร็ว ทีเดียวนะ ไม่มียางลบ นั่นแหละเค้าเรียกเขียนแบบฝรั่ง ถ้าเขียนแบบไทย โอ้โห ต้องช้ามาก ถ้าจะลากเส้นตรง ๆ ซักอันนี่นะ เส้นไม่ใช่ทีเดียวนะ เส้นลากต่อกันอย่างเงี้ย เพราะระวังไม่ให้มันล้ำ แต่ท่านอังคารไม่ใช่ ท่านอังคารเป็นอิมเพรสชั่นนิสม์“ (วรา จันทร์มณี สัมภาษณ์ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563)

สมยศ คำแสง จิตรกร ประติมากร และอาจารย์วิทยาลัยเพาะช่าง เคยกล่าวถึงอัจฉริยภาพของอังคาร ไว้ว่า

“สำหรับผมท่านอังคารเป็นแม่บทของศิลปินที่มีแนวคิดทวนกระแสทุนนิยมซึ่งผลักดันโดยความโลภ หลง เป็นแม่ทัพผู้ฟื้นฟูอลังการศิลป์ รังสรรค์สืบทอดนับเนื่องมาแต่สุโขทัย อยุธยา ผลงานของท่านเป็นนฤมิตรกรรมชั้นเลิศ ชี้ช่องสายธารจารีตแห่งธรรม ท่านเป็นผู้ประกาศความงดงามแห่งอักขระและจิตรกรรมคนสำคัญที่สุดแห่งยุคสมัย ท่านได้ท้าทายโดยคลี่คลายแหวกขนบฉันทลักษณ์จารีตนิยมสู่การรังสรรค์สร้างจารีตนิยมใหม่อย่างสง่างาม ชัดเจน โดดเด่น โดยเป็นไปอย่างสอดคล้องกันทั้งทางวรรณกรรมและจิตรกรรม ผลงานที่ท่านแสดงออกสะท้อนความงาม ความดี ความจริง เป็นยอดแห่งศิลปกรรมของยุค

ท่านเป็นผู้ชี้ช่องทางธรรม ท่านไปไกลกว่าการสร้างงานศิลปะแบบบุคลาธิษฐานนานแล้ว ท่านนฤมิตกรรมความงามไปสู่ระดับธรรมาธิษฐานอย่างลุ่มลึก งดงาม เชื่อมโยงธรรมผ่านอลังการอักขระจิตรกรรมเชื่อมยุคอย่างไม่มีใครเทียบ

ท่านอังคารเป็นบุคคลซึ่งทรงพลัง เป็นแบบแผน แม่บททางความคิดของศิลปินยุคต่อ ๆ มา ทั้งทางวรรณกรรมและจิตรกรรมอย่างแท้จริง ความเป็นท่านอังคารนั้นเป็นอมตะนิรันดร์กาล การให้ความสนใจหรือไม่สนใจ ไม่ใช่ท่านไม่สำคัญ แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีแววตาสติปัญญาเข้าถึงอัจฉริยภาพของท่านหรือไม่

...ทุกวันนี้ไม่มีใครไปถึงตรงนั้น เพราะศิลปินที่ทำงานศิลปะไทยส่วนใหญ่มักจะคิดถึงบุคลาธิษฐาน เขามองไม่เห็นความเชื่อมโยงตลอดสาย แต่ท่านอังคาร สังเกตนะ เวลาท่านเขียนวัดนางพญา ไม่ได้เขียนรูปวัดนางพญา ท่านเขียนธรรมาธิษฐานของวัดนางพญา คืออะไร คือเจดีย์จุฬามณี คืออะไร คืออภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ คือไปเทศน์โปรดพุทธมารดา นี่คือธรรมาธิษฐาน นี่มันลึก เรามองผ่านไป จริง ๆ เรามองงานท่านอังคารเข้าใจทะลุหรือไม่

งานท่านอังคารมีสัญลักษณ์เต็มไปหมดเลย แต่เราถอดไม่ออก ท่านอ่านถึงกรณบทเลยนะจะบอกให้ วรรณกรรมของท่าน แค่อ่านยังไม่พอ ท่านยังออกเสียง มันมีลม สังเกตไหม ท่านจะเปล่งเสียง เช็คเสียง ละเอียดถึงลมหายใจเลย อันนี้เป็นขั้นสูงขั้นลึกมากเลย มันไม่มีใคร สังเกตเห็นไหม เวลาท่านอธิบายวรรณกรรม ท่านจะออกเสียง แล้วก็พูด ฟังนะ ฟังนะ แล้วจะยกมือป้องหู ยกมือป้องหูเสร็จแล้วปุ๊บ จะตั้งสมาธิเปล่งเสียงออกมา นั่นน่ะคือลมหายใจที่สัมพันธ์กับคำ สัมพันธ์กับสุนทรียรส ความหมายทั้งหลายนี่มันอยู่ที่คำ  คำทั้งหลายกับจังหวะจะโคนในการหายใจเปล่งเสียงออกมา เข้าออกอะไรพวกนี้ มันสัมพันธ์กันหมดเลย ท่านทำให้ผมเข้าใจ กรณบทนี่ผมได้จากท่านอังคาร มีช่วงหนึ่งผมไปหาท่าน ตอนแรก ๆ ไม่เข้าใจหรอก ทำไมต้องเอามือป้องหู ทำไมต้องตั้งสมาธิ ต้องอะไรแบบนี้

การอ่าน การอธิบายวรรณกรรมของท่าน มันครบ มันเข้าถึงรูปรสกลิ่นเสียง กรณบท อะไรพวกนี้ เสียงลมหายใจ เสียงริมฝีปาก อะไรอย่างนี้ เปล่งเสียงออกมา มันคล้องจองกันหมดเลย มันไม่ได้มีแค่ฉันทลักษณ์อย่างเดียวนะ แล้วเวลาท่านโยงธรรมาธิษฐาน เวลาท่านอธิบายสุโขทัย ธรรมาธิษฐานตัวนี้หมายถึงธรรมาธิษฐานของหลักการในพระไตรปิฎก เป็นภาษาของท่านที่ท่านเอามาอธิบายในวรรณกรรมที่ท่านเอามาแต่ง มาร้อยเรียง มันเป็นภาษาธรรม เป็นธรรมาธิษฐานที่ลึกมากเลย แรก ๆ ผมไม่ค่อยเข้าใจ แต่ตอนหลังพอศึกษามาเรื่อย ๆ นี่ โอ้โห!..

จิตรกรรมของท่านเป็นการบันทึกแบบฉับพลันช่วงนั้น โดยท่านใช้สัญลักษณ์ที่เป็นนามธรรม นำความหมายหรือนามธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ภาพสัญลักษณ์นั้นมันเป็นการบันทึกนามธรรมไว้ ในแต่ละขณะ แต่ละขณะ เวลาท่านคิดอะไรได้ท่านจะบันทึกตรงนี้ลงไป ไม่ว่าจะเป็นลายเส้นหรือเกรยอง จิตรกรรมนี้เป็นการบันทึกช่วงขณะที่ท่านเปล่งประกายความคิด มันเชื่อมโยงถึงจุด ๆ หนึ่งแล้วระเบิดเปล่งออกมาเป็นมโนภาพ เมื่อสมาธิจิตของท่านถึงสภาวะที่คิดได้แล้วต้องลงมือ ต้องเขียน ต้องคายออกมา

การทำงานแบบท่านอังคารต้องบ่ม มีอยู่ครั้งหนึ่ง ด้วยความรู้ที่ห่างกันมาก ผมไม่เข้าใจเหมือนกัน เมื่อท่านบอกว่า ‘อาจารย์เป้ต้องไปธุดงค์ ต้องธุดงค์นะ’ แล้วผมก็ไม่เข้าใจ พอมาสักพัก เออเว้ย! ท่านพูดถูก ท่านเตือนผมว่ามันต้องปลีก ต้องวิเวก ลดละกิเลสอะไรข้างนอกออกหมด แล้วถึงจะเข้าใจประเด็นที่มันลึกอย่างนี้ได้ ทุกวันนี้ผมคิดได้นะ แต่อธิบายยากมากเลย

ท่านเป็นคนฟื้นฟูอลังการทางวรรณกรรมโดยมีพื้นฐานมาจากธรรมาธิษฐานในพระไตรปิฎก จนถึงอยุธยาอะไรพวกนี้ พื้นฐานในพุทธศิลป์เป็นตัวโครงสร้างที่ร้อยเรียงกัน ร้อยเรียงกันลึก ๆ เลยนะ อยุธยาก็อย่าง สุโขทัยก็อีกอย่าง แต่มีพุทธธรรมเดียวกัน เป็นโครงสร้างเดียวกัน พอถึงรัตนโกสินทร์อย่างหนึ่ง ศิลปกรรมคนละอย่าง แต่พุทธธรรมเดียวกัน ท่านร้อยเรียงโดยใช้พวกนี้ ท่านเข้าถึงธรรมาธิษฐานลึกซึ้ง แล้วเอาตรงนี้มา คือเข้าถึงธรรมาธิษฐานปุ๊บ ก็จะเข้าใจสุโขทัย ศรีสัชนาลัย เข้าใจวัดนางพญา เข้าใจอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ก็เข้าใจพระอินทร์ในวัดสุทัศน์

คนที่นำร่องชี้ช่องทางธรรมผมคือท่านอังคาร คุณูปการที่ท่านอังคารมีต่อคนรุ่นหลังหรือสังคมไทยคือความกล้าหาญ ความกล้าหาญตรงไหนรู้เปล่า ท่านได้อยุธยา ท่านเข้าถึงธรรมาธิษฐานอยุธยา แล้วท่านแสดงออก คายออกมา หนีจากจารีตเดิม ซึ่งเป็นความกล้าหาญ ปกติต้องอยู่ใต้ร่มเงาของจารีต แต่ท่านหนีออกมาอย่างไม่สะทกสะท้านทั้งทางวรรณกรรมและจิตรกรรม หนีออกมาจากทั้งสองแขนงเลย แล้วดำดิ่งมาก โดดเด่นมาก โดดเด่นทั้งสองแขนง ท่านกลืนกินโบราณแล้วคายออกมา เหมือนตัวมกรที่คายพญานาค ท่านตกผลึก คลี่คลาย แล้วเป็นคนเดียวนะที่คร่อมยุคประสานยุคได้ ท่านเข้าใจหมดเลย ไอ้เรานี่ยังหลงอยู่ในจารีตอะไรอยู่ แต่ท่านแปลความหมายโลกถอดจักรวาลออกมาหมดเลย ท่านถอดรหัสธรรมออกมาร้อยเรียง ใช้ศิลปะที่มีสัญญะร้อยเรียงรหัสธรรมแสดงออกมาอย่างมีชั้นเชิง ภาพจิตรกรรม งานวรรณกรรมของท่าน เปล่งประกายออกมาด้วยรัศมีอันเจิดจ้าไม่เหมือนใคร ฝรั่งตามไม่ทัน ฝรั่งเลยทึ่งไง อาจารย์สุลักษณ์ก็ทึ่ง อาจารย์สุลักษณ์นี่เรียนตะวันตกมานะ...” (วรา จันทร์มณี สัมภาษณ์ 10 เมษายน พ.ศ. 2563)

เมื่อ พ.ศ. 2507 สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้จัดพิมพ์หนังสือรวมบทกวีของ อังคาร กัลยาณพงศ์ ให้ชื่อหนังสือว่า “กวีนิพนธ์ ของ อังคาร กัลยาณพงศ์” สุลักษณ์กล่าวไว้ใน "แถลงเรื่อง" ถึงเหตุผลของการจัดพิมพ์ผลงานของอังคารว่า

"สำหรับอังคาร กัลยาณพงศ์ ผู้ที่สำนักพิมพ์ได้รวบรวมงานมาพิมพ์คราวนี้ ก็นับว่าเป็นบุคคลพิเศษ อันควรได้รับความสนับสนุนด้วยประการทั้งปวง ว่าโดยทางบุคลิก ส่วนตัว เขาเป็นคนดีมีฝีมือ อันสังคมไทยสมัยนี้ไม่ต้องการและเขาก็ไม่ยอมสยบเข้าประจบสังคม ดังที่คนอื่น ๆ อีกมากหลายกระทำกันอยู่ เขายึดอุดมการณ์ยิ่งกว่าเห็นแก่อามิสเขาหยิ่งในเกียรติของเขาเองยิ่งกว่าจะก้มหัวให้แก่บุคคลซึ่งโลกสมมุติให้ทรงอำนาจไว้ แม้กิริยาวาจาของเขาจะกร้าวเกินไปบ้าง เขาจะถือดี ถือตน เกินไปบ้าง เขาก็ทำอย่างไม่รู้สึกตัว และการกระทำของเขานั้นก็สาสมแล้วกับสังคมปัจจุบันอันเหลวแหลก วิญญูชนพึงเข้าใจเขา พร้อมที่จะให้อภัยเขาและปรับตนให้เข้ากับเขา มิใช่ฝืนให้เขามาเข้ากับระดับสังคม ยิ่งสังคมไม่เห็นคุณค่าเกี่ยวกับเขาอยู่ด้วยแล้ว ก็ยิ่งจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนงานของเขาออกมา ให้ปรากฏแก่สังคม"

นอกจากนี้ สุลักษณ์ยังวิเคราะห์วิจารณ์อัตลักษณ์การแต่งกวีนิพนธ์ของอังคารไว้อย่างชัดเจน ดังนี้

"ที่ข้าพเจ้าเห็นว่าอังคารเป็นกวีผิดไปจากคนอื่น ๆ ในสมัยนี้เป็นข้อฉกรรจ์ ก็ตรงที่เขาเป็นตัวของเขาเอง กล้าแสดงอารมณ์และความคิดความเห็นออกมาอย่างตรงไปตรงมาอย่างแปลกประหลาด ไม่ซ้ำแบบใคร ทำให้ผู้อ่านต้องรู้สึกหวั่นไหวไปตามไม่มากก็น้อย แม้ในทางฉันทลักษณ์ เขาก็มิได้เดินตามแบบท่านแต่ก่อน กลอนของเขาละสัมผัสในแบบสุนทรภู่สิ้น กาพย์ของเขาก็มิได้เลียนลีลาของเจ้าฟ้ากุ้ง โคลงของเขาก็ไม่ได้ตกเป็นทาสของศรีปราชญ์หรือนรินทร์อิน แต่แล้วข้อเขียนของเขาก็มิได้ทิ้งแบบแผนโบราณ หากส่อให้เห็นว่าเขาทั้งเข้าใจและเคารพนับถือกวีแต่ก่อน เป็นแต่เขาเขียนในสมัยของเขาเอง การแสดงออกจึงมิได้เป็นไปตามแบบโบราณ แต่ก็แต่งได้ถึงฝีมือ ท่านนั้น ๆ โคลงกระทู้ของเขาก็ดี กาพย์ห่อโคลงชุดอยุธยาก็ดี ล้วนยืนยันคำกล่าวข้างต้นนี้สิ้น ยังความเป็นจิตรกรของเขานั้นเล่า ก็แสดงออกแทบตลอดทั้งเล่มหนังสือนี้ โดยมิใยที่จะต้องเอ่ยถึงภาพเขียนของเขาตามที่ต่าง ๆ นอกเหนือออกไป นี้นับว่าเป็น สิ่งซึ่งน่าอัศจรรย์ใจ ในสมัยที่ กวี และ ศิลปิน ถ้าไม่เดินตามรอยเท้าผู้ใหญ่จนไม่ให้หมากัด ก็พากันดัดจริตนำสมัย เอาอย่างฝรั่ง ชนิดที่โบราณท่านว่าไว้อย่างไร ไม่เคยอ่านเคยศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้เลย”

บทกวีสำคัญอีกบทที่ทำให้อังคารเลื่องชื่อ เมื่อสุลักษณ์ ศิวรักษ์ นำมาพิมพ์ในหนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับปฐมฤกษ์ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2506 คือ "วักทะเล"

วักทะเลเทใส่จาน รับประทานกับข้าวขาว

เอื้อมเก็บบางดวงดาว ไว้คลุกเคล้าซาวเกลือกิน

ดูปูหอยเริงระบำ เต้นรำทำเพลิงวังเวงสิ้น

กิ้งก่ากิ้งกือบิน ไปกินตะวันและจันทร์

คางคกขึ้นวอทอง ลอยล่องท่องเที่ยวสวรรค์

อึ่งอ่างไปด้วยกัน เทวดานั้นหนีเข้ากะลา

ไส้เดือนเที่ยวเกี้ยวสาว  ชาวอัปสรนอนชั้นฟ้า

ทุกจุลินทรีย์อมีบ้า เชิดหน้าได้ดิบได้ดี

เทพไท้เบื่อหน่ายวิมาน ทะยานลงดินมากินขี้

ชมอาจมว่ามี รสวิเศษสุดที่จะกล่าวคำ

ป่าสุมทุมพุ่มไม้ พูดได้ปรัชญาลึกล้ำ

ขี้เลื่อยละเมอทำ คำนวณน้ำหนักแห่งเงา

ใครวิเศษเสวยฟ้า ใครอยู่หล้าเลวโง่เขลา

กาลสมัยมอมมึนเมา โลภเอาเถิดประเสริฐเอย

 

 

บทกวีนี้ของเขา ไม่ได้เป็นเพียงงานวรรณศิลป์ที่โดดเด่นในแง่ของจินตภาพเท่านั้น แต่ยังถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทยสมัยใหม่ที่ท้าทายทั้งโครงสร้างทางสังคมและขนบทางวรรณคดีไปพร้อมกัน บทกวีนี้ใช้กลวิธีบุคลาธิษฐาน (Personification) และจินตภาพที่เหนือจริง (Surrealism) มาสร้างโลกที่ผิดเพี้ยนเพื่อสะท้อนภาพสังคมที่ไร้จริยธรรม การพูดถึงความโกลาหลของลำดับชั้น "คางคกขึ้นวอ" หรือ "เทวดาหนีเข้ากะลา" เป็นการใช้สัญลักษณ์แทนการเสื่อมสลายของระบบคุณค่า เมื่อผู้ไม่มีความรู้หรือไร้คุณธรรมขึ้นมามีอำนาจ ในขณะที่ผู้มีความรู้หรือผู้ทรงศีลกลับต้องอยู่อย่างหลบซ่อน วลี "กาลสมัยมอมมึนเมา โลภเอาเถิดประเสริฐเอย" คือการประชดประชัน วิพากษ์สังคมบริโภคนิยมที่ทรงพลัง อังคารมองว่าทุนนิยมทำให้เงินและความโลภกลายเป็นศาสนาใหม่ที่เปลี่ยนคนให้กลายเป็นสัตว์ หรือเปลี่ยนสิ่งปฏิกูล (อาจม) ให้กลายเป็นของวิเศษในสายตาผู้มืดบอด

อังคารถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสมัยนั้นเรื่องสัมผัสหลุด หรือการไม่เคร่งครัดตามตำรากาพย์โคลงกลอนแบบเดิม เขาเสนอว่ากวีควรมีอิสระในการใช้คำเพื่อสื่ออารมณ์ มากกว่าการถูกขังอยู่ในกรงขังของฉันทลักษณ์ที่เน้นเพียงความสวยงามของรูปคำ เขาคือผู้นำในการปฏิวัติฉันทลักษณ์ การหยิบเอาคำที่ไม่เป็นมงคล หรือคำทางวิทยาศาสตร์ เช่น "จุลินทรีย์" "อมีบ้า" หรือ "ขี้เลื่อย" มาใส่ในบทกวี ถือเป็นการทลายกำแพงภาษาศักดิ์สิทธิ์ของกวีนิพนธ์ไทยแบบจารีต ทำให้บทกวีมีพลังในการกระแทกกระทั้นความรู้สึกผู้อ่านได้อย่างรุนแรง

การตีพิมพ์ในสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับปฐมฤกษ์ ภายใต้การดูแลของ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ สะท้อนให้เห็นว่าบทกวีนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเพื่อความรื่นรมย์ (Aesthetic) แต่ทำหน้าที่เป็นปัญญาชน (Intellectual) อังคารทวงถามถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่กำลังสูญหายไปท่ามกลางกระแสการพัฒนาประเทศในยุค 2500 (ยุคสมัยแห่งเผด็จการจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์)

"วักทะเล" เปรียบเสมือนการทำลายเพื่อสร้างใหม่ ของอังคาร กัลยาณพงศ์ ท่านไม่ได้ปฏิเสธของเก่าเสียทีเดียว แต่ท่านนำจิตวิญญาณของกวีโบราณมาสวมทับด้วยเนื้อหาที่ทันต่อยุคสมัย อังคารกล้าใช้บทกวีนี้วิพากษ์บ้านเมืองที่รวยวัตถุแต่จนปัญญา แม้เวลาจะผ่านมาถึง 69 ปีแล้ว แต่บทกวีนี้ยังคงมีความร่วมสมัย เพราะตราบใดที่สังคมยังยกย่อง "อาจม" ว่าเป็น "รสวิเศษ" คำสาปแช่งและคำเตือนสติของอังคารก็ยังคงศักดิ์สิทธิ์อยู่เสมอ

 

บรรณานุกรม:

- สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปีพุทธศักราช 2528 - 2540, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2545. หน้า 119

- ดวงมน จิตร์จำนงค์, "บทสัมภาษณ์ ว่าด้วยชีวิตและการศึกษา อังคาร กัลยาณพงศ์", ปาจารยสาร ฉบับที่ 1 (มกราคม - กุมภาพันธ์ 2530), อ้างถึงใน เชน นคร (บรรณาธิการ), คุยกับกวี. กรุงเทพมหานคร : ศยาม, 2534, หน้า 164

- มกุฎ อรฤดี "ภาคผนวก บทสัมภาษณ์อังคาร กัลยาณพงศ์" ใน อังคาร กัลยาณพงศ์,ปณิธานกวี, กรุงเทพมหานคร : กะรัต, 2529 , หน้า 114.

- งาม ชาวตำบล และดิศนล นวลมณี, “สนทนากับอังคาร กัลยาณพงศ์" ใน เชน นคร

- สุลักษณ์ ศิวรักษ์, "แถลงเรื่อง" ใน อังคาร กัลยาณพงศ์, กวีนิพนธ์ ของ อังคาร กัลยาณพงศ์, พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพมหานคร : ศึกษิตสยาม 2513, หน้า ค

- รื่นฤทัย สัจจพันธุ์, 80 ปี อังคาร กัลยาณพงศ์, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) : สำนักพิมพ์ชมนาด, 2554