ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

น.อ. สวัสดิ์ จันทนี คณะราษฎร์ ยอดทหารเรือนักประพันธ์

26
ธันวาคม
2568

“ยี่สิบสี่มิถุนายน ฉันเป็นคนไม่มีความรู้ มีแต่กำลังใจและกำลังกาย คนอย่างฉันควรมีชื่อว่าเป็นพวกก่อการด้วยหรือ ? 

พ.ศ. 2475 ฉันเป็นต้นตอร์ปิโดอยู่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ ฉันกับคุณศรีดาวรายเป็นเพื่อนรักกันมากและฉันก็ทราบข่าวเรื่องการปฏิวัติจากเพื่อนคนนี้เอง 

เรื่องเช่นนี้ถ้ารัฐบาลแห่งในหลวงรัชกาลที่ 7 รู้เข้า ฉันก็ต้องเป็นผีหัวขาด แต่เผอิญทางฝ่ายรัฐบาลรู้ช้าไป พวกฉันจึงชนะ

พูดโดยกฎธรรมดาทั่วไปฉันควรเป็นคนเลว ในฐานะที่ถือน้ำพิพัฒน์สัตยาแล้วก็ยังไม่ทำตาม แต่ถ้าพูดในทางโลกแล้ว นี่เป็นธรรมดาของโลก ฉันขอปล่อยให้ฟ้าดินตัดสินเอง”[1]

นาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี

ถ้อยคำข้างต้นมิได้ปรากฏในเอกสารการเมืองอย่างเป็นทางการ หากมาจากบันทึกส่วนตัวของนาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี นายทหารเรือและนักประพันธ์ เจ้าของผลงานชุด นิทานชาวไร่ ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “100 เล่ม หนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน” บันทึกนี้เผยให้เห็นน้ำเสียงที่ซื่อตรงต่อความคิดของตนเอง ราษฎรผู้ยืนคาบเส้นระหว่างพันธะของข้าราชการผู้ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา กับความเชื่อมั่นต่อการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และเมื่อกล่าวได้เพียงเท่านี้ เขาจึงเลือกวางคำตัดสินสุดท้ายไว้กับฟ้าดิน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือปล่อยให้ประวัติศาสตร์เป็นผู้ชี้ขาด

ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา สวัสดิ์ จันทนี เขียนพินัยกรรมทางความคิดไว้ในสมุดบันทึกที่ตั้งชื่ออย่างแรงกล้าว่า “ความชั่วของฉัน” เขาระบุเจตจำนงให้ทายาทนำต้นฉบับออกตีพิมพ์แจกในงานศพ จะเป็นงานทำบุญสามวัน เจ็ดวัน หนึ่งร้อยวัน หรือวันเผาศพก็ได้ หากขาดทุนทรัพย์ให้ส่งไปยังโรงพิมพ์ นาวิกศาสตร์ ซึ่งเขาเคยทำงานอยู่ หรือให้นำไปลงในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับใดฉบับหนึ่ง จุดประสงค์ของผู้เขียนมีเพียงการให้บันทึกนี้ได้เผยแพร่ ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เขาปล่อยให้เป็นไปตามเหตุการณ์ บันทึกลงวันที่ สัตหีบ 31 มกราคม พ.ศ. 2487 และลงนามสั้น ๆ ว่า “ผู้ตาย”[2]

ท่าทีเช่นนี้นับว่าแตกต่างจากขนบการจัดทำ “อนุสรณ์งานศพ” ในสังคมไทย ซึ่งโดยทั่วไปมักมุ่งบันทึกความดี ความชอบ และเกียรติยศของผู้ล่วงลับ สวัสดิ์ จันทนี กลับเลือกให้ “ความชั่ว” เป็นสิ่งที่ถูกจดจำแทน บันทึกดังกล่าวประกอบด้วยหัวข้อรวม 22 เรื่อง และในท้ายที่สุดก็เป็นไปตามความประสงค์ของผู้เขียน เมื่อเนื้อหาเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2512 แม้จะเกิดขึ้นภายหลังวัยห้าสิบปี ซึ่งเดิมผู้เขียนเคยว่า “นึกเอาว่าอายุ 50 ปีจะตาย”[3]

เมื่อพิจารณารายนาม “ผู้ร่วมก่อการอภิวัฒน์ 2475” อย่างเป็นทางการซึ่งมีมากกว่าหนึ่งร้อยรายชื่อ จะไม่ปรากฏชื่อของนาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี อยู่ในบัญชีนั้น เรื่องราวเบื้องหลังจึงต้องอาศัยคำบอกเล่าของนายทหารเรืออีกผู้หนึ่งซึ่งอยู่นอกบัญชีรายชื่อเช่นกัน คือ พลเรือตรี ศรี ดาวราย ศรี ดาวรายให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ภายหลังถูกย้ายจากเรือพระที่นั่งมหาจักรีมาประจำกองโรงเรียนชุมพลทหารเรือ จังหวัดสมุทรปราการ เขาได้ชักชวนเรือเอก สวัสดิ์ จันทนี เข้าร่วมขบวนการ และนำตัวไปแนะนำให้รู้จักกับหลวงสินธุสงครามชัย พร้อมรับมอบหมายให้ช่วยกันติดต่อและชักชวนกำลังพลในแต่ละเหล่าให้เข้าร่วมการเปลี่ยนแปลงการปกครอง[4]

 

น.อ.สวัสดิ์ จันทนี (พ.ศ. 2445-2511)

 

เมื่อถึงห้วงเวลาปฏิบัติการจริง ภายหลังการประชุมเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ข่าวการปฏิวัติเริ่มแพร่งพรายจนฝ่ายรัฐบาลเตรียมการจับกุม คณะผู้ก่อการจึงตัดสินใจเร่งลงมือในเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายนอย่างฉับพลัน การประสานงานไปยังกลุ่มที่สมุทรปราการและกรมสรรพาวุธทหารเรือดำเนินไปไม่ทันการณ์ ส่งผลให้ศรี ดาวราย สวัสดิ์ จันทนี และกำลังพลบางส่วนไม่ได้เข้าร่วมปฏิบัติการในวันนั้น หลังการยึดอำนาจเป็นผลสำเร็จ ศรี ดาวรายเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อติดตามสถานการณ์ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ก่อนจะกลับมาแจ้งข่าวตามคำสั่งของหลวงสินธุฯ ว่าสถานการณ์อยู่ในความควบคุมของคณะราษฎรแล้ว ความโล่งอกจึงเกิดขึ้นกับผู้ที่ยืนอยู่ชายขอบของเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

บทความชิ้นนี้จะพาผู้อ่านย้อนกลับไปทำความรู้จักนาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี ทั้งในฐานะนายทหารเรือผู้ผ่านการเมืองอันผันผวน และในฐานะนักประพันธ์ชาวคณะราษฎร ผู้ฝากผลงานสำคัญไว้ในบรรณโลกผ่านชุด นิทานชาวไร่ งานเขียนที่ทำหน้าที่มากกว่าความเพลิดเพลิน เพราะเป็นคลังความทรงจำของสังคมไทย ซึ่งนักประวัติศาสตร์ยากจะมองข้าม หากหวังจะเข้าใจยุคสมัยและเสียงของผู้คนที่อยู่รายรอบเหตุการณ์ใหญ่ในประวัติศาสตร์

 

ชีวประวัติ น.อ. สวัสดิ์ จันทนี

นาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี ชาตะเมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2445 ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 4 ปีขาล (นับปฏิทินปัจจุบัน พ.ศ. 2446) ที่ตำบลบางยาง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เป็นบุตรของนายฉิมและนางเพิ่ม เรียนมัธยมจนจบชั้นมัธยม 8 จากสวนกุหลาบวิทยาลัยใน พ.ศ. 2461 แล้วเข้ารับราชการเป็นครูโรงเรียนมัธยมวัดสระเกศช่วงสั้น ๆ ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตไปสู่ทหารเรือ สมัครเป็นนักเรียนนายเรือเมื่อ 1 เมษายน พ.ศ. 2463 และสำเร็จการศึกษาใน พ.ศ. 2467 เปิดฉากชีวิตราชการที่ดำเนินไปพร้อมกับระเบียบวินัย ความเป็นครู และนิสัยรักการอ่านเขียนซึ่งติดตัวมาแต่หนุ่ม

หลังสำเร็จการศึกษา เขารับราชการในกองทัพเรือมาโดยลำดับ ทั้งในงานเรือและงานฝึก เคยเป็นนายทหารคนสนิทของพระยาหาญกลางสมุทร (บุญมี พันธุมนาวิน) ประจำการในเรือพระที่นั่งมหาจักรี รวมถึงเรือหลวงเสือคำรณสินธุ์และเสือทยานชล ตลอดจนร่วมงานสำรวจทำแผนที่ทะเลกับกรมอุทกศาสตร์ ก่อนย้ายไปประจำโรงเรียนชุมพลทหารเรือ จังหวัดสมุทรปราการใน พ.ศ. 2474 ช่วงเดียวกันนี้ เรือเอกสวัสดิ์ (ยศในขณะนั้น) ได้รับคำชักชวนจากเรือโทศรี ดาวราย เพื่อนร่วมรุ่นให้เข้าร่วมรับรู้และประชุมแผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองหลายครั้ง

แต่เมื่อคณะราษฎรลงมือยึดอำนาจเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 การประสานงานมายังกลุ่มที่สมุทรปราการและกรมสรรพาวุธทหารเรือไม่ทัน เขาจึงไม่ได้เข้าร่วมปฏิบัติการและไม่ปรากฏนามในฐานะคณะราษฎรสายทหารเรือ[5] ต่อมาเขายังได้รับคัดเลือกให้ไปดูแลนายทหารเรือที่ไปศึกษาวิชาเรือดำน้ำ ณ ประเทศญี่ปุ่น (พ.ศ. 2478) แต่ต้องกลับก่อนใน พ.ศ. 2480 ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ และกลับมาทำงานด้านการศึกษาทหารเรืออย่างเด่นชัด จนเป็นผู้บังคับกองโรงเรียนนายเรือ อีกทั้งได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท 2 หนึ่งสมัย และย้ายมาดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองประวัติศาสตร์กองทัพเรือใน พ.ศ. 2492

ชีวิตราชการของนาวาเอกสวัสดิ์มาถึงจุดหักเหจากเหตุการณ์ปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2494 ซึ่งต่อมาฝ่ายรัฐเรียกว่า “กบฏแมนฮัตตัน”[6] เมื่อกองทัพเรือพ่ายแพ้และเกิดการกวาดล้างผู้ต้องสงสัยจำนวนมาก เขาถูกสั่งพักราชการระหว่างดำเนินคดีอยู่ช่วงสั้น ๆ ก่อนต้องหลุดออกจากระบบราชการยาวนานราวแปดปี ระยะเวลานี้เองที่เขาเลือกปลีกตัวไปตั้งหลักด้วยการทำไร่และเลี้ยงไก่ไข่ที่บางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี อุปนิสัยรักสันโดษ เจ้าระเบียบ พูดตรงไปตรงมาแต่ยึดมั่นในความยุติธรรม และความขยันในการศึกษาหาความรู้ยิ่งปรากฏเด่น โดยเฉพาะกิจวัตรการอ่าน การเขียน และการจดบันทึกสมุดทินกรณ์ซึ่งทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. 2468 และต่อมากลายเป็นคลังความทรงจำสำคัญของเขา

ก่อนตัดสินใจออกไปใช้ชีวิตชาวไร่ เขาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ราวหนึ่งปี แล้วจึงย้ายไปตั้งหลักที่กระท่อมกรรมศาล ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ชีวิตที่ใกล้ชิดผืนดินซึ่งดูเงียบสงบและโดดเดี่ยวสอดคล้องกับอุปนิสัยรักสันโดษของเขาอย่างยิ่ง การทำไร่และเลี้ยงไก่ช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย เป็นทั้งการฆ่าเวลาและสร้างรายได้ พร้อมกันนั้นพื้นที่รกร้างค่อย ๆ ถูกปรับปรุงให้กลายเป็นแหล่งเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ซึ่งให้ผลแก่ครอบครัวสืบมาจนรุ่นลูกหลาน ช่วงชีวิตที่กินเวลาราวแปดปีนี้เองที่หล่อหลอมตัวตนของ “นักเขียนชาวไร่” อย่างแท้จริง      

คำไว้อาลัยของบุตรหลานเล่าว่า ระหว่างใช้ชีวิตอยู่ที่ไร่ สวัสดิ์ จันทนี เริ่มนำเรื่องราวที่เคยจดไว้ในสมุดทินกรณ์ออกมาขีดเขียนใหม่เป็นบทความและนิทานเล่าสู่กันฟัง เขาขุดค้นความทรงจำเก่า สอบถามผู้รู้เพิ่มเติม และเรียบเรียงเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยภาษาที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมรายละเอียด งานเขียนซึ่งเกิดขึ้นในยามว่างเหล่านี้ค่อย ๆ พัฒนาเป็นชุดบทความ “นิทานชาวไร่” ที่สะท้อนทั้งชีวิตสามัญชน ประสบการณ์ทหาร และสายตาของผู้เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยอย่างใกล้ชิด

ปลายปี พ.ศ. 2503 สวัสดิ์ จันทนี เดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง ด้วยการชักชวนและเกื้อหนุนจากบรรดาลูกศิษย์ กองทัพเรือจึงรับเขาเข้าทำงานในฐานะลูกจ้างชั่วคราว ณ กองประวัติศาสตร์ กรมยุทธการทหารเรือ เพื่อค้นคว้าและรวบรวมประวัติศาสตร์กองทัพเรือ งานลักษณะนี้สอดคล้องกับความถนัดและความรักที่เขาสั่งสมมาตลอดชีวิต เพราะแม้ในช่วงที่ยังมิได้ทำงานอย่างเป็นทางการ เขาก็เสาะหาเอกสาร หนังสือ และหลักฐานต่าง ๆ มาอ่านและจดบันทึกอยู่เสมอ การกลับมาทำงานด้านประวัติศาสตร์ครั้งนี้เปิดโอกาสให้เขาเข้าถึงเอกสารราชการและเครือข่ายผู้รู้ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น จนนำไปสู่ผลงานสำคัญหลายชิ้น ทั้งงานเขียนเดี่ยวและงานร่วมกับ พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์ อาทิ เรื่องเรือรบไทย กรณีพิพาทไทย–ฝรั่งเศส และการรบที่ปากน้ำเจ้าพระยา ร.ศ. 112 ซึ่งยังคงมีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์การทหารเรือไทยมาจนถึงปัจจุบัน 

นาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี ถึงแก่อนิจกรรม ณ โรงพยาบาลทหารเรือ ด้วยโรคหอบหืดและภาวะหัวใจวาย เมื่อวันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2511 รวมอายุได้ 65 ปี 8 เดือน 17 วัน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานน้ำหลวงอาบศพและหีบทอง แล้วประกอบพิธีรดน้ำและตั้งศพ ณ วัดมกุฎกษัตริยาราม มีพิธีสวดพระอภิธรรมรวม 13 คืน ก่อนมีพิธีพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2512 อย่างสมเกียรติยศ

เขาทิ้งไว้ทั้งผลงานเขียนและร่องรอยความคิดของข้าราชการผู้จดจำอดีตอย่างซื่อสัตย์ รวมถึงวิธีเล่าที่เรียบง่ายแต่แน่นด้วยรายละเอียด จนทำให้ประวัติศาสตร์ซึ่งเคยกระจัดกระจายอยู่ในความทรงจำของผู้คนกลับมีเสียง มีฉาก มีตัวตน และชวนให้ผู้อ่านรุ่นหลังนึกตามได้ยาวนานกว่าหน้าที่การงานของผู้เขียนเอง

 

ผลงานแห่งชีวิต : “นิทานชาวไร่” ของนาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี

ในบรรดางานเขียนที่เกิดจากประสบการณ์ตรงของนายทหารเรืออาชีพ นิทานชาวไร่ คือหลักฐานชิ้นหนึ่งซึ่งค่อย ๆ ก้าวพ้นกรอบวารสารประจำเหล่าไปสู่สถานะหนังสือสำคัญของสังคมไทยอย่างเงียบงัน จนกระทั่ง พ.ศ. 2541 โครงการคัดเลือก “หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน” ได้ประกาศรายชื่อออกมา งานชุดนี้ได้รับการคัดเลือกอยู่ในบัญชีดังกล่าว เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า เรื่องเล่าซึ่งเริ่มต้นจากการเขียนเพื่อเพื่อนทหาร สามารถขยายวงไปสู่ผู้อ่านทั่วไป และมีคุณค่าในฐานะงานอ่านด้านประวัติศาสตร์สังคมในระยะยาว

 

นิทานชาวไร่ เล่มที่ 1 โดย น.อ.สวัสดิ์ จันทนี ตีพิมพ์แรกเมื่อปี พ.ศ. 2509

 

ชื่อ นิทานชาวไร่ อาจทำให้เข้าใจไปในทางนิทานปรัมปรา หากเนื้อแท้คือชุด “เรื่องเล่า” และ “บันทึกความทรงจำ” ของนาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี ร.น. อดีตบรรณาธิการนิตยสาร นาวิกศาสตร์ ผู้มีช่วงชีวิตต้องเว้นวรรคจากราชการ และหันไปใช้ชีวิตเป็นชาวไร่ที่บางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จากคำชักชวนให้เขียนเล่าความหลังเพื่อเป็นประโยชน์แก่นายทหารรุ่นหลังและผู้อ่านทั่วไป งานชุดนี้จึงเริ่มต้นเป็นคอลัมน์ประจำใน นาวิกศาสตร์ ตั้งแต่ปีที่ 42 ฉบับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2502 โดยใช้ชื่อผู้เล่าว่า “ครูสวัสดิ์” หรือ “ครูหวัด” เนื้อหาเหล่านั้นครอบคลุมโลกทหารเรือ ชีวิตคนร่วมสมัย สถานที่ เหตุการณ์ และบุคคลที่ผู้เขียนเคยพบเห็นหรือได้สดับรับฟัง ก่อนนำมาร้อยเรียงด้วยสำนวนที่ตั้งใจให้ผู้อ่านอ่านเพลิน มากกว่าจะเป็นภาษาหนังสือเรียน

คุณูปการสำคัญของ นิทานชาวไร่ อยู่ที่วิธีเก็บรักษาอดีตแบบประวัติศาสตร์บอกเล่า ผู้เขียนอาศัยการพบปะ ซักถาม และจดจำรายละเอียดจากผู้อาวุโสหลายแวดวง[7] ทั้งในพื้นที่ใกล้บางเสร่ เช่น หลวงวิฆเนศประสิทธิ์วิทย์ (อัทย์ หะสิตะเวช พ.ศ.2417-2506)[8] หนึ่งในสมาชิกสำคัญของคณะก่อการ ร.ศ.130[9] และจากช่วงพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลทหารเรือราว พ.ศ. 2503–2505 ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้สนทนากับผู้เฒ่าหลายท่าน รวมถึงหลวงวรภักดิ์ภูบาล (หม่อมหลวงอาจ สุริยกุล) เรื่องเล่าเหล่านี้ประกอบด้วยเกร็ดประวัติ สายสกุล สภาพบ้านเมือง ประเพณี ความเป็นอยู่ ตลอดจนข่าวคราวที่เคยเล่าลือกันในยุคสมัยเดียวกัน ผู้เขียนแสดงความระมัดระวังอยู่เสมอ ไม่ล่วงเกินบุคคล จึงมีบ้างที่ละชื่อหรือให้ข้อมูลเท่าที่เห็นพอควร และย้ำให้ผู้อ่านอ่านอย่างมีวิจารณญาณในฐานะ “นิทาน” ขณะเดียวกัน งานชุดนี้ยังเปิดพื้นที่ให้เกิดเครือข่ายผู้อ่าน เมื่อประเด็นถูกหยิบยกขึ้น ก็มีผู้รู้จากหลากหลายวงการเข้ามาช่วยเติมข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

เมื่อ พ.ศ. 2509 องค์การค้าของคุรุสภาได้ขอลิขสิทธิ์ไปจัดพิมพ์รวมเล่ม งานซึ่งเคยกระจัดกระจายอยู่ในวารสารจึงกลายเป็นชุดหนังสือที่อ้างอิงได้ชัดเจนขึ้น ฉบับคุรุสภาจัดพิมพ์ระหว่าง พ.ศ. 2509–2518 รวม 12 เล่ม 133 ตอน โดยบางเล่มแนบจดหมายผู้อ่าน และเปิดโอกาสให้ผู้เขียนเพิ่มหมายเหตุหรือแก้ไขข้อมูล

นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ในปี พ.ศ. 2560 สำนักพิมพ์ศยามได้จัดพิมพ์ นิทานชาวไร่ ขึ้นใหม่อย่างปราณีตในชุด “ศยามคลาสสิก”[10] โดยยึดต้นฉบับคุรุสภาเป็นหลัก แล้วผนวกรวมเรียบเรียงใหม่เป็นชุดสี่เล่ม เพิ่มภาพประกอบและภาพบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ผู้อ่านรุ่นหลังมองเห็นเครือข่ายผู้คน สถานที่ และเหตุการณ์ได้ชัดเจนขึ้น พร้อมจัดทำดัชนีค้นคำ อธิบายศัพท์ ตรวจการสะกด และเพิ่มเชิงอรรถอย่างเป็นระบบ อีกทั้งรวบรวมตอนว่าด้วยเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันจากหนังสือเล่มอื่น รวมถึงอนุสรณ์งานศพของพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ มาจัดพิมพ์เป็นภาคผนวกจำนวน 13 ตอน โดยใส่เลขลำดับตอนตามต้นฉบับเดิมไว้ในวงเล็บ และนำบทความ “ความชั่วของฉัน” ซึ่งเคยปรากฏในหนังสืองานศพมาพิมพ์ไว้ตอนท้าย เพื่อเปิดให้เห็นอีกด้านของผู้เขียน ด้านที่ซื่อตรงต่อชีวิตของตนเองและยืนยันอุดมคติด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

 

นิทานชาวไร่ เล่มที่ 4 ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2560 สำนักพิมพ์ศยาม

 

ด้วยเหตุนี้ การจัดพิมพ์ใหม่ใน พ.ศ. 2560 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญและตัวอย่างที่ดีของการฟื้นฟูงานเขียนคลาสสิกให้ผู้อ่านร่วมสมัยเข้าถึงได้สะดวกและครบถ้วนยิ่งขึ้น พร้อมส่งต่อ นิทานชาวไร่ ในฐานะคลังความทรงจำที่ถูกจัดระเบียบใหม่ ให้การศึกษาประวัติศาสตร์สังคมไทยเดินหน้าต่อไปบนร่องรอยของผู้จดจำอดีตและถ่ายทอดมันออกมาอย่างซื่อสัตย์ที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

 

ส่งท้าย

นาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี  คือภาพของ “นายเรือผู้เป็นครู” อย่างแท้จริง เริ่มชีวิตจากเด็กบางยาง กระทุ่มแบน เรียนสวนกุหลาบจนจบมัธยม 8 แล้วลองเป็นครูโรงเรียนวัดสระเกศเพียงไม่กี่เดือน ก่อนเลือกเส้นทางที่ใจรักคือโรงเรียนนายเรือ และค่อย ๆ เติบโตในกองทัพเรือตามลำดับ หน้าที่ของเขาครอบคลุมทั้งเรือพระที่นั่ง งานตอร์ปิโด งานเรือรบ งานสำรวจแผนที่ทะเล ไปจนถึงงานในโรงเรียนชุมพลทหารเรือสมุทรปราการ และภายหลังขึ้นสู่บทบาทสำคัญในโรงเรียนนายเรือ ความเป็น “คนเจ้าระเบียบ รักความยุติธรรม ทำงานจริง” ที่ลูกหลานบันทึกไว้ในอนุสรณ์งานศพ จึงไม่ใช่คำชมลอย ๆ หากเป็นรอยนิสัยของผู้ชายคนหนึ่งที่รับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อบ้าน ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และต่อการเรียนรู้ของคนรุ่นหลังมาตลอดชีวิตราชการ

แต่ชีวประวัติของเขามิได้เรียบสวยตามแบบแผนข้าราชการที่ไต่ยศขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะชะตากรรมทางการเมืองได้ตัดตอนความก้าวหน้าหลายคราว ทั้งช่วงที่เขารับรู้กระแสการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากเครือข่ายเพื่อนทหารเรืออย่าง ศรี ดาวราย จนเข้าประชุมกับแกนนำหลายครั้ง แต่วันลงมือ 24 มิถุนายน 2475 กลับอยู่นอกปฏิบัติการและอยู่นอกรายชื่อ “ผู้ก่อการ” กระทั่งเมื่อเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน พ.ศ. 2494 พัดโหมใส่กองทัพเรือ เขาถูกสั่งพักราชการระหว่างคดี และต้องออกจากชีวิตราชการไปยาวนานถึง 8 ปี ช่วงเวลาที่ไม่เพียงพรากตำแหน่ง หากพราก “โลกเดิม” ที่เขารักและผูกพัน แต่สิ่งที่น่าจดจำคือเขาไม่เคยปล่อยให้การหล่นจากบันไดอำนาจกลายเป็นการหล่นจากบันไดศักดิ์ศรี เขาเลือกพึ่งแรงกายของตัวเอง ทำไร่ เลี้ยงไก่ อยู่บางเสร่ ใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบคนมีวินัย และรักษาความเป็นราษฎรที่ดี ไว้ในอีกรูปหนึ่ง คือรับผิดชอบต่อครอบครัว ต่อการงาน และต่อความจริงเท่าที่ตนเชื่อและตนกล้ารับ

จากชีวิตที่ถูกบังคับให้หันหลังให้เครื่องแบบ จึงกลับงอกเป็น “ผลงานแห่งชีวิต” ที่ยืนยาวกว่าเครื่องแบบ ชุดเรื่องเล่า นิทานชาวไร่ ซึ่งเริ่มลง นาวิกศาสตร์ พ.ศ. 2502 และต่อมากลายเป็นชุดรวมเล่มของคุรุสภา 12 เล่ม งานชุดนี้ทำให้เห็นตัวตนของสวัสดิ์ในฐานะนักเขียนที่มีทั้งวินัยแบบทหารและความอ่อนโยนแบบครู เขาเก็บรายละเอียดคน สถานที่ เรื่องเล่า เกร็ดประวัติ และความทรงจำของผู้อาวุโสไว้เป็นหลักฐาน ไม่ใช่เพื่อโอ้อวดตน แต่เพื่อ “ส่งต่อโลกเก่า” ให้คนรุ่นหลังได้มีที่ยืนสำหรับตั้งคำถาม เปรียบเทียบ ตรวจสอบ และทำความเข้าใจชีวิตบ้านเมืองที่เคยเป็นมา นั่นทำให้เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่า หากเป็นผู้รับผิดชอบต่อความทรงจำของสังคม รับผิดชอบด้วยการเขียนอย่างระวังคำ ระวังคน และยอมรับความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์อยู่เสมอ

เมื่อมองทั้งชีวิตกับงานเขียนควบกันแล้ว คำสารภาพแบบ “คนตรง” ที่เขาทิ้งไว้ในอนุสรณ์งานศพ แม้ตั้งชื่ออย่างเจ็บแสบว่า “ความชั่วของฉัน” ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อชี้นำให้ผู้อ่านเชื่อเขาเพียงฝ่ายเดียว จุดสำคัญอยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้โลกและกาลเวลาได้ตัดสินด้วยสติและความซื่อสัตย์ เขาเล่าถึงวันที่ 24 มิถุนายนในฐานะคน “ไม่มีความรู้ มีแต่กำลังใจและกำลังกาย” ยอมรับทั้งความเสี่ยงและข้อครหา แล้ววางประโยคสุดท้ายอย่างหนักแน่นว่า “ฉันขอปล่อยให้ฟ้าดินตัดสินเอง”

ถ้อยคำนี้ทำให้สวัสดิ์ จันทนี ไปไกลกว่าภาพนายเรือผู้เขียนหนังสือ เขายืนอยู่ในฐานะคนทำงานของรัฐที่กล้าพูดถึงความย้อนแย้งระหว่างความภักดีกับอุดมการณ์ ด้วยน้ำเสียงของผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบต่อชีวิตส่วนตัว ต่อบ้านเมือง และต่อคำของตนเองจนถึงที่สุด

 

อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ น.อ. สวัสดิ์ จันทนี ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม 11 มีนาคม พ.ศ. 2512

 

ปล. บทความนี้อยากชี้ชวนให้เห็นว่า นิทานชาวไร่ ไม่ได้เป็นแค่งานอ่านสนุก แต่เป็น “คลังเรื่องเล่า” ที่ต่อยอดเป็นงานประวัติศาสตร์ได้จริง ตัวอย่างชัดคือกรณี “คนไทยที่ได้เห็นระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา” ซึ่งมีร่องรอยอยู่ใน นิทานชาวไร่ และถูกนำมาค้นต่อ ตรวจสอบ แล้วเรียบเรียงใหม่เป็นบทความของผู้เขียน (นริศ จรัสจรรยาวงศ์) อ่านได้ที่ https://www.the101.world/hiroshima-bomb-thai-witness/

เรื่องเล่าที่เหมือนเกร็ดเล็ก ๆ จึงกลับกลายเป็นชิ้นส่วนที่เชื่อมประวัติศาสตร์ไทยกับประวัติศาสตร์โลก และทำให้เห็นคุณูปการของคนที่ “จดไว้” เพื่อให้คนรุ่นหลัง “อ่านแล้วไปต่อ” ได้จริง

 


[1] สวัสดิ์ จันทนี, “ความชั่วของฉัน” อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม 11 มีนาคม 2512, (สรยุทธการพิมพ์), น.24.

[2] สวัสดิ์ จันทนี, “ความจำนงของฉัน” อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม 11 มีนาคม 2512, (สรยุทธการพิมพ์), ม.ป.น..

[3] สวัสดิ์ จันทนี, “ความชั่วของฉัน” อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม 11 มีนาคม 2512, (สรยุทธการพิมพ์), น.1.

[4] นริศ จรัสจรรยาวงศ์, บนรอยต่อประชาธิปไตย : “ศรี ดาวราย” ผู้ก่อการ 2475 นอกรายชื่อ ดู https://pridi.or.th/th/content/2025/09/2635

[5] ศรี ดาวราย, เกร็ดย่อยประวัติศาสตร์ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง และการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในทัศนะของ พล.ร.ท. ศรี ดาวราย, 89 ปี พล.ร.ท. ศรี ดาวราย งานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือโท ศรี ดาวราย ม.ว.ม., ป.ช. ณ ฌาปนสถานกองทัพเรือ วัดเครือวัลย์วรวิหาร วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2536, น.133-148.

[6] นิยม สุขรองแพ่ง เขียน, นริศ จรัสจรรยาวงศ์ บรรณาธิการ, ทหารเรือกบฏแมนฮัตตัน, พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2565, (มติชน).

[7] ฉลอง สุนทราวาณิชย์, บทนำ ใน นิทานชาวไร่ เล่ม 1, พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2560, (สำนักพิมพ์ศยาม), น.(19-24).

[8] นริศ จรัสจรรยาวงศ์, 110 ปี ปฏิวัติครั้งแรกของประเทศไทย ดู https://www.the101.world/110-year-the-first-revolution/

[9] เหรียญ ศรีจันทร์ และ เนตร พูนวิวัฒน์ เขียน, ณัฐพล ใจจริง บรรณาธิการ, ปฏิวัติ ร.ศ.130, พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2564, (มติชน).

[10] สวัสดิ์ จันทนี เขียน, วิชญดา ทองแดง บรรณาธิการ, นิทานชาวไร่ เล่ม 1-4, พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2560, (สำนักพิมพ์ศยาม).