คำว่า 'สิทธิมนุษยชน' ซึ่งแปลมาจากภาษาอังกฤษว่า Human Rights ถ้าจะดูจากพจนานุกรมของออกฟอร์ด เขาแปลว่า 'THE RIGHTS HELD TO BE CLAIMABLE BY ANY LIVING PERSON'
ผมคิดว่าในภาษาไทยหรือภาษาอื่นใดก็คงแปลได้ความหมายทำนองเดียวกัน แต่ข้อเขียนของผมจะไม่เน้นเรื่องคำแปล แต่จะขอพูดถึงการนิยามคำนี้เพราะบางประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาก็นิยามอีกอย่างหนึ่ง แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ก็อาจนิยามไปอีกอย่างหนึ่ง
ขณะที่ผมรับราชการอยู่ ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ระหว่าง พ.ศ. 2519-2521 สมัยนั้นเป็นช่วงเวลาที่ ท่าน จิมมี่ คาร์เทอร์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ นโยบายของรัฐบาลขณะนั้นเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นนโยบายนำ ในระหว่างตุลาคม 2519 จนถึงมีนาคม 2520 ผมต้องทำหน้าที่เป็นอุปทูตรักษาราชการแทนเอกอัครราชทูต ซึ่งถูกเรียกกลับไปเป็นรัฐมนตรี ผมได้ถูกผู้ใหญ่ในกระทรวงต่างประเทศสหรัฐเรียกผมไปต่อว่า เรื่องที่เราปฏิบัติขัดต่อสิทธิมนุษยชนบ่อยครั้ง ที่ผมจำได้แม่นคือ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศได้เรียกผมไปต่อว่าในกรณีที่รัฐบาลจับนักศึกษาไปขึ้นศาลทหาร และไม่ยอมให้จำเลย คือ นักศึกษามีทนายความ และระยะเวลากักขังก็นานเกินไป (Preventive Detention) เขาเรียกร้องให้มีการพิจารณาโดยเปิดเผยด้วย
สำหรับคำว่าศาลทหาร หรือ MARTIAL COURT ในความหมายของคนตะวันตก เขาตกใจมาก เพราะเขามีไว้ใช้กับทหารในยามสงครามเท่านั้น ผมต้องอธิบายให้เขาฟังว่า คำว่า ศาลทหารในทางปฏิบัติของไทย ก็คือ ศาลพลเรือนนั่นเอง แต่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างที่ประเทศประกาศกฎอัยการศึกเพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษา ส่วนเรื่องคำขอของสหรัฐที่ให้พิจารณาโดยเปิดเผยและอนุญาตให้มีทนายความ ตลอดจนระยะเวลากักขัง ผมจะได้รายงานรัฐบาลต่อไป
อีกคราวหนึ่ง ผมถูกผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ ฝ่ายมนุษยธรรม (เป็นสุภาพสตรี) เรียกผมไปต่อว่า จากรายงานข่าวว่า รัฐบาลไทยผลักดันคนลาว ซึ่งอพยพหนีรัฐบาลลาวในขณะนั้น ซึ่งเป็นฝ่ายซ้ายกลับไป ทำให้คนลาวเหล่านั้นถูกรัฐบาลเขาฆ่าตาย เขาว่าเราขาดมนุษยธรรมอย่างมาก และขัดต่อสิทธิมนุษยชน ผมจำได้ว่า ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีลอยหน้าลอยตาต่อว่าผมอย่างรุนแรง ผมก็ต้องรับหน้าเสื่อ และบอกเขาว่าเราจะรายงานรัฐบาลตามนี้ แต่ผมถือโอกาสตั้งคำถามกลับไปว่า ประเทศไทยมีคนจนเป็นส่วนใหญ่ คนพวกนี้ต้องทำงานหนักกว่าจะหาเงินมาได้ และเงินที่ได้มาก็ไม่มาก บางทีจะกินจะใช้ยังไม่ค่อยจะมีพอเพียง คนพวกนี้เขาถามรัฐบาลว่า "ทำไมทีคนต่างด้าวอพยพเข้ามา รัฐบาลก็เลี้ยงดูเขา โดยเขาไม่ต้องเหนื่อยยากในการทำงาน ส่วนพวกเราเหนื่อยแทบตาย ไม่พอกิน แต่รัฐบาลไม่เลี้ยงดู ถ้าเป็นท่าน ท่านจะตอบเขาว่าอย่างไร" ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีนิ่งอึ้งอยู่พักใหญ่ ผมเข้าใจว่าเขาไม่ทราบว่าจะตอบผมว่าอย่างไร แต่เขาก็สรุปว่า ถึงอย่างไรเพื่อมนุษยธรรม ประเทศไทยก็ต้องรับไว้ก่อน
ต่อมาเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2521 ได้มีการประชุมระหว่างสหรัฐอเมริกากับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นครั้งแรกที่กรุงวอชิงตัน ในระหว่างที่รัฐมนตรีต่างประเทศทั้ง 5 ของอาเซียนอยู่ในกรุงวอชิงตัน (ในขณะนั้นอาเซียนมีเพียง 5 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย) สมาคมนักข่าวได้เชิญไปพูดในงานเลี้ยงอาหารกลางวันซึ่งเขาจัดขึ้น มีผู้เข้าร่วมฟังประมาณ 500 คน ฝ่ายเราได้จัดให้ ฯพณฯ ราชารัตนัม รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ เป็น MAIN SPEAKER หลังจากนั้นก็เปิดโอกาสให้ซักถาม ผมจำได้ว่า คำถามแรก ซึ่งนักข่าวถามตรงไปยัง ฯพณฯ โรมูโล รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์คือ อยากทราบว่าในประเทศอาเซียนมีการปฏิบัติเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างไร ผมเข้าใจว่าวัตถุประสงค์ของคนถามเขามุ่งตำหนิเราว่าไม่เคารพสิทธิมนุษยชน ท่านโรมูโลเป็นคนตัวเล็ก แต่ผ่านเวทีมาอย่างโชกโชน ได้ตอบคำถาม ซึ่งผมประทับใจมากและจำคำตอบได้เกือบคำต่อคำ
คำตอบของท่านคือ "ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ได้ถูกต้องจะต้องนิยามคำว่า"สิทธิมนุษยชน" ให้ถูกต้องเสียก่อน เพราะสิทธิมนุษยชนของประเทศที่ประชาชนมีบ้านอยู่อย่างดี มีการศึกษาดี มีรถยนต์ส่วนตัวเกือบทุกบ้าน มีทีวีสีอย่างน้อยบ้านละ 1 เครื่อง กับ สิทธิมนุษยชนในประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องเช่าหรืออาศัยบ้านเขาอยู่ และอย่าว่าแต่จะมีรถยนต์ส่วนตัวหรือดูทีวีเลย แม้แค่อาหารจะกินแต่ละมื้อก็ยังมีไม่ครบและพอเพียง ฉะนั้น คงจะนำคำว่าสิทธิมนุษยชนในมาตรฐานของประเทศที่กินดีอยู่ดีมาใช้กับประเทศยากจนคงไม่ได้เพราะมาตรฐานต่างกัน อย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าขอพูดแทนเพื่อนข้าพเจ้าจากอาเซียนได้อย่างเต็มปากว่า ในประเทศของพวกเรา เราจะเลี้ยงดูพ่อแม่จนแก่และตายจากไป เราจะไม่ไล่ (เขาใช้คำว่า THROW) พ่อแม่ และญาติผู้ใหญ่ของเราไปอยู่บ้านคนแก่เลย"
คำตอบของ ฯพณฯ โรมูโล ทำให้บรรยากาศของคน 500 คนเงียบกริบ ผมประทับใจในวาทะของท่านผู้นี้มาก และนึกชมว่าผู้สูงอายุผู้นี้ มีวาทะไม่ย่อยเลย ผมจึงนำมาเป็นข้อเขียนของผมที่ท่านบรรณาธิการบอกว่า ให้ส่งต้นฉบับภายใน 7 วัน.
หมายเหตุ :
- ถอดจากตอนหนึ่งในหนังสือปรีดีสาร ฉบับเดือนมกราคม พ.ศ. 2545
- คงอักขระตัวสะกดไว้ตามต้นฉบับ
- ปรับวรรคย่อหน้าโดยกองบรรณาธิการ