ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทสัมภาษณ์, วันนี้ในอดีต

109 ปี ชาตกาล ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ ชีวิตและอุดมการณ์ผ่านความทรงจำของบุตรี

10
มีนาคม
2569

เนื่องในวาระครบรอบชาตกาล 109 ปีของ ดร. ไสว สุทธิพิทักษ์ ปูชนียบุคคลผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยและการศึกษา สถาบันปรีดี พนมยงค์ ขอนำเสนอเรื่องราวและเส้นทางชีวิตของท่าน ผ่านความทรงจำอันทรงคุณค่าของ คุณเลิศลักษณ์ ส.บุรุษพัฒน์ บุตรีคนโตของ ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์

จากนักศึกษาธรรมศาสตร์และการเมือง สู่ภารกิจเสรีไทย และการสถาปนามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) อุดมการณ์แห่งการรับใช้ชาติและสังคมของ ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ ถูกส่งต่อและหยั่งรากลึกอย่างไร ขอเชิญติดตามอ่านในบทสัมภาษณ์นี้

 

ภาพจำในวัยเยาว์และคำสอนจากผู้นำครอบครัว

ดิฉันเป็นบุตรีคนโตของอาจารย์ดร. ไสว  สุทธิพิทักษ์  มีน้องสาวชื่อเฉิดโฉม  จันทราทิพย์  ในวัยเด็ก เราทั้งสองคนจำเรื่องราวของคุณพ่อไม่ได้มากนัก  เพราะช่วงที่ท่านเป็นนักการเมือง เราทั้งสองเพิ่งอายุ 1 และ 2 ขวบตามลำดับ  คุณแม่ (สนม  เกตุทัต) เล่าว่าครอบครัวเราสุขสบาย บ้านที่ถนนราชวิถีอยู่ติดกับบ้านนายกรัฐมนตรี (พลเรือตรีถวัลย์  ธำรงนาวาสวัสดิ์) มีประตูเปิดถึงกันได้ คุณพ่อเป็นเลขานุการ (ปัจจุบันเรียก เลขาธิการ) ของนายกฯ  จึงมีกิจกรรมร่วมกันตลอดเวลา

 

ไสว กับ สนม เกตุทัต

 

ช่วงอายุที่เราได้ใกล้ชิดคุณพ่อที่สุดคือ เมื่อท่านลี้ภัยไปสิงคโปร์ หลังเกิดขบวนการประชาธิปไตย 2492 ในวัย 6 และ 7 ขวบ เราได้ไปเรียนที่สิงคโปร์ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ยังด้อยพัฒนาและถูกควบคุมโดยมาลายู (มาเลเซียในปัจจุบัน)  คุณพ่อทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ สอนให้เราประหยัดและอดทนต่อความลำบากทั้งปวง การที่วัยเด็กของเราเป็นเช่นนี้ ทำให้เราได้ประสบการณ์ที่มีค่ามาก ท่านสอนให้เราใช้เวลาอย่างมีค่า ตัวท่านเองต้องทำงานเป็นครูสอนภาษาไทยให้คณะสอนศาสนาจากยุโรปและอเมริกาและทำธุรกิจไปด้วย แต่ยังมีเวลาอ่านค้นคว้า จนสามารถเขียนหนังสือได้หลายเล่ม หนึ่งในนั้นคือชีวประวัติท่านอาจารย์ปรีดี  พนมยงค์

สิ่งที่ท่านสอนเสมอคือ ความมีเมตตาและกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ซึ่งท่านได้ปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างให้ได้เห็นเสมอ ทั้งกับบุคลากรในมหาวิทยาลัยที่ร่วมพัฒนางานกับท่าน กับครูอาจารย์ที่สอนท่านมาตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม และที่ธรรมศาสตร์ ที่ท่านยังติดต่อช่วยเหลือ ท่านยังสำนึกในบุญคุณของสถานศึกษาที่ประสาทความรู้ให้ เป็นศิษย์เก่าที่สนับสนุนทั้งด้านความรู้และด้านเงินทุน ท่านจึงได้รับยกย่องเป็นศิษย์ดีเด่นของทุกสถาบันที่ท่านเรียนมา  นอกจากนั้น ท่านยังมีจิตใจใฝ่ในธรรม ท่านรับหน้าที่เป็นมัคนายกของวัดอนันทเมติยาราม ที่สิงคโปร์ ดูแลช่วยเหลือกิจการต่าง ๆ ของวัดและพาพวกเราไปวัดทุกสัปดาห์

 

เลือดธรรมศาสตร์ ภารกิจเสรีไทย และศรัทธาที่มั่นคงต่อ "อาจารย์ปรีดี"

หลังจากจบม. 8 จากโรงเรียนอำนวยศิลป์ ในปี พ.ศ. 2480 ในวัย 20 ปี คุณพ่อสนใจจะเป็นครู จึงสมัครรับทุนของโรงเรียนฝึกหัดครูพระนคร (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร)  และเมื่อจบได้สอนในโรงเรียนหลายแห่ง ในช่วงเวลาเดียวกันก็สมัครเข้าเรียนในธรรมศาสตร์ด้วย และในปีที่ 3 ได้สอบเข้ารับราชการในกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ท่านจบธรรมศาสตร์บัณฑิตในปี 2485 และเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิตในปี 2488  ในช่วงเรียนปริญญาโท ท่านได้เขียนหนังสือเรื่องประวัติศาสตร์ลัทธิเศรษฐกิจ และได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์พิเศษของธรรมศาสตร์ด้วย

ในระหว่างที่เป็นนักศึกษา คุณพ่อได้ใกล้ชิดกับท่านอาจารย์ปรีดี ซึ่งท่านเคารพและศรัทธาอย่างสูง  นอกจากนิยมชมชอบแนวคิดเศรษฐกิจของท่านซึ่งก้าวหน้ามากในสมัยนั้นแล้ว คุณพ่อยังระลึกถึงความเมตตาที่ท่านอาจารย์ปรีดีมีต่อครอบครัว อาทิ การเป็นเจ้าภาพงานมงคลสมรสของท่านกับคุณแม่ (นางสาวสนม  เกตุทัต) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนในธรรมศาสตร์ด้วย

 

 

เมื่อเกิดสงครามโลกและขบวนการเสรีไทยขึ้น  คุณพ่อได้สมัครเข้าร่วมทำหน้าที่เสมือนเลขานุการดูแลกิจกรรมในประเทศไทย ในขณะที่เพื่อนร่วมขบวนการต้องไปฝึกการรบที่ต่างประเทศ ท่านอาจารย์ปรีดีไม่ให้คุณพ่อร่วมขบวนไป แต่ให้อยู่ดูแลคุณแม่ซึ่งใกล้คลอด  ท่านได้เป็นส.ส.นครศรีธรรมราชในปี 2489 ที่ดิฉันเกิด และเป็นเลขานุการนายกรัฐมนตรีในปีต่อมา แต่มรสุมทางการเมืองทำให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลและการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันทั้งในสภาและภายนอก ทำให้ท่านต้องลี้ภัยไปสิงคโปร์นานเกือบ 10 ปี

ช่วงที่ท่านอาจารย์ปรีดีอยู่ฝรั่งเศส คุณพ่อจะติดต่อตามข่าวและเดินทางไปเยี่ยมด้วยตนเองเป็นระยะ และเมื่อท่านอาจารย์ปรีดีถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ 2 พฤษภาคม 2526 คุณพ่อได้ร่วมกับบรรดาศิษย์ก่อตั้ง “มูลนิธิปรีดี  พนมยงค์”  และเป็นรองประธานมูลนิธินี้จนถึงแก่กรรม  ท่านได้ร่วมเตรียมงานพิธีรับอัฐิท่านอาจารย์เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2529 จนกระทั่งนำอัฐิไปลอยที่อ่าวไทย

คุณพ่อยังเป็นกำลังสำคัญร่วมมือกับบรรดาศิษย์จัดสร้าง “อนุสรณ์สถานปรีดี  พนมยงค์” ณ บ้านเกิดของท่านรัฐบุรุษอาวุโสที่อยุธยา ต่อมาเมื่อมีการก่อตั้งโครงการ “สถาบันปรีดี  พนมยงค์” ท่านก็รับเป็นประธานอีก และก่อนถึงแก่กรรมไม่กี่วันได้บริจาคเงินให้กับมูลนิธิฯ กรรมการมูลนิธิฯ จึงมีมติเอกฉันท์ให้ขนานนามห้องสมุดของสถาบันว่า “ห้องสมุดไสว  สุทธิพิทักษ์”

 

จากปณิธานนักธุรกิจผู้สร้างชาติ สู่การสถาปนา "มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์"

หลังจากอยู่สิงคโปร์ระยะหนึ่ง คุณพ่อหันไปทำธุรกิจอย่างจริงจัง อาศัยที่สิงคโปร์เป็นเมืองท่าสำคัญ และเปิดกว้างในการทำการค้า การทำธุรกิจมีหลักเกณฑ์และมาตรฐานเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ท่านจึงเข้าร่วมหุ้นกับเพื่อนชาวสิงคโปร์ตั้งบริษัทเป็นนายหน้าขายเรือเดินสมุทร ทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกระหว่างสิงคโปร์กับกรุงเทพฯ ท่านสามารถใช้ความรู้ทางกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และภาษามาช่วยทำให้ธุรกิจเจริญรุ่งเรืองดี (เป็นช่วงที่ท่านมีทุนพอส่งลูกสองคนเข้าโรงเรียนคอนแวนต์ได้) ท่านได้ตระหนักถึงพลังของธุรกิจที่สร้างคุณค่าด้านเศรษฐกิจและสังคมอันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีงาม ท่านเห็นว่าคนสิงคโปร์มีความสามารถทางธุรกิจสูงมาก ใช้ภาษาได้หลายภาษา การค้าของเขามีระเบียบ เจริญรุ่งเรือง แต่ธุรกิจในไทยส่วนใหญ่อยู่ในมือคนต่างชาติ จึงคิดว่าไทยควรผลิตนักธุรกิจ เพราะท่านเชื่อว่านักธุรกิจเป็นผู้สร้างชาติ

เมื่อท่านกลับถึงเมืองไทย จึงได้ร่วมมือกับอาจารย์สนั่น เกตุทัต ผู้เป็นพี่เขย ตั้งสถาบันการศึกษาเพื่อผลิตนักธุรกิจขึ้น  ทั้งสองท่านมีปณิธานที่จะช่วยเศรษฐกิจของชาติผ่านการพัฒนาด้านการศึกษา ท่านมีประสบการณ์คล้ายกันคือ จบจากธรรมศาสตร์ เคยมีอาชีพเป็นครู รับราชการ และเป็นนักบริหารในภาครัฐและธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

 

 

สำหรับคุณพ่อ คำว่า “ธุรกิจ” มีความหมายกว้างและเชื่อมโยงไปหลายศาสตร์ ทั้งด้านธุรกิจ การบริการ การค้า อุตสาหกรรม การจัดองค์กร ครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งนโยบายวิธีการปฏิบัติซึ่งเกี่ยวข้องกับภาษา การสื่อสาร การวางแผน งานด้านวิศวกรรม กระบวนการผลิต พฤติกรรมผู้บริโภค การออกแบบ การตลาด การขนส่ง งานบัญชี กฎหมายและระเบียบกฏเกณฑ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หมายความว่ากิจกรรมด้านธุรกิจมีความเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อยกับทุกศาสตร์ ทุกสาขาวิชา

ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จึงมีการเรียนการสอนหลายศาสตร์ มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงปรับปรุงหลักสูตรให้ก้าวทันยุคสมัย โดยยังคงกรอบคิดด้านธุรกิจเป็นแกนกลางที่สอดแทรกอยู่ในทุกหลักสูตร

ในช่วงแรก คณะวิชาที่นักศึกษาสนใจเข้าเรียนมากที่สุดคือ คณะบริหารธุรกิจ ตามด้วยคณะนิติศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ ซึ่งต่อมามหาวิทยาลัยได้รับเกียรติให้ใช้ชื่อท่านอาจารย์ปรีดี เป็นคณะนิติศาสตร์ ปรีดี พนมยงค์

นอกจากการเรียนรู้ศาสตร์ต่าง ๆ แล้ว ศิษย์ของเราต้องให้ความสำคัญต่อคุณธรรมและทักษะทางสังคมควบคู่กันไปด้วย (มีทั้ง Hard และ Soft Skills) ทั้งสองส่วนนี้สะท้อนจากคุณลักษณะ 9 ประการของ “นพรัตน์”  ซึ่งเป็นแก้ว 9 ดวง เป็นส่วนหนึ่งของตราสัญลักษณ์ประจำสถาบัน เช่น ต้องมีความรู้ด้านธุรกิจ มีความขยันอดทน มีมารยาทและมีความซื่อสัตย์ เป็นต้น

 

มรดกแห่งความเป็น "ครู" และอุดมการณ์ที่ส่งทอดถึงชนรุ่นหลัง

คุณพ่อเชื่อมั่นว่าการศึกษาทำให้คนฉลาดและเป็นคนดี จึงให้ความสำคัญกับครู ดังคำกลอนที่ท่านประพันธ์ว่า

ใครเป็นครูดูตัวให้ทั่วถ้วน         ว่าสมควรเป็นครูหรือหาไม่

ครูแท้ต้องเหนื่อยยากลำบากใจ         บ่มศิษย์ให้รุ่งเรืองเปรื่องวิชา

อันครูนั้นหมายรวยด้วยมีศิษย์         ส่วนอามิสอื่นใดไม่ปรารถนา

บำเพ็ญตนให้ทานการวิทยา         ดินกลบหน้าชื่อครูยังอยู่เอย

ท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่าความภูมิใจที่สุดในชีวิตคือได้ทำหน้าที่ครู และเป็นผู้บริหารสถาบันการศึกษา ซึ่งให้การศึกษาแก่เยาวชนของชาติ ท่านได้ทุ่มเทและอุทิศเวลากว่าสี่ทศวรรษให้กับอาชีพครู ศิษย์ของท่านที่จบการศึกษาออกไปรับใช้ประเทศชาติ คือ รางวัลอันยิ่งใหญ่ที่ท่านภาคภูมิใจ

คุณพ่อไม่เพียงแต่ให้การสนับสนุนผู้ทำหน้าที่ครูในมหาวิทยาลัยของท่านเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนครูของหน่วยงานอื่นๆ อีกด้วย  โครงการ “สุทธิครุศิลป์” ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับการเรียนการสอนและการเป็นครูที่ดี ได้เริ่มขึ้นในพ.ศ.2531 เปิดโอกาสให้ครูและผู้บริหารโรงเรียนของกระทรวงศึกษาได้เข้ามารับการอบรม โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

ถึงแม้ว่าบัดนี้ “ดินกลบหน้า” ท่านแล้ว  แต่ชื่อ “ครูไสว” ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้เป็นครูตลอดไป

นอกจากความเป็นครูแล้ว คุณพ่อยังมุ่งมั่นที่จะเชิดชูเอกลักษณ์ของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาไทยและตัวเลขไทย

ด้วยผลงานที่ดีเด่นของมหาวิทยาลัยและของคุณพ่อ  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมีมติมอบรางวัลพระเกี้ยวทองคำให้แก่มหาวิทยาลัย ในฐานะส่งเสริมภาษาไทยดีเด่น ประจำปี 2530 เป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกที่ได้รับพระราชทานรางวัลนี้จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

นอกจากเรื่องภาษาไทย ท่านยังได้ตั้งศูนย์วัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย ซึ่งต่อมาได้เข้าสังกัดสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติด้วย

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เกิดขึ้นจากปณิธานของผู้ก่อตั้งทั้งสองท่าน เมื่อ 58 ปีมาแล้ว ทั้งสองท่านมีความเป็นครู มีอุดมการณ์ในการสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม โดยเชื่อมั่นว่า การศึกษาคือหัวใจสำคัญของของพัฒนาชาติ และตระหนักว่าการศึกษาที่สำคัญในยุคนั้นคือการศึกษาด้านธุรกิจ นับว่าเป็นความคิดที่ก้าวหน้ามาก และการทำให้ปณิธานนี้เกิดขึ้นจริงยิ่งยากกว่า เพราะมีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร ต้องทุ่มเท อดทน ทำงานหนัก ฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย

บัดนี้  มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ได้ผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ มาได้ ได้รับการพัฒนาอย่างยาวนาน ดำรงอยู่อย่างมีคุณค่า ขยายการเรียนการสอนครอบคลุมศาสตร์ที่หลากหลาย มีสถานที่กว้างขวางและสวยงาม ที่ศิษย์จากไทยและนานาประเทศได้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้  เช่นเดียวกับคุณพ่อที่ได้มีชีวิตที่ยืนยาว ได้ชื่นชมความสำเร็จในผลงานของตน ได้รับความรัก เคารพ และศรัทธา จากผู้คนหลากหลายวงการ ท่านได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย และมีคุณค่าต่อตนเอง ต่อวงศ์ตระกูล และถิ่นกำเนิด และเหนือสิ่งใดต่อมาตุภูมิ สมดังความมุ่งมั่นของท่าน