ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทบาท-ผลงาน, ศิลปะ-วัฒนธรรม

พระเจ้าช้างเผือก กับแนวคิดสิทธิสตรีของปรีดี พนมยงค์

8
มีนาคม
2569

1) มอง “พระเจ้าช้างเผือก” จากมุมเพศสถานะ (Gender)

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2568 ที่ผ่านมา องค์การยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนยกย่องให้ภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือกและเอกสารเกี่ยวข้อง” (The King of the White Elephant and the archival documents) เป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลก” (Memory of the world) (ปัจจุบันสามารถรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ย้อนหลังได้ทางช่องยูทูปหลายช่องด้วยกัน) 

“พระเจ้าช้างเผือก” เป็นภาพยนตร์ไทยแต่ใช้บทพูดเป็นภาษาอังกฤษ สร้างเมื่อ พ.ศ.2483 เขียนบทและอำนวยการสร้างโดยนายปรีดี พนมยงค์ ผู้ซึ่งต่อมาได้รับยกย่องเป็น “รัฐบุรุษอาวุโส” (ของไทย) กำกับการแสดงโดย สันธ์ วสุธาร กำกับภาพโดย ประสาท สุขุม

เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้ส่งไปประกวดรางวัลโนเบิลเพื่อสันติภาพ (Noble Prize for Peace) ที่สหรัฐอเมริกา และออกฉายเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ.2484 โดยฉายรอบปฐมทัศน์พร้อมกันที่ศาลาเฉลิมกรุง สิงคโปร์ และนิวยอร์ก

กล่าวกันว่าเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องยาวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงเรื่องเดียวที่ยังมีภาพสมบูรณ์ ฟิล์มขาว-ดำ ซึ่งสะท้อนการถ่ายทำภาพยนตร์แบบดั้งเดิม โดยปราศจากเทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยไม่เหมือนการถ่ายทำแบบปัจจุบัน 

ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2568 เป็นต้นมา มีบทความจากนักเขียนและสื่อมวลชนหลายสำนักต่างให้ความสนใจเขียนข่าวและนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ คาดว่าคงมีอีกหลายบทความด้วยกันที่จะนำเสนอแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างต่อเนื่องต่อไป เพราะกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สังคมไทยโดยตรง 

แม้ว่าจุดมุ่งหมายของการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ อย่างที่ทราบกันดีว่า ปรีดี พนมยงค์ ต้องการจะสื่อความสำคัญของสันติภาพและไทยเป็นชาติที่รักสงบ เนื่องจาก ณ ขณะที่ปรีดีสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้สงครามได้เกิดขึ้นแล้วที่ยุโรป และญี่ปุ่นก็เริ่มรุกรานคาบสมุทรเกาหลีและจีนแผ่นดินใหญ่แล้วด้วย

นักคิดปัญญาชนหลายประเทศต่างเล็งเห็นการณ์ข้างหน้าว่า สงครามนี้อาจลุกลามขยายใหญ่จนเป็นสงครามโลกเหมือนเช่นสงครามโลกครั้งที่ 1 ปรีดี พนมยงค์ ก็เป็นปัญญาชนท่านหนึ่งที่เล็งเห็นจุดนี้และมองว่าสงครามนี้จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับไทยด้วยอย่างแน่นอน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ได้แต่หวังว่าไทยจะไม่ถูกรุกรานจากชาติมหาอำนาจ

แต่ในขณะเดียวกัน สังคมไทยในช่วงต้นทศวรรษ 2480 กำลัง “คลั่ง” อยู่กับลัทธิชาตินิยมที่มีผู้นำทหารคือ หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) เป็น “ท่านผู้นำ” รัฐบาลหลวงพิบูลสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนว่า “ท่านผู้นำ” จะช่วยให้ “ชาติพ้นภัย” และกรมโฆษณาการภายใต้หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) ยังทำการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ด้วยแนวคิดเชื้อชาติเผ่าไทยนิยม (Thai-racism) ว่าไทยเป็นชาติมหาอำนาจ ทั้งที่จริงเป็นไปไม่ได้ เพราะไทยเป็นชาติเล็ก กำลังแสนยานุภาพเทียบไม่ได้เลยกับชาติมหาอำนาจในโลกเวลานั้น

การโฆษณาชวนเชื่อเช่นนั้น ทำให้ไทยตกอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงที่เข้าไปพัวพันกับสงคราม ไม่ได้พยายามจะถอยห่างจากความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งเรื่องเขตแดนที่มีกับเพื่อนบ้านข้างเคียง ในที่สุดลัทธิทหารชาตินิยมก็นำพาประเทศไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสงคราม จากการฉวยโอกาสขณะที่ฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำให้แก่นาซีเยอรมนี ประกาศสงครามรุกรานอินโดจีนภายใต้ฝรั่งเศส และชนะได้ดินแดนมาได้ก็เพราะญี่ปุ่นช่วยเหลือ แต่ในไทย กลุ่มทหารชาตินิยมเอามาโปรเป็นชัยชนะของท่านผู้นำ หลวงพิบูลสงครามได้เลื่อนขึ้นเป็น “จอมพล” ที่มาจากสามัญชนคนแรก

สงครามอินโดจีนทำให้ญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาทและเปิดโอกาสในการแทรกซึมเข้ามาในไทย แต่รัฐบาลจอมพล ป. ไม่ได้เอะใจกันเลยว่า ญี่ปุ่นมีแผนจะยกพลขึ้นบกที่ประเทศไทย อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากความแม่นยำที่มีต่อสงครามและการเชิดชูความสำคัญของสันติภาพแล้ว ภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ยังแฝงแง่มุมความคิดอื่นๆ เกี่ยวกับสังคมไทยหลังการเปลี่ยนผ่านจาก “24 มิถุนามหาสวัสดิ์” 

ในที่นี้ผู้เขียนจะนำเสนอมุมมองเพศสถานะ (Gender) สำหรับวิเคราะห์แก่นเรื่องที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ ซึ่งเป็นมุมมองที่ยังไม่มีการนำเสนอกันเท่าไรนัก เชื่อว่าเป็นแง่มุมสำคัญที่จะช่วยเปิดให้เห็นประเด็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่นำเสนอผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ แน่นอนไม่ได้บอกแง่มุมอื่นไม่สำคัญ เพียงแต่เรื่องใดก็ตาม ไม่จำเป็นต้องมีมุมเดียว หากมีมุมเดียว เรื่องนั้นไม่อาจมีคุณค่าอะไรให้ศึกษาค้นคว้าและไม่มีประโยชน์ เพราะแง่มุมเดียวนั้นเป็นธรรมดาที่จะเป็นแง่มุมที่รู้กันอยู่แล้ว

 

2) พระเจ้าจักรา vs. พระเจ้าหงสา & ชายแท้แบบเก่า vs. ชายแท้แบบใหม่  

นอกเหนือจากศึกสงครามระหว่างอโยธยากับหงสา ความพยายามในการธำรงสันติภาพ การช่วยเหลือและป้องกันไม่ให้ราษฎรได้รับความทุกข์ยากจากภัยสงคราม ของตัวเอกคือ “พระเจ้าจักรา” (รับบทแสดงโดย เรณู กฤตยากร) แล้ว ประเด็นเพศสถานะ (Gender) ก็นับเป็นจุดเด่นของเรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ตั้งแต่ฉากแรกๆ ของเรื่อง เมื่อพระเจ้าจักราทรงปฏิเสธโบราณราชประเพณีอย่างการมีมเหสีและสนมจำนวน 365 นาง (เท่ากับจำนวนวันใน 1 ปี) หันไปให้ความสำคัญแก่การคล้องช้าง จนได้ช้างเผือกตัวงามมาตัวหนึ่ง (ใครอยากใช้สรรพนามแทนช้างว่า “เชือก” ตามราชบัณฑิตกำหนดก็ตามสบาย แต่ถ้าอิงในหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว แต่ไหนแต่ไร ช้างก็ใช้สรรพนามว่า “ตัว” เหมือนอย่างสัตว์อื่นนั่นแลขอรับ) และช้างเผือกตัวนี้เองเป็นที่มาของสมญานาม “พระเจ้าช้างเผือก”

 

พระเจ้าจักรา แสดงโดย เรณู กฤตยากร
ที่มา : หอภาพยนตร์

 

อนึ่ง ตามระบบคิดแบบเก่าที่ยึดถือกันแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ปรากฏหลักฐานอ้างอิงอย่างเช่น “ไตรภูมิ” (พญาลิไทไม่ได้ผู้พระราชนิพนธ์เรื่องนี้และไม่ใช่งานวรรณกรรมยุคสุโขทัย) มีคติถือว่า “ช้างเผือก” เป็นสัญลักษณ์สำคัญของบ้านเมืองในโลกพุทธศาสนา เป็นของสำคัญคู่บุญบารมีของพระมหากษัตริย์ชั้นที่เรียกว่า “พญาจักรพรรดิราช” หมายถึงผู้ปกครองสูงสุดในยุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้า

พระมหากษัตริย์ที่ทรงไว้ซึ่งสถานะเช่นนี้ (พญาจักรพรรดิราช) ถือเป็นที่พึ่งแก่เหล่าสรรพสัตว์ (ในยุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้า) เนื่องจากตามพุทธประวัติ สิ่งที่พระนางสิริมหามายาทรงพระสุบินนิมิตถึงในคืนวันก่อนที่จะทรงตั้งครรภ์เจ้าชายสิทธัตถะนั้นคือ “ช้างเผือก” (พระนางทรงพระสุบินนิมิตว่า มีช้างเผือกเดินจากภูเขาทอง เข้ามาหาพระนาง) ดังนั้นช้างเผือกจึงถือเป็นสัตว์แสดงออกถึงความมีบุญบารมีสูงส่ง เป็นที่ปรารถนาแก่ผู้นำบ้านเมืองต่างๆ ที่นับถือพุทธศาสนา หมายจะได้ไว้ปกปักรักษาทนุบำรุงดูแล เพราะช้างเผือกตัวนั้นอาจไปจุติเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตชาติได้

ถึงแม้ว่าในเอกสารไตรภูมิ ไม่มีคำว่า “ช้างเผือก” มีแต่ “ช้างแก้ว” แต่ก็อนุโลมให้ “ช้างเผือก” เป็น “ช้างแก้ว” ปัจจุบันความรู้สัตววิทยา จะอธิบายว่าสัตว์เผือกเกิดจากความผิดพลาดทางสายพันธุ์ (DNA) แต่ในโลกยุคก่อน ไม่มีความรู้แบบนั้น ผู้คนอยู่กับโลกทัศน์ความเชื่อทางศาสนา ประกอบกับ “ช้างเผือก” เป็นของหายาก เกิดในรัชสมัยของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใด ก็ถือเป็นของคู่บุญบารมีของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น เหตุนี้ “พญาจักรพรรดิราช” จึงไม่ใช่สถานะที่จะส่งผ่านจากพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งไปเป็นของรัชทายาท รัชทายาทมีสิทธิเพียงสืบพระราชบัลลังก์ แต่ไม่สามารถสืบทอดบุญบารมีจากพระมหากษัตริย์องค์ก่อนได้

ตรงนี้ทำให้เกิดความสลับซับซ้อนในการเปลี่ยนผ่าน เมื่อบุญบารมีไม่ใช่ของสืบทอด/ส่งผ่านกันได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนผ่านอย่างเคร่งครัดทางสายพระโลหิต คนอื่นที่แสดงให้เห็นว่ามีบุญบารมีมากกว่าก็สามารถจะชิงราชสมบัติได้ เป็นชนวนเหตุให้กฎไม่เป็นกฎ และอำนาจคือธรรม เพราะผู้ใดมีอำนาจมีสมัครพรรคพวกก็สามารถตั้งตัวเป็นใหญ่ได้ ในความเป็นจริงผู้มีอำนาจในสังคมวัฒนธรรมไทยก็คือคนคุมกำลังคน ผู้มีบุญบารมีในสังคมไทยจึงมักมาจากสายทหาร หรือไม่ก็เป็นคนคุมกองทัพได้อีกต่อหนึ่ง หรือเป็นบุคคลที่กองทัพให้ความเคารพเชื่อฟังบังคับบัญชา

ที่สำคัญ “ช้าง” นอกจากเป็นสัญลักษณ์แล้ว ในโลกยุคเก่า ช้างยังเป็นสัตว์สำคัญในการศึกสงคราม การคมนาคมขนส่ง การค้า (ส่งช้างไปขายต่างประเทศได้) และเป็นเครื่องราชบรรณาการ “ยุทธหัตถี” นั้นมีที่มาจากคัมภีร์มหาวงศ์ของศรีลังกา กษัตริย์ที่ได้กระทำยุทธหัตถีถือเป็นกษัตริย์ผู้ทรงเกียรติยศขั้นสูงสุดในโลกพุทธศาสนา เพราะการศึกครั้งสำคัญที่เป็นศึกตัดสินกันว่าระหว่างฝ่ายพุทธกับพราหมณ์ เกิดที่ศรีลังกาเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานล่วงไปแล้วราว 800 ปี เป็นศึกระหว่างพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัย กษัตริย์ราชวงศ์สิงหลที่นับถือพุทธศาสนา กับพระเจ้าเอฬารราช กษัตริย์ราชวงศ์ทมิฬโจฬะ นับถือศาสนาพราหมณ์ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีไพร่พลมาก สู้รบกันไม่แพ้ชนะ อีกทั้งยังเห็นว่าหากรบตะลุมบอนกัน ก็รังแต่จะทำให้ผู้คนล้มตายกันไปโดยเปล่าประโยชน์ กษัตริย์ทั้งสองจึงตกลงกระทำยุทธหัตถีกันเพียงลำพังสองพระองค์ เพื่อไม่ให้ไพร่บ้านพลเมืองต้องพากันมาล้มตาย ผลปรากฏว่าพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัย กษัตริย์ฝ่ายพุทธ ได้รับชัยชนะ

“คัมภีร์มหาวงศ์” ของศรีลังกา ถือเป็นประวัติศาสตร์นิพนธ์ชิ้นสำคัญที่เป็นต้นแบบของการแต่งพระราชพงศาวดารเฉลิมพระเกียรติแด่พระมหากษัตริย์ในอุษาคเนย์ ดังนั้น จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า สมเด็จพระนเรศวรอาจไม่เคยได้กระทำยุทธหัตถีจริง เรื่องที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารนั้นเป็นการประพันธ์ตามขนบคัมภีร์มหาวงศ์ของศรีลังกา เพื่อยกย่องสมเด็จพระนเรศวรในฐานะพญาจักรพรรดิราชที่มีบุญบารมีเฉกเช่นพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัยของศรีลังกา

อิทธิพลของคัมภีร์มหาวงศ์ยังมีในแง่ก่อเกิดความสำคัญให้แก่ช้างในฐานะสัญลักษณ์สำคัญในโลกพุทธศาสนา ช้างมีบทบาทสำคัญในการพระราชพิธีมาโดยตลอด เพิ่งจะยกเลิกความสำคัญของช้างในแง่นี้ก็ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการนำเข้ารถเมอร์ซิเดส เบนส์ เข้ามาใช้ในการพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารคแทนช้าง เพราะในสมัยรัชกาลที่ 5 อุดมการณ์เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์แบบพญาจักรพรรดิราชได้เสื่อมคลายลงมากแล้ว

จากความสำคัญของช้างดังกล่าวมา หากบ้านเมืองใดพบช้างชนิดนี้ตามธรรมชาติ แล้วไปคล้องจับมาไว้ได้ จะถือเป็นเกียรติยศอย่างมาก หรือหากไม่มีพบในบ้านเมืองของตน จะก่อสงครามไปแย่งชิงเพื่อนำเอาช้างนี้มาสู่บ้านเมืองของตนก็ไม่ผิด และถือเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้สำหรับยุคสมัยที่มีคติความเชื่อร่วมกันในเรื่องนี้ อย่างในพระราชพงศาวดารมีเรื่องขุนวรวงศาธิราชถูกขุนพิเรนทรเทพ (สมเด็จพระมหาธรรมราชา) หลอกให้เสด็จออกนอกพระนครไปคล้องช้างเผือก แล้วถูกดักซุ่มสังหาร พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กษัตริย์ของพม่า ก็ถูกขุนนางมอญหลอกให้เสด็จไปคล้องช้างเผือก แล้วลอบปลงพระชนม์

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กษัตริย์อยุธยา ที่มีเรื่องว่าได้ช้างเผือกมาไว้ในครอบครองมากถึง 7 ตัว ปกติรัชกาลอื่นจะมีช้างเผือกสัก 1 ตัวก็ยากแล้ว แต่นี่มีถึง 7 ตัว เลยเป็นเหตุให้พระเจ้าบุเรงนองที่มีอานุภาพทางทหารมากกว่า ส่งพระราชสาส์นมาขอช้างเผือก แต่ฝ่ายอยุธยาไม่สามารถจะยกช้างเผือกให้ไปถวายแด่พระเจ้าบุเรงนองได้ เพราะนั่นจะเหมือนอยุธยาเป็นเมืองขึ้นของหงสาวดี เรื่องนี้เลยเป็นชนวนเหตุให้พระเจ้าบุเรงนองใช้เป็นข้ออ้างยกทัพมาทำสงครามเพื่อชิงเอาช้างเผือกไปไว้ในทนุบำรุง ทั้งที่สงครามระหว่างอยุธยากับพม่า ยังมีเหตุปัจจัยอื่นอีกมาก เป็นต้นว่าเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้า การทำลายคู่แข่งขันในการค้านานาชาติ ฯลฯ แต่การอ้างเรื่องช้างเผือกทำให้กษัตริย์ในยุคนั้นมีความชอบธรรมที่จะประกาศทำสงคราม 

แต่เรื่องราวเหล่านี้ถูกแปรเปลี่ยนนัยความหมาย ผ่านการสร้างภาพยนตร์ของปรีดี พนมยงค์ กล่าวคือ “พระเจ้าช้างเผือก” ยังเป็นเหมือนการชำระพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาหลังการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 หากมองย้อนหลังไป แล้วไม่เข้าใจระบบความคิดตรงนี้ก็อาจจะเข้าใจไปว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ที่จะมาทำศึกสงครามให้ผู้คนล้มตายเพียงเพื่อช้าง แต่ภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกนี้ได้เปลี่ยนมุมมองใหม่ สงครามระหว่างพระเจ้าหงสากับพระเจ้าจักราไม่ใช่สงครามเพื่อช้าง หากแต่เป็นสงครามที่มีเจตนาอย่างอื่นอยู่เบื้องหลัง แล้วเอาช้างมาเป็นข้ออ้างเท่านั้น 

ในขณะที่ “พระเจ้าหงสา” (รับบทแสดงโดย ประดับ รบิลวงศ์) มีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างจากพระเจ้าจักราอย่างสิ้นเชิง มีมเหสีและสนมกว่า 366 นาง ทำลายสถิติของฝ่ายอโยธยา อีกทั้งยังทรงฝักใฝ่การเสพสุราและหมกมุ่นกับการทำศึกสงครามขยายอำนาจแผ่บารมีส่วนพระองค์ ไม่สนว่าสงครามจะก่อให้เกิดความทุกข์ยากแก่ไพร่ราษฎร ดังนั้น พระเจ้าหงสาเมื่อมีมหาอำนาจหนุนหลังคือราชวงศ์โมกุลของอินเดีย ก็จึงฉีกสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีที่เคยทำไว้กับอโยธยา ยกทัพไปรุกรานอโยธยา

โดยในระหว่างทางเมื่อตีเมืองกานบุรี (กาญจนบุรี) ได้ ก็ให้ทหารไปกระทำการฉุดคร่าสตรีชาวเมือง ซึ่งหากมองตาม “โบราณราชประเพณี” แล้วสิ่งที่พระเจ้าหงสากระทำนั้นถือว่าทำได้ ไม่ผิด เพราะในไตรภูมินอกจาก “ช้างแก้ว” แล้วยังมี “นางแก้ว” ด้วย “นางแก้ว” สามารถจะได้มาจากการแย่งชิงได้เช่นเดียวกับ “ช้างแก้ว/ช้างเผือก” แต่หากมองตามระบบคิดอีกชุดหนึ่งซึ่งถูกมีรากฐานที่มาจากอารยธรรมโลกสมัยใหม่แล้ว สิ่งนี้ถือว่าผิด ควรยกเลิก ไม่ควรประพฤติทำอีกต่อไป

เพราะผู้หญิงก็เป็นคนเท่ากับผู้ชาย ผู้หญิงไม่ใช่สัตว์หรือทรัพย์สิ่งของที่อยู่ภายใต้การครอบครองของผู้ชาย ตามกฎหมายของอยุธยา ถือว่าสตรีเป็นทรัพย์สมบัติของชายผู้เป็นสามีและบิดา สามีและบิดาสามารถจะขายภรรยากับลูกให้ไปเป็นทาส หรือส่งไป “ขัดดอก” ใช้หนี้แทนตนได้ (เพราะงั้นออเจ้าที่อยากย้อนยุคไปหาพี่หมื่น คิดให้ดีซะใหม่)    

พระเจ้าหงสาเป็นตัวแทนของ “ชายแท้แบบเก่า” ขณะที่พระเจ้าจักราเป็นตัวแทนของ “ชายแท้แบบใหม่” ชายแท้แบบเก่าซึ่งอยู่ภายใต้ระบบคิดแบบ “ผัวเดียว-หลายเมีย” นั้น การที่ผู้ชายจะมีเมียเยอะไม่ใช่เรื่องผิด ตรงข้ามเมียเยอะเป็นสิ่งแสดงออกถึงอำนาจบารมีและความมั่งคั่ง (นางแก้วก็เหมือนช้างแก้ว ใครมีมาก ถือว่ามีบุญบารมี) ผู้หญิงถือเป็นทรัพย์สมบัติในกรรมสิทธิ์ของผู้ชาย แต่ชายแท้แบบใหม่ภายใต้ระบบคิดแบบ “ผัวเดียว-เมียเดียว” นั้น การที่ผู้ชายมีเมียคราวเดียวหลายคนเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ชาย-หญิงควรรักเดียวใจเดียว ชาย-หญิงมีความเท่าเทียมกัน ผู้หญิงไม่ใช่ทรัพย์สมบัติในกรรมสิทธิ์ของผู้ชายอีกต่อไป  

เราต้องไม่ลืมว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นในช่วงหลังจากเกิดเหตุการณ์อภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช (Absolute monarchy) มาเป็นระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ (Constitution king) เมื่อ พ.ศ.2475 ซึ่งเพิ่งผ่านไปได้เพียง 9 ปี (พศ. 2475-2483) แถมผู้เขียนบทและอำนวยการสร้างยังคงบุคคลสำคัญชั้น “มันสมอง” ของคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงอีก จึงไม่แปลกที่จะเอาคติใหม่ไปถ่ายทอดไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ 

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องสันติภาพ อันเป็นแก่นเรื่องที่ต้องการนำเสนอแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงเพศสถานะ ที่มีความพยายามจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงล้อไปกับระบอบการปกครองแบบใหม่อีกด้วย ปรีดี พนมยงค์ มองเรื่องนี้สัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างเห็นได้ชัด ระบบผัวเดียวหลายเมียตามอย่างที่เคยปฏิบัติกันมาในยุคสมบูรณาญาสิทธิราช ได้ถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์จากคนหนุ่มสาวสมัยนั้นเป็นอันมาก

ระบบผัวเดียวหลายเมียอาจจะ “เวิร์ค” และ “ไปกันได้” สำหรับยุคที่มีชนชั้นนำเป็นเจ้าเป็นนาย แต่สำหรับยุคที่ผู้นำเป็นสามัญชน-คนเท่ากัน พวกเขาสนับสนุนระบบผัวเดียวเมียเดียวมากกว่า เพราะเข้ากันได้กับหลักการว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่เพียงเท่าเทียมกับแบบไม่มีชนชั้นวรรณะ เชื้อชาติ ศาสนา หากแต่ความสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง ยังต้องเท่ากันและ “เคียงบ่าเคียงไหล่” กันอีกด้วย 

ความเสมอภาคเท่าเทียมกันที่ว่านี้ นอกจากหมายถึง 1 สิทธิ 1 เสียงเท่ากันในฐานะประชาชนของคนทุกคนภายใต้รัฐธรรมนูญแล้ว ยังหมายถึงความเท่าเทียมกันระหว่างชาย-หญิง รัฐธรรมนูญสยามตั้งแต่ฉบับแรกจึงให้สตรีมีสิทธิเลือกตั้งได้เท่ากับผู้ชาย ต่างจากประเทศอื่นแม้แต่อย่างสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ ญี่ปุ่น กว่าที่ผู้หญิงจะได้สิทธินี้ก็ใช้เวลานานหลังผ่านเหตุการณ์ช่วงอภิวัฒน์ไปแล้วระยะหนึ่งแล้ว และขบวนการสตรียังต้องเป็นฝ่ายเรียกร้องสิทธินี้เอาเองอีกด้วย ไม่ได้เขียนในรัฐธรรมนูญให้ตั้งแต่แรกเหมือนอย่างสยาม    

ชายแท้ในระบอบใหม่ เป็นชายที่เห็นสตรีมีศักดิ์และสิทธิเท่าเทียมกับตน การต่อสู้ระหว่างพระเจ้าหงสากับพระเจ้าจักราจึงคือการแสดงภาพตัวแทนของการต่อสู้กันระหว่างชายแท้ 2 ระบอบ โดยเป็นการต่อสู้ชนช้างกันแบบตัวต่อตัวอย่างชายแท้ (ลูกผู้ชายชาตรี) ผลก็อย่างที่ทราบกันคือชายแท้แบบเก่าพ่ายแพ้พลัดตกจากหลังช้างสิ้นพระชนม์

การที่ฝ่ายหงสามีผู้นำชายแท้แบบเก่านำไปสู่ความพ่ายแพ้ให้แก่อโยธยา ซึ่งมีผู้นำเป็นชายแท้แบบใหม่ การพ่ายแพ้ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในยุคสมัยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดช พ.ศ.2476 ทำให้สามารถมีภาพยนตร์หรือสื่ออื่นนำเสนอประเด็นแหลมคมแบบนี้ออกมาได้

 

3) “เรณู” สตรีใหม่ในยุคระบอบใหม่

นางเอกของเรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” คือ “เรณู” (รับบทแสดงโดย ไพริน นิลรังสี หรือปัจจุบันชื่อ ไอรีน นิตยวรรธนะ) บุตรสาวของเสนาบดีสมุหราชมณเฑียร (รับบทแสดงโดย สุวัฒน์ นิลเสน) แรกนางปรากฏตัวในฐานะนางรำที่มารำถวายตัวต่อเบื้องพระพักตร์ โดยมีวัตถุประสงค์เบื้องหลังของการรำคือมารำเพื่อให้พระเจ้าจักราได้ทรงยลสิริโฉม ถูกใจนางใดก็เลือกมาแต่งตั้งเป็นพระมเหสี เรณูซึ่งถูกบิดาจัดตำแหน่งให้รำอยู่แถวหน้านางรำคนอื่นๆ มีสีหน้าแสดงออกว่าไม่เต็มใจในการมารำถวายตัว จึงออกจะนำแบบแข็งๆ และก้มหน้าไม่พยายามสบพระเนตรกับพระเจ้าจักรา  

 

เรณู แสดงโดย ไพริน นิลรังสี หรือปัจจุบันชื่อ ไอรีน นิตยวรรธนะ
ที่มา : หอภาพยนตร์

 

ฝ่ายพระเจ้าจักราก็ไม่ได้สนพระทัยการรำแม้แต่น้อย ทรงอ่านสาส์นลับที่ส่งมาถวายพระองค์ เป็นสาส์นเกี่ยวกับเหตุบ้านการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อทรงทราบว่ากษัตริย์โมกุลกับพระเจ้าหงสาเป็นไมตรีต่อกันแล้ว ก็ทรงเล็งเห็นการว่าอโยธยากำลังมีภัย เพราะพระเจ้าหงสาที่มีมหาอำนาจหนุนหลังจะยกทัพมารุกรานอโยธยาเป็นแน่ เมื่อทรงหวาดหวั่นวิตกกังวลเช่นนี้ จึงไม่มีพระทัยจะสนใจการรำถวายตัว และเมื่อการรำเสร็จสิ้นลง ก็ไม่ได้เลือกนางใดมาเป็นพระมเหสีหรือพระสนม แล้วให้เตรียมการเสด็จไปคล้องช้างเพื่อเตรียมการป้องกันบ้านเมือง

อนึ่ง “กษัตริย์โมกุล” กับ “พระเจ้าหงสา” นี้ปรีดีอาจจะหมายถึงการเป็นพันธมิตรกันระหว่างนาซีเยอรมนีกับญี่ปุ่น ก็ได้ เพราะเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะสร้างภาพยนตร์เพียงไม่นาน

(ว่ากันตามเนื้อเรื่องต่อ)

ฝ่ายเสนาบดีสมุหราชมณเฑียร เมื่อเห็นดังนั้น ก็ไม่ได้ลดละความพยายาม ยังกราบทูลถวายความเห็นพิลึกพิลั่นที่ว่า หากมีพระมเหสีและพระสนม 365 นาง แล้วให้นางเหล่านั้นไปช่วยคล้องช้างก็คล้องช้างได้มากขึ้นกว่าที่ทรงเสด็จไปคล้องช้างเพียงลำพังพระองค์เดียว แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากพระเจ้าจักราอยู่ดี เพราะไม่เห็นว่าสตรีจะไปช่วยงานที่มีอันตรายอย่างการคล้องช้างได้อย่างไร      

เรื่องนี้สร้างความผิดหวังให้แก่เสนาบดีผู้เป็นบิดาของเรณูอย่างยิ่ง ถึงกับตัดพ้อกับเหล่าเพื่อนขุนนางด้วยกันบริภาษถึงพระเจ้าจักราผู้เป็นนายทำนองล้อขำขันว่า การคล้องช้างมันจะไปสนุกเหมือนอย่างการได้ร่วมหอกับหญิงงามได้อย่างไร ตอนนี้เองที่เรณูได้แสดง “วิชั่น” โต้แย้งบิดาว่า ช้างมันออกจะน่ารักและมีประโยชน์แก่บ้านเมือง ที่พระเจ้าจักราทรงทำเช่นนั้นก็ถูกต้องแล้ว

เรณูเป็นแบบฉบับของสาวสมัยใหม่ที่มีความเห็นต่างจากบิดา แน่นอนนางย่อมไม่เห็นด้วยอย่างมากกับการที่บิดาจะจัดการให้นางได้เป็นมเหสีของพระเจ้าจักราแบบ “คลุมถุงชน” ผ่านการรำถวายตัวให้พระองค์เป็นฝ่ายเลือก โดยที่ไม่เคยได้ทำความรู้จักสนิทสนมกันมาก่อน แต่ทว่าจากการที่พระเจ้าจักราไม่เลือกนางรำนางใดเลยสักนาง แล้วเสด็จไปประพาสคล้องช้าง เป็นสิ่งที่ทำให้นางมีความประทับใจต่อพระเจ้าจักรา 

เมื่อได้พบพระเจ้าจักราอีกครั้ง หลังจากเสด็จกลับจากไปทำศึกกับหงสามา นางจึงตัดสินใจเป็น “ฝ่ายรุก” ถึงแม้ไม่มีบทแสดงให้เห็น เราในฐานะผู้ชมก็ดูออกว่า ก่อนที่นางจะพบพระเจ้าจักราอีกหรือในระหว่างที่พระเจ้าจักราไปทำศึกอยู่นั้น ดูเหมือนนางจะศึกษาพระเจ้าจักราและหมายมั่นจะพิชิตพระทัยพระองค์มาเป็นอย่างดี พระนางจึงพูดในสิ่งซึ่งพระเจ้าจักราอยากจะได้ยินได้ฟัง เมื่อพระเจ้าจักราเห็นเรณูมีไหวพริบ รอบรู้ และมีความคิดอ่านแตกต่างจากคนรุ่นเก่าอย่างบิดาของนาง พระองค์ก็ประทับใจและรับนางเข้าวังไปพร้อมกัน

เรณูในฐานะสตรีที่เป็น “ฝ่ายรุก” พุ่งเข้าหาผู้ชายก่อน ไม่ได้ทำตัวสวยๆ รอให้ผู้ชายมาจีบหรือเป็นฝ่ายรุกเข้าหาเอง อย่างที่นางแสดงออก ยังเป็นสิ่งที่แปลกใหม่อย่างมากสำหรับสังคมไทยสยาม เมื่อกว่า 85 ปีที่แล้ว แม้จะเป็นช่วงหลังเปลี่ยนผ่านจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชมาไม่กี่ปีแล้วก็ตาม  แต่อาจเป็นสิ่งยอมรับได้ในเมื่อฝ่ายชายคือพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงอำนาจ (แต่ก็ถูกจำกัดบทบาทด้วยโบราณราชประเพณี) อย่างไรก็ตามตรงนี้นับเป็นการพลิกบทบาทสตรีจาก “ผู้ถูกกระทำ” (Passive) มาเป็น “ผู้กระทำการ” (Agency)  

อนึ่ง การต่อต้านการแต่งงานแบบ “คลุมถุงชน” โดยที่ฝ่ายหญิงไม่ได้มีสิทธิเลือกชายผู้จะมาเป็นสามี และเรียกร้องการแต่งงานอย่างเสรี เป็นสิ่งที่คนหนุ่มสาวรุ่นทศวรรษ 2470-2480 กระทำล้อมากับการเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองอยู่ตลอด ปรากฏในรูปแบบนวนิยายและงานเขียนหลากหลายตามสื่อหนังสือพิมพ์ในยุคนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่คนหนุ่มสาวรุ่นโน้นจะมีความขัดแย้งกับคนรุ่นก่อนอย่างร้าวลึกจนถึงระดับครอบครัว บุตรธิดามักต่อต้านไม่เชื่อฟังบุพการี

เนื่องจากบิดามารดามักใช้อำนาจบีบบังคับให้บุตรหลานแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไม่คำนึงถึงความคิดจิตใจและสิทธิในการเลือกคู่ครองของบุตรหลาน ยิ่งคำว่า “ความรัก” ยิ่งไม่มีในพจนานุกรมของผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัวของบ้านเมืองช่วงนั้น พวกเขาคิดว่า “อยู่ด้วยกันไป สักพักเดี๋ยวก็รักกันเอง”  รุ่นนั้นจึงเกิดประเพณีอีกอย่างหนึ่งคือการหนีตามกันไป สักพักค่อยกลับมา “เสียผี” ขอขมาลาโทษ บ้างเป็นที่มาของวาทกรรม “เมียแต่งคือเมียเทวดา เมียฉุดมาคือเมียรัก” คือกลายเป็นว่าการสร้างครอบครัว แทนที่จะเป็นเรื่องสงบสันติ กลับเริ่มต้นจากความรุนแรง  

ด้วยเหตุดังนั้น ก็จึงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับสมัยนั้นที่จะมีภาพยนตร์แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า สาวสมัยใหม่เช่นเรณูย่อมจะเห็นต่างและขัดแย้งกับบิดาในเรื่องคู่ครอง ถึงแม้ว่าชายผู้นั้นจะคือคนเดียวกับที่บิดาพยายามจัดหาให้อยู่ก็ตาม แต่วิธีการที่จะได้มาซึ่งคู่ครองก็สำคัญพอๆ กับคู่ครองคนนั้นคือใคร เพราะจะเกี่ยวโยงถึงบทบาทหน้าที่ การได้ความยอมรับ เกียรติยศและศักดิ์ศรีหลังจากแต่งงานอยู่กินกันไปแล้ว     

ฉะนั้นแล้ว ตามเนื้อเรื่องสิ่งเรณูต้องการก็คือการได้รับการยอมรับจากว่าที่พระสวามี เพื่อนางจะได้เป็นสตรีที่ “เคียงบ่าเคียงไหล่” อย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เป็น “ช้างเท้าหลัง” หรือ “หลังบ้าน” ที่ไม่มีบทบาทช่วยหน้าที่การงานของสามีแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเนื้อเรื่องนั้นเป็นหน้าที่การงานอันเกี่ยวแก่ผลประโยชน์ของ “ชาติบ้านเมือง”  

สิ่งที่เรณูกราบทูลต่อพระเจ้าจักราแล้วทำให้ทรงสนพระทัยนางก็คือประโยคที่ว่า “การเลี้ยงดูมเหสีอีก 365 นางนั้นไม่จำเป็น ควรนำพระราชทรัพย์นี้ไปบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ราษฎรดีกว่า” พระองค์พอพระทัยอย่างมาก จึงได้รับนางเข้าวัง ให้เดินเคียงคู่ ไม่ต้องหมอบคลาน ตรัสบอกจะพานางไปคล้องช้างด้วย แล้วแต่งตั้งนางเป็นพระราชินีเพียงองค์เดียว

 

ที่มา : หอภายนตร์

 

ลงท้ายเรณูยังทูลแนะวิธีแก้เผ็ดบิดาของนาง ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ต้องมีมเหสีมากมายแก่พระเจ้าจักรา พระเจ้าจักราจึงมีพระบรมราชโองการมอบพระราชอำนาจการมีมเหสี 365 องค์แก่เสนาบดีสมุหราชมณเฑียรแทน แล้วทรงกำชับว่า “เราต้องไม่แพ้พระเจ้าหงสานะ” 

สรุปคือ เรณูได้รับเลือกจากพระเจ้าจักราให้เป็นพระราชินีเพียงหนึ่งเดียว ไม่ใช่เพราะรำถวายเก่ง แต่เพราะมีไอเดียแบบใหม่ ที่เข้ากันได้กับชายแท้ใหม่อย่างพระเจ้าจักรา เป็นความรักระหว่างหนุ่มสาวที่มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน นอกจากมีความรักให้แก่กันและกันแล้ว ยังรู้จักรักคนอื่นไปพร้อมกันด้วยนั่นเอง

 

4) สยาม-ไทย & ผัวเดียวหลายเมีย-ผัวเดียวเมียเดียว

นอกจากเรื่องสงครามและสันติภาพ ประเด็นสำคัญที่ภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก นำเสนอตั้งแต่ต้นและตอนปิดท้าย ก็คือเรื่องเพศสถานะ ซึ่งล้อมากับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความเรียกร้องต้องการมีสิทธิเสียงเสมอภาคกับผู้ชายเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นในความเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองและวัฒนธรรมของยุคสมัยนั้น ปรีดี พนมยงค์ ได้นำเสนอความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย ทำให้หนังเรื่องนี้มีคุณค่าในอีกแง่มุมหนึ่งที่หาชมได้ยากจากภาพยนตร์ที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันเพียงน้อยนิด 

นอกจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ ดังที่เราทราบกันภายหลังแล้ว การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันในยุคสมัยนั้นก็คือการเปลี่ยนผ่านจากระบบ “ผัวเดียวหลายเมีย” (ไม่ใช่หลายผัวหลายเมีย) มาสู่ระบบ “ผัวเดียวเมียเดียว” ซึ่งเป็นประเด็นครอบรวมถึงเรื่องแนวคิดและมุมมองต่อครอบครัว เรื่อยไปจนถึงเรื่อง “ชาติบ้านเมือง” 

เนื่องจาก “ครอบครัว” ถือเป็นหน่วยพื้นฐานสำคัญที่สุดสำหรับ “ชาติบ้านเมือง” ดังนั้น การเรียกร้องการปรับปรุงลักษณะรูปแบบครอบครัวจากแบบผัวเดียวหลายเมียมาสู่ผัวเดียวเมียเดียว จึงเป็นเรื่องสำคัญที่กระทบถึงลักษณะ “อัตลักษณ์ความเป็นชาติ” (National identity) ระบบเดิมถือว่าไม่เหมาะสมเพราะย่อมทำให้ผู้ชายหมกมุ่นกับความสุขส่วนตัวจนหลงลืมส่วนรวม สมัยนั้นเขาล้อชนชั้นนำว่า “เข้าแต่หอ ล่อกามา” คือพวกที่ประพฤติตนหมกมุ่นแต่กามารมณ์จนหลงลืมบทบาทหน้าที่ต่อบ้านเมือง

แต่ทั้งนี้ระบบคิดแบบผัวเดียวเมียเดียว ก็ยังคงขึ้นกับวัฒนธรรมสังคมแบบ “ชายเป็นใหญ่” (Patriarchy) การเรียกร้องให้ผู้หญิงมีบทบาทนอกบ้านในฐานะ “เคียงบ่าเคียงไหล่” ในขณะที่ไม่ได้มีการลดหรือยกเลิกบทบาทสตรีในฐานะ “หลังบ้าน” ยังถูกมองได้ว่าเป็นการเพิ่มภาระให้แก่สตรีอีกด้วย เพราะพวกนางยังคงต้องรักษาบทบาทหน้าที่ “ในบ้าน” ต้องทำหน้าที่ “แม่และเมีย” โดยไม่ขาดตกบกพร่อง ในขณะเดียวกันก็ยังต้องออกไปทำงานนอกบ้านช่วยหาเลี้ยงครอบครัวหรือช่วยเหลือประเทศชาติบ้านเมืองในฐานะ “ดอกไม้ของชาติ” อีกต่อหนึ่งด้วย

กลายเป็นว่า “ชาติ” กับผู้ชายถูกทำให้เป็นเรื่องเดียวกัน (ไปซะงั้น?)   

 

5) อยุธยาสมัยปรีดี มีโรงเรียนสตรียุคแรกคือ “โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์”

ปัญหาต่อมาก็คือว่า ปรีดีไปได้แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิสตรีที่มานำเสนอในภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” นี้มาจากไหน? คำตอบที่เหมือนเป็น “ธงคำตอบ” (คำตอบที่ไม่ได้ผ่านการศึกษาค้นคว้าจริงจัง) มักจะมีว่า ปรีดีได้แนวคิดก้าวหน้ามาจากการศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นคำตอบเดียวกับหัวข้อคำถามถึงที่มาของความคิดประชาธิปไตยเสรีที่นำมาสู่การอภิวัฒน์ 2475

อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพราะ “ธงคำตอบ” เหล่านี้ไม่มี “อยุธยากรุงเก่า” อยู่ในนั้นด้วย ทั้งที่ปรีดีเมื่อถูกสัมภาษณ์ถึงประเด็นแบบนี้ ปรีดีมักจะเล่าย้อนอดีตความทรงจำรำลึกถึงวัยเด็กที่ยังอยู่ที่อยุธยา ไม่ใช่ช่วงที่ไปเรียนศึกษาประเทศฝรั่งเศส สิ่งที่ประสบพบเจอในอยุธยาต่างหากเป็นสิ่งแรกเริ่มที่ก่อเกิดความสนใจใคร่รู้ (passion) เกี่ยวกับระบอบการปกครองและอื่นๆ    

ที่น่าสนใจก็คือ อยุธยาในช่วงที่ปรีดีเกิดและเติบโตมานั้น นอกจากเป็นอยุธยาที่มี “โรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่า” ซึ่งเป็นโรงเรียนชายล้วน แล้วยังเป็นอยุธยาที่มี “โรงเรียนสตรี” อยู่ด้วย คือ “โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์”

เมื่อพูดถึงโรงเรียนมัธยมในอยุธยาที่ให้กำเนิดรัฐบุรุษอาวุโส คนมักจะนึกถึงแต่โรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่า ที่ต่อมาปรีดีเองจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนามาเป็น “โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย” (อยว.) แต่ที่จริง โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ก็มีส่วนสำคัญทั้งต่อรัฐบุรุษอาวุโสและปัญญาชนอยุธยาร่วมยุคสมัยเดียวกัน

เป็นที่รู้กันอย่างกว้าง ๆ ในหมู่นักประวัติศาสตร์สตรีศึกษาว่า โรงเรียนสตรีมีบทบาทอย่างมากต่อการเกิดแนวคิดสิทธิสตรีในช่วงแรกเริ่มเข้าสู่ยุคสยามใหม่ แต่ก็ยังไม่มีงานศึกษาเรื่องนี้เท่าที่ควรเช่นกัน

กล่าวเฉพาะโรงเรียนสตรีมณฑลกรุงเก่า (จอมสุรางค์อุปถัมภ์ในภายหลัง) ปรากฏในเอกสารหลักฐานหอจดหมายเหตุแห่งชาติ (หจช.) ที่ผู้เขียนพบโดยบังเอิญจากการไปค้นคว้าเรื่องอื่นเกี่ยวกับมณฑลกรุงเก่า ชิ้นหนึ่งกล่าวถึงการสร้างโรงเรียนสตรีเมื่อ พ.ศ.2460 โดยพระยาไพศาลศิลปสาสตร อธิบดีกรมศึกษาธิการสมัยนั้น ได้แนะนำให้ธรรมการกรุงเก่าตั้งโรงเรียนสตรี ด้วยเหตุเพราะว่า “กรุงเก่ามีจำนวนเด็กหญิงเปนอันมาก”

ในปีเดียวกันนั้น ธรรมการกรุงเก่าจึงได้สร้างโรงเรียนสตรีขึ้นตามคำแนะนำดังกล่าว แต่ถึงจะมีอาคารเรียนหนึ่งหลังมี 7 ห้องเรียนแล้ว ก็ยังพบว่าไม่เพียงพอแก่จำนวนเด็กผู้หญิง และยังมีปัญหาเรื่องครูผู้สอน เพราะเหตุว่า “ในเวลาที่เริ่มเปิดโรงเรียนครั้งแรก จะจัดให้ครูรับนักเรียนกินนอนมิได้ เพราะครูเองก็ยังมิทันตั้งหลักถานได้ดี” 

ปัญหาเหล่านี้ได้คลี่คลายไป เพราะในอีก 2 ปีต่อมา สมเด็จพระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง ทรงรับโรงเรียนสตรีนี้ไว้ในพระราชินูปถัมภ์ ทรงให้เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีกับพระยาโบราณราชธานินทร์ มากำกับดูแลการปรับปรุงโรงเรียนสตรีมณฑลกรุงเก่าขึ้นใหม่เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2462

สมเด็จพระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง ได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ 30,000 บาท ให้ปรับปรุงโรงเรียนสตรีขึ้นใหม่ที่อยุธยา การณ์นี้ยังได้ทรงพระราชทานนามให้แก่โรงเรียนนี้ว่า “โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์” คราวเดียวกัน พ่อค้าคหบดีและประชาชนชาวกรุงเก่ายังได้ร่วมกันบริจาคเงินสมทบเพิ่มเติมมาอีก 10,044 บาท 91 สตางค์ สำหรับเป็นทุนรอนสร้างอาคารเรียนและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ

เมื่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ พระพันปีหลวงฯ ทรงให้จอมพลสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ เสด็จมาเป็นประธานในพิธีเปิด ในวันเดียวกับที่จะต้องทรงเสด็จมาเป็นประธานเปิดถนนเดชาวุธและฉลองสโมสรทหารบก ที่กองพลทหารบกที่ 3 มณฑลอยุธยา เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2462 (ดังนั้น 1 มิถุนายน จึงถือเป็นวันคล้ายวันเกิดของโรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์)

ในคราวทำพิธีเปิดโรงเรียน พระยาโบราณราชธานินทร์ ได้กราบทูลต่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ประธานพิธี ใจความสำคัญตอนหนึ่งระบุถึงวัตถุประสงค์ของการสร้างโรงเรียนสตรีแห่งนี้ว่า: 

“โรงเรียนสตรีในมณฑลอยุธยาตั้งแต่แรกจัดการศึกษามาจนถึงบัดนี้ นับว่ายังมิได้มีที่ใดซึ่งได้จัดการให้เปนปึกแผ่น แลการที่สมเด็จพระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง ได้ทรงพระอนุสรคำนึงถึงสัตรีภาพ เพื่อให้มีความรู้ในหน้าที่อันจักเปนแม่เรือนที่ดี ซึ่งย่อมจักเปนบ่อเกิดแห่งอารยะธรรมของชาติ กับทั้งจักเปนประโยชน์แก่กิจการแลในส่วนสัตรีเพศทั่วไปด้วยนั้น ย่อมเปนพยานแห่งพระมหากรุณาธิคุณที่ได้พระราชทานแก่ทวยนาครในมณฑลอยุธยา ซึ่งจักหาที่เปรียบมิได้”

เท่านี้ก็เป็นหลักฐานเพียงพอแล้วว่า การมีแนวคิดมุ่งหมายสร้างผู้หญิงยุคใหม่ให้มีบทบาทต่อ “ชาติบ้านเมือง” นั้นมีมาในอยุธยากรุงเก่าอยู่ก่อนหน้าจะเกิดการอภิวัฒน์ 2475 เป็นเวลากว่า 15 ปีแล้ว โรงเรียนสตรีแห่งนี้เป็นโรงเรียนสำคัญเคียงคู่มากับโรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่า เปรียบเสมือนบ้านใกล้เรือนเคียง เพราะอยู่ใกล้ชิดติดกัน

(เดิมโรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่าตั้งอยู่ที่วัดเสนาสนาราม แล้วย้ายมาอยู่ตรงพื้นที่โรงเรียนอยุธยาอนุสรณ์ (อยส.) ต่อมาสมัยปรีดี พนมยงค์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีนโยบายปรับปรุงเกาะเมืองอยุธยา ให้ย้ายโรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่ามายังพื้นที่ปัจจุบันแล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย” ดังปัจจุบัน)  

อีกทั้งในยุครุ่งเรืองของโรงเรียนสตรีแห่งแรกในอยุธยานี้ ก็เป็นช่วงเดียวกับที่รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ กำลังเติบโตทั้งในด้านวัยวุฒิและความคิดทางสังคมการเมือง ถึงแม้ไม่ได้เรียนที่โรงเรียนนี้ แต่การมีอยู่ของโรงเรียนสตรี ย่อมก่อให้เกิดความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับบทบาทสตรีที่โรงเรียนแบบนี้ถ่ายทอดแก่ชุมชนเมืองในละแวกย่าน เมื่อมีโรงเรียนสตรีถ่ายทอดแนวคิดสิทธิสตรี ก็มีแนวคิดเกี่ยวกับบุรุษแบบใหม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา เพราะเป็นคู่ตรงข้ามในแนวความคิด

เหตุดังนั้น หากจะกล่าวสรุปในที่นี้ว่า ถ้าไม่มีโรงเรียนสตรีแรกนี้ที่อยุธยา ก็อาจจะไม่มี “เรณู” และไม่มี “พระเจ้าจักรา” ก็ไม่ผิดเท่าไรเลย...

 

ที่มา : หอภาพยนตร์

 

หมายเหตุ: ปรับปรุงเพิ่มเติมข้อมูลจากบทความเรื่อง “‘พระเจ้าช้างเผือก’ : การต่อสู้ระหว่างระบบ ‘ผัวเดียวหลายเมีย’ กับ ‘ผัวเดียวเมียเดียว’” https://www.thepeople.co/thought/hard-opinions/55091 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568).


อ้างอิง

UNESCO. “The King of the White Elephant and the archival documents” https://www.unesco.org/en/memory-world/register2025 (April 17, 2023).

กองบรรณาธิการประชาไท. “ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเอกสาร 74 รายการ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก รวมถึง 3 รายการจากไทย” https://prachatai.com/journal/2025/04/112653 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2568).

กำพล จำปาพันธ์. “พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับปรีดี พนมยงค์  & “อยุธยาใหม่” ในภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก”” https://pridi.or.th/th/content/2025/04/2422 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568).

กำพล จำปาพันธ์. คชายุทธ์-พุทธชาติ์: ยุทธหัตถีและสงครามบนหลังช้าง/พุทธศาสนากับความเป็นชาติในประวัติศาสตร์ศรีลังกา อุษาคเนย์ และสยาม. พิษณุโลก: สถานอารยธรรมศึกษาโขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร, ๒๕๕๘.

กำพล จำปาพันธ์. มนุษย์อยุธยา: ประวัติศาสตร์สังคมจากข้าวปลา หยูกยา ตำรา Sex. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๖๓.

ไตรภูมิพระร่วง. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๒๖.

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). นนทบุรี: สนพ.ศรีปัญญา, ๒๕๕๓. 

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพนฯ. กรุงเทพฯ: ไทยควอลิตี้บุ๊ค, ๒๕๖๒.

มหาวงศ์ พงศาวดารตัมพปัณณิทวีป (ศรีลังกา). พระนคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๐๕.

สถาบันปรีดี พนมยงค์. “PRIDI Interview ไอรีน นิตยวรรธนะ : นางเอกพระเจ้าช้างเผือก หนังไทยแห่งสันติภาพ” https://pridi.or.th/th/content/2024/04/1912 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568).

หจช. ศธ ๕๑.๑/๓๐ การจัดโรงเรียนสตรีในมณฑลกรุงเก่า (๖-๘ ก.พ. ๒๔๖๐).

หจช. ศธ ๕๑.๑/๓๕ รายงานการเกิดโรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ จังหวัดอยุธยา (๓ ก.ค.-๒๙ ส.ค.๒๔๖๒).