ทันทีที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงในกลางเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 หรือเมื่อราว 81 ปีก่อน บ้านเมืองซึ่งเพิ่งผ่านพ้นภาวะคับขันได้บันทึกสถิติทางการเมืองสำคัญไว้สองประการในคราวเดียวกัน คือ สถิติของนายกรัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุด และสถิติของนายกรัฐมนตรีผู้มีอายุน้อยที่สุดขณะเข้ารับตำแหน่ง สถิติประการหลังเคยตกเป็นของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช อยู่ยาวนานหลายทศวรรษ ก่อนจะถูกทำลายลงเมื่อปีเศษที่ผ่านมาโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ส่วนสถิติประการแรกนั้นยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย และยังไม่อาจคาดหมายได้ว่าอีกนานเพียงใดจึงจะเกิดกรณีเช่นเดียวกันขึ้นอีกครั้ง
หากมองให้พ้นจากตัวเลขแห่งสถิติ จะเห็นว่านายกรัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งเพียง 17 วันผู้นี้ มิได้มีความหมายจำกัดอยู่แค่ความสั้นของวาระ เขายังเป็นนักการเมืองที่เคยนั่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีพร้อมกันถึงสี่กระทรวง เป็นสมาชิก “คณะราษฎร” ผู้ร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอายุน้อยที่สุดในบรรดาหกนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากกลุ่มผู้ก่อการชุดเดียวกัน อีกทั้งยังเข้าร่วมขบวนการเสรีไทย อันมีบทบาทสำคัญต่อการประคับประคองสถานะของประเทศไทยมิให้ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เกียรติประวัติช่วงท้ายชีวิตของเขายังต่อเนื่องไปถึงการดำรงตำแหน่งประธานสภายกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 ตำแหน่งซึ่งเชื่อมโยงกับบทบาทผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติที่ดำรงอยู่ในระยะเวลาอันสั้นเช่นเดียวกัน ราวกับว่าประวัติศาสตร์ได้วางจังหวะชีวิตทางการเมืองของบุคคลผู้นี้ไว้บนเส้นขอบระหว่างความเร่งรัดกับความเปลี่ยนผ่านอยู่เสมอ
คุณสมบัติทั้งหมดนี้รวมศูนย์อยู่ในบุคคลเดียว คือ ทวี บุณยเกตุ (พ.ศ. 2447–2514) นายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของประเทศไทย และหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อการ 2475 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนาม “คณะราษฎร” บุคคลผู้ซึ่งแม้จะครองตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหารเพียงชั่วระยะสั้น หากบทบาทและร่องรอยที่ฝากไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยกลับมิได้สั้นตามไปด้วยเลย

นายทวี บุณยเกตุ
(10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2447 - 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514)
ชาติกำเนิด
ทวี บุณยเกตุ เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2447 ณ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นบุตรของพระยารณชัยชาญยุทธ (ถนอม บุณยเกตุ) และคุณหญิงทับทิม (สกุลเดิม ศรีเพ็ญ) เขาเป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 8 คน การถือกำเนิดของเขาเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของบ้านเมือง เพราะในช่วงวันที่ 9–12 พฤศจิกายนปีเดียวกันนั้น จังหวัดตรังกำลังจัดพิธีฉัตรมงคลสมโภชพระมหาเศวตฉัตรในรัชกาลที่ 5 ณ ศาลากลางจังหวัด วันคลอดของทวีจึงตรงกับช่วงงานเฉลิมฉลองดังกล่าวพอดี
โดยปกติแล้วเมืองตรังในสมัยนั้นมิใช่เมืองที่มีเนื้อโคบริโภคอย่างแพร่หลาย หากแต่ในวันเกิดของเขากลับมีเรือกลไฟจากปีนังนำเนื้อโคแช่น้ำแข็ง ผลไม้ และอาหารนานาชนิดเข้ามาจำหน่าย ทำให้ผู้คนในเมืองถือว่าเป็นวันอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ เหตุการณ์เช่นนี้ได้กลายเป็นเรื่องเล่าประจำครอบครัวที่ผูกโยงชะตาแรกเกิดของเด็กชายทวีเข้ากับนิมิตแห่งความสมบูรณ์พูนสุข
ชื่อ “ทวี” มีที่มาจาก “วันทวีธาภิเษก” ซึ่งเป็นวันแต่งงานของบิดามารดา แขกผู้มาร่วมพิธีรดน้ำล้วนเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นจากพระราชพิธีในพระบรมมหาราชวัง จึงแต่งเครื่องแบบเต็มยศประดับเหรียญตรามาร่วมงานโดยไม่มีโอกาสเปลี่ยนฉลองพระองค์ ภาพพิธีสมรสที่เต็มไปด้วยเครื่องแบบและเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้นได้กลายเป็นที่มาของชื่อบุตรชายคนแรก สะท้อนทั้งเกียรติยศของครอบครัวและความผูกพันกับระเบียบแบบแผนราชการตั้งแต่ต้นกำเนิด
เมื่อ ด.ช. ทวีมีอายุเพียงปีเศษ บิดาได้รับแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองจันทบุรี ชีวิตในจังหวัดตรังจึงเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ต่อมาใน พ.ศ. 2456 บิดาได้รับแต่งตั้งเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลร้อยเอ็ด ทำให้เด็กชายทวีต้องมาอยู่ในความดูแลของลุงและป้าที่กรุงเทพมหานคร ในช่วงวัย 5 ขวบ บิดาเคยพาบุตรชายคนนี้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังการสนทนากับบิดา พระองค์มีพระราชดำรัสถามเด็กชายทวีว่า “อยากได้อะไร” คำตอบที่กราบบังคมทูลอย่างไร้เดียงสาคือ “อยากได้รถราง” พระองค์ทรงพระสรวลแล้วตรัสตอบว่า “โอ แต่ข้าเองยังไม่มีเลย ข้าจะเอาที่ไหนมาให้เอ็ง” เรื่องเล่าเล็ก ๆ นี้กลายเป็นเกร็ดหนึ่งในความทรงจำของครอบครัว ซึ่งสะท้อนบรรยากาศปลายรัชกาลที่ 5 อันยังคงใกล้ชิดกับข้าราชการหัวเมือง
การศึกษาแรกเริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดจันทบุรี ในระหว่างที่บิดารับราชการเป็นเจ้าเมือง ครั้นเมื่อบิดาย้ายไปดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลร้อยเอ็ด เด็กชายทวีจึงย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ และเข้าเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2457–2460 จึงย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนราชวิทยาลัย จังหวัดนนทบุรี จนสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 7 เส้นทางการศึกษาของเขาในวัยต้นจึงดำเนินไปท่ามกลางการโยกย้ายตามตำแหน่งหน้าที่ของบิดา สะท้อนชีวิตครอบครัวข้าราชการในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งผูกพันแน่นแฟ้นกับระบบราชการและโครงสร้างการปกครองของรัฐไทยยุคนั้น
ชีวิตนักเรียนนอก 7 ปี
พ.ศ. 2464 คือปีที่ทวี บุณยเกตุ ก้าวออกจากสยามไปสู่ยุโรปในฐานะนักเรียนต่างประเทศ เขาเริ่มต้นการศึกษาที่ Ongar Grammar School มณฑลเอสเซกซ์ ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่ King’s College London ในกรุงลอนดอน ช่วงเวลานี้เป็นระยะที่คนหนุ่มจากครอบครัวข้าราชการหัวเมืองได้สัมผัสโลกตะวันตกอย่างเต็มตัว ทั้งระบบการศึกษา แนวคิดทางการเมือง และบรรยากาศสังคมที่แตกต่างจากสยามโดยสิ้นเชิง
ครั้นบิดาเกษียณราชการ ฐานะทางการเงินของครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป เขาจำต้องย้ายไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศสใน พ.ศ. 2466 โดยเข้าเรียนที่ École Supérieure d'Agriculture et de Viticulture d'Angers และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางวิชากสิกรรมจาก Universitaire de l’Ouest เมื่อ พ.ศ. 2471 เส้นทางการศึกษาในอังกฤษและฝรั่งเศสทำให้เขาได้รับทั้งวิชาการด้านเกษตรกรรมและประสบการณ์ชีวิตในสังคมยุโรป ซึ่งกำลังเคลื่อนไหวด้วยกระแสความคิดใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1
เดิมทีเขามีความตั้งใจจะเดินทางไปศึกษาต่อยังประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างรอจดหมายตอบรับ เขาพำนักอยู่ที่กรุงปารีส และในช่วงเวลานั้นเองเหตุการณ์หนึ่งได้เปลี่ยนทิศทางชีวิตของเขาไปโดยสิ้นเชิง นายแนบ พหลโยธิน และนายประยูร ภมรมนตรี ชักชวนเขาไปดื่มกาแฟที่ร้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในกรุงปารีส เมื่อเข้าไปในร้าน เขาพบกับนายปรีดี พนมยงค์ ร้อยโทแปลก ขีตตะสังคะ และร้อยตรีทัศนัย มิตรภักดี วงสนทนาที่เริ่มจากกาแฟถ้วยหนึ่งค่อย ๆ กลายเป็นการถกเถียงเรื่องการเมืองอย่างต่อเนื่อง
การสนทนานั้นนำไปสู่การชักชวนให้เขาเข้าร่วมการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทวีตอบรับในทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาตรึกตรอง เพราะความคิดเรื่องการปฏิรูปบ้านเมืองได้ก่อตัวอยู่ในใจมาตั้งแต่ครั้งศึกษาในอังกฤษแล้ว บทสนทนาในร้านกาแฟเล็ก ๆ แห่งนั้นจึงก้าวพ้นความเป็นเพียงความทรงจำของนักเรียนไทยในต่างแดน และกลายเป็นห้วงเวลาสำคัญที่เชื่อมโยงสมาชิกคณะราษฎรเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
เขาเดินทางกลับประเทศไทยใน พ.ศ. 2471 ภายหลังได้รับแจ้งจากบิดาว่าไม่อาจส่งเสียให้ศึกษาต่อได้อีกเนื่องจากเกษียณอายุราชการและมีรายได้ลดลง ความตั้งใจที่จะศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาจึงยุติลง เขาเข้ารับราชการเป็นพนักงานบำรุงพันธุ์สัตว์ กระทรวงเกษตราธิการ และก้าวหน้าเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการบำรุงพันธุ์สัตว์ ประจำอำเภอท่าพระ จังหวัดขอนแก่น ในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ทว่าเมื่อสหายผู้ร่วมก่อการส่งสัญญาณเรียกตัว เขาได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อร่วมปฏิบัติภารกิจสำคัญในเหตุการณ์ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จากนักเรียนไทยในยุโรปผู้คร่ำเคร่งวิชากสิกรรม เขากลายเป็นหนึ่งในผู้ร่วมขีดเส้นทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยมีร่องรอยการตัดสินใจครั้งนั้นติดตัวไปตลอดชีวิตทางการเมืองของเขา
ปฏิบัติการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
การตระเตรียมเปลี่ยนแปลงการปกครองดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีก่อนเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2475 ทวี บุณยเกตุ เข้าร่วมประชุมกับนายปรีดี พนมยงค์ นายประยูร ภมรมนตรี และหลวงพิบูลสงครามแทบทุกสัปดาห์ สถานที่ประชุมสลับกันระหว่างกองร่างกฎหมาย บ้านนายประยูร และบ้านของทวีเอง บรรยากาศการหารือเต็มไปด้วยการวางแผนอย่างรอบคอบและการแบ่งหน้าที่ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในระยะต้นของการเตรียมการ ทวีมีโอกาสร่วมอย่างใกล้ชิดเพียงช่วงสั้น เพราะในปี 2474 เขาถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการบำรุงพันธุ์สัตว์ที่อำเภอท่าพระ จังหวัดขอนแก่น
แม้ต้องออกไปประจำต่างจังหวัด เขามิได้ตัดขาดจากคณะผู้ก่อการ ได้ขอให้นายแนบ พหลโยธิน เป็นผู้ส่งข่าวกำหนดวันปฏิบัติการ เมื่อได้รับโทรเลขความว่า “ส่งเงินวันที่ 16 นี้” เขาทราบทันทีว่าวันที่ 16 มิถุนายน 2475 คือกำหนดการยึดอำนาจ จึงรีบเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แต่แผนการต้องเลื่อนออกไป ทำให้เขาต้องขอลาหยุดราชการต่ออีกเจ็ดวัน กระทั่งถึงวันลงมือจริงในรุ่งอรุณที่ 24 มิถุนายน
การประชุมครั้งสุดท้ายก่อนปฏิบัติการจัดขึ้นที่บ้านพักพระยาทรงสุรเดช ตำบลสะพานควาย อำเภอบางซื่อ ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยหลวงพิบูลสงคราม หลวงสินธุสงคราม นายประยูร ภมรมนตรี พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาฤทธิ์อัคเนย์ พระประศาสน์พิทยายุทธ นายปรีดี พนมยงค์ และทวี บุณยเกตุ แผนการยึดอำนาจแบ่งออกเป็นสี่หน่วยซึ่งปฏิบัติการสอดประสานกัน
หน่วยแรกมีหน้าที่ทำลายการสื่อสารและการคมนาคมที่จำเป็น ทั้งโทรศัพท์และโทรเลขของทหารและพลเรือน การตัดสายโทรศัพท์ของทหารเป็นภารกิจของฝ่ายทหารบก ส่วนโทรศัพท์กลางที่วัดเลียบมอบให้นายควง อภัยวงศ์ นายประจวบ บุนนาค และนายวิลาศ โอสถานนท์ ดำเนินการ โดยมีทหารเรืออารักขา สายโทรเลขตามแนวรถไฟและของกรมไปรษณีย์อยู่ในความรับผิดชอบของหลวงสุนทรเทพหัสดิน (สพรั่ง) หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ และหม่อมหลวงกรี เดชาติวงศ์ ทั้งยังต้องป้องกันมิให้รถไฟจากหัวเมืองเข้าสู่พระนคร การปฏิบัติเริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 24 มิถุนายน
หน่วยที่สองเป็นหน่วยเฝ้าคุม ทำหน้าที่ควบคุมบุคคลสำคัญตามบ้านพักต่าง ๆ เพื่อมิให้สามารถสั่งการเคลื่อนกำลังได้ ทวีประจำอยู่ในหน่วยนี้ ส่วนหน่วยที่สามรับผิดชอบการเคลื่อนย้ายกำลัง ทั้งทหารบกและทหารเรือ โดยเรือรบและเรือยามฝั่งเตรียมพร้อมควบคุมลำน้ำ ขณะที่หน่วยที่สี่ซึ่งมีนายปรีดีเป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ร่างแถลงการณ์ รัฐธรรมนูญ และวางหลักการปกครองประเทศ
รุ่งเช้าวันที่ 24 มิถุนายน ทวีเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่เวลา 01.00 น. โดยขับรถตระเวนสำรวจจุดสำคัญกับนายจรูญ สืบแสง เพื่อสังเกตสถานการณ์ที่อาจเป็นอุปสรรค เมื่อถึงเวลา 04.30 น. เขาขับรถไปรับหลวงพิบูลสงคราม พระยาทรงสุรเดช และนายทหารตามจุดนัดหมายข้างกระทรวงกลาโหม จากนั้นต่างแยกย้ายไปตามหน้าที่
ทวีพร้อมคณะซึ่งมีนายจรูญ สืบแสง นายตั้ว ลพานุกรม และร้อยเอกหลวงอำนวยสงคราม มุ่งหน้าไปกรมทหารที่บางซื่อ ตรงเข้าล้อมบ้านพักพระประยุทธอริยั่น ผู้บังคับการกรม ทำลายเครื่องมือสื่อสาร และเฝ้าคุมมิให้สั่งการใด ๆ กรมทหารแห่งนี้เป็นที่เก็บรถรบและรถเกราะ ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นยุทโธปกรณ์สำคัญ หากควบคุมไม่ได้ อาจนำไปสู่การต่อต้านอย่างรุนแรง การควบคุมพระประยุทธอริยั่นไว้จึงมีความหมายต่อความสำเร็จของการยึดอำนาจโดยไม่เกิดการนองเลือด
ในเวลาเดียวกัน กลุ่มทหารนำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช หลวงทัศไนยนิยมศึก และหลวงพิบูลสงคราม ใช้อุบายสั่งเคลื่อนกำลังโดยอ้างเหตุจลาจล เพื่อนำรถรบออกจากกรมไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อถึงเวลาที่กำหนด พระยาพหลพลพยุหเสนาอ่านแถลงการณ์ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครอง และแต่งตั้งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร คณะราษฎรยึดพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นกองบัญชาการ
หลังยึดอำนาจในพระนครสำเร็จ คณะราษฎรได้แต่งตั้งนาวาตรีหลวงศุภชลาศัยนำหนังสือกราบทูลเพื่ออัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยินยอมและลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ต่อมามีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก สมาชิกประกอบด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และผู้ก่อการที่ได้รับการคัดเลือก ทวีก็ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกชั่วคราวด้วย
เมื่อพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 พระยามโนปกรณ์นิติธาดาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปภายใต้ระบอบใหม่ ขณะที่ทวีและคณะออกเดินทางไปยังจังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี และกบินทร์บุรี เป็นเวลาหนึ่งเดือน เพื่อชี้แจงประชาชนถึงเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความหมายของรัฐธรรมนูญ และหน้าที่ของพลเมืองในระบอบใหม่ การอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน จึงมิได้สิ้นสุดลงที่การยึดอำนาจ หากต่อเนื่องด้วยภารกิจสร้างความเข้าใจแก่สังคม ซึ่งทวี บุณยเกตุ มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนถึงขั้นตอนแรกของระบอบรัฐธรรมนูญไทย
ภายใต้ระบอบใหม่
ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ทวี บุณยเกตุ ก้าวเข้าสู่บทบาททางการเมืองและการบริหารอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. 2476 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ ปลายปีเดียวกันนั้นได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 และต่อมาใน พ.ศ. 2483 ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตำแหน่งสำคัญที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางการตัดสินใจของฝ่ายบริหารในระบอบใหม่
เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาเริ่มต้นขึ้น เขายังคงปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีอยู่ระยะหนึ่ง กระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 จึงลาออกจากราชการ และเข้าร่วมขบวนการใต้ดินตามคำเชิญของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายปรีดี พนมยงค์ ในนาม “เสรีไทย” การตัดสินใจครั้งนั้นเกิดจากการสนทนาเป็นการส่วนตัวระหว่างเขากับปรีดีที่หัวหิน อันสะท้อนความไว้วางใจและความสัมพันธ์ทางการเมืองที่สั่งสมมาตั้งแต่ยุคก่อน
วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2486 แม้สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติเลือกเขาให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ แต่กลับถูกขัดขวางเนื่องจากฝ่ายญี่ปุ่นไม่ไว้วางใจ ด้วยเห็นว่าเขามีท่าทีเอนเอียงไปทางสัมพันธมิตร สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนความซับซ้อนของการเมืองไทยในช่วงสงคราม ซึ่งต้องดำรงอยู่ท่ามกลางแรงกดดันจากมหาอำนาจภายนอก
ภายหลังจอมพล ป. พิบูลสงคราม พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2487 จากการแพ้มติในสภาต่อร่างกฎหมายสำคัญ ทวีได้กลับเข้าสู่คณะรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในรัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ เมื่อเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ซึ่งสงครามใหญ่กำลังจะยุติลงในอีกหนึ่งปีถัดมาพอดี สถานการณ์ภายในประเทศในช่วงปลายสงคราม โดยเฉพาะในพระนคร เต็มไปด้วยความตึงเครียด ทหารญี่ปุ่นระแวงว่าไทยอาจหันหลังให้ ทว่าก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย ญี่ปุ่นได้ประกาศยอมแพ้ฝ่ายสัมพันธมิตรในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 และรัฐบาลไทยชิงประกาศสันติภาพเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม
นายกรัฐมนตรี “ขัดตาทัพ”
“คุณทวี บุณยเกตุ เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต มีความสามารถ แต่ว่าคุณทวีเป็นคนพูดจาขวานผ่าซาก… อาจารย์ปรีดีไว้ใจมาก ตอนที่ทำเสรีไทยนั้นเรียกได้ว่าเป็นมือขวา คุณดิเรกเป็นมือซ้าย คุณดิเรกเป็นคนนุ่ม ติดต่อฝรั่งมังค่าได้ คุณทวีก็นักเรียนนอกเหมือนกัน ท่านแค่พูดจาขวานผ่าซาก เมื่อคุณควงหลุดไปแล้ว อาจารย์ปรีดีก็ขอให้คุณทวีเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว จนกว่าเสนีย์ ปราโมชจะกลับมา” ส.ศิวรักษ์
ภายหลังประเทศไทยประกาศสันติภาพ นายควง อภัยวงศ์ ได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งทวี บุณยเกตุ ขึ้นดำรงตำแหน่งสืบต่อในลักษณะ “ขัดตาทัพ” ระหว่างรอ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน และหัวหน้าเสรีไทยสายสหรัฐอเมริกา เดินทางกลับประเทศตามที่ได้ตกลงกันไว้
การขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหารในครั้งนั้น ทำให้ทวีเป็นนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 5 ของไทย และมีอายุ 40 ปี 9 เดือน 21 วัน ถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น ก่อนที่สถิตินี้จะถูกลบโดย ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ซึ่งดำรงตำแหน่งด้วยอายุ 40 ปี 3 เดือน 24 วัน และครองสถิตินี้ต่อเนื่องยาวนานถึง 79 ปี กระทั่งถูกลบลงเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2567 โดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งมีอายุ 37 ปี 11 เดือน 25 วัน และได้รับการบันทึกว่าเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงอายุน้อยที่สุดในโลกอันดับต้น ๆ
ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ดำรงตำแหน่ง นายกฯ ทวียังควบตำแหน่งรัฐมนตรีอีกสี่กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ จำนวนกระทรวงที่ควบเช่นนี้นับว่ายังครองสถิติสูงสุดตราบจนปัจจุบัน
รัฐบาลของเขาดำรงอยู่เพียง 17 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม ถึง 16 กันยายน พ.ศ. 2488 แม้จะมิใช่รัฐบาลที่มีอายุสั้นที่สุดในแง่วาระ เพราะในปีถัดมารัฐบาลของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายหลังการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ดำรงอยู่เพียงสองวันแล้วลาออก แต่ก็ยังกลับมาครองตำแหน่งต่อเนื่องต่อมา ส่วนกรณีของทวี การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นสิ้นสุดลงโดยชัดเจนเมื่อ ม.ร.ว. เสนีย์ เดินทางกลับถึงประเทศไทย เขาจึงลาออกเมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 17 กันยายน
ในช่วงเวลา 17 วันดังกล่าว คณะรัฐมนตรีประชุมสามครั้ง มีเรื่องพิจารณารวม 28 เรื่อง หนึ่งในมติสำคัญคือการกลับไปประกาศให้ใช้ชื่อประเทศในภาษาอังกฤษว่า “Siam” แทน “Thailand” อีกครั้ง เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2488 ภายหลังที่รัฐบาลหลวงพิบูลสงครามได้ประกาศเปลี่ยนจาก “Siam” เป็น “Thailand” เมื่อวันชาติครั้งแรกราวหกปีก่อนหน้านั้น 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482
ประกาศของรัฐบาลทวีระบุว่า
“บัดนี้รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า โดยที่ชื่อของประเทศเราเป็นที่นิยมเรียกกันทางต่างประเทศว่า ‘Siam’ จนแพร่หลาย เป็นที่รู้จักกันอย่างดีทั่วไปมาช้านานแล้ว ฉะนั้น จึงให้ชื่อประเทศในภาษาอังกฤษว่า ‘Siam’ กับชื่อประชาชนและสัญชาติให้ใช้ว่า ‘Siamese’ สำหรับในภาษาต่างประเทศอื่นให้ใช้โดยอนุโลม ส่วนชื่อในภาษาไทยให้คงใช้ว่า ‘ไทย ’ ไปตามเดิม”
การตัดสินใจครั้งนั้นจึงแฝงนัยเชิงสัญลักษณ์ทั้งทางการทูตและทางการเมืองภายใน อย่างไรก็ตาม ภายหลังรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ ชื่อ “Siam” ก็ถูกเปลี่ยนกลับเป็น “Thailand” อีกครั้ง และใช้มาจนถึงปัจจุบัน
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทวีบันทึกไว้ คือกรณีการสวนสนามเสรีไทยภายหลังสงครามยุติลง เมื่อทหารอังกฤษและอเมริกันเข้ามาปลดอาวุธญี่ปุ่น มีเสียงสงสัยในหมู่ฝ่ายสัมพันธมิตรว่า พลพรรคเสรีไทยในประเทศมีจำนวนจริงตามที่อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทิ้งลงมาหรือไม่ และอาวุธเหล่านั้นยังคงอยู่ครบถ้วนเพียงใด เพื่อขจัดข้อกังขานี้ ปรีดีในฐานะหัวหน้าเสรีไทยในประเทศได้หารือกับทวี และเห็นสมควรจัดให้มีการสวนสนามแสดงกำลัง
รัฐบาลจึงสั่งให้หน่วยเสรีไทยทั่วราชอาณาจักรเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พร้อมนำอาวุธประจำตัวมาด้วยแต่มิได้บรรจุกระสุน การสวนสนามจัดขึ้นบนถนนราชดำเนิน จากท้องสนามหลวงผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488 มีพลพรรคเข้าร่วมประมาณ 8,000 คน ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงเศษ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายอังกฤษและอเมริกันได้รับเชิญให้ร่วมชมด้วยตนเอง เหตุการณ์นี้เป็นทั้งการแสดงแสนยานุภาพและการสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลไทยในเวทีโลกหลังสงคราม
ภายหลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทวียังคงได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ระหว่างวันที่ 19 กันยายน ถึง 15 ตุลาคม พ.ศ. 2488 และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการในรัฐบาลปรีดี พนมยงค์ ระหว่างวันที่ 11 มีนาคม ถึง 21 สิงหาคม พ.ศ. 2489 อีกทั้งดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระหว่าง พ.ศ. 2488–2489 นับเป็นอธิการบดีคนที่สองของมหาวิทยาลัย ต่อจากพลเรือเอกสินธุ์ กมลนาวิน (หลวงสินธุสงครามชัย)
ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเขาอาจดำรงอยู่เพียง 17 วัน หากเมื่อพิจารณาบทบาททั้งก่อนและหลังช่วงเวลานั้น จะเห็นว่า ทวี บุณยเกตุ มิได้เป็นเพียงผู้นำชั่วคราวในห้วงเปลี่ยนผ่าน หากเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบอบใหม่ตั้งแต่การอภิวัฒน์ 2475 จนถึงการจัดวางความชอบธรรมของรัฐไทยภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

การสวนสนามของกองกำลังเสรีไทย (2488)
ที่มา : หอภาพยนตร์
ลี้ภัยการเมือง 10 ปี ก่อนหวนกลับมาร่วมร่างรัฐธรรมนูญยุค “สฤษดิ์–ถนอม–ประภาส”
ภายหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ซึ่งทำให้นายปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ อำนาจทางการเมืองของกลุ่มผู้ก่อการ 2475 ก็สิ้นสุดลงอย่างฉับพลัน ทวี บุณยเกตุ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับปรีดี ย่อมไม่อาจหลีกพ้นแรงสะเทือนนั้นได้ ในปีถัดมา เขาถูกตั้งข้อหาพัวพันกับกบฏเสนาธิการ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2491 แม้จะได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 11 พฤศจิกายนปีเดียวกัน แต่บรรยากาศทางการเมืองที่ไม่เป็นคุณทำให้เขาตัดสินใจเดินทางไปลี้ภัยที่ปีนัง ชีวิตทางการเมืองของเขาจึงหยุดลงเป็นเวลานานเกือบทศวรรษ
กระทั่งวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 จอมพล ป. พิบูลสงคราม สิ้นสุดอำนาจจากการรัฐประหารโดยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทวีจึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทย การกลับคืนมาตุภูมิครั้งนี้มิใช่ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา หากเป็นบุคคลที่ได้รับการทาบทามให้ร่วมงานด้านเศรษฐกิจในฐานะกรรมการที่ปรึกษา และต่อมาได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
เมื่อมีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญใน พ.ศ. 2502 ซึ่งทำหน้าที่นิติบัญญัติไปพร้อมกัน ทวีกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกจากกลุ่มผู้ก่อการ 2475 ที่ได้เข้ามามีบทบาทในสภาแห่งนี้ เขาได้รับเลือกเป็นรองประธานสภา โดยมีพลเอกหลวงสุทธิสารณกรเป็นประธาน ต่อมาเมื่อหลวงสุทธิสารณกรถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2511 ทวีจึงได้รับเลือกเป็นประธานสภาแห่งนี้เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2511
ในฐานะประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ เขาเร่งรัดการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญจนแล้วเสร็จ และสามารถประกาศใช้ได้ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511 เขาจึงเป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติซึ่งดำรงตำแหน่งสั้นที่สุด เพียง 50 วัน บทบาทในช่วงปลายชีวิตของเขาผูกพันกับการผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญใช้บังคับอีกครั้ง หลังประเทศอยู่ภายใต้การปกครองที่ไร้รัฐธรรมนูญยาวนานนับแต่ พ.ศ. 2501
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 มีจำนวน 183 มาตรา มีผลใช้บังคับเป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน 28 วัน ก่อนสิ้นสุดลงจากการ “ปฏิวัติตัวเอง” ของจอมพล ถนอม กิตติขจร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้นำไปสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปใน พ.ศ. 2512 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบทศวรรษเศษ หลังเว้นว่างมาตั้งแต่ พ.ศ. 2501 การมีรัฐธรรมนูญอีกครั้งจึงเป็นหมุดหมายสำคัญของการฟื้นกระบวนการรัฐสภา แม้จะดำรงอยู่ไม่นาน
นอกเหนือจากบทบาทภาครัฐ ทวีใช้ชีวิตบั้นปลายในภาคเอกชนด้วยการสนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ เขาได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สะท้อนการขยายบทบาทจากการเมืองสู่เศรษฐกิจในช่วงท้ายชีวิต
ด้านชีวิตครอบครัว เขาสมรสกับนางสาวอำภาศรี เทพหัสดิน ณ อยุธยา ธิดาของพระยาและคุณหญิงวิทยาปรีชามาตย์ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2476 มีบุตรธิดาสองคน คือ นายวีรวัฒน์ บุณยเกตุ และนางสาวภัทรฤดี บุณยเกตุ ชีวิตส่วนตัวของเขาดำเนินควบคู่ไปกับความผันผวนของการเมืองไทยตลอดครึ่งศตวรรษ ตั้งแต่การอภิวัฒน์ 2475 การลี้ภัยทางการเมือง จนถึงการมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญในยุค “สฤษดิ์–ถนอม–ประภาส”

นายทวี บุณยเกตุ (ขณะดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย)
เข้าพบ จอมพลถนอม กิตติขจร
ที่มา : หอภาพยนตร์
ปัจฉิมกาล
นักการเมืองผู้ครอบครองสถิติหลายประการในประวัติศาสตร์การเมืองไทยผู้นี้ ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 เวลา 23.20 น. ณ บ้านพักเลขที่ 102 ถนนเศรษฐศิริ สามเสนใน อำเภอพญาไท ก่อนวันคล้ายวันเกิดครบ 67 ปีบริบูรณ์เพียง 7 วัน การจากไปของทวี บุณยเกตุ เกิดขึ้นท่ามกลางห้วงเวลาเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทย เขาเพิ่งทำหน้าที่ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ และมีบทบาทเร่งรัดให้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 ซึ่งใช้เวลาจัดทำยาวนานเกือบสิบปี ระหว่างวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ถึง 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2511 ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511
หากมีชีวิตยืนยาวออกไปอีกเพียงสองสัปดาห์ เขาคงได้เห็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ตนมีส่วนผลักดันถูกยุติลงโดยการ “ปฏิวัติตัวเอง” ของจอมพล ถนอม กิตติขจร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 เพียง 14 วันหลังการอสัญกรรม รัฐธรรมนูญซึ่งผ่านกระบวนการร่างอย่างยืดเยื้อและประกาศใช้ตามครรลองพิธีการ จึงถูกฉีกทิ้งลงอย่างรวดเร็ว ชีวิตของทวี บุณยเกตุ ตั้งแต่การเป็นผู้ก่อการ 2475 การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีช่วงสั้นที่สุด การลี้ภัยทางการเมือง ไปจนถึงการกลับมามีบทบาทในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปิดฉากลงก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายในชีวิตของเขาจะสิ้นอายุลงไม่นาน ภาพชีวิตของเขาจึงดำเนินเคียงคู่กับความผันผวนของระบอบรัฐธรรมนูญไทยตลอดช่วงสมัยหนึ่งของประเทศ
บรรณานุกรม
- ยืนหยัด ใจสมุทร. ตรัง. พ.ศ. 2539. กรุงเทพฯ: มติชน.
- คำบรรยายและบทความบางเรื่อง ของ นายทวี บุณยเกตุ. คุรุสภาจัดพิมพ์เป็นบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพ นายทวี บุณยเกตุ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส 8 มีนาคม พ.ศ. 2515. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา.
- กษิดิศ พรมรัตน์. “ทวี บุณยเกตุ : เสรีไทย ผู้ช่วยหมายเลข 1 ของปรีดี พนมยงค์.” สืบค้นจาก https://pridi.or.th/th/content/2020/08/366
- พีรยา มหากิตติคุณ. “‘ทวี บุณยเกตุ’ เป็นนายกฯ 17 วัน นอกจากเปลี่ยนชื่อประเทศแล้ว ทำอะไรอีกบ้าง?” สืบค้นจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_73903
- หอภาพยนตร์. “การสวนสนามของกองกำลังเสรีไทย (2488) Free Thai Movement Parade At the End of WWII (1945).” สืบค้นจาก https://www.youtube.com/watch?v=qLiOfUqBaN0
- อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ. “เพียงสิบเจ็ดวันของนายกรัฐมนตรีนาม ‘ทวี บุณยเกตุ’.” สืบค้นจาก https://pridi.or.th/th/content/2023/11/1753
- นริศ จรัสจรรยาวงศ์. “6 นายกรัฐมนตรี ‘คณะราษฎร’.” สืบค้นจาก https://www.the101.world/6-khana-ratsadon-pms/
- นรนิติ เศรษฐบุตร. คนการเมือง เล่ม 1. พ.ศ. 2559. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.
- ส.ศิวรักษ์ และ นริศ จรัสจรรยาวงศ์. “ทวี บุณยเกตุ : ผู้เป็นมากกว่านายกรัฐมนตรีที่สั้นที่สุด (ตอนที่ 10/13).” สืบค้นจาก https://www.youtube.com/watch?v=tiXDSXigfsc