
มนุษย์มักสร้างแรงกดดันให้ตัวเอง แม้ไม่ตั้งใจ จนเกิด ‘ วิกฤตทางจิตวิญญาณ ’ เพราะตกอยู่ใต้วังวนแรงเหวี่ยงของอำนาจที่ผลาญความสงบสุขภายในคือภัยซึ่งร้ายแรงที่สุด บาดแผลของยุคสมัยจึงควรได้รับการแก้ไขด่วน ด่านแรกที่ลึกและสำคัญที่สุดคือมิติของปัจเจก เพราะ ‘ โลกภายใน ’ คือกลไกขับเคลื่อนจักรวาลที่ส่งสัญญาณว่า เราต้องได้รับการรักษา หนึ่งในตัวยาวิเศษคือ ศิลปะ โดยเฉพาะ ‘ ศิลปะการละคร ’ (play) ที่สามารถสื่อสารสด-ส่งตรง ‘ จากภายในสู่ภายใน’ ได้ทันทีโดยไม่มีตัวกลางมากางกั้น (divider) การขยายตัวของ ‘ ละครโรงเล็ก ’ ในไทย ค่อย ๆ เติบโตภายใต้พิษเศรษฐกิจสกัด แต่ยังยืนหยัดด้วยคุณค่าของงานสร้างที่เป็นอิสระจากสูตรสำเร็จทั้งปวง และเสน่ห์เฉพาะตัวของละครเวที เหนืออื่นใดคือ… เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้ ‘ คนตัวเล็ก ’ (ทั้งผู้สร้างและผู้เสพ) ได้มีโอกาส มีพัฒนาการ ไปด้วยกัน ภายใต้อุดมการณ์งานสร้าง ‘ ระบบนิเวศ ’ บนขอบเขตของความรักที่มีต่อ ‘ ศิลปะการแสดง ’ แม้เป็น ‘ ชนชายขอบ ’ ในระบอบบริหารงานของรัฐ และนั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ละครเวทีไทยพัฒนา

“ พื้นที่เล็กเปลี่ยนโลก ” [1]
ในโลกของศิลปะการแสดง ละครเวทีโรงเล็ก (Small Theatre) เป็นเสมือนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ศิลปินสามารถทดลอง สร้างสรรค์ และเล่าเรื่องราวที่อาจไม่มีโอกาสเกิดขึ้นในโรงละครกระแสหลัก สิ่งที่ทำให้ละครเวทีโรงเล็กมีเสน่ห์คือ ‘ความใกล้ชิด’ ระหว่างผู้ชมและนักแสดง การแสดงในโรงละครที่มีที่นั่งจำกัด (มักจะรองรับผู้ชมตั้งแต่ 20-150 คน) สร้างบรรยากาศที่ดื่มด่ำ และช่วยให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครและเรื่องราวอย่างลึกซึ้ง
ละครเวทีโรงเล็กมักนำเสนอเรื่องราวที่สะท้อนปัญหาสังคม การเมือง และจิตวิทยาของมนุษย์ ผ่านบทละครที่เข้มข้นและกล้าหาญ โดยอาจจะไม่ต้องใช้ฉากที่มีความซับซ้อนหรือเอฟเฟกต์ต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น The Flea Theater ในนิวยอร์กที่มีชื่อเสียงในการสนับสนุนงานเขียนบทที่มีความแหวกแนว และ The Young Vic ในลอนดอนที่มุ่งเน้นการนำเสนอเรื่องราวที่สะท้อนประเด็นร่วมสมัย
โรงละครเวทีขนาดเล็กได้กลายเป็นเวทีสำคัญของการทดลองทางศิลปะ เปิดพื้นที่ให้เสียงที่ถูกมองข้ามได้เปล่งออกมา และเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างผู้ชมและนักแสดงได้อย่างน่าสนใจ
ต้นกำเนิดของละครเวทีโรงเล็ก
แนวคิดของละครเวทีโรงเล็กถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ศิลปินในยุโรปและอเมริกาหลายกลุ่มต้องการสร้างสรรค์ผลงานที่มีอิสระทางศิลปะมากขึ้น นำไปสู่การก่อตั้ง Off-Broadway ในนิวยอร์ก และ Fringe Theatre ในลอนดอน
- La MaMa Experimental Theatre Club ในนิวยอร์ก สนับสนุนละครที่ท้าทายกรอบวัฒนธรรมเดิม
- Edinburgh Festival Fringe ในสกอตแลนด์ เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักแสดงและนักเขียนบทอิสระนำเสนอผลงานของตนเองผ่านงานเทศกาลนี้
- The Young Vic ในลอนดอน เน้นการทดลองเรื่องราวที่สะท้อนประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจ
โรงละครเล็กเหล่านี้ได้กลายเป็นต้นแบบที่ถูกนำไปปรับใช้ทั่วโลก รวมถึงในเอเชีย
ละครเวทีโรงเล็กในเอเชีย เสียงที่ไม่เคยถูกได้ยิน
โรงละครขนาดเล็กในเอเชียได้รับแรงบันดาลใจจากขบวนการละครอิสระในตะวันตก แต่ในขณะเดียวกันก็ผสมผสานวัฒนธรรมและแนวคิดท้องถิ่นเข้ามาด้วย
- Black Tent Theatre (ญี่ปุ่น) โรงละครเคลื่อนที่ที่มุ่งเน้นการแสดงเชิงสังคมและการเมือง
- Twelve Space (ไต้หวัน) ศูนย์รวมละครทดลองที่ผสานเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล
- มันตา ศิลปะการแสดง (ไทย) สนับสนุนละครทดลอง และแนวคิดเชิงศิลปะร่วมสมัย
โรงละครเหล่านี้ช่วยเปิดพื้นที่ให้ศิลปินสามารถนำเสนอเรื่องราวที่อาจไม่ถูกพูดถึงในสื่อกระแสหลัก เช่น สิทธิมนุษยชน ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม
โรงละครเล็กกับการเปลี่ยนแปลงของโลกศิลปะ
ในยุคดิจิทัล โรงละครเวทีเล็กได้เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงสำคัญ หลายแห่งต้องปรับตัวโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ เข้ามาผสมผสาน เช่น
- Digital Theatre ที่ช่วยให้ผู้ชมสามารถรับชมละครเวทีจากที่บ้าน
- Virtual Reality Theatre ที่นำผู้ชมเข้าสู่โลกของละครผ่านเทคโนโลยี VR
แม้จะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและพื้นที่ แต่โรงละครขนาดเล็กยังคงเป็นพื้นที่แห่งความกล้าหาญและเสรีภาพ ที่เปิดให้ศิลปินสามารถนำเสนอเรื่องราวที่แตกต่าง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตลาดหรือกระแสสังคม

Poems Dimension พื้นที่สร้างสรรค์สำหรับศิลปินรุ่นใหม่
หนึ่งในหลายกลุ่มที่ซุ่มเติบโตด้วยศักยภาพของศิลปินที่รักในศาสตร์ละครเวทีอย่างมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาทั้งผู้สร้างงาน และวงการละครเวทีไทยไปพร้อมกันคือ บริษัท เจริญสุข คอร์เปอเรท กรุ๊ป จำกัด (CCG) ที่มาพร้อมกับการเปิดตัวของโครงการ Poems Dimention ซึ่งเป็นโครงการละครเวทีขนาดเล็กที่สร้างจากโปรเจ็กใหญ่ ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ใฝ่แสวงหา ภายใต้แนวคิด “ Commercial Arts Incubator ” [2] ด้วยศรัทธาและปรัชญาที่มีต่อละครเวทีว่า คือพื้นที่ทดลอง ปล่อยของ สนองการใช้ชีวิตของคนทำงานศิลปะ ที่มีอิสระต่อจิตวิญญาณห่งการสร้างสรรค์ ผ่านงานละครแนว ‘ มนุษย์นิยม ’ ชื่นชมกับ ‘ เกมการสำรวจภายใน ’ ที่ผู้ชมสามารถเข้าถึง เข้าใจง่าย และได้รับความสุขกลับไปด้วยหัวใจที่เบิกบาน ผ่านงานสร้างที่มีคุณภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร ที่มีความสนใจในการพัฒนาอุตสาหกรรมละครเวทีขนาดเล็ก เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินได้ท้าทาย และขยายฐานสู่แนวทางใหม่ในการสร้างงาน
นอกจากโอกาสและประสบการณ์แล้ว ทางโครงการยังมอบ Seed Investment (ทุนตั้งต้น) ให้กับโปรเจกต์ที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ในแนวทาง Art Commercial & Sharing Benefit โครงการ Poems Dimension จึงเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ และช่วยให้ละครเวทีโรงเล็กยังคงมีชีวิตชีวา เปิดพื้นที่ให้เสียงใหม่ ๆ ได้เปล่งออกมา และสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างลึกซึ้งให้กับผู้ชมอีกด้วย
‘ ละครเวทีโรงเล็ก ’ จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่จัดแสดง แต่เป็นขบวนการทางศิลปะที่ท้าทายกรอบคิดของสังคม เป็นเวทีของคนตัวเล็กผู้มีเสียงแต่ยังไม่ถูกได้ยิน และเป็นศักดิ์สิทธิ์สถานซึ่งเชื่อมร้อยระหว่างศิลปะกับจิตวิญญาณแท้จริงของมนุษย์

พื้นที่เล็ก แต่ความหมายยิ่งใหญ่
จากกลางปี 2568 ที่เป็นจุดเริ่มเพิ่มพูนผลงานคุณภาพผ่านมาแล้วถึง 6 เรื่อง ซึ่งใช้เวลาทำงานนานมากกว่า 6 เดือน เป็นสัญญาณเตือนว่า POEMS DIMENSION ไม่ได้เป็นแค่เวทีเท่านั้น แต่เป็น พื้นที่บ่มเพาะ (incubator) สำหรับผู้กำกับ นักเขียนบท นักแสดง และทีมงานทุกฝ่าย ต่างมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างงานให้ ‘ ตอบโจทย์ทั้งในเชิงศิลปะ และเสริมทักษะการอยู่รอดในเชิงธุรกิจ ’ ไปพร้อมกัน นั่นทำให้งานสร้างแต่ละทีมของ POD มี DIMENSION ที่ัชัดเจนร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ
1. กลุ่มที่ผ่านการกลั่นกรองได้รับทุนตั้งต้น ได้รับโอกาสเปิดกว้างในทุกแนวทางที่ต้องการ Realism / Drama / Immersive / Experimental ฯลฯ เพราะ POD มีความเชื่อว่า ‘ การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการได้ลงมือทำจริง ’ ศิลปินรุ่นใหม่ได้แสดงออก ได้ทดลอง พัฒนาแนวทางการสื่อสารในแบบของตนเอง
2. เนื้อเรื่องมุ่งประเด็นการค้นหา เรียนรู้ อยู่กับความจริงในโลกปัจจุบันอย่างคนที่เท่าทัน และนำเสนอทักษะการใช้ชีวิต ไม่เป็นพิษต่อตัวเองและสังคม การแสดงที่ถูกคัดสรรมาจากเหล่าศิลปินรุ่นใหม่ ไม่ได้มีเพียงแค่การเล่าเรื่องธรรมดา แต่เป็นการปลดปล่อยความคิดที่สดใหม่ ท้าทายขอบเขตเดิม ๆ และสร้างมิติใหม่แห่งการแสดงบทกวี ผู้ชมได้เห็นมุมมองที่แตกต่าง สร้างพลังใจ
3. จำนวนนักแสดงที่ผ่านการคัดเข้มเต็มศักยภาพ ประมาณ 3-5 คน /เรื่อง , การแสดงใช้เวลาประมาณ 90 นาที/เรื่อง (ไม่มีพักครึ่งระหว่างการแสดง)
, จำนวนผู้ชม 30 คน/รอบ , บัตรราคาปกติ 800 บาท , ประเภทที่นั่ง Free Seating พิเศษ : ทุกท่านจะได้รับ Welcome Drink (NON ALCOHOLIC)
4. Art Direction เหมาะกับเรื่องและใช้ประโยชน์สูงสุดในแนว Minimal Space Shape & Form (โจทย์คือพื้นที่จำกัดใน Home Office ขนาดเล็ก ใช้ 2 ชั้น )
5. มีอุดมการณ์ร่วมกันในทิศทางสำคัญต่องานพัฒนาละครเวทีไทยในมิติของสังคม วัฒนธรรม ดั่งปณิธาน “ เราต้องการพัฒนา ‘ ละครเวที ’ จากพื้นที่เพื่อความบันเทิง ให้สามารถเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การตั้งคำถาม และการจุดประกายเรื่องความยั่งยืนในสังคม ”

" เสน่ห์ละครโรงเล็ก และลักษณะเฉพาะของ Poems Dimension
1. การคัดเลือกเรื่องมีเนื้อหาตรงกับกลุ่มเป้าหมายหลัก คนรุ่นใหม่ที่รักในละครเวที นำเสนอผ่านกลุ่มชนชั้นกลางที่กำลังเรียนรู้ทิศทางวางชีวิต ทดลองถูกผิดในปัจจุบัน ไฝ่ฝันถึงอนาคตที่ดี ขยี้ได้ละเอียดชัดเจนต่อสารที่ต้องการสื่อ ถือประเด็นผ่านบทที่มีโครงสร้างของเรื่องสั้น กลั่นออกมาได้ตรงจุด , ฉุดแรงบันดาลใจ , ให้พลังภายในเพื่อไปต่อ , ล่อด้วยรูปแบบ-แนวทางที่ต่างกัน ฯลฯ
2. วิธีการนำเสนอ (Presentation) เจาะจงให้ผู้ชมเข้าใจเนื้อหา-การดำเนินเรื่องได้ง่ายด้วยสไตล์มหรสพไทย ที่ไม่ลงลึกทั้งเรื่องรูปแบบ และเนื้อหาที่ซับซ้อน แต่สะท้อน Theme ชัดเจน และใส่ใจผู้ชมที่ไม่คุ้นเคยกับละครเวที สามารถเข้าใจสารที่ต้องการสื่อเป็นสำคัญ
3. งานออกแบบ Production Design มี Art Interiors ที่ดูดี ตอบโจทย์ได้ในพื้นที่จำกัดโดยเฉพาะ ฉาก ในแนว Minimal Space Shape & Form เกิดความชิดใกล้ให้ผลลึกต่อความรู้สึกคนดู ผู้ชมเป็นเสมือนหนึ่งในองค์ประกอบการแสดง
4. นักแสดงทุกคน ทุกรุ่น ที่ผ่านการคัดเลือกมีความสามารถระดับมืออาชีพ เหมาะสมกับบทบาท ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ (ส่วนใหญ่เป็นรุ่นใหม่มืออาชีพ) ในณะเดียวกันก็เปิดช่องทางสำหรับนักแสดงและทีมงานหน้าใหม่ และนักศึกษาฝึกหัด จัดให้มีโอกาสร่วมงานกับ Professional ของแต่ละแผนก
5. บรรยากาศและการต้อนรับขับสู้สู่โรงละครเล็กอบอุ่นด้วยพลังงานดี มีรายละเอียดของมิตรภาพ ทีมงานอัธยาศรัยน่ารัก ใส่ใจดูแลผู้ชมที่ไม่ใช่แค่ Welcome Drink (จอกน้ำใจ) เหนื่อยมาจากไหนก็ผ่อนคลาย ให้ความรู้สึกเหมือนไปดูการแสดงที่บ้านเพื่อน ทุกเดือนหนุ่มสาวรวมกลุ่มสุมหัวดูละครกันเป็นแก๊ง ที่นี่คือแหล่งเรียนรู้ สู้ไปด้วยกัน
6. งานโฆษณา-แผนประชาสัมพันธ์ชัดเจนในจุดขาย ให้ความหมายต่อพื้นที่เวทีเสมือน ‘ สถาบันเพื่อการพัฒนาละครเวที ’ , นอกจากข่าวความเคลื่อนไหว ยังนำเสนอบทความที่ให้ความรู้ประเด็นเกี่ยวข้องกับละครเวที มีลูกเล่น เน้นจิตวิทยา , เปิดแผนล่วงหน้าข้ามปีให้ผู้ที่สนใจได้มีเวลาเตรียมงาน , ชวนอ่านเกมส์การตลาด , Artwork เก๋ , มี Gimmick หยิกแกมหยอกสัพยอกใจ ฯลฯ
7. ทุกเรื่องมีตัวช่วยขยายงานการตีความด้วย ‘ คมคำถาม-งามคำตอบ ’ ในรอบพิเศษเปิดวงสนทนา เชิญผู้ชมมาแชร์ประสบการณ์ ให้อาหารใจ ได้คุยกับตัวตน ตามคติโบราณที่ยังทันเหตุการณ์-ทันสมัยอยู่เสมอว่า… “ ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว ” … (ชวนจับเข่าฟัง นั่งวิเคราะห์ในช่วง Post Show Discussion กิจกรรมพิเศษหลังจบการแสดง) เสมือนงานถอดบทเรียนจากบทละคร สะท้อนผ่านบทสัมภาษณ์ ผู้กำกับ & นักแสดง แฝงปัญญาญาณผ่านบทความชวนคิด-จิตวิเคราะห์ เช่น การตั้งคำถาม “ ดูละครเวทีแล้วฉลาดขึ้น และใจอ่อนโยนขึ้นจริงหรือไม่ ” พร้อมมอบคำตอบในบทความหัวข้อน่าสนใจ “ ทำไม ‘ สด ’ จึงต่าง ” เป็นอีกหนึ่งแนวทางการ ‘ เยียวยาจิตจากพิษซึมเศร้าของยุคสมัย ’ ด้วยคุณสมบัติพิเศษเฉพาะของละครเวที น่าเสียดายที่ Post Show Discussion อันทรงคุณค่า ไม่มีการบันทึกวิดีโอไว้ให้ชมย้อนหลัง และเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อเป็นข้อมูลงานการศึกษาค้นคว้าวิชาศิลปะการแสดง และการเขียนบท เป็นประโยชน์กับงานพัฒนาละครเวทีทั้งในปัจจุบันและอนาคต
8. หลังจบโปรแกรมการแสดงแต่ละเรื่องจะมีพิธีเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมายละเอียดอ่อน “ พิธี POD Ceremony ” วัฒนธรรมแห่งการส่งต่อและการอำลาที่ศักดิ์สิทธิ์ ประกอบด้วย การส่งมอบผ้าคลุมสีแดงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผ้าม่านด้านหน้าโรงละคร ระหว่างผู้กำกับเรื่องล่าสุดที่เพิ่งจบไปกับเรื่องใหม่ที่กำลังจะตามมา และการตัดเอ็นป้ายชื่อละครเรื่องเก่าแล้วเปลี่ยนเป็นเรื่องใหม่ มีความหมายพิเศษทั้งต่อนักแสดง ทีมงาน ผู้ชม และพื้นที่ สัญลักษณ์ของการส่งมอบพันธกิจ แนวคิด ที่ไม่ใช่เพียงผลงานการแสดง
9. สนับสนุนการทำงานอย่างเป็นระบบ จากจุดตั้งต้นด้วย External Program (9 ทีม / ปี พร้อมทุนตั้งต้น Seed Investment) ซึ่งเป็นทั้ง Platform & SANDBOX สำหรับคนต้องการพื้นที่ในการสร้างงานละครเวที และยังขยายฐานสู่ชุมชนด้วยโครงการ " Hidden Theatre Festival " ที่อยู่ระหว่างการเตรียมงาน (ดำเนินการปี 2070) จะเห็นว่ามีแผนพัฒนางานครอบคลุมทั้งแนวตั้ง (พัฒนาเชิงลึก) และแนวนอน (ปรับโครงสร้างขยายฐานคนสร้างงานและผู้ชม) จึงเป็นกลยุทธทางการตลาดที่มีผลต่อกลไกการพัฒนาระบบนิเวศศิลป์อย่างยั่งยืนต่อสังคม
10. เปิด “ OFFSTAGE CLUB ” สรรหาสมาชิกผู้มีคุณสมบัติเข้าร่วมในจำนวนจำกัดต่อปี โดยมี Board of Artistic เป็นผู้ร่วมคัดเลือก สำหรับนักแสดงที่ต้องการพัฒนาตัวเองอย่างรอบด้าน ทั้งทักษะการแสดง งานเตรียมความพร้อมสู่การเป็นมืออาชีพ และการสร้างเครือข่ายขยายฐาน นับเป็นงาน ‘ สร้างคน ’ เพื่อให้คนสร้าง ‘ ระบบนิเวศศิลป์ ’ ของวงการศิลปะการแสดง

In Real Time and In Real People : ทำไม ‘ สด ’ จึงต่าง [3]
POEMS DIMENSION ย้ำจุดขายหลัก ก่อนอ้อนให้ผู้ชมตกหลุมรักละครเวทีด้วยความเป็น ‘ ละครโรงเล็ก ’ ที่อบอุ่นอวลอายลมหายใจเดียวกัน ระหว่างคนดูกับผู้แสดง และเสน่ห์เฉพาะตัวของ ‘ การแสดงสด ’ ที่สามารถสัมผัสได้ถึงหัวใจ ภาย ในห้องมืดใบเดียวกัน นั่งหายใจจังหวะเดียวกัน ฟังเสียงเดียวกัน มองเรื่องเดียวกันที่กำลังเกิด ‘ ตรงหน้า ’ ไม่ใช่ในจอ ความร่วมสมัยของช่วงเวลานี้ทำให้ละครเวทีไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่เคลื่อนไหวอยู่ในร่างกาย ผ่อนคลาย เยียวยา นำมาซึ่งความสุข
1. สมองคมขึ้น รู้ลึก คิดเป็น เปิดโลก
การได้เห็น ได้ยิน ได้รู้สึก ไปพร้อมกับตัวละคร ทำให้ข้อมูลที่ได้รับไม่ใช่แค่ข้อเท็จจริง แต่เป็น ‘ ความเข้าใจที่มีบริบท ’ (context-rich)
เราได้จับประเด็นโครงเรื่อง เหตุและผล ภาษาพูด ภาษากาย และความหมายระหว่างบรรทัด สิ่งเหล่านี้ทำให้การคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ติดตัวหลังจบการแสดง คล้ายทัศนศึกษา ( Field Trip) ที่ได้หลักฐานจริงตรงหน้า มากกว่าบทเรียนบนกระดาษ
‘ ละครสด ’ คือ ‘ เครื่องเร่ง ’ การเรียนรู้ เราเข้าใจเนื้อหาเร็วขึ้น จำได้นานขึ้น เพราะผูกติดกับภาพ เสียง และอารมณ์ที่ได้สัมผัสพร้อมกัน
2. จิตใจอ่อนโยนขึ้น ฝึกเข้าอกเข้าใจโดยไม่ต้องสั่งสอน (Empathy)
ละครพาเรา ‘ เข้าไปอยู่ในรองเท้าของคนอื่นชั่วคราว ’ รับรู้ความคิด ความกลัว ความฝัน และเหตุผลของเขา การ ‘ อยู่ร่วมห้อง ’ ทำให้เราเปิดพื้นที่ให้เรื่องของผู้อื่นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องบอกว่าจงเห็นใจ แต่ใจจะค่อย ๆ อ่อนลงเองเมื่อได้มองโลกจากมุมของเขา
เวทีสดเปลี่ยน ‘ ความเข้าใจด้วยหัว ’ ให้กลายเป็น ‘ ความเข้าใจด้วยหัวใจ ’ จึงต่อยอดไปสู่ทัศนคติที่ดีขึ้น และ ‘ พฤติกรรมโปรสังคม ’ ได้จริง [Prosocial Behavior คือ การกระทำใด ๆ ที่มีเจตนาช่วยเหลือ เกื้อกูล หรือสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่นและสังคมโดยรวม] [4]
3. เรารู้สึกร่วม ‘ พร้อมกัน’ ทั้งโรง คือกลไกที่อธิบายได้ด้วย ‘ ตัวชี้วัดทางสรีรวิทยา ’ (Physiological Measures) เพราะสิ่งนี้คือ ‘ ดัชนีการมีอารมณ์ร่วมทางกายภาพ ’ (Physical Arousal Index)
ทีมนักวิจัย UCL แสดงหลักฐานทางชีวสรีรวิทยาว่า ชีพจรของผู้ชม ‘ ซิงค์ ’ กัน ระหว่างชมการแสดงสด (Synchronize ระบบการทำให้หลายสิ่งหลายอย่างทำงานประสานกัน, พร้อมกัน, หรือในจังหวะเดียวกัน เพื่อให้เกิดความสอดคล้องและเป็นระบบเดียวกัน) แม้จะไม่รู้จักกันมาก่อน สื่อให้เห็นว่าการอยู่ร่วมในห้องเดียวกันกับเรื่องเล่าที่ทรงพลัง ทำให้เกิดการประคองอารมณ์ร่วมและสร้างความผูกพันกลุ่ม ซึ่งเป็นฐานสำคัญของความเห็นอกเห็นใจและการเรียนรู้ทางสังคมแบบลึก
4. หลักฐานเสริมจาก ‘ การฝึกการแสดง ’
ฝั่ง ‘ ผู้แสดง ’ ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจเช่นกัน Goldstein & Winner ติดตามเด็กและวัยรุ่นที่เรียนการแสดง 1 ปี เทียบกับกลุ่มเรียนศิลปะแขนงอื่น พบว่า acting training ทำให้ ‘ empathy ’ และ ‘ theory of mind ’ โตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ชี้ว่า ‘ การสวมรองเท้าคนอื่น ’ ผ่านละคร หล่อเลี้ยงทักษะใจที่เป็นฐานของความเข้าใจมนุษย์ ซึ่งสะท้อนกลับไปยังผู้ชมที่ซึมซับกระบวนการนี้ผ่านการ ‘ ดูสด ’ เช่นกัน
[ ‘ การสวมรองเท้าคนอื่น ’ Put yourself in someone else's shoes หมายถึง การลองทำความเข้าใจสถานการณ์ ความรู้สึก หรือมุมมองของผู้อื่น โดยจินตนาการว่าตนเองตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา เพื่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (Empathy) ]
5. คุณค่าเชิงสุขภาวะ ไม่ใช่แค่ซาบซึ้ง แต่ดีต่อสังคม
สรุปหลักฐานเชิงนโยบายโดยกระทรวงวัฒนธรรมอังกฤษ (DCMS) และทีมนักวิจัย UCL/WHO ชี้ว่าการมีส่วนร่วมในศิลปะการแสดง (ไปดู/เข้าร่วม) เกี่ยวโยงกับสุขภาวะกาย ใจที่ดีขึ้น คุณภาพชีวิตสูงขึ้น และประโยชน์ทางเศรษฐสังคม (ผลิตภาพ/ลดการใช้บริการสุขภาพที่ไม่จำเป็น)
ละครเวทีสดทำให้เรา ‘ ฉลาดขึ้น ’ เพราะความรู้ถูกผูกเข้ากับประสบการณ์จริง และทำให้เรา ‘ จิตใจอ่อนโยนขึ้น ’ เพราะได้เดินทางในโลกของผู้อื่นอย่างปลอดภัยและจริงใจ ในพื้นที่เดียวกัน ช่วงเวลาเดียวกัน กับมนุษย์จริงที่หายใจอยู่ตรงหน้า
เมื่อม่านปิดลง เราไม่ได้กลับบ้านพร้อมเรื่องราวเท่านั้น แต่กลับไปพร้อมวิธีมองโลกที่ลึกขึ้น อ่อนโยนขึ้น และพร้อมจะรับฟังกันมากขึ้นด้วย
แหล่งอ้างอิง
- Education Next/ERIC: ผลสุ่มทดลอง field trip ดูละครสด—การเรียนรู้และมุมมองทางสังคมดีขึ้น.
- UCL : หัวใจผู้ชมเต้นสอดจังหวะในโรงละคร—ดัชนีการมีอารมณ์ร่วมทางกายภาพ
- JESP (Rathje et al., 2021): การเข้าชมละครสดเพิ่ม empathy/เปลี่ยนทัศนคติ/โปรสังคม.
- Neural synchrony ล่าสุด (2025): ปฏิสัมพันธ์ตรงกับผู้ชมเพิ่มการซิงก์ของสมอง/engagement.
- DCMS × UCL/WHO: สรุปหลักฐานศิลปะกับสุขภาวะและประโยชน์ทางเศรษฐสังคม.

เรื่องที่ 1 “ The House of Mirrors ”
ถ้าคิดถึงฉัน … แล้วอยากพบกันอีกครั้ง
ก็ขอให้ลอง ส่องเข้าไปในกระจก
แพท - ช่างตัดเสื้อผู้เปี่ยมความสามารถที่ต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดในอดีต
แพทเติบโตมาในครอบครัวที่เรียบง่าย พ่อแม่เปิดร้านตัดเสื้อเล็กๆ ทำให้เขาหลงใหลในงานฝีมือมาตั้งแต่เด็ก เขาเรียนจบด้านการออกแบบแฟชั่นจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง และเริ่มต้นธุรกิจตัดเสื้อของตัวเองด้วยความหวังว่าจะสร้างอนาคตที่มั่นคงกับจอย ความเป็นคนอ่อนไหวและใส่ใจรายละเอียดทำให้เขาเป็นช่างฝีมือที่ยอดเยี่ยม แต่ก็มักเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว
ดีใจ – หุ่นลองเสื้อที่มีชีวิตขึ้นอย่างปาฏิหาริย์ เป็นตัวแทนของความหวังและการเยียวยาหัวใจ
ดีใจเริ่มต้นจากการเป็นหุ่นลองเสื้อชายของแพทที่เขาใช้ฝึกตัดเสื้อมาตลอด เขายืนอยู่มุมหนึ่งของร้านมาเป็นเวลาหลายปี ได้ยินทุกคำพูดของแพง รับฟังทุกคำพูดที่แพทคุยด้วย ตลอดจนซึมซับความรัก ความเจ็บปวด และความหวังของแพทเสมอ ด้วยเวทมนตร์จากพระจันทร์ได้ปลุกให้ดีใจมีชีวิตขึ้นราวปาฏิหาริย์ กลายเป็นร่างชายหนุ่มสมบูรณ์แบบที่ขยับเขยื้อนร่างกายได้อย่างอิสระตามใจต้องการ แม้จะเป็นหุ่นแต่เขามีความเข้าใจในอารมณ์มนุษย์อย่างลึกซึ้งจากสิ่งที่ได้ยินและสัมผัสจากแพท
จอย - อดีตคนรักของแพท ผู้เป็นจุดเริ่มต้นของความเจ็บปวดในเรื่อง
จอยและแพทคบกันมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย เธอเป็นคนรักที่สนับสนุนความฝันของแพทและช่วยเขาเปิดร้านตัดเสื้อจนสำเร็จ หลังเรียนจบจอยเริ่มขยับขยายไปทำงานในองค์กรใหญ่ และเริ่มห่างเหินจากแพทเนื่องจากเส้นทางชีวิตที่แตกต่าง เธอเลือกที่จะสร้างชีวิตคู่กับเพื่อนร่วมงานที่มั่นคงในอนาคต แม้จะยังชื่นชมและเคารพในความฝันของแพทไม่เปลี่ยนแปลง
บทประพันธ์ - TB.DAN
บทละครเวที - ภัทร์พัทร์ศร วริศราภูริชา
กำกับการแสดง - เจษฎา ด่านปาน
นำแสดงโดย
ธีรดนย์ วัฒนพันธ์ (สุพรีม) รับบท แพท
จารุกิต แก้วมูลเรือง (ท็อปแท็ป) รับบท ดีใจ
สาธิดา ศรีพรหมมา (ซินเซียร์) รับบท จอย
เปิดม่าน 23 พ.ค.-1 มิ.ย. 2568 (2025)
กิจกรรมพิเศษ
วัน ส.-24 และ ส.-31 รอบ 14:30
หลังจบการแสดงจะมี Post-Show Discussion by Buddy Thai App

เรื่องที่ 2 “ Last Word – ค็อกเทลแก้วสุดท้าย ”
ไม่ใช่เพื่อดื่ม แต่เพื่อ “บอกลา” ใครบางคน
แต่ค็อกเทลแก้วนั้น ไม่มีอยู่ในเมนูอีกต่อไป
คำพูดสุดท้ายที่ไม่เคยเอ่ย...อาจรินได้อีกครั้ง
“ LAST WORD ”
ณ บาร์แห่งหนึ่งในคืนก่อนวันแต่งงาน หญิงสาวเดินเข้ามาตามหาค็อกเทลแก้วหนึ่ง “ Last Word ” เครื่องดื่มจากความทรงจำในรักครั้งแรกที่เธอไม่เคยลืม
ระหว่างการตามหาสูตรที่ไม่มีอยู่ในเมนู เธอได้พบกับบาร์เทนเดอร์ ผู้เป็นน้องสาวของคนรักเก่าผู้ล่วงลับ
การสนทนาในค่ำคืนนั้น กลายเป็นการเปิดเผยความทรงจำที่เคยค้างคา และการเยียวยาใจของทั้งสองฝ่าย
ในแก้วสุดท้าย...ที่ไม่ใช่ “คำพูดสุดท้าย” แต่คือ “จุดเริ่มต้นของการให้อภัยและการเดินต่อไป”
นำแสดงโดย
กังหัน ชนณฐ เรืองช่วย
มีสุข ชิดชม สัจจะผลกุล
กีต้าร์ ตันติกร เมืองหนองหว้า
บทประพันธ์ - วิธวินท์ ธนะชัย
กำกับการแสดง - วิธวินท์ ธนะชัย
เปิดการแสดง 22 - 31 สิงหาคม 2568
จำนวน 10 รอบการแสดง
กิจกรรมพิเศษ
วันเสาร์ที่ 23 รอบ 19:30 หลังจบการแสดงจะมีกิจกรรมสนทนา
Post-Show Discussion ผู้กำกับ และนักแสดง
วันอาทิตย์ที่ 31 รอบ 19:30 หลังจบการแสดงจะมีกิจกรรม
POD Ceremony (กิจกรรมส่งผ้าคลุมให้ผู้กำกับเรื่องต่อไป)

เรื่องที่ 3 “ Me , Myself & I ”
เราไม่รู้หรอกว่าตอนนี้คุณกำลังเจออะไรอยู่
แค่ทำงานให้รอดก็แทบหมดแรงแล้ว
แต่ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่า…
ไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่คุณกำลังแบกอยู่
“ Me , Myself & I”
คือพื้นที่เล็ก ๆ ที่คุณจะไม่ถูกตัดสิน แม้คุณจะยังไม่โอเค
“Me, Myself & I” ละครเวทีแนว Musical Coming of Age Drama ที่พาผู้ชมดำดิ่งสู่บทสนทนาอันซับซ้อนระหว่าง “ตัวฉัน” ใน 3 ช่วงวัย 16, 26 และ 36 ปี ที่มาพบกันในพื้นที่แห่งความทรงจำ และต่างฝ่ายต่างตั้งคำถามถึงเส้นทางที่ตัวเองเลือก
ท่ามกลางบทพูดที่ทั้งจริงใจและปวดร้าว ตัวละครแต่ละคนได้ เปล่งเสียงเพลง ที่ถ่ายทอดความฝัน ความลังเล และความหวังของตัวเองอย่างไม่ปิดบัง ทำให้ “เสียงร้อง” กลายเป็นภาษาที่จริงที่สุดในวันที่ไม่มีใครฟังกันอีกแล้ว
ในขณะที่วัย 16 ร้องด้วยความเชื่อมั่น วัย 26 เริ่มสั่นคลอน และวัย 36 ร้องด้วยเสียงที่กลั่นมาจากความเสียใจ ทุกเพลงกลายเป็นร่องรอยของ “ชีวิต” ที่เคยทุ่มเทอย่างเต็มที่ แม้มันอาจไม่สมบูรณ์
เพราะบางครั้ง... คำถามในใจก็ไม่ได้ต้องการคำตอบ
แต่ต้องการแค่ “ใครสักคน” ที่จะเข้าใจ
“Me , Myself & I” คือบทเพลงแห่งการเติบโต ที่ไม่ได้สอนให้เรากล้าฝัน...
แต่สอนให้เรา “ ให้อภัยตัวเอง ” แม้ความฝันจะไม่ได้เป็นจริง
บทประพันธ์ จันทกร งามสมประสงค์
ประพันธ์ดนตรี ภวินท์ แย้มกลีบ
กำกับการแสดง ภวินท์ แย้มกลีบ
อำนวยการผลิต เจษฎา ด่านปาน
ควบคุมการผลิต POEMS DIMENSION
นักแสดง
คีย์ ชนิสรา ไพศาลดวงจันทร์
เตย ณิชา รอดอนันต์
เฟื้อง รักชน พุทธรังษี
รอบการแสดง “Me, Myself & I”
เปิดม่าน 19 - 28 ก.ย. 2568 (2025) จำนวน 10 รอบการแสดง

เรื่องที่ 4 “ เผาลี่ ”
‘ ปรากฏการณ์ละครโรงเล็ก ’ เกิดจากเรื่อง “ เผาลี่ ” หรือ ‘ ผีเล่า ’ ละครเรื่องที่ 4 จาก 6 เรื่อง ในครึ่งปีแรก (2569/2025) ของโครงการ Poems Dimenssion การได้รับความชื่นชมสูงสุดคือสิ่งที่น่าถอดบทเรียน ว่าอะไรคือปัจจัยเกื้อหนุนเป็นทุนส่งเสริม สิ่งแรกที่สะดุดไม่ใช่เพราะการจับกระแสฮาโลวีน และภาพผีที่ present ให้น่ากลัว แต่คือเค้าโครงเรื่องที่เล่าได้น่าติดตามด้วยการใช้ภาษา เนื้อหา และบรรยากาศ
“ คืนหนึ่งในบ้านร้างที่ยังอุ่นกลิ่นข้าวสุกและเหล็กสนิม มีเงาหนึ่งชวนให้เดินตาม คุณจะผ่านครัวที่ไฟเริงระบำยังอุ่น , ห้องทำงานที่คำพูดยังติดอยู่กับผนัง , ห้องเก็บของที่เสียงนับหนึ่งถึงสิบไม่เคยจบ และไปถึงห้องสุดท้าย...ที่บ้านทั้งหลังเหมือนกำลังจำอะไรบางอย่างแต่ไม่ยอมพูดตรง ๆ
มีคนบอกว่า ที่นี่เคยเกิดเรื่อง ‘ ยกครัว ’ มีคนยืนยันว่าไม่จริง มันเป็นเพียงอุบัติเหตุที่ต่อกันเป็นห่วง มีคนที่ยังรอเสียงเคาะประตูอยู่จนถึงทุกวันนี้ และมีหญิงชราผู้เฝ้าบ้านที่คอยเก็บ ‘ เงา ’ ของทุกคำที่ไม่ได้พูด
เมื่อประตูบานสุดท้ายเปิดออก คุณจะถูกนำเข้าสู่ ‘ นรกของบ้าน ’ ไม่ใช่ที่ไหนไกล แต่คือชั้นลึกของความทรงจำที่ยังไม่ยอมดับ แสงจันทร์ซีด ๆ เหนือกลีบกุหลาบสีเลือด เสียงหายใจที่ซ้อนทับกัน และเงาหนึ่งเดียวที่ประกอบจากสามคน...รอให้คุณตัดสินใจว่ากำลังมอง “ผี” หรือ “ตัวเอง”
เราไม่บอกว่าความจริงคืออะไร
บ้านหลังนี้จะค่อย ๆ เล่าให้ฟัง ถ้าคุณกล้าเดินตามไปจนสุดทาง…”

นอกจากนั้นยังโดดเด่นทั้งรูปแบบ (Immersive Walking Experience แบ่งผู้ชมออกเป็น 4 กลุ่ม แจกเครื่องลางก่อนเดินชมการแสดง 4 ห้อง) และเนื้อหาที่หนักหน่วง แต่ถูกถ่วงดุลด้วยการแสดงแนว Movement ในทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องแรกช่วงเปิดเรื่อง ให้ความรู้สึกสยิว-สยอง เพราะทั้งการออกแบบฉากห้องครัวขาวโพลน โดนฉาบด้วยแสงสลัว-เสียงกึ่งจริงกึ่งฝัน และการแสดงที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกกำลังก้าวเข้าสู่ ‘ โลกภายในของใครบางคน ’ (ยืนชมการแสดงในห้องครัวที่ถูกออกแบบคล้ายภายในครรภ์มารดา) การ move อย่างมีความหมาย บอกภารกิจ วิถีชีวิต ความคิด และแรงปรารถนาในความเป็นหญิง ‘ มาลินี ’ ร่ายลีลามีปริศนาน่าค้นหา จึงเป็น Intro ที่น่าสนใจต่อการปู background ของ “ เผาลี่ ”
ห้องที่สองอยู่ชั้นสอง ต้องผ่านบริเวณเก็บอุปกรณ์ประกอบฉากเข้าไป ให้ความรู้สึกเตรียมพบกับบรรยากาศห้องเก็บของสยองขวัญ ด้วยแว่นสามมิติที่เตรียมไว้แจก เด็กน้อยลูกชายชื่อ ‘ เพชร ’ วัย 6 ขวบ เล่นอยู่ในห้องเก็บของเพียงลำพังกับคำพูดและการกระทำที่วนซ้ำย้ำให้เปิดประตู น้องแสดงได้เป็นธรรมชาติ กับบทบาทที่ชวนตั้งคำถามมาตั้งแต่ต้น เล่นวนอยู่ระหว่างใต้โต๊ะกับประตู เฉลยช่วงท้ายแว็บไวจนสังเกตแทบไม่ทัน เวลาสั้น ๆ สื่อด้วยใบหน้าคล้ายภูตใต้เงาผ้าที่บังไว้…ไม่ใช่คน
นีโอ ด.ช. ณคริส ลิมปรัทกาญจนา อายุ 7 ขวบ เป็นหนึ่งในนักแสดง 4 คน น้องโดดเด่นสายเด็ก เจ้าของรางวัล “ KIDS e-Influencer 2025 ” คนล่าสุด จาก e-Influencer Thailand เป็นหนึ่งในนักแสดงหน้าใหม่ของวงการเด็กที่น่าจับตา เพราะไม่ใช่แค่ ‘ น่ารักในกล้อง ’ แต่ยังเล่าเรื่องได้เป็นธรรมชาติอย่างน่าแปลกใจ นีโอเริ่มเป็นที่รู้จักจาก content ส่วนตัวใน FB “ Neo Nachris เจอนีไปเจอนี่ ” ตามสถานที่และกิจกรรมสำหรับเด็ก ก่อนต่อยอดสู่บทบาทพิธีกรรายการเด็ก “ หนูทดลอง Little Explorers ” ที่โชว์ด้านขี้สงสัยและกล้าลองของจริง ๆ ด้านงานโฆษณา นีโอมีผลงาน TVC The Connect - บ้านพฤกษา ทั้งแสดงและพากย์เสียงเอง เพิ่มมิติความเป็น ‘ นักเล่าเรื่องตัวน้อย ’ ที่ครบเครื่อง ขณะเดียวกันในชีวิตประจำวันน้องยังเป็นนักเรียนโปรแกรมภาษาอังกฤษของ โรงเรียนสาธิตรามคำแหง บางนา และเคยคว้ารางวัลกิจกรรมของโรงเรียน สะท้อนว่าความมุ่งมั่นไม่ได้อยู่แค่หน้าเลนส์ สมกับที่เป็นผู้ให้แรงบันดาลใจ และเป็นนักแสดงแววดีมีฝีมือ

บทเด่นตกอยู่กับผู้เป็นฆาตกร ‘ สันต์ ’ แสดงโดย อาเมน - โสตถิพันธุ์ คำลือชา
ภายในห้องที่สามตรงข้ามกับห้องเก็บของคือห้องทำงานของพ่อผู้คุ้มคลั่ง เขานั่งเล่าเรื่องราวสลับกับร้องไห้ภายใต้แสงสลัวมัวหม่น ถ้่งท้นล้นหลั่งประเดประดังเรื่องราวความหลังความทรงจำจากพิษบาดแผลที่ลุกลามไม่รู้ตัว เพราะมัวหมกมุ่นกับงานไล่ควาน ‘ ความสำเร็จ ’ จนลืมชีวาในชีวิตคู่ นำเหตุร้ายสู่ครอบครัวเพราะ ‘ อารมณ์’ ที่หมักหมมจมดิ่งกับบัญหาส่วนตัวและความเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องแบกรับ
ผู้ชมรู้สึกเหมือนนั่งฟังการสารภาพบาป เบื้องหลังคือแม่เฒ่าผู้เล่าเหตุการณ์ แต่บทบาทเหมือนเป็นผู้ชมคนหนึ่ง ภายในห้องนั้นเต็มด้วยกระดาษโน้ตแผ่นเล็ก ๆ กระจายเกลื่อน ถ้าไม่สังเกตจะมองไม่เห็นข้อความระบายทุกข์ซุกไว้ ก่อนเขาจะตัดสินใจ หลังสิ้นเสียงปืนแผ่นโพสต์อิทเหล่านี้จึงไม่ต่างจากเลือดที่สาดกระจายอยู่เต็มห้อง สัญลักษณ์ของแผลเป็นและความเจ็บปวดเกินเยียวยา อันเป็นที่มาของการฆ่ายกครัว ที่ไม่ใช่สาเหตุแค่ผัวเข้าใจผิดเมียตามข่าวที่ ‘ พิพากษาผู้ตาย ’ โดยมีสื่อร่วม ‘ ป้ายสี ’ โดยไม่สืบสวนถึงสาเหตุที่แท้จริง แต่บทได้เคลียร์ทุกสิ่งก่อนสันต์ลั่นไกปืนแล้ว… อาเมนแสดงได้ จริง สะเทือนใจจนผู้ชมบางคนไม่รู้สึกต่อความผิดที่เขาก่อ เพราะเห็นใจและเข้าใจในสภาวะที่ขาดสัมปชัญญะเกินควบคุม
ละครขายบรรยากาศความสยองเข้าทำนอง ‘ บ้านผีสิง ’ อิงดัชนีความน่ากลัวเชิงวิชาการในงานโฆษณาเป็น Gimmick ยืนยันด้วย ความหวาดผวาทางจิตวิทยา [5] (Psychological Dread) มีค่าตัวเลขสูงสุด 9.3/10 รองลงมาคือ หัวใจสลาย-การปลดปล่อยอารมณ์ (Heartbreak Catharsis) 9.0/10 ในณะ ความรุนแรงเลือดสาด (Gore) กลับเป็นค่าที่ต่ำสุดคือ 2.1/10 แต่ความจริงของเรื่อง ความร้ายแรงต่อจิตใจน่าจะเป็นค่าที่สูงสุด หยุดอยู่ในห้องสุดท้ายซึ่งเป็นจุดเฉลยและบทสรุปที่มาของฆาตกรรม ‘ ยกครัว ’ แม้ไม่สยองขวัญและสิ่งที่สั่นประสาทไม่ใช่วิญญาณร้าย แต่คือความตายที่เกิดจาก ‘ จิตวิปริตชั่วขณะของมนุษย์ ’ ที่สามารถหยุดทุกความเคลื่อนไหวให้ตายตาม หวามใจเกินกลัวเมื่อมีที่มาจากเรื่องจริง เพราะ “เผาลี่ ” คือบันทึกคดีสะเทือนขวัญ บาดแผลของผู้คนบนยุคสมัยที่กดดันให้หลอนจนขาดสติ
คดีอุกฉกรรจ์นับวันจะกลายเป็นความคุ้นเคย Immersive แบบ Thai Style ที่นำเสนอในแบบที่ผู้ชมไม่มี Interactive ใด ๆ จึงขึ้นอยู่กับว่าใครจะ ‘ เก็บอะไรได้ ’ ระหว่างสี่ห้องที่พบเห็น (Walking Experience) เพราะแนวทางที่มุ่งให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านเนื้อหาที่ไม่ซับซ้อน รูปแบบจึงเป็นส่วนประกอบมอบสีสันบรรยากาศ แม้กระนั้น บท ก็เต็มไปด้วยรายละเอียดในอารมณ์ความรู้สึก และมิติลึกของความเป็นมนุษย์ที่ต้องขุดด้วยไหวพริบและทักษะจึงจะเข้าใจ.
“ เผาลี่ ”
บทประพันธ์ - TB DAN
กำกับการแสดง - เจษ เจษฎา ด่านปาน
แสดงโดย
ป้าไก่ - อัญชุลีอร บัวแก้ว
อาเมน - โสตถิพันธุ์ คำลือชา
ซินเซียร์ - สาธิดา ศรีพรหมมา
นีโอ - ด.ช. ณคริส ลิมปรัทกาญจนา
เปิดแสดง 24 - 31 ต.ค. 2568 (2025) / 2 - 3 พ.ย. 2568 จำนวน 10 รอบ
บัตรราคาปกติ 800 บาท
กิจกรรมพิเศษ
วันที่ 25 ต.ค รอบ 19:30 หลังจบการแสดงมี Post-Show Discussion ผู้กำกับ และนักแสดง
วันที่ 2 พ.ย รอบ 19:30 หลังจบการแสดงมี POD Ceremony (ส่งผ้าคลุมให้ผู้กำกับเรื่องต่อไป)

เรื่องที่ 5 “ Capitalizard ” (ค่า(ฆ่า)ผู้ชนะ)
เรื่องราวของแรงผลัก ความฝัน และราคาที่ต้องจ่ายบนสังเวียนของชีวิต
เป็นละครที่ทั้ง ‘หนักแน่น’ และ ‘บาดลึก’
ทำให้เราไม่สามารถมองคำว่า ‘ชัยชนะ’ เหมือนเดิมได้อีกต่อไป
เรื่องราวของ ‘แสงทอง’ นักมวยทีมชาติไทยผู้แบกรับความหวังของคนทั้งประเทศ ในเส้นทางสู่เหรียญทองโอลิมปิก เขาทุ่มเททุกอย่างเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตน แต่ยิ่งเข้าใกล้ชัยชนะเขากลับยิ่งสูญเสีย ทั้งพ่อที่ไม่เข้าใจ เพื่อนเก่าที่หวังดี และความเป็นตัวตนของเขาเอง เมื่อความสำเร็จถูกแปรเปลี่ยนเป็นเครื่องพันธนาการ ชายหนุ่มต้องเลือกระหว่าง ‘เหรียญทอง’ กับ ‘หัวใจของตัวเอง’
เพราะบางครั้ง...ผู้ชนะ อาจต้องจ่ายแพงกว่าผู้แพ้ คำถามก็คือ…
“ ชัยชนะ...ต้องแลกด้วยอะไร? ”
บทประพันธ์/กำกับการแสดง
สิริโชค ใจเติบ
แสดงโดย
โสมพรรณ พิมพ์อาภรณ์
ปรายดาว สิทธิวงศ์
ปุริม กุตัน
ศุภสวัสดิ์ บุรณเวช
เปิดแสดง 21 - 30 พ.ย. 2568 (2025) จำนวน 10 รอบการแสดง
กิจกรรมพิเศษ
วันเสาร์ที่ 22 รอบ 19:30 หลังจบการแสดงมี Post-Show Discussion ผู้กำกับ และนักแสดง
วันอาทิตย์ที่ 30 รอบ 19:30 หลังจบการแสดงมี POD Ceremony (กิจกรรมส่งผ้าคลุมให้ผู้กำกับเรื่องต่อไป)

โอห์ม – สิริโชค ใจเติบ ผู้ประพันธ์ และผู้กำกับ
“ Capitalizard ” ( ค่า(ฆ่า)ผู้ชนะ )
Q : ถ้าให้เล่าเรื่องละครเรื่องนี้ใน 1 ประโยค ที่ “ไม่ใช่เรื่องย่อ” แต่คือสิ่งที่อยากให้คนดูรู้สึกหลังดูจบ จะพูดว่าอะไร?
A: “เข้าใจแล้วว่าทำไมแสงทองถึงตัดสินใจแบบนั้น แม้ว่ามันจะเจ็บปวดมาก ๆ ก็ตาม”
โอห์มอธิบายว่า เขาไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมเพียงแค่ ‘เห็น’ ตัวละคร แต่ให้ ‘เข้าใจ’ ตัวละคร - เข้าใจแรงผลักดัน ความกลัว และเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจ ซึ่งบางครั้งอาจสวนทางกับสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง
Q : ตอนที่กำกับฉากสำคัญ มีคำพูดอะไรที่บอกกับนักแสดงที่ยังจำได้จนถึงวันนี้ไหม?
A : “ครั้งหนึ่งนักแสดงเคยพูดว่า ทำไมคน ๆ หนึ่งถึงทำสิ่งนั้น เขาไม่เหลือความเป็นคนเลยหรือเปล่า และสิ่งที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือ คนแบบนี้ดันมีอยู่จริง...และประสบความสำเร็จมากด้วย”
โอห์มเล่าว่าบทสนทนานี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนในการกำกับ เพราะมันสะท้อนคำถามหลักของละครทั้งเรื่อง — เรากำลังยกย่องคนที่ชนะจริง ๆ หรือแค่คนที่ระบบเลือกให้ชนะ?
Q : ถ้าพลาดละครเรื่องนี้ไป ?
“ จะพลาดโอกาสในการสำรวจตัวเอง ว่าเรากำลังวิ่งไล่ตามสิ่งที่อาจไม่มีอยู่จริงหรือเปล่า” โอห์มมองว่า “ ค่า (ฆ่า) ผู้ชนะ ” ไม่ใช่ละครที่ต้องการสอนใคร แต่คือกระจกที่สะท้อนคำถามกลับไปยังผู้ชม ว่าในสังคมที่ยกย่องความสำเร็จ เราเคยหยุดถามไหมว่าจริง ๆ แล้วเรากำลังตามหาอะไร ”
เปรียบหัวใจของเรื่องกับพฤติกรรมของ ‘ กิ้งก่า ’
1. การ ‘เปลี่ยนสี’ เพื่อเอาตัวรอด
กิ้งก่าต้องปรับสีเพื่อให้ถูกยอมรับในสภาพแวดล้อม เหมือนมนุษย์ที่ต้อง ‘เปลี่ยนตัวเอง’ ให้เข้ากับความคาดหวังของสังคม
2. สูญเสียตัวตนโดยไม่รู้ตัว
พอเปลี่ยนสีจนชิน สุดท้ายมันก็จำไม่ได้ว่าสีจริงของตัวเองคืออะไร นี่คือภาพเดียวกับคนที่วิ่งตามชื่อเสียงหรือความสำเร็จจนลืมว่า ‘เราเคยเป็นใคร’
3. อยู่รอด แต่ไม่ได้มีความสุข
มันเป็นสัตว์ที่อยู่รอดเก่ง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสัตว์ที่ ‘มีอิสรภาพ’ เหมือนคนที่ชนะทุกเวที ยกเว้น ‘เวทีในใจตัวเอง’
4. การถูกเพ่งมอง
กิ้งก่าเป็นสัตว์ที่คนชอบจับตามองด้วยความตื่นเต้นหรือกลัว สะท้อนแรงกดดันจากสังคม ที่คอยจับจ้องทุกการก้าวของผู้ประสบความสำเร็จ
5. ความเปราะบางแต่แข็งแรง
ภายนอกดูนิ่ง เฉยชา อยู่ตัว แต่จริง ๆ เป็นสัตว์ที่เครียดง่ายและตอบสนองต่อสิ่งเร้าไวมาก
6. สัญลักษณ์ของคนที่ต้อง ‘แปลงสภาพ’
เพื่อรอดในระบบ ในบริบททุนนิยมหรือสังคมการแข่งขัน
คนจำนวนมากต้องทำตัวเหมือนกิ้งก่า เปลี่ยนตามสถานการณ์ ปรับเพื่อเอาใจคนอื่น ถูกบังคับให้ ‘เป็นได้ทุกแบบ ยกเว้นแบบที่เป็นตัวเราเอง’

เรื่องที่ 6 “ Resonance of Heights ” (เสียงสะท้อนจากที่สูง)
เรื่องราวของ ดาดฟ้า บาร์ลับ หัวใจ
และการตัดสินใจระหว่าง ‘อดีต’ กับ ‘พรุ่งนี้’
ละครเปิดตัวด้วยคำถามสะท้อนใจ “ เคยคุยกับคนแปลกหน้า แล้วใจเบาลงไหม ”
บนชั้นสูงสุดของเมืองในคืนสิ้นปี ชายสองคนเริ่มต้นจากบทสนทนาธรรมดา ก่อนค่อยๆ คลี่ความทรงจำ ความฝัน และภาระของครอบครัวที่กดทับมานาน
เสียงเพลงจากบาร์ลับพาใจกลับไปหาวัยเยาว์ และความจริงเรื่อง ‘ดวงดาว’
ทำให้พวกเขาเห็นกันและกันชัดขึ้น นี่คือการเดินทางจากความเงียบงันสู่ความหวัง ที่ชวนให้เชื่อว่า “ พรุ่งนี้เริ่มใหม่ได้เสมอ ”
เป็นละครที่พูดกับความเหงาอย่างอ่อนโยน และพาความหวังกลับบ้าน
ถ้าคุณพร้อมจะเริ่มต้นพรุ่งนี้แบบไม่เดียวดาย…
บทประพันธ์/กำกับการแสดง
สุธิดา สิงหราช
แสดงโดย
วิน ภวัต สิริธีรภัคกุล
พรีม พีรทัต พรมเทศ
เอ็ม กฤติณัฏฐ์ อัศวณรงค์กุล
เปิดการแสดง 12 - 21 ธันวาคม 2568 การแสดงนี้เหมาะกับผู้ชมที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป
กิจกรรมพิเศษ
วันเสาร์ที่ 13 รอบ 19:30 มี Post-Show Discussion ผู้กำกับ และนักแสดง
วันอาทิตย์ที่ 21 รอบ 19:30 หลังจบการแสดงมี POD Ceremony (ส่งผ้าคลุมให้ผู้กำกับเรื่องต่อไป)

ผศ. สุธิดา สิงหราช — ผู้ประพันธ์ และ ผู้กำกับการแสดง
Q : ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครสามคนที่พบกันบนดาดฟ้า
A ครูโบ : “ บทสร้างขึ้นมาเพื่อสื่อว่ามันคือความบังเอิญทั้งหมด อาจจะมีความเชื่อมโยงเล็กน้อยในอดีตของศาสตราจารย์ เขาเคยขึ้นบนที่สูงแล้วอาจเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งด้วยกันกับผู้หญิงที่เขาคิดถึง เวลาที่เขารู้สึกว่าข้างล่างมันหายใจไม่ได้ อึดอัดเหลือเกิน ห้องทำงานก็เต็มด้วยสิ่งของที่หายใจไม่ได้ แต่มันสะท้อนถึงความสำเร็จทุกอย่างที่เขาได้มาแล้วไม่รู้สึกว่านั่นคือความสำเร็จแล้วในปัจจุบัน เขาเลยชอบหนีขึ้นที่สูงที่เขาพอจะ ‘ใกล้ ชื่อ’ ที่มักเห็นเป็นใบหน้าเสมอ เขาเลยขึ้นไปบนดาดฟ้านั้น แล้วบังเอิญได้เจอเด็กหนุ่มคนนี้เท่านั้นเอง
เป็นความบังเอิญที่มาคิดได้ภายหลังว่า ความอบอุ่นเหล่านี้ยากที่จะเกิด แต่อยากให้มันเกิดจังเลย เพื่อปัดให้มันอยู่ในหัวใจตัวเองในฐานะผู้ประพันธ์ว่า แม้บางสิ่ง บางเสี้ยวที่เราเสียไปแล้วไม่รู้จะได้คืนไหม แต่อย่างน้อยมิตรภาพจากคนแปลกหน้า หรือว่าตัวคนที่เป็นอาจารย์ต้องมามองเด็กคนหนึ่งที่ไม่ปลอดภัยในชีวิต หรือบางอย่างที่เขาเจอ เขาทิ้งกันไม่ลง ในมุมมองมิตรภาพ รู้สึกว่าการกลับไปคุยมีผลต่อจิตใจของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ทุกคนอาจจะมองว่าเป็นเด็กเจ็นซี ที่อาจจะไม่มีความอ่อนโยน เราก็เลยป้อนความอ่อนโยนให้พวกเขา กลายเป็นมิตรภาพที่แลกกัน ”
Q : ในเรื่องนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ ดาดฟ้า บาร์ลับ ดวงดาว และใช้ความเงียบเป็นส่วนประกอบสำคัญ มีระยะห่างระหว่างตัวละครที่คนดูรู้สึกได้ (Spacing) จึงมีผลต่อการตีความที่อาจจะเป็นสัญญะ (Sign) ของอดีต ปัจจุบัน อนาคต สำหรับผู้เขียนบทคิดว่า…
A ครูโบ : “ โบอยากใช้เลเยอร์สะท้อนความรู้สึกของมนุษย์ ที่สูง ซึ่งสูงที่สุดที่เราจะสามารถเปรียบเทียบได้ก็คือ จักรวาล ดวงดาว สิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถจับต้องได้เพราะอยู่ไกลอยู่สูงจากเรา เลยตีความเชิงสัญญะว่าจุดนั้นเป็นจุดที่จิตวิญญาณของเราสามารถโบยบินได้เป็นอิสระ มันคือเลเยอร์ที่ไกลที่สุด นั่นคือจินตนาการของมนุษย์ แต่ดาดฟ้าเราสามารถเหยียบสัมผัสได้ เห็นสิ่งรอบข้างได้แบบสมจริง เลเยอร์ของดาดฟ้าระยะกลางมันคือปัจจุบัน มันคือความจริงของพวกเราเอง
แต่อีกเลเยอร์หนึ่งโบตีความว่ามันสะท้อนถึงจุดที่ต้องชอนไชเข้าไป มันคือเลเยอร์ใต้สุด ลึกที่สุดคือจิตใจหรือจิตวิญญาณของเรา บางอย่างที่เราซ่อนอยู่ มันอาจจะเป็นความลับ หรือสิ่งที่เราเองมองว่านั่นคือความเปราะบางที่เราอยากวางมันไว้ในจุดที่ลึกที่สุด ไม่อยากให้ใครเห็นหรือไม่อยากให้ตัวเองเห็น นั่นคือเลเยอร์ที่สะท้อนสัญญะผ่านบาร์ที่อยู่ใต้ดิน ตรงกลางคือดาดฟ้าปัจจุบัน ส่วนที่สูงกว่านั้นคือดวงดาวจักรวาล มันคือจิตวิญญาณ จินตนาการของเราที่มีอิสระที่จะนึกถึง สัมผัสถึง โหยหาถึงค่ะ”
Q : ถ้าให้เล่าละครเรื่องนี้ในหนึ่งประโยค ที่ไม่ใช่เรื่องย่อ แต่คือความรู้สึกที่อยากให้คนดูพกกลับบ้านหลังม่านปิด จะพูดว่าอะไร?
A ครูโบ : “ตัวตนของเราเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด หากวันหนึ่งต้องแลกมันไปกับอะไร ก็ขอให้สิ่งนั้น ‘คู่ควร’ กับการแลกจริง ๆ”
ขยายความ: ละครเรื่องนี้ตั้งคำถามแบบซื่อสัตย์มาก ๆ ว่า เรากำลังใช้ชีวิตตามความคาดหวังของใคร และราคาที่จ่ายไป—เวลา ความสัมพันธ์ หรือความสงบในใจ—คุ้มค่าหรือไม่ เป้าหมายคือให้คนดู “กล้าสำรวจตัวเอง” อย่างอ่อนโยน ไม่ตัดสิน
Q : ตอนกำกับฉากสำคัญ มีคำพูดไหนที่บอกนักแสดงแล้วจำมาถึงวันนี้บ้าง ?
A : “ด้านขวาของเวที—ทางที่ผู้ชมเดินเข้าสู่โรงละคร—จุดที่ตัวละครมายืนตรงนี้ คือ ‘บ่อเหวของความทุกข์และการสูญเสีย’ เป็นห้วงเวลาแห่งความตรอมตรมที่เราแต่ละคนอาจเคยผ่าน แต่สุดท้าย เราต่างก็ก้าวข้ามและย้ายไปยืนอีกฝั่งได้เสมอ”
ขยายความ : เราออกแบบ “ทิศทางอารมณ์” บนเวทีให้สัมพันธ์กับการเคลื่อนที่ของตัวละครจริง ๆ ด้านขวาคือภาวะถดถอย/สูญเสีย ด้านซ้ายคือการฟื้นคืน/มองเห็นตัวเองชัดขึ้น นักแสดงจะรู้ว่า “ยืนตรงไหน = สถานะใจไหน” เพื่อให้ความหมายเชิงภาพและอารมณ์ไปด้วยกันโดยไม่ต้องอธิบายเยอะ
Q : ถ้าพลาดละครเรื่องนี้จะ ‘พลาด’ อะไรไป?
A : “อาจพลาด ‘วิวบนที่สูง’ ที่สะท้อนให้เห็นความงามของชีวิตที่ยังเหลืออยู่”
ขยายความ : วิวบนที่สูงในที่นี้ไม่ใช่แค่วิวเมือง แต่คือ “ระยะห่าง” ที่ช่วยให้เราเห็นเรื่องของตัวเองเล็กลง ชัดขึ้น และเลือกเดินต่ออย่างมีสติมากขึ้น

“ POD Ceremony ” [6]
วัฒนธรรมแห่งการส่งต่อและการอำลาที่ศักดิ์สิทธิ์
ในโลกของศิลปะการแสดง ‘การแสดงรอบสุดท้าย’ มักจะเต็มไปด้วยความทรงจำและอารมณ์หลากหลาย ทั้งความสุข ความเศร้า ความภูมิใจ และความผูกพัน แต่ที่ POD (Poems Dimension) การแสดงรอบสุดท้ายไม่ใช่แค่การปิดม่าน หากแต่เป็น ‘พิธีกรรม ’ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ศิลปะและผู้คนเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง เรียกพิธีกรรมนี้ว่า “ POD Ceremony ” วัฒนธรรมเฉพาะที่สะท้อนความเชื่อว่า “ การละครไม่เคยสิ้นสุด ” หากแต่ถูกส่งต่อจากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่ง จากเรื่องหนึ่งสู่อีกเรื่องหนึ่ง
ผ้าคลุมสีแดง คือพลังเวทมนตร์แห่ง ‘ การสร้างโลกละคร ’
เมื่อเสียงปรบมือสุดท้ายจบลงและไฟเวทีดับลงและค่อย ๆ สว่างขึ้นอีกครั้ง จะมีภาพที่คนดูทุกคนรอคอย ผู้กำกับของเรื่องที่เพิ่งปิดม่านไป จะส่งต่อผ้าคลุมสีแดง ให้ผู้กำกับของเรื่องถัดไป ผ้าคลุมสีแดงนี้ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ธรรมดา แต่มันถูกตัดเย็บจาก ‘ ม่านแดงด้านหน้าโรงละคร ’ ผืนเดียวกัน ม่านที่เปิดขึ้นเพื่อเริ่มต้นการเล่าเรื่อง และปิดลงเมื่อเรื่องนั้นสิ้นสุด ได้ถูกแปรเปลี่ยนมาเป็นเสื้อคลุมแห่งการสืบทอด
ในวัฒนธรรมของ POD ผู้กำกับไม่ใช่แค่ ‘คนทำงาน’ แต่คือ ‘ผู้ร่ายมนตร์’ ที่เสกคำจากหน้ากระดาษให้กลายเป็นโลกที่ผู้ชมสามารถมองเห็น รู้สึก และเรียนรู้ชีวิตจากละครได้ พิธีส่งต่อผ้าคลุมจึงเปรียบเสมือนการส่งไม้ต่อแห่งเวทมนตร์ซึ่งเป็นพลังในการสร้างภาพฝันจากสิ่งที่ไม่อาจจับต้องได้ ให้กลายเป็นประสบการณ์จริงตรงหน้าผู้ชม
‘ พิธีตัดเอ็น ’ อำลาเพื่อเริ่มต้นใหม่
อีกหนึ่งช่วงเวลาที่งดงามและสะเทือนใจไม่แพ้กันคือ ‘ พิธีตัดเอ็นป้ายชื่อเรื่อง ’ ที่แขวนอยู่หน้าโรงละครมาตลอดการแสดง ทุกเรื่องของ POD จะมีป้ายชื่อแขวนไว้ และในรอบสุดท้าย ทีมงาน และนักแสดงจะมารวมตัวกัน เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีนี้
เมื่อเอ็นถูกตัด ป้ายชื่อร่วงลงมา นั่นคือสัญญาณว่าเรื่องราวได้อำลาไปแล้วอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่การปิดเพื่อจบ แต่คือการปิดเพื่อ ‘ เก็บความทรงจำ ’ และเปิดทางให้เรื่องใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น
วัฒนธรรมแห่งการเชื่อมโยง
POD Ceremony ไม่ใช่เพียงพิธีที่ทำเพื่อความสวยงาม แต่คือการสร้าง ‘วัฒนธรรมร่วม ’ ที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของทั้งศิลปินและผู้ชม
‘ สำหรับศิลปิน ’ มันคือการยืนยันว่า สิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นได้ถูกจารึกไว้ในความทรงจำของผู้คนแล้ว
‘ สำหรับผู้ชม ’ มันคือการได้เป็นส่วนหนึ่งของการอำลาและการส่งต่อ เป็นประสบการณ์ที่ย้ำว่า “ ละครไม่ใช่แค่สิ่งที่เราดู แต่คือสิ่งที่เรามีส่วนร่วม ”
“ POEMS DIMENSION ” พื้นที่ที่ศิลปะไม่เคยตาย
พิธีกรรมเหล่านี้ทำให้ POD ไม่ใช่แค่โรงละครเล็ก แต่คือ ‘สถานที่แห่งการเล่าเรื่อง’ ที่ศิลปินรุ่นใหม่และผู้ชมทุกคนจะได้มาสัมผัสพลังร่วมกัน
ทุกครั้งที่ผ้าคลุมสีแดงถูกส่งต่อ
ทุกครั้งที่เอ็นของป้ายชื่อละครถูกตัดลง
คือการบอกว่า ศิลปะการแสดงของ POD จะไม่มีวันสิ้นสุด
เพราะมันไม่ได้อยู่แค่บนเวที แต่ยังคงอยู่ในหัวใจของทุกคนที่เคยก้าวเข้ามา
POD Ceremony จึงไม่ใช่แค่พิธี แต่คือ ‘ วัฒนธรรม ’ ที่ทำให้ทุกคนอยากกลับมามีส่วนร่วม และเป็นประจักษ์พยานของ ‘ เวทมนตร์การละคร ’ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

POEMS DIMENSION : “ Poetry You Can Feel in New Dimensions ”
เจษ - เจษฎา ด่านปาน (Jade Jessada Danparn) ประธานบริหารกลุ่มบริษัทเจริญสุข คอร์เปอเรท กรุ๊ป จำกัด (CCG) ผู้ก่อตั้งโครงการ “ Poems Dimension ”
โครงการ “ POEMS DIMENSION ” ได้รับการพัฒนาด้วยแนวคิด “ Commercial Arts Incubator ” โดย บริษัท เจริญสุข คอร์เปอเรท กรุ๊ป จำกัด (CCG) [7] มีเป้าหมายในการส่งเสริม และยกระดับศิลปินละครเวทีรุ่นใหม่ ผ่านการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์ ทั้งในด้านทุนตั้งต้น (Seed Investment) โครงสร้างการพัฒนาผลงาน และการบริหารจัดการในรูปแบบที่ตอบโจทย์ทั้งด้านศิลปะและตลาดเชิงพาณิชย์ โครงการฯ มุ่งเน้นการเปิดพื้นที่ให้ผู้กำกับ นักเขียนบท และนักแสดงหน้าใหม่ ได้ทดลองและพัฒนาผลงานบนเวทีจริง ภายใต้ระบบสนับสนุนที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมการแสดงร่วมสมัย
ด้วยเจตจำนงที่ต้องการให้เป็น Platform เป็น SANDBOX [ พื้นที่ทดลองเสมือนจริงที่ปลอดภัย (risk-free environment) เปิดโอกาสให้คนได้ ทดสอบ , เรียนรู้ , และพัฒนางาน/ผลิตภัณฑ์/นวัตกรรม โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยงหรือข้อจำกัดด้านกฎหมายจริง ช่วยให้เกิดการลองผิดลองถูก , รวบรวม Feedback , และปรับปรุงให้ดีขึ้น] ให้คนได้พัฒนางานของตัวเองที่นี่ โดยผ่านกระบวนการจากทาง POEMS แต่ไม่ใช่ Platform ที่เป็น แอปพลิเคชัน (Application หรือ App โปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อทำงานเฉพาะด้านบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ )
“ หมายถึงจะพยายามให้ POEMS ไม่ยึดติดอยู่กับที่ แต่สามารถจะไปที่ไหนก็ได้ ในเวลาเดียวกันก็ได้ แยกเป็นสองส่วนคือส่วนที่เป็น Hardware กับ Software : Hardware คือโรงละคร เราไม่ทำเราทำ Software คือสามารถจะปลงที่หนก็ได้ นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า Platform อาจจัดหลายจุดในเวลาเดียวกันก็ได้ เช่น ตึกแถวที่สาธรอยากจัดละคร Poems ก็ไปจัดให้ได้ เท่ากับว่าเรามี Poems ที่เป็น Hardware 2 ที่ ใช้ Software 2 ทีม เราเป็นเหมือนนักพัฒนาพื้นที่โดยการใช้ศิลปะการละครไป ทำให้ย่านนั้นคึกคักขึ้นมา”
หมายเหตุสำคัญ : “ Commercial Arts Incubator ” คือแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบ่มเพาะศิลปินละครเวทีรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการสายสร้างสรรค์ โดยให้การสนับสนุนทั้งในด้านทุนและการเข้าถึงตลาด เพื่อแปลงไอเดียทางศิลปะให้กลายเป็นผลงานที่สามารถสร้างรายได้ และเติบโตได้ในเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ
เกณฑ์การคัดเลือก External Program 2026
- ความสอดคล้องกับโครงสร้างผู้ชมเป้าหมาย (Audience Relevance)
- ความแข็งแรงของโครงเรื่องและประเด็น (Narrative & Thematic Coherence)
- ความชัดเจนของรูปแบบและประเภทการแสดง (Clarity of Form & Genre)
- ศักยภาพเชิงตลาดและความร่วมสมัย (Market Fit & Contemporary Relevance)
- ความเป็นไปได้ด้านการผลิตและงบประมาณ (Production & Budget Feasibility)
- ศักยภาพเชิงภาพจำและการสื่อสาร (Visual Identity & Communication Potential)
- ความรับผิดชอบต่อเนื้อหาและผู้รับชม (Content Responsibility & Audience Care)
- ศักยภาพในการสร้างความร่วมมือ (Collaboration & Partnership Potential)
- ทัศนคติการพัฒนาและการทำงานร่วมกัน (Growth Mindset & Collaborative Practice)
- ศักยภาพการต่อยอดเป็นทรัพย์สินทางสร้างสรรค์ระยะยาว (IP Longevity & Expansion Potential)

รายชื่อโครงการที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบสัมภาษณ์ External Program 2026 ขอแสดงความยินดีกับ 34 โครงการ ที่ผ่านการคัดเลือกตามรายชื่อข้างต้น ทั้งหมดจะได้รับการสัมภาษณ์เพื่อคัดเหลือ 9 โครงการ และอีก 3 โครงการ เป็นงานของ POEMS DIMENSION จากการกำกับของ เจษฎา ด่านปาน ผู้ก่อตั้งโครงการ “ Poems Dimension ” (เรื่อง “ Me Myself and I ” ละครร้อง version ผู้ชายแสดง / เรื่อง “ ขวัญเอยขวัญมา ” ความเชื่อศรัทธาด้านการเรียกขวัญของทางอีสาน (mood - tone เหมือนเรื่อง “ เผาลี่ ”) / และ “ The Bells Rang Again ” เป็นแนว CHRISTMAS Musical ในเดือน ธันวาคม 2026) ทั้ง 12 เรื่อง จัดเป็น Musical 5 เรื่อง ด้วยเจตจำนงของผู้ก่อตั้งที่ต้องการสร้างกลุ่มคนดูละครแนวนี้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น content ที่เลือกสรรมานำเสนอจึงเป็นเรื่องที่ผู้คนเข้าใจง่าย เป็นแผนงานการขยายสเกลเพื่อนำไปสู่ โครงการ “ Hidden Theatre Festival 2027 ” ในช่วงปลายปี ในย่านต่าง ๆ ที่คัดเลือกเข้าร่วมโครงการ
สำหรับผู้ที่ยื่นโครงการไม่ทัน POEMS DIMENSION
จะเปิดรับโครงการ EXTERNAL PROGRAM อีกครั้งในเดือน ตุลาคม 2569 [8]
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เต็มที่ [email protected]
พื้นที่สำหรับโอกาสใหม่ https://www.charoensook.com/poemsdimension
หมายเหตุสำคัญ : โปรดศึกษา DIRECTION ให้ชัดเจน นำเสนอให้ตรงจุด และข้อมูลเอกสารต้องครบตามที่กติกากำหนด

“ มนุสโสสิ ” ละครเวทีโรงเล็กประจำเดือน มกราคม 2569
เค้าโครงเรื่อง
ในปี 2611 ‘ นาค ’ หุ่นยนต์หญิงผู้ทำนายอนาคตด้วยอัลกอริทึมชั้นสูง ใช้ชีวิตเงียบ ๆ ในสำนักดูดวงเล็ก ๆ กับทนายตกอับและเด็กสาวหัวดื้อ วันหนึ่งคดีปริศนากลับดึงเธอขึ้นศาลให้ทั้งโลกตัดสินว่าเธอเป็นแค่ทรัพย์สินของบริษัท หรือคือ ‘ คน ’ คนหนึ่งจริง ๆ ระหว่างกฎหมาย ความทรงจำ และความลับในบ้านหลังนี้
บทประพันธ์/กำกับการแสดง
โดย กันตชาต ชวนะวิรัช
แสดงโดย
ต้นหอม เจตนิพัทธ์ จริยเลิศบวร
น้ำหอม จิรศิริ เตชะลปนรัศมี
พี่หวัด ศุภสวัสดิ์ บุรณเวช
หมิง ปภัสร หวง
เปิดการแสดง 10 รอบ 23-31 มกราคม และ 1 กุมาพันธ์ 2569
เปิดขายบัตร
บัตร EARLY BIRD ราคา 650 บาท (จำกัดจำนวนที่ 50 ใบ)
ระยะเวลาในการขาย 19 - 26 ธ.ค. 2568
(เริ่มขาย 19 ธ.ค. 2568 เวลา 00:01 / เสร็จสิ้น 26 ธ.ค. 2568 เวลา 23:59)
บัตร REGULAR ราคา 800 บาท
ระยะเวลาในการขายบัตร 27 ธ.ค. ถึง 1 ก.พ. 2569
(เริ่มขายบัตร 27 ธ.ค. 2568 เวลา 00:01 / เสร็จสิ้น 1 ก.พ. 2569 เวลา 21:00)
สถานที่จัดแสดง : CCG Private Studio (Town in Town, Bangkok)
Location: https://maps.app.goo.gl/QwsmF95xA6xnraV46
ไปชมละคร POEMS DIMENSION สามารถใช้โค้ดส่วนลดค่าเดินทางกับ LINE MAN RIDE ได้ตามเงื่อนไข
- ลูกค้าใหม่ ใส่โค้ด POD100 รับส่วนลด 60% (สูงสุด 100 บาท)
- ลูกค้าปัจจุบัน ใส่โค้ด POD50 รับส่วนลด 20% (สูงสุด 50 บาท)
*** โค้ดมีจำนวนจำกัดต่อวัน (จำกัด 1 โค้ด/ผู้ใช้) เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
การเดินทางด้วยรถไฟฟ้า
จาก MRT สีน้ำเงิน ลงทางออกที่ 4 / ขึ้นลิฟไปชั้น 4 / เดินตามทางเส้นสีเหลือง
ต่อ MRT สายสีเหลือง ลงสถานีลาดพร้าว 83 ทางออกฝั่งลาดพร้าวชอย 92-94
ต่อแท็กซี่ หรือมอเตอร์ไซค์ไป ศรีวรา - ทาวน์อินทาวน์
เข้าซอย ซ.ศรีวรา 8/2 ตรงไปจนสุดซอย - เลี้ยวขวา
ตึกหลังที่ 6 มีผ้าม่านสีแดงผืนใหญ่และชื่อเรื่องประดับด้านหน้าโรงละคร
(สังเกตป้าย PRIVATE STUDIO บ.เจริญสุข เลขที่ 1213/496)

โครงการใหม่ในปี 2570
“ Hidden Theatre Festival 2027 ”
ในปี 2569 Poems Dimension ปั้นโพรเจกต์ใหม่ “ Hidden Theatre Festival 2027 ” คือโครงการที่จะนำละครเวทีเข้าหาชุมชน เป็นงานขยายฐานเพื่อการพัฒนาให้ศิลปะการแสดงแขนงนี้เป็นที่รู้จักและเข้าใจในวงกว้างมากขึ้น ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายด้วยค่าใช้จ่ายแบบ ‘ ละครโรงเล็ก ’ แต่ได้รับชมงานสร้างที่มีสุนทรีย์ศิลป์ ซาบซึ้งประทับใจต่อการเสพงานศิลปะที่เข้าถึงได้ง่าย ให้แรงบันดาลใจ และงดงามในความทรงจำ ด้วยปรัชญาการแสดงแนวมนุษย์นิยม ที่มีแนวทางมุ่งสำรวจตัวตน ค้นหาแนวทาง และเติบโตอย่างคนที่มีวุฒิภาวะ ละครของ Poems Dimension จึงไม่ใช่เพียงพันธกิจ ‘ ถนอมจิตใจ ’ แต่คือเจตจำนงที่มุ่งประคับประคองให้เรียนรู้ เพื่อรู้จัก เข้าใจ เป็นมิตรต่อ ‘ โลกภายใน ’ ของตัวเอง และสามารถร่วมสร้างสันติสุขสู่สังคมได้ด้วยธรรมชาติวิถี ขณะนี้โครงการอยู่ในระหว่างขั้นตอนการเตรียมงานเชิงนโยบาย ที่จะขยายสู่ชุมชนและประขาชน บนปณิธานของการสร้างงานละครเวทีเพื่อทำหน้าที่ ‘ พัฒนากร ’ แม้เป็นเพียงหนึ่งใน ‘ หยดน้ำแห่งมหาสมุทรมนุษย์โลก ’ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะ ได้ลงมือทำแล้ว

POEMS DIMENSION : มิติของบทกวีที่ลึก กว้างไกล และไร้ขอบเขต
“ Small Experimental Theatre & Commercial Arts Incubator in Thailand ”
POEMS DIMENSION ชวนคุณไปอยู่ในมิตินี้ด้วยกัน
ก้าวใหม่ในเดือนสิงหาคม 2026 คือการเปิด “ OFFSTAGE CLUB ” เป็นคลับสำหรับนักแสดง ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งทักษะการแสดง การเตรียมความพร้อมทางอาชีพ และการสร้างเครือข่ายในวงการ
คลับนี้เป็นพื้นที่สำหรับการฝึกฝน ทดลอง และเติบโต ผ่านเวิร์กช็อป กิจกรรมสร้างสรรค์ และโอกาสในการเข้าร่วมโปรเจกต์ต่าง ๆ โดยเปิดกว้างทั้งนักแสดงหน้าใหม่ นักแสดงอาชีพ รวมถึงผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ และผู้ทำงานในอุตสาหกรรมการแสดงทั้งไทยและต่างประเทศ
สมาชิกของ OFFSTAGE CLUB จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การเข้าร่วมเวิร์กช็อปเฉพาะทาง ส่วนลดบัตรชมการแสดง โอกาสในการออดิชั่น การเข้าร่วมเทศกาลละคร หรือได้รับการแนะนำงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงได้เข้าร่วมเครือข่ายสำหรับการต่อยอดในสายงานการแสดง
*** OFFSTAGE CLUB มีกระบวนการคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติที่ตรงเข้าร่วมเท่านั้น และจำกัดจำนวนสมาชิกต่อปี โดยมี Board of Artistic เป็นผู้ร่วมคัดเลือก
POD เชื่อว่าทุกคนมีบทกวีของตนเองที่รอการถ่ายทอด
ไม่ว่าจะผ่านการแสดง การเคลื่อนไหว หรือการตีความ ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน
ถ้าคุณเป็น….
- คนดูที่อยากสัมผัสละครเวทีแบบใกล้ชิดกว่าที่เคย
- คนทำงานที่กำลังมองหาพื้นที่ทดลองของจริง ไม่ใช่แค่ในความฝัน
- แบรนด์ / องค์กร / เทศกาล ที่กำลังมองหาแพลตฟอร์มเล่าเรื่องรูปแบบใหม่
- อยากร่วมงานในตำแหน่ง ‘ Ticket Sales Representative ’ (Project Based)
https://www.facebook.com/share/p/1BwmKe2GMv/
- นิสิต-นักศึกษาฝึกงานสายละครเวที นี่คือโอกาสของคุณที่จะได้เป็นส่วนหนึ่ง
ของทีมสร้างสรรค์ POD
ตำแหน่งที่รับสมัคร
- Assistant Production Manager
- Creative Content Marketing
- Technician(Light and Sound)
รายละเอียดหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละตำแหน่ง https://www.instagram.com/p/DOaQ7yuD2ns/?utm_source=ig_web_button_share_sheet&igsh=ZDNlZDc0MzIxNw==
หมายเหตุ : การฝึกงานจัดขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะและประสบการณ์ของผู้เข้าร่วม
ไม่มีการจ่ายค่าตอบแทน ตามนโยบายของบริษัท
สถานที่ฝึกงาน POEMS DIMENSION
บริษัท เจริญสุข คอร์เปอเรท กรุ๊ป จำกัด (Town in Town)
Location: https://maps.app.goo.gl/QwsmF95xA6xnraV46
นักศึกษา-นิสิตผู้สนใจ สามารถส่ง Portfolio และรายละเอียดมาได้ที่
E-mail : [email protected]
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม IB/DM
ติดตามความเคลื่อนไหวของวัฒนธรรมละครโรงเล็กและการแสดงตลอดปีได้ที่
New theatre production every month at POEMS DIMENSION.
Official Group Operated by POD เข้ากลุ่มPOD COMMUNITY
https://www.facebook.com/share/g/19WhCkz3CA/
IG: https://www.instagram.com/POEMSDIMENSION
Website: www.charoensook.com/poemsdimension
ดูโปรแกรมที่กำลังจัดแสดงตอนนี้ กดที่ Highlight ‘ Now Showing ’
จองบัตร / ดูโปรแกรมทั้งปี / ร่วมงานกันกดลิงก์ใน ‘ Bio ’

ขอบพระคุณ ภาพและข้อมูลข่าว
โดย
บริษัทเจริญสุข คอร์เปอเรท กรุ๊ป จำกัด (CCG)
และ โครงการ “ Poems Dimension ”
[1] Poems Dimension : พื้นที่เล็ก แต่ความหมายยิ่งใหญ่ : https://www.facebook.com/photo.php?fbid=122135394638578289&set=pb.61567348686743.-2207520000&type=3
[2] Incubator และ Accelerator https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/bot-magazine/256205_GlobalTrend.html
[3] POEMS DIMENSION : ทำไม "สด" จึงต่าง : https://www.facebook.com/share/p/17idc58Bdz/
[4] Prosocial behavior – พฤติกรรมเอื้อสังคม https://www.psy.chula.ac.th/th/feature-articles/prosocial-behavior/
[5] ดัชนีความน่ากลัว “ เผาลี่ ” https://www.facebook.com/photo.php?fbid=122172292814578289&set=pb.61567348686743.-2207520000&type=3
[6] “ POD Ceremony ” วัฒนธรรมแห่งการส่งต่อ และการอำลาที่ศักดิ์สิทธิ์ https://www.facebook.com/share/p/1BHgMjz6Fo/
[7] CCG : OUR SERVICES https://www.charoensook.com/service
[8] “ ใครอยากทำละครเวที ” ปีที่ 3 เชิญทางนี้ https://www.facebook.com/photo/?fbid=122170466114578289&set=pb.61567348686743.-2207520000