
ในช่วงปี 2535-2550 เป็นห้วงเวลาแห่งการปฏิรูปการศึกษาของสังคมไทยในยุคแรกบุกเบิกด้วยตระหนักถึงปัญหาในระบอบการศึกษาของประเทศ การศึกษาทางเลือกรูปแแบบใหม่ ได้เข้าโดยนักการศึกษาหัวก้าวหน้ามากมาย หลายกลุ่มได้จัดตั้งเป็น ‘ บ้านเรียนทางเลือก ’ (Home Cchool) และ โรงเรียนทางเลือก (Alternative Schools ในหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ แต่มีระบบการเรียนการสอนแบบเฉพาะทาง) โรงเรียนในแนวบ้านเรียนขึ้นมาเป็นแม่แบบในประเทศไทย อาทิ โรงเรียนทอสี (วิถีพุทธปัญญา ระดับอนุบาล-ประถมปลาย) , โรงเรียนสัตยาไส (พุทธศาสตร์ เกษตรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ระดับอนุบาล-มัธยมปลาย) , โรงเรียนปัญโญทัย (วิชาการใช้ชีวิตระดับอนุบาล-มัธยมต้น , โรงเรียนรุ่งอรุณ (พุทธรรมนำวิชา การศึกษาทางเลือก ระดับอนุบาล – มัธยมปลาย มี ศูนย์การเรียน สำหรับบ้านเรียนโดยเฉพาะ) , บ้านเรียนมรดกใหม่ คลอง 6 ปทุมธานี คือหนึ่งใน Home School ที่มีเอกลักษณ์เด่นในแนว Waldorf Education ที่ผนวกพุทธวิถี มีอัตลักษณ์เด่นเน้นประสบการณ์ จินตนาการ และสร้างสรรค์ศิลป์ หลักการเด่นชัด ส่งเสริมความถนัดส่วนบุคคล และฝึกฝนทักษะด้วยประสบการณ์ ทุกวิชาพื้นฐานสอนผ่านศิลปะการละคร ฯลฯ
ระบบการสอนแบบทางเลือก (Alternative Schools) แบ่งเป็นกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้
- แนววอลดอร์ฟ (Waldorf): เน้นจินตนาการและศิลปะ
- แนวมอนเตสเซอรี่ (Montessori): เน้นให้เด็กเรียนรู้ตามความสนใจผ่านอุปกรณ์เฉพาะทาง
- แนววิถีพุทธ: เน้นบ่มเพาะสติและศีลธรรม
- แนว Reggio Emilia / Project Approach: เน้นการทำโครงงานและการสืบเสาะ
โรงเรียนแนววอลดอร์ฟ (Waldorf Education) เป็นการศึกษาทางเลือกที่เน้นพัฒนาการแบบองค์รวม (Holistic Education) ทั้งกาย อารมณ์ ปัญญา และจิตวิญญาณ โดยบูรณาการศิลปะและกิจกรรมลงมือทำจริงเข้ากับวิชาการหลัก (3H : Head, Heart, Hands) ก่อตั้งโดย รูดอล์ฟ สไตเนอร์ (Rudolf Steiner) [1] เน้นการเรียนรู้ตามวัย ไม่เน้นการแข่งขัน และมักงดเทคโนโลยีในช่วงปฐมวัย
ลักษณะเด่นและแนวทางการสอน
- การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (Experiential Learning) : ให้ความสำคัญกับศิลปะ เพื่อสร้างจินตนาการ
- แนวทาง 3H (Head, Heart, Hands) : เชื่อมโยงความรู้ (หัว) ความรู้สึก (ใจ) และการลงมือทำ (มือ) เข้าด้วยกัน
[ หมายเหตุ ข้อมูลล่าสุดจาก The Active (Thai PBS) ระบุว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนครอบครัวที่จดทะเบียนทำ ‘ บ้านเรียน ’ เพิ่มขึ้นกว่า 20 เท่า ในปี 2566 มีครอบครัวที่จัดการศึกษาเอง และจดทะเบียนกับภาครัฐทั่วประเทศอยู่ประมาณ 3,000 - 5,000 ครอบครัว ]

วัตรปฏิบัติขจัดความมืด
ครูช่าง ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละคร) ประจำปี พ.ศ. 2562 เป็นหนึ่งในศิลปินนักการศึกษาหัวก้าวหน้าที่ริเริ่มบุกเบิกสร้างงาน ‘ การศึกษาทางเลือกสายศิลปะ ’ ก่อเกิดเป็นกลุ่มก้อนในปี 2536 และเริ่มปฏิบัติการประมาณปี 2537 ก่อตั้งเป็น “ คณะละครมรดกใหม่ ” นำเสนอละครเรื่องแรกต่อสายตาของผู้ชมในต้นปี 2538 เรื่อง “ สารพัด สาระเพ ” จัดแสดงที่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จากนั้นจึงสัญจรเป็นคณะละครเร่ มุ่งกระจายความรู้สู่ชุมชน จัดแสดงละครในสถานศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ จากปี 2543 จนถึงปี 2545 ปิดฉากยุคแสวงหาปัญญาญาณอย่างงดงาม
ตามมาด้วย “ บ้านเรียนมรดกใหม่ ” ถูกเตรียมการลงหลักในปี 2546-2547) ก่อนปักฐานเปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการเมื่อ ปี 2548 ตั้งสำนักแรกอยู่ในย่านบันเทิงเท่ RCA ถนนพระรามเก้า กรุงเทพฯ ต่อมาย้ายเข้า ตึกช้าง (Elephant Building ตึกระฟ้า iconic ใกล้แยกรัชโยธิน เป็นอาคารสำนักงานและคอนโดมิเนียมที่มีเอกลักษณ์ตรงรูปทรงโดดเด่นคล้ายช้าง ออกแบบโดย ศ.ดร.อรุณ ชัยเสรี และ องอาจ สาตรพันธุ์ สร้างเสร็จในปี 2540 ติด BTS พหลโยธิน 24) สร้างงานละครอีกหลายเรื่อง มีบทบาทเป็นโรงเรียนของนักการละครรุ่นแรก ส่งผลให้ละครเวทีไทยร่วมสมัยขยายสู่กลุ่มใหม่ใหญ่กว้างขึ้น เป็นยุคแห่งการเรียนรู้ทั้งผู้สร้างและผู้เสพ จนตกผลึกเข้าสู่ละครเพื่อการพัฒนารูปแบบใหม่ในวิถีธรรมชาติ
ด้วยแนวทางการศึกษาจากตะวันตก โดยหลักการแนววอลดอร์ฟ ด้วยรูปแบบ Home School “ บ้านเรียนมรดกใหม่ ” ที่ดำเนินการโดยเอกชนและประชาชน ได้เปิดเป็น ‘ ศูนย์การเรียนรู้บ้านเรียนละครมรดกใหม่ ’ (Moradokmai Theatre Community & Home School) อย่างเป็นทางการเมื่อ วันที่ 10 สิงหาคม 2566 นับจากวันบุกเบิกพื้นที่ป่านาสวนจนถึงปัจจุบันนี้ย่างเข้าปีที่ 22 แล้ว โดยได้แบบอย่างแผนการเรียนการสอนมาจากระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์เป็นแนวทาง (มีการเรียนประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเน้นไปที่การเล่นและมีเวลาอยู่กับครอบครัว) นักเรียน 50 คน ไม่มีระดับชั้นและการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ กินอยู่ในโรงเรียนเสมือนบ้านหลังที่สอง ทุกคนต้องตื่นตอนรุ่งอรุโณทัยในเวลาตีสี่ครึ่ง ด้วยเสียงตึงกลองร้องรวมพลบน ‘ เรือนชัชวาลย์ ’ ลานกิจกรรม เริ่มด้วยจุดเทียนไหว้พระ ทำสมาธิเรียกสติเตรียมความพร้อมก่อน ตามคำสอนของ ครูจู พบจันทร์ จันทร์เรือง “ พระพุทธเจ้าไปได้สุดเพราะตื่นรู้ ตื่นเช้าคืออาการแรกของการปลุกตัวเองให้ตื่นรู้ ตื่นเพื่อค้นหาในสิ่งที่ยังไม่รู้ เพื่อเอาสิ่งที่รู้มาสร้างงาน ” เด็กจึงได้ซึมซับรับรู้ครู่เปลี่ยนผ่าน ขณะราตรีกาลก้าวสู่ทิวาวาลเป็นช่วงเพลาที่ร่างกายทำงานได้ดีที่สุด in put อะไรจะรับเข้าไปได้ง่ายกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ และสดชื่นเปี่ยมชีวาพร้อมรับวิชาความรู้จากครูผู้สอน ด้วยปรัชญาครูช่าง “ Theater is the art of acquiring knowledge and understanding independently through actions. ละครคือการทำให้ดู เพื่อให้รู้ได้ด้วยตัวเอง ”
มรดกใหม่ เน้น ‘ หัวใจของ Waldorf School ’ คือ ให้ความสำคัญกับศิลปะทุกแขนง เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ ความฝัน และจินตนาการ พัฒนาทักษะด้วยประสบการณ์ชีวิตทั้งในและนอกโรงเรียน ตามวิถีธรรมชาติที่ไม่มีมาตรวัดความสำเร็จเป็น grade คะแนน แต่ทดแทนด้วย ‘ โอกาส ’ ทางการศึกษา ตีห้าของทุกวันจึงเป็นเวลายืดเหยียด คลายตึงเครียดร่างกายเตรียมความพร้อม ก่อนน้อมฝึกฝนกลางแสงเทียนทั้งคีตศิลป์ และนาฏศิลป์ ตามแนวทางครูช่าง คนบ้านบาตร ในช่วงสายจึงแยกย้ายไปเรียนรู้กับ ‘ ครูอาสา ’ ตามปรารถนาแห่งตน ทั้งเครื่องดนตรีไทย กับเครื่องดนตรีสากล อย่างน้อยประเภทละ 1 ชิ้น นักเรียนทุกคนได้สิทธิ์เรียนรู้ถูกผิดอย่างเสมอภาคจากการลงมือปฏิบัติจริง ผ่านการแสดงจริง ทั้งผู้เรียนและผู้สอนสามารถฝึกทักษะจากการแสดงได้ตลอดชีวิต ตามคำที่ครูช่างย้ำเสมอว่า “ ความรู้ ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา แต่เป็นอกาลิโก ” [Akaliko : ความจริงหรือพระธรรมคำสอนที่อยู่เหนือเงื่อนไขของเวลา ไม่จำกัดกาลเวลา จริงแท้ทุกยุคสมัย ให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ เป็นหลักธรรมที่เน้นการพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก) และผลลัพธ์จะเกิดจากการลงมือทำ ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด ความจริงนั้นยังคงเดิม]
อกาลิโก (ความรู้ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา) คำว่า อกาลิโก เป็นหนึ่งในพระธรรมคุณ 6 ประการที่แสดงให้เห็นถึงความอัศจรรย์ของหลักธรรมที่นำมาประยุกต์ใช้ได้ในทุกช่วงชีวิต
ไม่จำกัดกาล : ไม่จำกัดว่าต้องปฏิบัติในยุคสมัยใด หลักธรรมยังคงทันสมัยและใช้ได้ผลเสมอ
ให้ผลทันที : เมื่อปฏิบัติมรรคผลย่อมเกิดขึ้น ไม่ต้องรอชาติหน้า
คือความจริงแท้ (สัจธรรม) : คือสิ่งที่จริงเสมอ ไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
ปฏิบัติได้จริง : ผู้ปฏิบัติสามารถเห็นผลได้ด้วยตนเองเมื่อลงมือทำจริง

ชุมชนละครมรดกใหม่ สำนักศิลปะการละครเพื่อการพัฒนา มีเครือข่ายการศึกษาทั่วทุกภูมิภาคทั้งในประเทศและต่างระเทศ ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ได้ร่วมลงนามความร่วมมือ MOU [2] เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นทางการกับ Ohio University สหรัฐอเมริกา ฝ่ายไทยนำโดยครูช่าง อ.ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง และ ดร.ฐานชน จันทร์เรือง ประธานมูลนิธิกุมุทจันทร์เรือง ฝั่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ นำโดย Dr. Matthew Ando, Dean of the College of Arts and Sciences พร้อมด้วยผู้บริหาร และคณาจารย์จาก Patton College of Education, College of Fine Arts, College of Communication และ College of Engineering กำลังสำคัญที่มีส่วนช่วยประสาน สนับสนุนทำให้เกิดความร่วมมือในครั้งนี้ โดย Pittaya Paladroi Shane และ Jeffrey Shane

คณะละครชุมชนมรดกใหม่ ได้รับรางวัล “ Creative Equality Award ” ในงาน CEA Awards 2025 จัดโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทย จากผลงานละครเวทีที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก เรื่อง “ Girl Big Eyes Died Yesterday ” (สาวตาโตตายเมื่อวาน) ได้รับการยกย่องในฐานะผู้บุกเบิกความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในศิลปะการแสดง
เหตุผลของคณะกรรมการ : ผลงานชิ้นนี้โดดเด่นด้วยการสร้าง “ ไวยากรณ์ใหม่ของการสื่อสาร ” ที่ผสมผสานละครเวที ภาษามือ การเต้นรำ ละครวิทยุ และประเพณีการเล่าเรื่องที่หลากหลาย แนวทางที่สร้างสรรค์นี้ช่วยให้ผู้ชมทุกประเภท รวมถึงผู้พิการทางการได้ยิน ผู้พิการทางการมองเห็น และผู้ชมละครทั่วไป สามารถร่วมแบ่งปันประสบการณ์ทางศิลปะเดียวกันได้โดยปราศจากอุปสรรค เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ‘ ละครเวที ’ สามารถถูกจินตนาการใหม่ให้เป็นพื้นที่ที่ครอบคลุม ซึ่งความแตกต่างไม่ใช่สิ่งกีดขวาง แต่เป็นเสมือนสะพานเชื่อม
การได้รับรางวัล “ Creative Equality Award ” ถือเป็นก้าวสำคัญไม่เพียงแต่สำหรับ ‘ คณะละคร ’ เท่านั้น แต่ยังรวมถึง ‘ ละครไทย’ บนเวทีระดับนานาชาติ ด้วย สิ่งนี้ยืนยันว่าศิลปะสามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าแค่ความบันเทิง เพราะมันสามารถเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการส่งเสริมความเสมอภาค ความเห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจร่วมกันในชุมชนที่หลากหลาย

“ สาวบิ๊กอายเพิ่งตายเมื่อวาน ”
โครงการ “ เพราะโลกนี้ไม่มีใครพิการ ” No Handicap Project
จุดเด่นที่ทำให้ “ สาวบิ๊กอายเพิ่งตายเมื่อวาน ” ได้รับรางวัล “ Creative Equality Award ” เพราะมีลักษณะพิเศษ คือเป็นละครเวทีที่ไร้พรมแดน (ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างคนปกติกับคนพิการ หูหนวก ตาบอด สามารถรับสาร เสพสุข ไปพร้อมกันได้อย่างเท่าเทียม เป็นเรื่องราวของเด็กสาวที่พบว่าพ่อของเธอเข้าไปอยู่ใน บิ๊กอาย!! ในโครงการ “ เพราะโลกนี้ไม่มีใครพิการ ” No Handicap Project ละครเวทีที่คนหูหนวก คนตาบอด และคนทั่วไปดูพร้อมกันได้
โครงการ No Handicap Project ริเริ่มโดย “ นายท่าน ” ดร.ฐานชน จันทร์เรือง นักการละครที่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างงานสร้างสรรค์สังคมรูปแบบใหม่ รับหน้าที่กำกับและเขียนบทละครเวทีร่วมกับ สุพิชญา ณ สงขลา ล่ามภาษามือและนักแสดงชื่อดัง มาร่วมออกแบบตีความบทภาษามือและร่วมแสดงด้วย , เชิดศักดิ์ ประทุมศรีสาคร ผู้กำกับและนักแสดงภาพยนตร์ ควบคุมการผลิต โดยมี กลศ อัทธเสรี (นักแสดงคู่ใจพ่อลูกของครูช่าง-นายท่าน) ร่วมถ่ายทอดเรื่องราว
ในส่วนกระบวนงานเพื่อการเรียนรู้มี คุณกบ พายัพ แก้วเกร็ด ออกแบบการเล่าเรื่องเพื่อคนหูหนวก ร่วมแสดงและบรรเลงดนตรีด้วย นักแสดงจากคณะละครมรดกใหม่ , ศิริศักดิ์ มาหา นักแสดงจาก Story Hub Thailand อย่าง เชษฐา มานตรี, อัญธิญาน์ นันทระพีวัชร์ , มัชฌิมา แววสวัสดิ์ , บทกวีจาก ธีรวัฒน์ ยิ่งถาวร และน้อง ๆ นักแสดงนำจาก โรงเรียนกำแพงแสนวิทยา จังหวัดนครปฐม วสุพล สอนนา กับ กานต์ธิดา ตั้งอุดมภพ
ดร.ฐานชนกล่าวถึงที่มา “นึกถึงละครที่คนหูหนวกตาบอดและคนทั่วไปนั่งเรียนกันแบบไม่แบ่งแยก ขำมุกตลกไปพร้อมกันโดยไม่ต้องขึ้นซัพ ไม่ต้องใส่หูฟังอธิบาย ผมใช้หลายศาสตร์เพื่อสร้างไวยากรณ์ใหม่ให้ทุกคนดูละครร่วมกันได้แบบเนียนไปเลย ปกติไปเลย เลิกคิดว่าใครพิการ คิดอย่างเดียวว่าสื่อสารให้ทุกคนแบบปกติ ต้องคิดถึงทุกคนแบบจริงจังมาก วิธีเล่าเรื่องจึงจะออกมา หลายคนบอกว่าบทและละครที่ผมสร้างจะเน้นพูดเยอะ พูดซับซ้อน ดูไม่ค่อยรู้เรื่องแต่สนุกและสั่นไหวในใจ ผมอยากให้คนหูหนวกตาบอดได้ประสบการณ์นี้ด้วยครับ ไม่รู้เรื่อง งง ๆ ไปพร้อมกัน แต่อุ่นใจนะ และอุ่นใจขึ้นไปอีกเพราะการได้ดูละครร่วมกันกับคนทุกแบบมันคือสังคมที่แท้จริง
รูปแบบละครแนวนี้ฝรั่งเขามีคำเรียกว่า Theatre for all แต่ผมมาดูรายละเอียดแล้วความหมายมันไม่ตรงกับที่ผมทำอยู่ ผมเรียกที่ทำอยู่นี่ว่า ‘ วิญญาณะสังคณะ ’ ซึ่งหมายถึงการที่วิญญาณดวงต่าง ๆ มาเข้าสังคมกัน วิญญาณมาจอยกัน พอเป็นวิญญาณแล้วมันไม่มีภาษามาขวาง ไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ที่ทำให้คุยกันไม่รู้เรื่อง พอเป็นวิญญาณแล้วเราคุยรู้เรื่องหมด และอีกนัยหนึ่งมันคือจิตเดิมแท้ของการสื่อสาร จริง ๆ แล้วเราคุยกันรู้เรื่อง แต่สังคม วัฒนธรรม ความเชื่อใหม่ ๆ ในปัจจุบันมันแบ่งแยกชนิดคน ดังนั้น ‘ วิญญาณะสังคณะ ’ ก็คือการกลับมาคุยกับใหม่แบบเข้าหาจุดเริ่มต้น”
“ สาวบิ๊กอายเพิ่งตายเมื่อวาน ” จัดแสดงที่ คุณปู่สตูดิโอ ชุมชนละครมรดกใหม่ ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม และวันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน 2568

“ มรดกใหม่ผลิใบ ”
“ มรดกใหม่ผลิใบ ” เติบโตภายใต้การอบรมบ่มคีตา โดย นายท้าย บทละคร จันทร์เรือง ลูกไม้ใต้ต้นคนที่สองของครูช่าง ปัจจุบันกำลังศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาดนตรีแจ๊ส (กีตาร์) ณ University of Northern Colorado, Greeley สหรัฐอเมริกา ผู้คิดค้นโครงการ “ My Thaihood Concert & Cuisine ” เรียงร้อยถ้อยถวิลด้วยความคิดถึงบ้าน ผ่านการเดินทางและการใช้ชีวิตที่อเมริกา ถ่ายทอดเรื่องราวคาวหวานอาหารไทยที่คุ้นเคย ผ่านดนตรีไทยใส่กลิ่นอายแจ๊ส เปิดการแสดงสองรอบที่อเมริกากับสมาชิกสามคน ได้รับความสนใจสูง จูงใจให้กลับมาพัฒนาทักษะด้านดนตรีแจ๊สให้กับ มรดกใหม่ผลิใบ ก่อนเปิดการแสดงที่เมืองไทยอีกครั้งอย่างเต็มวง เป็น “ นิราศอเมริกา ” คอนเสิร์ตเปิดปร ะสบการณ์เมื่อเดินทางกลับบ้าน ของ นายท้าย กับวง มรดกใหม่ผลิใบ (Thaihood In USA. Concert and Cuisine)[3] จัดแสดงเมื่อ วันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ( ชั้น 5) สนับสนุนโดย กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
ครูนายท้าย ได้ปลุกปั้น เด็กมหัศจรรย์ กลุ่มนี้ขึ้นมาจนเป็นนักฝึกฝน นักเรียนรู้ ผู้ส่งต่อความรักความรื่นรมย์จากดนตรี ละครทั้งไทยและเทศไปสู่ผู้ชมทั่วโลก หลังการลงมือปฏิบัติจริงและพัฒนาทักษะด้วยประสบการณ์ กลุ่มเครื่องเป่าเยาว์วัย ของ บ้านเรียนละครมรดกใหม่ ก็โบยบิน สัญจรทริปล่าสุดเมื่อ วันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2568 รัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้ USA เปิดการแสดงทุกวัน ไม่ซ้ำสถานที่ในเวลา 4 วัน ที่สัญจรในอเมริกา
ล่าสุดที่สุด! หลังเสร็จงานไหว้ครู รุ่งขึ้น วันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 ครูพบจันทร์ นำสองหนุ่ม คำคุณ กับ ใบโพธิ์ นักดนตรีรุ่นเล็กของ “ มรดกใหม่ผลิใบ ” ไปเป็นศิลปินในพำนักพักอยู่กับพี่นายท้ายถึง 3 สัปดาห์ (Young Artists in Residency in Greeley, CO.) ถือเป็นยุวศิลปินในพำนักชุดที่สองของมรดกใหม่กับที่นี่ หลังจากปีที่แล้วมี ชาดก เต้ และแพรวา เป็นชุดแรก (เข้าร่วมแสดง “ JAZZ FESTIVAL 2025 ” กับพี่นายท้ายก่อนเปิดคอนเสิร์ต “ นิราศอเมริกา ”) ใบโพธิ์และคำคุณวางแผนชีวิต และการฝึกซ้อมเอง ควบคู่ไปกับการทำอาหารเอง ทำความสะอาดที่พักเอง รวมไปถึงการจัดเวลาเล่น การอ่านออกเสียงภาษาไทย (ด้วยหนังสือ “ ล่องไพร ”)
และจะร่วมเล่นดนตรีกับพี่ใน “ Recital Concert ” เป็นการแสดงงานของนายท้าย เทอมสุดท้ายก่อนเรียนจบปริญญาโท ที่ University of Northern Colorado, Greeley - Colorado, USA. นายท้ายจะเรียนจบในเดือนพฤษภาคม 2026 แล้วกลับบ้านเกิด 3 เดือน หลังจากนั้นจึงจะกลับไปเรียนต่อปริญญาเอก ติดตามความเคลื่อนไหวอย่าได้หลุด การแสดงอีกชุดคงตามมาในเวลาพัก 3 เดือน ในประเทศไทยแน่นอนที่สุด อย่าหยุดหวัง ร่วมส่งพลังใจ

กว่า 20 ปีผ่าน ‘ มรดกใหม่สัญจร ’ คือการประคองเพื่อความอยู่รอดด้วยงานเดินสายเปิดงานแสดง ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ทั้งในโรงเรียน ตลาด ฯลฯ และไปต่างประเทศในแถบยุโรปและอเมริกา บางทริปไปเป็นเดือน (ช่วงหลังการระบาดของ โควิด 19 เมื่อเดือน มิถุนายน - สิงหาคม 2566 เด็ก ๆ ได้มีโอกาสเดินทางไกลในอเมริกานานกว่าสองเดือน) ระหว่างทางขณะท่องเที่ยวทุกทริป “ มรดกใหม่ผลิใบ ” ได้ใช้ศาสตร์การแสดงและดนตรีที่เรียนมา เปิดหมวกรับบริจาค สถานที่คือวัดและร้านอาหารที่ให้การสนับสนุน แล้วรวบรวมเงินทุนเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง มีความหมายซ้อนที่สอนให้รู้ว่า “ ชีวิตเป็นของเรา … คือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้เพื่อจะรับผิดชอบตัวเองในทุก ๆ เรื่อง อย่างมีวินัย ”
นับเป็นการเดินทางแบบ ‘ ใช้ชีวิต ’ ที่หลายคนคิดฝัน เพราะมันไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์ แต่ทุกคนได้ฝึกฝนงานที่รักจะทำ เขียนบท การกำกับ เสริมทักษะในการใช้ภาษาที่ได้มาด้วยสัญชาติญาณการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม ฯลฯ บนพื้นที่สาธารณะ (ทุกที่คือเวทีการแสดง) การไปทัศนศึกษาในต่างประเทศจึงเป็นห้องเรียนที่พิเศษยิ่งกว่าหลักสูตรโรงเรียนนานาชาติ และที่วิเศษยิ่งกว่าคือได้เปิดการแสดงที่ผสานดนตรีไทยกับสากล จนวัฒนธรรมผสมเป็นเนื้อเดียวกัน ให้ความสุขสันต์แบบ Cross Culture แนว World Music เป็นบทบาทของ ‘ ยุวทูตวัฒนธรรม ’ ทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ครูช่างกับครูจู ผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็น ‘ พ่อครู แม่ครู ’ สอนวิชาชีวิตให้กับศิษย์เสมือนลูกแท้ทุกคนอีกด้วย

งานไหว้ครู บ้านเรียนมรดกใหม่ปีนี้ ‘ วันสุกดิบ ’ ถูกออกแบบให้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 22-24 มกราคม 2569 เต็มไปด้วยกิจกรรมผลงานที่บอกถึงเส้นทางการเรียนรู้ตลอดหลายปีที่ฟูมฟักด้วยความรักต่อ ภาพยนตร์ ดนตรี ละครเวที ฯลฯ เหมือนทุกปีที่ผ่าน เห็นถึงการสร้างงานร่วมกับเครือข่ายนักแสดงทั้งไทยและนานาชาติ จัดกิจกรรมการ workshop ในบทบาทของครูอาสา แล้วแสดงผลงานร่วมกันในเทศกาล “ Moradokmai International Theatre Festival ” (MITF 2026) และพิเศษสำหรับปีนี้คือการเสวนากับบรรดาศิลปินแห่งชาติ ภายใต้ธีมเดียวกัน “ ตบบ่าความทุกข์ สุขตลอดทาง ” Patting Suffering for Happiness on the Journey
Theme ปีนี้เข้ากันดีกับยุคสมัยที่ผู้คนล้วนป่วยใจ เป็น Copywriting ในประโยคสั้น ๆ ที่ทรงพลัง เหมือนถูกสั่งให้ทำงานกับจิตวิญญาณของมวลชนที่กำลังผจญกับความทุกข์ ปลุกปลอบใจให้ยอมรับที่จะอยู่กับความจริง ทำใจให้นิ่งแล้วก้าวต่อไปให้ได้อย่างเข้มแข็ง ชวนเชื่อมโยงคำปลอบโยนของ Charlie Chaplin นักแสดงผู้ให้ความสุขกับผู้คนบนผลงานที่ไร้เสียง แต่คำของเขาดังไร้กาลเวลามาขยายความว่า
“ Nothing is permanent in this wicked world, not even our troubles.
ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ถาวร ในโลกที่โหดร้ายใบนี้ แม้แต่ความทุกข์ของเรา
และทั้งหมดอยู่ภายใต้กฎสากลยอดสุดคือพุทธพจน์ “ ยถา พุพฺพุฬกํ ปสฺเส ” ที่สะท้อนถึงความไม่จีรังของโลก พระพุทธเจ้าทรงสอนให้มองว่าทุกสิ่งล้วนไม่จีรัง ไร้สาระ เกิดขึ้นและดับไปตามเหตุปัจจัยเพราะไม่ยั่งยืน (ทั้งสุขและทุกข์ล้วนเกิด ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเป็น ‘กระแสธรรมชาติ ’ ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของจริง และจะเสื่อมไปเมื่อถึงเวลาเป็นธรรมดาของโลก

Moradokmai International Theatre Festival (MITF 2026) Hosted by Moradokmai Community Theatre Thailand
ถึงวันนี้ ‘ บ้านเรียนดรดกใหม่ ’ จะมีบทบาทเป็น ‘ ศูนย์การเรียนรู้บ้านเรียนละครมรดกใหม่ ’ ที่มีจุดทำกิจกรรมให้เรียนรู้เสริมทักษะมากถึง 22 จุด อาทิ เรือนขาว ,เรือนแพ , บ้านนายท่าน , โรงละครคุณปู่ , โรงหนังพรานน้อย , ลานอารีน่า , บ้านศิลปิน , บ้านดำ , ครัวพ่อแม่ เป็นต้น แต่นั่นยังไม่ ‘ เต็มฝัน ’ แบบ Full Scale ของครูช่างที่วาดหวังไว้ว่าความน่าจะเป็นคือ ‘ ศูนย์การเรียนรู้ศิลปะทุกแขนง ’ ที่ไม่ใช่เพียง ‘ ศิลปะการแสดง ’ หากยังรวมถึง ‘ ทัศนศิลป์ ’ ด้วย แต่เมื่อยังไม่พร้อมก็ทำเท่าที่สามารถ แม้เพียงขนาดนี้ก็ต้องทุ่มเทอุทิศทรัพยากรชีวิตลงไปไม่น้อยเลย เพราะครูช่างเป็นคน ‘ สารพัดช่าง ’ ที่มีความเป็น ‘ อัจฉริยะช่าง ’ ทั้งนักละครและคนทำหนัง ทั้งเบื้องหลังและเบื้องหน้า ในตำแหน่งสำคัญที่บันดาลงานผลงานคุณภาพประดับวงการก็ผ่านมาแล้วมากมาย เพราะงานสายที่ครูรักไม่แพ้ละครคือ ภาพยนตร์ ที่แม้จะคนละศาสตร์ แต่สามารถสร้างสานขนานกันไปได้ เหมือนสองแขนซ้ายขวาต้องทำหน้าที่รับใช้ชีวิต
ล่าสุดผุดผลิต ‘ มรดกใหม่ สตอรี่ฮับ ’ กับโครงการประกวดหนังสั้นระดับมัธยม THEME : THAI SUPER HERO ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, THACCA และ OFOS มีแผนนำผู้ชนะการประกวดไปเผยแพร่ผลงานที่ประเทศเดนมาร์ก จากกระบวนการสร้างงานบอกวิธีการขับเคลื่อนระดับโครงสร้าง ที่มุ่งถางทางให้นักสื่อสารผ่าน ‘ การเล่าเรื่อง ’ รวมหลายศาสตร์ที่ล้วน ‘ ส่องทางต่อกัน ’ รวมสายวรรณศิลป์ทำ Creative Content อบรมนักอยากเล่าเรื่องผ่านงานเขียน ก่อนเพียรปั้นเป็นบทละครป้อนการแสดง (เขียนให้เป็นเล่นให้ขาย) ครบวงจร
ความพยายามสร้างโรงหนังน้อยขึ้นมาในบ้านเรียน เป็นความเพียรที่น่านับถือยิ่งนัก สำเร็จได้ด้วยความรักล้วน ๆ รักในาพยนตร์ ไปจนถึงรักต่อเพื่อนมนุษย์ จุดเริ่มด้วยงบบริจาคสร้างสุขา เจียดงบมาต่อเติมเพิ่มชั้นบนดลห้องฉายหนังฟังชันครบ ทั้งห้องตัดต่อและห้องผสมเสียง เคยถูกทิ้งร้างหลายปีเพราะไม่มีอาสามาดูแลจัดการ และไม่มีทีมงานประจำ แต่เมื่อรักแล้วก็ได้รับการประคับประคองไม่ให้หมอง มีการขัดศรีฉวีวรรณ กั้นฉนวนกรองเสียงรบกวนรอบทิศแม้ไม่ติดโรงพยาบาล เก็บเสียงระดับมาตรฐาน งานเครื่องฉาย เครื่องกระจายเสียงระดับโรงหนังน้อยก็มา แม้ยังหาคนฉายไม่ได้เลย หลังศัลยกรรมแปลงโฉมจนไฉไลผ่านไป เมื่อสามปีที่ผ่านมีงานเข้าคึกคัก คนรักหนังมานั่งอาสาโดยพี่ฟานำทีม ในงานไหว้ครูปีนี้ก็เช่นเคย ‘ โรงหนังพรานน้อย ’ คอยต้อนรับทุกสถาบัน คนรักหนังไม่รักหนังก็เชิญชม ให้สมกับที่เป็นศูนย์เรียนรู้ ล่าสุดฉายผลงานจากโครงการหนังสั้น “ THE POCKET STORIES - THAI SUPER HEROES ” ที่เข้ารอบสุดท้ายทั้งหมด 6 เรื่อง และหนังสั้นนอกโครงการอีกหลายเรื่อง ล้วนผลงานผู้ที่ผ่านการอบรมกับ มรดกใหม่ คนรักหนังชื่นใจ

“ ความทุกข์เจียรไนมนุษย์ ”
(คำครู : อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2532)
วันที่ 24 มกราคม 2569 หลังพิธีเปิดงานง่ายงามมากความหมาย ตามด้วยช่วงเสวนา “ ตบบ่าความทุกข์ สุขตลอดทาง ” นำโดย อ.ชนประคัลภ์ จันทรเรือง (ครูช่าง) ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละคร) ปี 2562 ร่วมด้วยคณะศิลปินแห่งชาติ อ. เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2536 , อ.ชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2557 และ อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล) ปี 2559 ดำเนินรายการ โดย ครูไก่ ชิงชัย สายสินธุ์ ท่ามกลางบรรยากาศรื่นรมย์กลมเกลียว
เปิดการสนทนาด้วย อ.ชมัยภร ทุกข์เพราะคดีเครื่องราชฯ (เครื่องราชอิสริยาภรณ์ คือ เหรียญและตราที่เป็นเครื่องหมายแสดงเกียรติยศ และบำเหน็จความชอบที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่ผู้กระทำคุณงามความดี) ต้องขึ้นศาลทุกข์นานมากลากยาวกว่าอายุความ 22 ปี ก่อนศาลตัดสินยกฟ้อง ใช้วิธีสลายทุกข์ให้กลายเป็นพลังในการสร้างงานเขียน นำมาซึ่งนวนิยาย “หยาดน้ำค้างพันปี ” [4] เขียนจากระสบการณ์ชีวิต ที่เรียนรู้ทุกข์ด้วยธรรม นำให้หนังสือได้รับ “ รางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 12 ” ชนะเลิศ ประเภทนวนิยาย และ ได้รับรางวัลชมเชย การประกวดหนังสือดีเด่น ของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปี 2558 ประเภทหนังสือนวนิยาย
อ.ธนิสร์ ทุกข์จากการสูญเสียลูกสาว เพราะตกน้ำตายตอนอายุเพียงสองขวบเจ็ดเดือนกำลังน่ารัก หัวใจพ่อสลายต้องใช้ดนตรีเยียวยารักษาไว้ จึงสามารถส่งพลังต่อไปให้คนอื่นได้ อ. เนาวรัตน์ ให้โอวาทผ่านเรื่องเล่าคมลึก … “ อยู่ที่นี่ทำให้ผมคิดถึงสวนโมกข์ ผมเป็นศิษย์สวนโมกข์ครับ คิดถึงคำของท่านอาจารย์พุทธทาสที่ว่า “ ความทุกข์ไม่ได้ทำให้คนคิดมาก ความคิดมากต่างหากทำให้คนเป็นทุกข์ ” เป็นสัจธรรม ท่านอธิบายคำว่า ‘ ทุกข์ ’ แปลว่า ‘ ทนอยู่ได้ยาก ’ (จิตที่ทนเป็นปกติอยู่ได้ยาก เมื่อไหร่ที่เป็นปกติอยู่ได้ ก็ไม่ทุกข์) ความทุกข์มีแค่นั้นจริง ๆ ทุกข์กายก็ทำให้เราทุกข์ใจ แต่ถ้าเราหมั่นฝึกจิตให้เป็นปกติ เราก็จะไม่ทุกข์ แล้วท่านยังพูดอีกว่า “ สิ่งที่หลอกลวงมนุษย์ที่สุดก็คือสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า ‘ ความสุข ’ นั่นเอง … ถ้าจำถ้อยคำเหล่านี้ไว้ได้ก็จะเข้าใจว่า เราจะตบบ่าความทุกข์ เพื่อมีความสุขได้อย่างไร
การแสดงที่ได้ดูในวันนี้ ผมได้เห็นการปลดปล่อยตัวเองในโลกของการแสดง แต่ดาราดังของโลกฮอลลีวูดนั้น…หาตัวเองไม่เจอ เขาปลดปล่อยตัวเองในโลกการแสดงแต่ต้องเสแสร้งในโลกที่เป็นจริง เพราะในโลกที่เป็นจริง ใคร ๆ ก็เป็นนักแสดงหมดเลย เขาเลยไม่รู้จะแสดงยังไง อย่างเช่น โรบิน วิลเลียมส์ (Robin McLaurim Williams) เป็นตัวอย่างที่ชัดมาก หลายคนที่สุดต้องฆ่าตัวตาย เพราะหาตัวเองไม่เจอ … ผมคิดว่าการได้ทำงานศิลปะเหมือนได้สัมผัสกับตัวเอง ได้ปลดปล่อยตัวเอง ผมดูละครไม่ได้ดูเอาสนุกเท่านั้น แต่ดูเพื่อให้เห็นว่าคนไทยเรานั้นเป็นคนช่างสนุกเพราะชีวิตจริงมันเป็นทุกข์ คิดมาก ใจเพลิดไปโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา ทำให้เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา การปลดล่อยทำให้สนุกลืมตัวเองไปได้
สังคมที่ให้การศึกษากับประชาชนจะมีละครหลากหลาย ผมเคยไปสัมนาที่เกาหลีเมื่อกว่า 40 ปีมาแล้ว เฉพาะที่กรุงโซลมีโรงละคร 60 กว่าโรง เขาอยู่ได้เพราะรัฐบาลช่วยงบประมาณครึ่งหนึ่ง เขาทำอย่างนั้นเพราะว่าเขาได้พัฒนาละครเป็นศิลปะการแสดง เวลานี้หนังเกาหลีตีตลาดไปทั่วโลก สาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาพัฒนาศิลปวัฒนธรรมองประเทศ เพราะว่าเมื่อครั้งหนังฮอลลีวูดเรื่อง “ Jurassic Park ” (ต่อมาเรียก Jurassic World) เพราะทำเงินไปทั่วโลก เกาหลีก็มาคำนวนว่ารายได้จากหนังฮอลลีวูดเรื่องเดียว ทำเงินเท่ากับขายรถฮุนไดได้ 150 ล้านคัน เขาถึงพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรม จับเอาวัฒนธรรมเกาหลีทุกอย่างมาขาย ไม่ใช่ขายเอากำไรนะ หมายถึงเอามาทำให้ทุกคนรู้จักประเทศเกาหลีว่าเป็นอย่างไร
ในเยอรมันกินข้าวเสร็จไปดูละคร ออกมาแล้วนั่งคุยกัน มีเหตุการณ์วิกฤตขึ้นในสังคมเขาทำเป็นละครทันที ปัญหาของประเทศคลี่คลายได้ด้วยการละคร ปัญหาร้อยพันสรุปให้ดูภายในสองชั่วโมงคนดูรู้เรื่อง บ้านเราปัญหาเดียวสี่สิบหาสิบปียังไม่จบเลย เพราะคนไม่เข้าใจ เข้าใจไม่ตรงกัน อย่างที่อาจารย์พุทธทาสว่า แม้แต่ ‘ ทุกข์ ’ คำเดียว คนยังไม่เข้าใจ ไม่ได้คิดถึงความหมายแท้จริงของมันเลย ความคิดมากต่างหากที่ทำให้เป็นทุกข์ เมื่อใดที่เราฝึกจิตเราก็สามารถตบบ่าความทุกข์แล้วเดินต่อไปได้ไม่หลงทาง เพราะสิ่งที่หลอกลวงมนุษย์ที่สุดคือความสุขนั่นเอง เพราะฉะนั้นระวังให้ดีอย่าหลงทาง ”

ตลอดการเสวนาหนึ่งชั่วโมงผ่าน เหมือนทุกท่านโปรดปลอบโยนลูกหลานที่มีทุกข์ให้คลาย แม้จากหลากหลายบริบทที่ต่าง แต่ไม่แตกออกไปในวิถีรับมือ ล้วนคือแกนเดียวกัน หลังฟังทุกท่านเทศน์ถึงทุกข์ท่วมท้นปนประสบการณ์ กับวิธีจัดการจนผ่านพ้นไป พี่ไก่ พิธีกร ถามครูช่างถึง ช่วงแรกก่อตั้ง คณะละครมรดกใหม่ ยากลำบากอย่างไร แต่ทำไมยังถือเป็นพันธกิจอยู่ ครูไม่ตอบแต่เบรคเย้าเข้าระเด็น “เมื่อซักสองสัปดาห์ก่อน ผมได้ไปเจอ กวีศรีรัตนโกสินทร์ ทุกครั้งที่พบกันท่านให้ภูมิปัญญาเยอะแยะ ก็ดีใจอยากได้ปรัชญาดี ๆ อีก แต่ก่อนจะถึงตรงนั้นเราก็ต้องถามไถ่เรื่องสุขภาพกันก่อน ผมระบายทุกข์เรื่องอาการสังขารเสื่อมให้ฟัง ท่านตอบมาคำเดียวว่า “ ช่างแม่งมัน ” แค่นั้น! บรรลุเลย ” (หันไปทาง อ.เนาวรัตน์ ผู้เป็นที่มาของปรัชญา “ ตบบ่ากับความทุกข์ฯ ”) … แต่หลั่งไหลเล่าบาดแผลเก่าในชีวิต ที่ธรรมชาติลิขิตบทเรียนงดงามต่อความเติบโตอย่างมีสติ ด้วยวิธีจัดการกับความทุกข์ ที่ส่งผลให้เกิดเมล็ดพันธุ์ใหม่เป็น ‘ มรดกใหม่ ’ ผลิใบใน ‘ ผืนป่าแห่งปัญญาญาณ ’ และหยัดยืนยื่นร่มเงาอย่างสง่างามจนถึงปัจจุบันนี้ กว่า 32 ปีแล้ว บรรยากาศในสวนข้างลานลำดวนชวนชื่น เหมือนลูกหลานได้นั่งชม Talk Show โก้ลีลาการพูดที่ให้ภาพละครตลกร้าย ทั้งที่ไม่ได้หมายจะให้เป็น Black Comedy แต่อารมณ์เสียดสีชีวิต ฟังแล้วคิดช่วยทุกข์คลาย กลายเป็น Satire Comedy ที่มีฮากันเป็นระยะ แม้จะไม่มีใครน้ำตารินแต่อินจนฟินกันทุกฉากตอน ที่สอนให้ตบบ่าความทุกข์ สนุกไปกับมัน เป็นเพื่อนกัน แค่นั้นก็สุขได้ตลอดทางอย่างเข้มแข็งมีแรงไปต่อ

“ ช่วงแรกที่พวกเรามาอยู่ที่นี่ผมทุกข์มากเลย มีปัญหาดินกระด้างเป็นดินเปรี้ยวปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ผืนดินใกล้กันเมื่อก่อนเป็นที่นาต่อมาเขาทำสวนส้ม แต่ของเราโยนถั่วลงไปก็ไม่ขึ้น ผมอ่านเจอนักดนตรีหนีโลกไปอยู่วังน้ำเขียว เขาดีดกีตาร์ให้ต้นไม้ฟังทุกวัน ผมเอาอย่างเลย หลังคนบ้านบาตรไล่ระนาดเสร็จ ผมต้องเดินเอากีตาร์คล้องคอ แล้วร้องเพลงให้ต้นไม้ทุกต้นในเขตบริเวณนี้ฟังทุกวัน เพลงหนึ่งตกประมาณ 3-4 นาที งานหนักโคตรเลยครับ ร้องเพลงไป (ฮัมเพลง Country Road) ก็.. โตนะลูกนะ (ทำท่าลูบไล้ต้นไม้เหมือนลูบหัวประโลมสัตว์เลี้ยง) ทำอย่างนี้ทุกวันไม่ไปไหนเลย ต้องตบบ่าความทุกข์ต้นต่อต้น แค่ต้นเดียวติดกันก็ไม่อยากขยับไปแล้วนะพี่ (หันไปคุยกับ อ.เนาวรัตน์) แต่มันต้องไป ไม่รู้จะสร้างชุมชนนี้ยังไง ผมเคยกระหยิ่มยิ้มย่องว่าตัวเองเล่นดนตรีฝีมือดี แต่พอมาเจอต้นไม้แต่ละต้นนี่กระอักเลือดเลย เพราะเจตนาคิดว่ามันต้องโตเพราะผมอยากให้มันโต
เวทีอารีนา ที่ผมเคยคิดว่าแค่ขุดดินขึ้นมาโปะก็ใช้ได้ แต่มันใช้ไม่ได้เพราะดินมันนั่งไม่ได้ (ลานวงกลมสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง มีที่นั่งเป็นขั้นบันไดล้อมรอบ) เอาหญ้ามาปลูกสวยงามก็ทิ่มตูดนั่งไม่ได้ กว่าจะรอให้อารีนาเซ็ทตัวได้ สุดท้ายตัดสินใจเอาปูนมาทา ไม่ต้องจ้างใครทำเอง ถึงบิดเบี้ยวอย่างนี้ หลายคนบอกจะมาทำใหม่ให้มันเรียบร้อย บอกไม่ต้อง ขอไว้เป็นอนุสรณ์ว่ากูโง่มาก่อน มีความทุกข์มาก เราคือคนละครต้องมีสัญลักษณ์เป็นเวที แล้วถึงมีเรือนชัชวาลย์ตามมา (เรือนไม้ยาวสามหลังล้อมรอบเวทีกิจกรรมกลางแจ้ง) แต่ก็ไม่วายต้องดีดกีตาร์ให้ต้นไม้ฟัง ไม่ได้เก่งอะไรมากมาย เพลงที่ผมเล่นคนไทยไม่ค่อยรู้จัก แต่ต้นไม้รู้จักแล้วกัน เพลงละกี่นาที เอาแค่ 10 ต้น ก็ 40 นาทีเข้าไปแล้ว 20 ต้น 80 นาที 1,000 ต้น เท่าไหร่แล้ว กลับมาเดินขาลากเลย…
ช่วงทุกข์ที่สุด ที่ดินทั้งหมดที่มีโฉนดถูกแบงค์ยึดหมด รวมทั้งบ้านที่ลาดพร้าวด้วย เหลือแต่ที่ดินที่ไม่มีโฉนด เขาไม่ยอมยึดเพราะไม่รู้จะยึดอะไร ทุกข์จนตอนหนีคดีเช็คไปใต้ผวาตำรวจที่มาช่วยอำนวยความสะดวก เห็นปุ๊บปีนบ้านหนีเลย ความทุกข์มันเป็นอย่างนี้ เลยชวนลูกศิษย์หนีขึ้นเชียงรายไปปลูกป่า คิดว่าทำนามันต้องให้ความสุขแน่นอน เพราะผมเชื่อมั่นว่าลูกชาวนาอย่างไอ้ติ้วไอ้ไก่มันทำนาได้ แล้วผมจะมีความสุขมากเลยถ้ามันทำนาสำเร็จ ตัวมันก็คิดว่าตัวเองทำได้เพราะเดินตามตูดควายโตมากับนา แต่ทำนาไม่เคยสำเร็จเลย เพราะช่วงสำคัญของการดูแลนาคือปล่อยน้ำเข้าน้ำออกไม่ได้อยู่ มันอยู่โรงเรียน โรงเรียนฆ่าภูมิปัญญา! ผมตกใจมาก เราก็ไปทำนากันทุกปีจนปีสุดท้ายข้าวตั้งรวงแล้วจะได้กินข้าวแล้วดีใจ ไก่ก็โทรมาบอกครูรออยู่นะครับ อีกสองวันน้ำหลากนาพังหมดเลย เพราะเสือกไปปลูกอยู่ในที่ลุ่ม น้ำไม่ได้เอาแค่นาไปนะ ไก่เป็นร้อยตัวที่มีชื่อทุกตัวนี่ก็ไปหมดเลย เด็กที่ตั้งชื่อให้น้ำตาไหลทุกคน อ้าวเลี้ยงใหม่ งูเหลือมมาลากไก่ไปแดกอีก สารพัดทำตัวติดดิน ที่ปราจีนเอาต้นไม้ไปปลูกในป่าตาล แต่ต้นไม้ที่ซื้อไปปลูกในป่าตายห่าหมดเลย งั้นเรากลับไปทำละครกันดีกว่าไหม อย่าเสียเวลาเลย

photo : บ้าน อุ่นบุญ : ไหว้ครู มรดกใหม่ 24 มกราคม 2569
จากประสบการณ์ที่ทุกข์ทำให้ได้คิด …เราก็ treat ละครเป็นเหมือนป่าสิ พวกเราคือเมล็ดพันธุ์ พอคำว่าเมล็ดพันธุ์มาปุ๊บมันเกิดเป็นชุมชน เป็นระบอบการศึกษาขึ้นมา คือ treat จากตรงนี้ เริ่มจากสิ่งที่ถนัดทำละครอย่างเดียวอยู่หลายปี กลับเยี่ยมป่าต้นไม้ตายห่าหมดเลย ไอ้ติ้วแหวกป่าออกมา ครูต้นมะค่าเต็มป่าเลย ขนลุก! มันขึ้นเองได้ด้วยเหรอ มหัศจรรย์พันลึกมากเลย จนกระทั่งแบงค์ออกโฉนดให้แต่ก็ได้เพียงเสี้ยวคือหนึ่งในสาม ผมมีที่อยู่ร้อยไร่ พอเริ่มตัดสินใจทำละครแบบทำนา ก็สามารถซื้อที่เพิ่มได้อีกร้อยไร่ พอเริ่มทำละครตอนนั้นยังติดหนี้แบงค์อยู่ กู้มาทั้งนั้น ตอนนี้ม่สามารถมีบัติเครดิตได้แล้วนะ มันบอกเช็คแล้วไม่มีปัญหาแต่ว่าไม่ผ่าน ไม่เคยให้กูเลย ยังแบล็คลิสต์อยู่นานถึง 7-8 ปี ตอนนี้ที่ดินแปลงนี้ทั้ง 10 ไร่ อาคารทุกอาคารไม่มีหนี้เลย … พบว่าก็ลากมันไป มันก็ไปของมัน แล้วก็ไปได้ ได้ความรู้ได้เรื่องราวมา (เป็น “ บ้านเรียนมรดกใหม่ ” ในปัจจุบัน)
ป่าจากตอนที่ซื้อมาเป็นไร่ข้าวโพด ไร่ลูกเดือย แปลว่ามันร้อนมันเตียนหมด ใช้ปุ๋ยต่าง ๆ นานา ผมว่าดินมันจำรากเหง้า ตรงนี้ต้องเคยเป็นดงประดู่ มะค่ามาก่อน เดินเข้าไปไอ้ไก่บอกครูนี่มันกระบก ผมไม่รู้จักเลยซักต้นเดียว แต่เสือกเป็นเจ้าของป่า ทุกทีที่กลับไปก็ได้ยินเสียงเลื่อย มันต้องมีใครแอบมาเลื่อยไม้ในป่าผม มันยังเกรงใจไม่เอาไปหมดเหลือไว้ให้เราชื่นใจอยู่ เลยใช้วิธีบวชป่าให้มันตัดทั้งผ้าเหลืองเลย แล้วเขียนแช่งมันไว้ด้วย ไผ่ก็เยอะปี ๆ ทำเงินเป็นแสนชาวบ้านเอาไปหมด นาน ๆ กว่าจะได้ขึ้นไปไม่เหลือแล้ว ก็ไม่ใช่ปัญหา ได้มีประโยชน์แบ่งให้ชาวบ้านมา 35 ปีแล้ว ประดู่ต้นขนาดที่โอบไม่รอบ ต้นสักก็ปลูกเป็นแนวไว้พร้อมเมื่อไหร่จะไปตัดมาสร้างบ้านของเราเอง ป่าเป็นอะไรที่เราชื่นใจมาก ได้เรียนรู้จากมันมหาศาล (มีเสียงแซวขึ้นว่า “ อาจโดนตัดไปก่อน ” ) โดนอยู่แล้ว วินาทีนี้กำลังเลื่อยอยู่รับประกันได้เลย ผลของการลากไป แล้วปล่อยให้ต้นไม้มันโตเอง ดูได้จากละครเรื่องล่าสุดของเราเลย “ เทียบเสน่ห์ 27th West ” เรื่องนี้เป็นการทำงานของเด็กทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมแค่ให้ไอเดียเด็กไปเท่านั้น ”

“ ช่างเล่น ” Signature Sound Concert
เปิด “ สวนช่างเล่น ” จังหวัดเชียงราย
“ นานมากแล้วที่ผมตั้งใจจะมาลงหลักปักฐานที่เชียงราย
เผลอแว่บเดียว 30 ปีผ่านไป ต้นไม้ใบหญ้าในผืนดินที่ปล่อยให้เทวดาเลี้ยง
ก็แตกกิ่งเติบโตกลายเป็น ‘ สัปปายะสถาน ’ ทางธรรมชาติ
เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเล่าเรื่อง
ตั้งแต่รุ่นลูก รุ่นหลาน รุ่นพ่อแม่ ไปถึงรุ่นปู่ย่าตายาย
ชวนมาทำอะไรกันเล่น ๆ มาอยู่กับดิน กินกับหญ้า อยู่อย่างต่ำทำอย่างสูง
ส่งต่อเรื่องเล่าให้ไม้ใหญ่ไม้เล็กได้เกื้อกูลกัน ที่ “ สวนช่างเล่น ” นะครับ
ครูช่าง ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง
เรียนเชิญ แขกผู้มีเกียรติ ศิลปิน และผู้รักในเรื่องเล่าทุกท่าน
ร่วมงานเปิด “ สวนช่างเล่น” โดย ศิลปินแห่งชาติ ครูช่าง ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง
ในวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธุ์ 2569 เวลา 16.30 -22.30 น.
ณ สวนช่างเล่น ซอยดอยปู่ไข่ หมู่ 13 ตำบลบ้านดู่ อ. เมือง เชียงราย ( ใกล้น้ำตกโป่งพระบาท)
พิกัดจัดงาน https://www.facebook.com/share/1GCpimf9Rs/
- พื้นที่ที่ยังประโยชน์แก่ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ชุมชน ศิลปิน เยาวชน และโลกใบนี้
- พื้นที่ที่จัดกิจกรรมทางด้านละคร ดนตรี ภาพยนตร์ ศิลปะร่วมสมัยที่มีรากเหง้าของความเป็นไทย
- พื้นที่ที่ไม่เรียกเก็บเงินค่าเข้าชม แต่สร้างรายได้เพื่อความยั่งยืนสืบสานเจตนารมย์ของ ครูช่าง ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง
- พื้นที่ที่สมาชิกร่วมกันสนับสนุน ระดมทุนอย่างโปร่งใสในรูปแบบของกิจกรรมต่าง ๆ
- พื้นที่ที่พำนักของศิลปิน Artist in Residency จำนวน 6 ถึง 12 คน

“ ช่างเล่น ” Signature Sound Concert : ดนตรี ละคร เรื่องเล่า และเวิร์คชอป ไม่เก็บค่าเข้าชม สนับสนุนกิจกรรมตามหัวใจเรียกร้อง
วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ เวลา 13.30 ถึง 22.30 น.
กิจกรรมในวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568
เริ่มลงทะเบียน 13.30 น. ภายในงานมีซุ้มอาหารเครื่องดื่มให้อุดหนุนตลอดวัน
กิจกรรม เวลา 14.00 - 16.00 น.
● การอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการแสดงและการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมสำหรับ เยาวชน จำนวน 30 คน
● การอบรมเชิงปฏิบัติการดนตรีสำหรับเยาวชนจำนวน 30 คน
เวลา 16.30 - 17.30 น.
• การแสดงละครเวทีร่วมสมัย โดย ชุมชนละครมรดกใหม่
เวลา 17.30 - 18.30 น.
ดนตรีเปิดงาน โดย วงดนตรี EASY JAZZ เชียงราย : โป้ง ชนกานต์ ห้อยยี่ภู่
เวลา 18.30 - 19.00 น.
• เรื่องเล่าจาก ครูช่าง ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง ศิลปินแห่งชาติ
เวลา 19.00 - 19.45 น.
ดนตรีและเรื่องเล่าชาติพันธุ์ : ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์
และอ่านบทกวี : อ.ดร.ภัททิรา วิภวภิญโญ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ ม.แม่ฟ้าหลวง
เวลา 20.00 - 20.45 น.
วง Blues Avenger กรุงเทพฯ : กลศ อัทธเสรี
เวลา 21.00 - 22.00 น.
วง มรดกใหม่ผลิใบ ปทุมธานี
เวลา 22.00 - 22.30 น.
Jam Session : ปอ: ภราดล พรอำนวย North Gate Jazz Co- Op เชียงใหม่
หมายเหตุ :
สนับสนุนบางส่วนของงาน โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักเชียงราย / มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง/ บริษัทอัศวโสภณ / เพื่อนมรดกใหม่ และลูกศิษย์ลูกหา
สำรองที่นั่ง แจ้งยืนยัน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
097-281-3619 ปาล์ม
098-516-2932 มิ้ง
089-8955751 Line ID: pobchan
https://www.facebook.com/share/p/19m9zFDwLE/?mibextid=wwXIfr
พิกัดจัดงาน https://www.facebook.com/share/1GCpimf9Rs/

Moradokmai International Theatre Festival (MITF 2026) Hosted by Moradokmai Community Theatre Thailand
ในวาระพิเศษ 72 ปี ครูช่าง ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง ศิลปินแห่งชาติ
สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละคร) ประจำปี พ.ศ. 2562
32 ปี คณะละครมรดกใหม่ สำนักศิลปะการละครเพื่อการพัฒนา
และ 22 ปี แห่งการฝ่าขวากหนามสร้างชุมชนคนละครคลอง 6 ปทุมธานี
สู่จุดสตาร์ทแรก ให้คนไทยได้ชมก่อนจะสัญจรรอบโลก ใน ...
เทศกาลละคร “ Thoughout the tough year, we built ”
( " เทศกาลละครสัญจรครั้งที่ 1 มรดกใหม่วิถีเหลวไหล " )
งาน ไหว้ครูมรดกใหม่ ทุกปีเป็นเหมือนงานรวมญาติคนละคร รวมพลังของศิษย์ทุกรุ่น ผลงานจึงเป็นเสมือนรายงานผลการเรียนที่เพียรศึกษามามากกว่าขวบปีที่ผ่าน จากผลดอกที่งอกงามของ “ค่ายกำกับละครพื้นบ้านแบบชนประคัลภ์ จันทร์เรือง” ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และบรรดาเครือข่ายที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมเทศกาลปีนี้มีทั้งหมด 8 เรื่อง จากหลากหลายสถาบันร่วมประชัน อาทิ
- นักละคร นักดนตรี นานาชาติ จาก Central Youth Theater เรื่อง “ 20 Hours ”
- ม.บูรพา สาขาวิชาการเขียนบทละครเวที คณะดนตรีและการแสดง เรื่อง “ตามระเบียบทิ้ง”
- ม.รังสิต เรื่อง “วิวาห์แสงจันทร์ ” , จาก ชุมนุมละครบ้านเหน่อ โรงเรียนกำแพงแสนวิทยา เรื่อง “ แก้วทำได้ ”
- คณะละครมรดกใหม่ 2 เรื่อง คือ “สุดสาคร” กับ “ เทียบเสน่ห์ 27th West ”
สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมและพิธีไหว้ครู อาทิ
1. รร.สตรีอ่างทอง
2. รร.ชุมชนทะนงบ้านไร่ พิจิตร
3. รร.ชุมชนดงมะไฟ พิจิตร
4. รร.อนุกูลนารี กาฬสินธ์
5. รร.กำแพงแสน ชมรมละครบ้านเหน่อ -กำแพงแสน
6. รร.วัดอู่ข้าว
7. รร.คลองห้า
8. รร.วัดมูลเหล็ก
9. มหาวิทยาลัยนานาชาติ St Teresa International University - TRSU
10. มหาวิทยาลัยรังสิต
11. มหาวิทยาลัยบูรพา
“ เทียบเสน่ห์ 27th West ”
“ เทียบเสน่ห์ 27th West ” ผลงานเรื่องล่าสุดของ “ คณะมรดกใหม่ ” แรกดำริจากครูช่างผู้ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ 42nd Street ” ละครดังระดับตำนานของวงการ Broadway (สังคมโรงละครย่านแมนแฮตตัน ถนนสายวัฒนธรรมชื่อดังระดับโลกใจกลางกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ศูนย์กลางการแสดงละครเพลง (Musical) และละครเวทีคุณภาพสูงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นสัญลักษณ์ความบันเทิงที่สะท้อนวัฒนธรรม และสังคมอเมริกัน คือเวทีสำคัญของนักแสดง นักร้อง และนักดนตรีฝีมือเยี่ยม) เรื่องนี้ถูกนำมาปรับใหม่ใส่บริบทไทยในนาม “ เทียบเสน่ห์ 27th West ” ผลงานการเขียนบทและกำกับการแสดง โดย อริสา ปิ่นเกตุ (พลับพลึง อายุ 18 ปี) “เทียบเสน่ห์ 27th West ” เป็นไฮไลต์ของ เทศกาลละครนานาชาติ ปีนี้ (Moradokmai International Theatre Festival 2026)
“ เทียบเสน่ห์ 27th West ” เปิดแสดงครั้งแรกเมื่อ วันที่ 24 มกราคม 2569 ณ บ้านเรียนมรดกใหม่ โรงละครคุณปู่ รังสิต คลอง 6 ก่อนยกขบวนเข้าหอศิลป์ย่านธุรกิจใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ หอศิลป์กรุงเทพฯ (BACC) จัดแสดง 4 รอบที่ เมื่อวันที่ 29–30–31 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ด้วยเนื้อหาที่พูดถึง เรื่องราวของ " เพ็กกี้ " สาวบ้านนาล่าฝัน ที่ต้องรับบทนำกระทันหันแทนดาราใหญ่ในวินาทีวิกฤต! ภายใต้การกำกับสุดโหดของ " มาร์ชประคัลภ์ " บทพิสูจน์ศักยภาพ และชีวิตที่ต้องเดิมพันด้วยอนาคต ในวาระไหว้ครูปี 2569 เรื่องราวในบริบทชีวิตทรหดกับครูโหดของคนละคร สะท้อนชีวิตจริง จึงเป็นเสมือน ‘ เครื่องบูชาครู ’ จากการสู้บำเพ็ญเพียรโดยศิลปี ตลอดชีวีของ ชุมชนคนละครมรดกใหม่ (Moradokmai Theatre Community & Homeschool) หลังการแสดงทุกเรื่องจะมีธรรมเนียมการวิพากษ์จากครู แขกรับเชิญ หรือคนต้องการแชร์ความคิดเห็น “ เทียบเสน่ห์ 27th West ” ก็เช่นกัน พิเชษฐ์ กลั่นชื่น ศิลปินศิลปาธร หนึ่งในครูศิลปการแสดงร่วมสมัยไทยที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกให้ความเห็นว่า
“ เป็นความชัดเจนที่ “ เทียบเสน่ห์ ฯ ” ได้สร้างระบบนิเวศทางศิลปะขึ้น สิ่งน่าสนใจที่สุดคือทักษะความเป็นมนุษย์ที่ถูกใช้ครบทุกด้าน ในมิติของความเป็นไทย เราใช้ทักษะความคิด ทักษะภาษา ทักษะทางร่างกาย ทักษะของการเคลื่อนไหว และจินตนาการ ผมดูการแสดงของเรามาตลอด แต่ว่าเราไปแยกออกเป็นชิ้น ๆ ตามทฤษฎีฝั่งตะวันตก ซึ่งมรดกใหม่พารูปแบบ ‘ ทักษะความเป็นมนุษย์ ’ กลับคืนมาอยู่ใน “ เทียบเสน่ห์ 27th West ” ผมคิดว่าประเด็นที่เป็นที่น่าสนใจในโลกอนาคตข้างหน้าคือ เราจะอยู่กับ AI กับหุ่นยนตร์ยังไง ทักษะความเป็นมนุษย์ของเราเป็นหัวใจสำคัญควรที่เราต้องเก็บรักษาเอาไว้ ไม่น่าจะมีมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่ทำให้ actor หรือ performer มีครบทุกองค์ประกอบเหล่านี้ได้ ทุกมหาวิทยาลัยจะแยกออกจากกัน แต่ที่นี่รวมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน มันก็เป็นที่น่าเสียดายว่าคนที่มีตำแหน่งมีความรู้ความสามารถ กลับไม่มีปัญญาในสติปัญญา ” จบลงด้วยเสียงฮือฮารอบทิศทางอย่างพร้อมเพรียง
แต่การเดินทางของ “ เทียบเสน่ห์ 27th West ” ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะการเดินทางไม่มีที่สิ้นสุด เตรียมพบกันใหม่ในเทศกาลละคร “ Thoughout the tough year, we built ” ที่จะสัญจรไปในหลายประเทศและทุกทิศทั่วไทย โปรดติดตามใน
Facebook page :
Moradokmai International Theatre Festival
คณะละครมรดกใหม่ สำนักศิลปะการละครเพื่อการพัฒนา
Production Note
รายนามนักแสดง
เพ็กกี้ : อาริสา ปิ่นเกตุ (พลับพลึง)
เพ็กกี้ : สุทัตตา ม่วงทิยพ์ (ต้นน้ำ)
มาร์ชประคัลภ์ : คำฉันท์ สายสินธุ์ (คำฉันท์)
โดโรธี พ้อยท์ : สุนันทา ขจรภพ (น้ำเพชร)
ชาดิโอ : คีตภูมิ สายสินธุ์ (ชาดก)
ลีลา เดส : พรรณนิภา มีจันทร์ (สตางค์)
การุน : ชัยณรงค์ นีติจรรนา (เต้)
กลุ่มนักแสดงถั่วงอก
ดญ. ดิษญาภา บุญเถาว์ (อารี)
ดญ.อธิษฐาน แซ่โซ้ง (จันทร์ฉาย)
ดช.อชิระ แซ่โซ้ง (ปราดเปรื่อง)
กลุ่มนักแสดงผู้ใหญ่
ลุงติ้ว : สุภเมธ หมายมุ่ง (ครูติ้ว)
ป้าฝ้าย : สุจิธรรม ใสยราษฏร์ (ครูฝ้าย)
ลุงภารโรง : กลศ อัทธเสรี (อาหมู)
ลุงภารโรง : ธนสร อ่อนกล่ำผล (เรนนี่)
กลุ่มนักแสดงชาย
ศิริศักดิ์ มาหา (ปอเช่)
ดช.กฤษฏา สารา (อรุณ)
ดช.ศุภมิตร หมายมุ่ง (ก้านตรง)
ดช.กษิติธร หมายมุ่ง (แก่นคูณ)
กลุ่มนักแสดงหญิง
พลอยไพริน ขจรภพ (แพรวา)
ธิดาดาว อาสาสนา (ใบหม่อน)
ดญ.กัญญาพัชร แสงเดือน (น้ำทิพย์)
กลุ่มนักแสดง-ดนตรี
มือคีย์บอร์ด : ธนิสร ปทุมชาติ (ครูเนม)
มือกลอง : อาทิตย์ ช่างทอง (ครูอาร์)
มือเบส : ชัยณรงค์ นีติจรรยา (เต้)
กลุ่มนักแสดง-เทคนิค
ควบคุมไฟ : ธนาดล หนูอินทร์ (ครูปาล์ม)
จัดการฟร้อนต์ : อรจิรา แจ่มอุบล (เมเม่)
จัดการซาวน์ : มัณฑนา ศิริฟอง (มิ้ง)
ทีมงานการจัดการ เทศกาลละครมรดกใหม่
Festival director : ศิริศักดิ์ มาหา (ปอเช่)
Program director : คีตภูมิ สายสินธุ์ (ชาดก)

photo : officiallondontheatre.com : Everything you need to know about 42nd Street [5]
ครูหน่อง อานันท์ นาคคง ได้บันทึกถึงการแสดง “ เทียบเสน่ห์ 27th West ” ไว้ไม่ต่างจากการบันทึกประวัติศาสตร์การศึกษาหน้าสำคัญ ที่เป็นเหมือนบทสรุปแผนการเรียนทางเลือกที่กระทรวงศึกษาธิการควรได้รับรายงานไว้ให้เป็นกรณีศึกษา เพราะทุกคมคำที่นำวิพากษ์เสมือนภาพแทนการทำงานจากทุกภาคส่วนที่ล้วนเกี่ยวข้องกับทัศวิสัยใน การชม การแสดง และการศึกษาแผนใหม่ที่ทั้งโลกให้ความสำคัญ นั่นคือแนวทางของการเรียนรู้ด้วยตัวเองโดยมีครูเป็นที่ปรึกษา ตำราคือโลกกว้าง การสร้างอนาคตของทุกคนมีตัวตนเป็นผู้ออกแบบ และเติบโตภายใต้ระบบที่ถูกควบคุมด้วย ‘ ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม ’ ผู้เขียนจึงขออัญเชิญข้อเขียนของครูผู้รู้แจ้งมาจัดแสดงไว้ในบทความนี้ ให้เป็นคัมภีร์คำสอนสำหรับนักการละครเพื่อบทตอนต่อไปทั้งในปัจจุบันและอนาคต
เพ้อเจ้อ : จาก “ บรอดเวย์ 42nd Street ” สู่มรดกใหม่เวย์ “ เทียบเสน่ห์ 27th West ”
ค่ำวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องสตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร คุณลุงนักมะน้อยส์วิทยาคนหนึ่ง นั่งอยู่ท่ามกลางผู้ชมเพื่อดูละครรอบสุดท้ายของ คณะมรดกใหม่ เรื่อง “ เทียบเสน่ห์ 27th West ” ที่ผ่านการดัดแปลงมิวสิคัลบรอดเวย์คลาสสิกอย่าง “ 42nd Street ”
หากสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าสายตาไม่ใช่เพียงการแสดงที่สำเร็จรูป หากเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ากำลังยืนอยู่ต่อหน้ากระบวนการเรียนรู้ที่สุกงอมแล้วระดับหนึ่ง และต่อหน้ามรดกทางความคิดด้านการศึกษาละคร ที่ครูช่าง ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง พยายามปลูกฝังมาอย่างยาวนาน
บทเพ้อเจ้อนี้ ตั้งใจบันทึกการรับรู้ของลุงนักมะน้อยส์ ที่มองเห็นการแสดงเป็นทั้งงานศิลปะและเป็นร่องรอยของระบบการศึกษา ในที่นี้จะสะท้อนการมองงานละครดังกล่าวในฐานะ
(1) การดัดแปลงข้ามวัฒนธรรม (intercultural adaptation)
(2) ผลลัพธ์ของระบบการฝึกแบบสำนัก (apprenticeship-based pedagogy)
(3) พิธีกรรมร่วมสมัยที่ต่อรองอำนาจครู–ศิษย์ในพื้นที่สาธารณะ

photo : Anant Narkkong
เทียบเสน่ห์ 27th West เปิดตัวในเทศกาลไหว้ครูของคณะมรดกใหม่ ณ รังสิต และยกทั้งโปรดักชันเข้าสู่พื้นที่สาธารณะใจกลางเมือง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร การเคลื่อนย้ายเวทีจากชุมชนสู่สถาบันศิลปะเมือง ทำให้ผลงานมีสถานะเป็นทั้งการแสดงและถ้อยแถลงทางสังคมว่าด้วย “มรดก” และ “การเรียนรู้” ในโลกปัจจุบัน
1. จาก American Dream สู่ความฝันของเด็กบ้านนา
ต้นฉบับ 42nd Street เกิดขึ้นในยุคเศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐอเมริกา Great Depression (1930s) และทำหน้าที่เป็นเรื่องเล่าเพื่อปลอบประโลมสังคมด้วยความหวังแบบ American Dream นั่นคือคนธรรมดาอาจกลายเป็นดาวเด่นได้หากมีความพยายาม โครงเรื่องง่าย ๆ นักแสดงหญิงสาวหน้าใหม่ได้โอกาสแทนดารานำที่บาดเจ็บก่อนเปิดการแสดง การเดินเรื่องของ 42nd Street วนเวียนอยู่ในฉากละคร เล่าเรื่องการทำโชว์บรอดเวย์ตั้งแต่ซ้อมจนเปิดม่านจริง มีท่าเต้นรำแบบ Busby Berkeley ที่ใช้ร่างกายมนุษย์สร้างภาพเคลื่อนไหวเหมือนลายดอกไม้ วงล้อ สะพาน และมีเพลงเด่นที่คนรักละครบรอดเวย์จำได้ดี เช่น “42nd Street”, “We’re in the Money” “Lullaby of Broadway” จังหวะเร็ว ร่าเริง ฟังแล้วเห็นภาพคนเดินบนถนนนิวยอร์ก การแสดงละครเพลงเคยมีการทำให้เป็นภาพยนตร์จอเงินด้วย ใน เทียบเสน่ห์ 27th West โครงสร้างดังกล่าวถูกเก็บไว้ แต่ความหมายถูกย้ายศูนย์กลางจากเมืองใหญ่ของโลกตะวันตก มาสู่ภูมิทัศน์ชนบท–ชุมชนละครพื้นบ้านไทย คำว่า "เทียบเสน่ห์" นั้นเป็นทำเลที่ตั้งของคณะละคร อยู่ในซอยเทียบเสน่ห์ ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง ปทุมธานี มีทุ่งนา มีคลอง และที่นี่ มีตัวละครสำคัญ “เพ็กกี้” สาวบ้านนาล่าฝัน
นักล่าฝันในโลกละคร ไม่ได้หมายถึงการไต่เต้าสู่ชื่อเสียงในระบบบันเทิง หากหมายถึงการต่อสู้เพื่อมีที่ยืนในโลกที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเด็กธรรมดา ความฝันจึงไม่ใช่ความหรูหรา แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่จะได้พิสูจน์คุณค่าของตนเอง
การเปลี่ยนชื่อจาก 42nd Street เป็น 27th West มิได้เป็นเพียงการแปลหรือดัดแปลงเชิงสัญลักษณ์เพื่อความเท่ หากเป็นการย้ายจุดยืนทางอุดมการณ์จากความฝันเชิงตลาด (market-oriented dream) ไปสู่ความฝันเชิงศักดิ์ศรีของชีวิต (dignity of aspiration) เทียบเสน่ห์ 27th West แสดงให้เห็นว่าการนำผลงานคลาสสิกตะวันตกมาดัดแปลงในบริบทไทยไม่จำเป็นต้องสิ้นสุดลงที่การเลียนแบบรูปแบบ หากสามารถกลายเป็นกระบวนการวิพากษ์และการผลิตความหมายใหม่ผ่านเงื่อนไขทางสังคมและการศึกษาของท้องถิ่น งานชิ้นนี้จึงทำหน้าที่พร้อมกันในหลายระดับ คือเป็นทั้งมิวสิคัลเชิงเปรียบเทียบ, พื้นที่ฝึกฝนแรงงานเยาวชนทางศิลปะการแสดง และเวทีตั้งคำถามต่อแนวคิดเรื่อง มรดกวัฒนธรรมในฐานะสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง หากถูกแปรรูปและต่อรองความหมายได้ในโลกปัจจุบัน
2. โครงเรื่องครูวัยชรา–ศิษย์สาว: การถ่ายโอนอำนาจผ่านเวที
ใครสอนใครกันแน่ ตัวละครผู้กำกับวัย 72 ปี “ มาร์ชประคัลภ์ (March Prakal) ” คือภาพแทนของครูรุ่นเก่าที่แบกทั้งอำนาจ ความทรงจำ และบาดแผลของการทำงานศิลปะมายาวนาน อารมณ์ร้อน ดื้อรั้น และพยายามบอกผู้ชมตลอดเวลาว่านี่คือผลงานละครเรื่องสุดท้ายในชีวิต ขณะที่เพ็กกี้คือร่างของเยาวชนที่ต้องรับภาระหนักเกินวัย เมื่อเธอต้องขึ้นต้องขึ้นเป็นตัวเอกแทนนางเอกใหญ่ในยามวิกฤต ความตึงเครียดระหว่างคนสองรุ่นจึงไม่ใช่เพียงดราม่าบนเวที แต่คือ พิธีกรรมของการถ่ายโอนอำนาจและความรู้ ครูไม่อาจยืนอยู่กลางเวทีตลอดไป และศิษย์ไม่อาจเติบโตได้หากไม่ถูกผลักให้ออกมายืนด้วยตนเอง ละครทำหน้าที่เป็นโครงเรื่องของบทพิสูจน์ชีวิตที่เดิมพันด้วยอนาคต การวางคู่ตรงข้ามระหว่างครูวัยชราและศิษย์สาวรุ่นใหม่ จึงสร้างโครงสร้างเชิงพิธีกรรมของการถ่ายโอนความรู้และอำนาจ (ritualized transmission of authority) จากรุ่นสู่รุ่นผ่านเวทีการแสดง
คำถาม เด็กจะทำได้ไหม? จะพังหรือจะปัง? ตรงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องในละคร แต่เหมือนชีวิตจริงของเด็ก ๆ มรดกใหม่ ที่ต้องก้าวออกมารับผิดชอบงานใหญ่ด้วยตัวเองต่อหน้าครูและคนดู คำถาม จึงไม่ใช่คำถามของตัวละคร หากเป็นคำถามต่อระบบการศึกษาทั้งระบบว่า เยาวชนจะมีพื้นที่ยืนอย่างไรในระบบวัฒนธรรมที่มักสงวนพื้นที่ให้ดาวเด่นและผู้มีอำนาจเดิม

3. ระบบการบ่มเพาะมนุษย์เด็กมรดกใหม่: ไม่ได้ฝึกเพื่อแสดง แต่ฝึกเพื่อใช้ชีวิต
นักแสดงทุกคนคือเยาวชนที่ผ่านการฝึกฝนระยะยาวภายใต้ระบบสำนักของ ครูช่าง ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละคร) พ.ศ. 2562 ผู้ก่อตั้งและกำหนดอุดมการณ์การศึกษาละครของ “มรดกใหม่” ในฐานะสำนักการแสดงและบ้านเรียนทางเลือก ระบบการเรียนรู้มีลักษณะเป็น apprenticeship-based pedagogy เรียนรู้ผ่านการอยู่ร่วมกัน ฝึกซ้ำอย่างต่อเนื่อง และถ่ายทอดจากครูสู่ศิษย์ผ่านการปฏิบัติจริง ละครจึงเป็นแกนกลางของการเรียนรู้ที่บูรณาการภาษา ร่างกาย ดนตรี ความสัมพันธ์ทางสังคม และจริยธรรมการทำงานร่วมกัน งานศึกษากรณี “บ้านเรียนมรดกใหม่” ชี้ว่าโครงสร้างการเรียนรู้เป็นชุมชนขนาดเล็ก (small-scale learning community) ยืดหยุ่น และใช้การทำละครเป็นจุดตั้งต้นของการเรียนรู้หลายมิติ ได้แก่ การอ่านบท–ซ้อม–แสดง–เดินทาง–อ่านหนังสือ–เรียนรู้จากบทเพลง/ภาพยนตร์–วิทยากรเฉพาะทาง
แนวคิด “ ปรัชญา 6 ข้อ ” [6]
(1) พร้อมใจกันทำพร้อมใจกันเลิก
(2) ทำแล้วทำเล่าจนทำได้
(3) อยู่อย่างต่ำทำอย่างสูง
(4) แผ่วที่ผล ทำที่เหตุ
(5) ไม่มีเรื่องเล่าที่เล่าไม่ได้ มีแต่นักแสดงที่เล่าไม่เป็น
(6) เป็นอย่างที่กิน เป็นอย่างที่อ่าน เป็นอย่างที่สอน
สะท้อนการมุ่งสร้างทั้งทักษะและลักษณะนิสัย (character formation ควบคู่ skill formation)
การศึกษาของที่นี่มิได้มุ่งผลิต “ นักแสดงที่เก่ง ” อย่างเดียว หากมุ่งสร้าง “ มนุษย์ที่ยืนอยู่กับงานศิลปะได้ ” และ “ เล่นเป็นทีม ” ได้อย่างมีวินัยและมีแรงขับจากภายในเพราะเวทีในระบบนี้ไม่ใช่พื้นที่โชว์อย่างฉาบฉวย แต่เป็นพื้นที่ฝึกความรับผิดชอบ การยืนระยะ และการทำงานร่วมกันแบบสำนัก ร่างกายนักแสดงทำหน้าที่เป็นทั้งสื่อสุนทรียะและหลักฐานเชิงประจักษ์ของกระบวนการศึกษา (learning by doing; community of practice) ละครจึงเป็นทั้งห้องเรียน ห้องทดลอง และพื้นที่ฝึกวินัยทางชีวิต “ เทียบเสน่ห์ 27th West ” จึงไม่ใช่ผลลัพธ์ของการฝึกเฉพาะกิจ แต่คือ หลักฐานเชิงประจักษ์ของกระบวนการศึกษาระยะยาว ที่ทำให้เยาวชนสามารถแบกรับงานที่ซับซ้อนทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ และความหมายได้
ภาพที่กระทบใจผู้ชมอย่างยิ่งคือการได้เห็น นักแสดงตัวเล็ก ๆ เด็กมาก ๆ ยืนอยู่บนเวทีเดียวกันกับนักแสดงวัยรุ่นและนักแสดงอาวุโส ร่างกายต่างวัยเหล่านี้ไม่ได้ถูกจัดวางเป็นฉากหลังหรือเครื่องประดับ หากยืนอยู่ในโครงสร้างการแสดงเดียวกัน รับผิดชอบจังหวะเดียวกัน และแบ่งปันพื้นที่เดียวกันต่อหน้าผู้ชม ภาพนี้ทำให้เวทีไม่ใช่เพียงพื้นที่ของความสามารถเฉพาะบุคคล แต่เป็นพื้นที่ของการถ่ายทอดข้ามวัยอย่างเป็นรูปธรรม เด็กเล็กได้เห็นแบบอย่างของการยืนบนเวที เด็กโตได้เรียนรู้การดูแลจังหวะร่วมกัน และผู้ใหญ่ได้ยอมลดระดับความเป็นศูนย์กลางเพื่อให้รุ่นถัดไปปรากฏตัวได้เต็มที่ มรดกใหม่จึงไม่ถูกเก็บไว้ในความทรงจำของคนรุ่นเดียว หากถูกทำให้มองเห็นได้ในการอยู่ร่วมกันของหลายช่วงวัยบนเวทีเดียวกัน ราวกับว่าการแสดงครั้งนี้มิได้เล่าเพียงเรื่องราวของตัวละคร แต่กำลังแสดงให้เห็นกระบวนการส่งต่อชีวิตของศิลปะจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งต่อหน้าสาธารณะ

photo : Anant Narkkong
4. โขน ละครรำ เพลงพื้นบ้าน แจ๊ส และศิลปะไทยในฐานะภาษาปัจจุบัน
การผนวกโขน ละครรำ และการร้องรำพื้นบ้านเข้ากับมิวสิคัลตะวันตก มิใช่การตั้งโชว์เชิงพิพิธภัณฑ์ หากเป็นการใช้ศิลปะไทยเป็น “ ภาษาการเล่าเรื่อง ” ของคนรุ่นใหม่ ศิลปะไทยจึงเคลื่อนจากสถานะวัตถุศักดิ์สิทธิ์สู่ระบบท่าทางและเสียงที่ทำงานในบริบทใหม่ แนวทางนี้สอดคล้องกับความเข้าใจมรดกวัฒนธรรมในฐานะ process มากกว่า product กล่าวคือ มรดกคือการกระทำซ้ำอย่างมีความหมายในสถานการณ์ใหม่
จุดเด่นที่ไม่อาจมองข้ามได้คือ การใช้ดนตรีประกอบสด ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างดนตรีสากล ดนตรีไทย และสำเนียงดนตรีแจ๊สที่มีสีสันเร้าใจ ทั้งในมิติของจังหวะที่หนักแน่น ความนุ่มนวลของท่วงทำนอง และการเปิดพื้นที่ให้เกิดการโต้ตอบระหว่างนักดนตรีกับนักแสดงบนเวที เสียงร้องของนักแสดงมิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพาหะของเนื้อเพลง หากถูกวางให้ประสานไปกับโครงสร้างและอารมณ์แบบดนตรีแจ๊สอย่างกลมกลืน จนเกิดสภาวะของ “ดนตรี–การแสดง–ร่างกาย” ที่เชื่อมประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ในความหมายนี้ ดนตรีสดมิได้เป็นเพียงองค์ประกอบประกอบฉาก หากเป็นกลไกสำคัญของการแปลความหมายทางวัฒนธรรม (cultural translation) ระหว่างโครงสร้างมิวสิคัลตะวันตกกับภาษาศิลปะไทยร่วมสมัย การเลือกใช้ดนตรีแจ๊สซึ่งมีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับเสรีภาพ การด้นสด และลีลาการร่ายรำ-การเต้นรำในลักษณะการต่อรองอัตลักษณ์ ยิ่งทำให้การแสดงชุดนี้ขยายมิติจาก “การอนุรักษ์” ไปสู่ “การสร้างสรรค์เชิงวิพากษ์” ที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปะไทยสามารถเคลื่อนไหว สนทนา และแปรรูปได้ในโลกปัจจุบัน

5. การไหว้ครูในรูปของการแสดง
การแสดงเรื่องนี้จัดขึ้นในบริบทของเทศกาลไหว้ครู จึงสามารถอ่านได้ว่าเป็น การไหว้ครูซ้อนพิธีกรรม คือซ้อนพิธีแบบประเพณีเข้ากับการไหว้ครูผ่านภาษาละครของเยาวชน ในเชิงการเมืองของครู (politics of the teacher) การให้ศิษย์สวมบท “ครู” บนเวทีคือการกระจายอำนาจการนิยาม (decentralization of authority) จากบุคคลสู่ชุมชนการเรียนรู้ ครูมิใช่เพียงผู้ถ่ายทอดความรู้ หากเป็นผู้ก่อรูปโครงสร้างอำนาจแบบเฉพาะตัว—โครงสร้างที่ยอมให้ศิษย์ถือครองเสียงของตนในพื้นที่สาธารณะ งานชิ้นนี้ทำหน้าที่เป็น การซ้อนพิธีไหว้ครูของมรดกใหม่เข้ากับการไหว้ครูด้วยภาษาของคนรุ่นใหม่ผ่านมิวสิคัลและการล้อเลียนเชิงเคารพ (respectful parody) ต่อหน้าครูตัวจริง พื้นที่เวทีเปิดให้ศิษย์ทั้ง “เคารพครู” และ “สะท้อน/วิพากษ์ครู"ผ่านตัวละครมาร์ชประคัลภ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นร่างแทน (dramatic double) ของครูในโลกจริง การไหว้ครูในที่นี้จึงไม่หยุดอยู่ที่การยืนยันลำดับชั้น หากเป็นการทำให้ความสัมพันธ์ครู–ศิษย์ เคลื่อนไหวได้ ผ่านการเจรจาเชิงสัญลักษณ์ และผู้ประกอบพิธีไหว้ครูคนสำคัญของละครเรื่องนี้ ขอปรบมือให้ผู้รับบทเพ็กกี้ คือ อริสา ปิ่นเกตุ (พลับพลึง) นักเรียนมรดกใหม่วัย 17 ปี ที่เป็นทั้งนักแสดง ผู้กำกับและผู้สร้างเรื่องราว ซึ่งสอดแทรกประสบการณ์ของตนเองลงในโครงเรื่อง ทำให้ “ เทียบเสน่ห์ 27th West ” เป็นทั้งการแสดงและบันทึกชีวิตศิษย์-ครูมรดกใหม่ในเวลาเดียวกัน

photo : Anant Narkkong
6. บรอดเวย์ปะทะมรดกใหม่เวย์
การดัดแปลงจาก 42nd Street สู่ เทียบเสน่ห์ 27th West มิใช่เพียงการเคลื่อนย้ายบทจากบริบทหนึ่งสู่อีกบริบทหนึ่ง หากเป็นการปะทะกันของ สองระบอบการผลิตศิลปะ ได้แก่ “บรอดเวย์เวย์” (Broadway way) กับ “มรดกใหม่เวย์” (Moradokmai way)
ในเชิงโครงสร้าง บรอดเวย์เวย์ตั้งอยู่บนระบบอุตสาหกรรมวัฒนธรรมที่เน้นความเป็นมืออาชีพ ความแม่นยำเชิงเทคนิค และความสำเร็จในเชิงตลาด การซ้อม การคัดเลือกนักแสดง และการจัดการเวทีล้วนมุ่งสู่ผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้และทำซ้ำได้ (reproducibility) ขณะที่มรดกใหม่เวย์ตั้งอยู่บนระบบสำนักและชุมชนการเรียนรู้ ซึ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการบ่มเพาะมนุษย์มากกว่าผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ การฝึกซ้อมจึงเป็นทั้งการฝึกทักษะและการฝึกชีวิต การแสดงจึงไม่ใช่เพียงสินค้า หากเป็นบทเรียนที่มีผู้ชมเป็นพยาน
ในระดับสุนทรียะ บรอดเวย์เวย์เน้นความอลังการ ความพร้อมเพรียง และภาพฝันของเมืองใหญ่ ส่วนมรดกใหม่เวย์แปลภาพฝันนั้นให้กลายเป็น ภาษาของชุมชน ผ่านร่างกายเยาวชน การผนวกโขนและการร้องรำพื้นบ้านจึงไม่ใช่เครื่องประดับเชิงชาติพันธุ์ หากเป็นการแทรกไวยากรณ์ท้องถิ่น เข้าไปในโครงสร้างมิวสิคัลตะวันตก ทำให้เวทีไม่ใช่เพียงพื้นที่จำลองเมืองใหญ่ หากเป็นพื้นที่ต่อรองอัตลักษณ์ระหว่างโลกสากลกับโลกชุมชน ในเชิงอำนาจการเล่าเรื่อง (narrative authority) บรอดเวย์เวย์ให้คุณค่ากับ “ดาวเด่น” และผู้กำกับในฐานะศูนย์กลางการตัดสินใจ ขณะที่มรดกใหม่เวย์กระจายอำนาจการเล่าเรื่องไปยังกลุ่มเยาวชนทั้งคณะ การที่ผู้กำกับตัวจริงเป็นเยาวชน และตัวละครผู้กำกับในเรื่อง (มาร์ชประคัลภ์) ถูกนำมาล้อเลียนเชิงเคารพ แสดงถึงการย้ายศูนย์อำนาจจากตัวบุคคลสู่กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชน
ดังนั้น “ บรอดเวย์ปะทะมรดกใหม่เวย์ ” มิได้หมายถึงการแข่งขันระหว่างความเป็นสากลกับความเป็นท้องถิ่น หากหมายถึง การเจรจาระหว่างสองตรรกะของศิลปะ คือ ตรรกะแห่งการผลิต (production logic) กับตรรกะแห่งการบ่มเพาะ (cultivation logic) งาน “ เทียบเสน่ห์ 27th West ” ทำให้เห็นว่าโครงสร้างมิวสิคัลแบบบรอดเวย์สามารถถูกนำมาใช้เป็นภาชนะ (form) เพื่อบรรจุเนื้อหาของการศึกษา พิธีกรรม และชุมชนในแบบมรดกใหม่ ในความหมายนี้ ละครเรื่องนี้มิได้เลือกข้างระหว่างบรอดเวย์หรือมรดกใหม่ หากสร้างพื้นที่ที่ทั้งสองแบบสามารถสนทนากันได้บนเวทีเดียวกัน บรอดเวย์ให้โครงสร้าง มรดกใหม่ให้ชีวิต และผู้ชมได้เห็นว่าศิลปะการแสดงสามารถเป็นได้ทั้งระบบอุตสาหกรรมและระบบการศึกษาในเวลาเดียวกัน

photo : Anant Narkkong
7. ละครในฐานะพิธีกรรม การศึกษา และการเมืองของครูศิษย์
“ เทียบเสน่ห์ 27th West ” มิได้เป็นเพียงผลลัพธ์ของการดัดแปลงมิวสิคัล หากเป็น เหตุการณ์เชิงพิธีกรรม ที่เผยให้เห็นความสุกงอมของระบบการศึกษาละครที่ ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง วางรากฐานมายาวนาน การแสดงทำหน้าที่เป็นทั้งผลผลิตและการประเมินตนเองของกระบวนการเรียนรู้—พิสูจน์ว่าการฝึกแบบสำนักสามารถก่อรูปเป็นภาษาศิลปะร่วมสมัยได้ในมิติพิธีกรรม งานนี้คือการไหว้ครูซ้อนพิธีกรรม—เคารพครูผ่านการล้อเลียนเชิงเคารพและการจำลองตัวตนครูบนเวที เปิดพื้นที่ให้ความสัมพันธ์ครู–ศิษย์เจรจากันได้อย่างมีชีวิต ในมิติการศึกษา นี่คือการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำที่รวมทักษะ ความรับผิดชอบ และความกล้าเผชิญความเสี่ยงไว้ในพื้นที่เดียว ในมิติการเมืองของครู นี่คือการยอมให้ศิษย์ถือครองเสียงของตนในที่สาธารณะ ผ่านการกระจายอำนาจการนิยามจากครูสู่ชุมชน
เมื่อพิจารณาบริบทวาระ 72 ปีของชนประคัลภ์ จันทร์เรือง, 32 ปีของคณะละครมรดกใหม่ และ 22 ปี ของการฝ่าขวากหนามสร้างชุมชนการเรียนรู้ ละครเรื่องนี้จึงเป็น “ถ้อยแถลงของชุมชน” ว่าการศึกษาทางเลือกผ่านละครสามารถสร้างทั้งศิลปิน ชุมชน และพิธีกรรมใหม่ให้สังคมร่วมเป็นพยาน
การไหว้ครูในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอาจมิจำเป็นต้องอยู่ในกรอบพิธีกรรมเดิม หากสามารถดำรงอยู่ในรูปของการแสดง การวิพากษ์ และการหัวเราะร่วมกันได้ การไหว้ครูเช่นนี้มิได้หันกลับสู่อดีตเพียงอย่างเดียว หากยืนยันว่า มรดกของครูยังเดินหน้าได้พร้อมอนาคต ผ่านร่างกายและเสียงของเยาวชน
ก่อนกลับ ทางเดินออกจากเวทีมีป้ายคำถามหน้าโรงละครว่า “ สำหรับคุณแล้ว มรดกใหม่คืออะไร? ” คำตอบต่างๆที่ผู้ชมเขียนลงกระดาษโพสต์อิทเล็ก ๆ ที่แปะวางข้างฝา ทำให้การแสดงพ้นจากกรอบความบันเทิงไปสู่พื้นที่สนทนาสาธารณะ คำถามนี้ไม่ได้มุ่งหาคำตอบเดียว แต่ท้าทายอำนาจนิยามมรดกที่มักถูกผูกขาดโดยรัฐหรือสถาบันศิลปะ
ระหว่างทางกลับบ้าน นั่งนึกตรึกตรอง ถ้าคุณลุงจะถูกถามในฐานะผู้ชมว่า “อะไรคือ มรดกใหม่ ที่สัมผัสได้จริงจากละครเรื่องนี้” คำตอบอาจไม่ใช่การสรรเสริญเยินยอรูปแบบการแสดง หรือความกล้าในการแปลงบทละครเพียงเท่านั้น แต่คือ สิ่งที่เห็นผ่านร่างกาย เสียง และความสัมพันธ์บนเวที มรดกใหม่ที่สัมผัสได้จากละครเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่รูปแบบการแสดงหรือความสำเร็จทางเทคนิค หากอยู่ที่มรดกของวิธีสร้างคน วิธีที่เยาวชนยืนอยู่บนเวทีในฐานะมนุษย์ที่มีเสียงของตนเอง สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาผู้ชมคือผลลัพธ์ของการบ่มเพาะระยะยาว วินัยที่ไม่แข็งทื่อ ความพร้อมเพรียงที่ไม่ทำให้ใครหายไป และความกล้าที่จะรับผิดชอบต่อหน้าสาธารณะพร้อมกันทั้งคณะ,
มรดกความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ก็ถูกทำให้มองเห็นได้ในฐานะความสัมพันธ์ที่ยังพูดกันได้ เคารพกันได้ และสะท้อนกันได้ ผ่านการแสดงที่ทั้งรัก ทั้งล้อเลียน และทั้งตั้งคำถาม โดยไม่ทำลายสายใย, มรดกของศิลปะไทยที่ยังมีชีวิต ศิลปะไทยในละครไม่ถูกวางไว้ในฐานะของเก่าเพื่อการอนุรักษ์ แต่ถูกใช้เป็นภาษาของปัจจุบัน โขน–เพลงพื้นบ้าน–ดนตรีไทยผสมกับดนตรีสดและสำเนียงแจ๊สร่วมสมัย จนกลายเป็นร่างกายและเสียงของคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน มรดกของพิธีกรรมแบบใหม่ - พิธีไหว้ครูก็ไม่หยุดอยู่ที่การกราบไหว้ตามประเพณี หากถูกแปลใหม่เป็นพิธีกรรมของการทำงานร่วมกันต่อหน้าผู้ชม และในที่สุด มรดกของความฝันเชิงศักดิ์ศรี - ความฝันที่เรื่องเล่านำเสนอไม่ใช่ความฝันจะเป็นดาว หากเป็นความฝันจะ ยืนให้ได้ในโลกด้วยศิลปะของตนเอง
“ มรดกใหม่ ในละครเรื่องนี้คือ มรดกวิธีสร้างมนุษย์ของครูช่าง ” นั่นเอง ท้ายที่สุด บทเพ้อเจ้อนี้ขอแสดงความคารวะต่อ ครูช่าง ผู้ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง วางรากฐานการศึกษาละครด้วยอุดมการณ์และความเพียรพยายามมานะบากบั่น คารวะทุกก้าวการเดินทาง ซึ่งมิได้มุ่งเพียงสู่เวทีละคร หากมุ่งสู่การเป็นมนุษย์ที่กล้าฝัน กล้าพูด และกล้ายืนอยู่ในโลกด้วยศิลปะของตนเอง.
Anant Narkkong
02022026

สำหรับ คณะมรดกใหม่ พิธีไหว้ครู คือการกลับมากราบคารวะครู ยืนยันการเป็นศิษย์ที่ยังสืบสานงานศิลป์ด้วยศีลธรรม การครอบครู คือ พิธีกรรมโบราณของไทยที่แสดงความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ โดยครูหรือผู้สืบทอดจะนำเศียรครู (เช่น พระพรต, พระพิราพ, พ่อแก่) มาครอบศีรษะให้ศิษย์ เพื่อรับเข้าเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ สำหรับผู้ครอบหมายถึงการปวารณาตัวเป็นศิษย์ เสริมสิริมงคล คุ้มครองรักษา และช่วยให้ศิษย์มีความจำดีในวิชานาฏศิลป์ ดนตรี หรือศาสตร์ต่าง ๆ ว่ากันว่า ในหนึ่งชีวิตของศิลปินควรได้ครอบครูอย่างน้อย 7 ครั้ง (ดั่งแสดงถึงปณิธานที่ยืนยันความมั่นคงมั่นใจในวิถีที่เลือก “ เมื่อเป็นศิลปินแล้ว ไม่มีทางล้มเลิก ถ้าเลิกก็ไม่ใช่ศิลปิน ” สโลแกน จากภาพยนตร์ “ ระนาดเอก ทางเปลี่ยน ” กำกับโดยครูช่าง ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง)
นักละครเครือข่ายนานาชาติที่เดินทางไกลมาจากหลายประเทศ ได้เข้าร่วมทุกช่วงตอนทั้งในพิธีพุทธช่วงเช้าตรู่ของ วันที่ 25 มกราคม 2569 และพิธีพราหมณ์ช่วงบ่าย ในทุกขั้นตอนปฏิบัติ เพื่อนได้รับการอธิบายอย่างละเอียดจาก ครูจู พบจันทร์ จันทร์เรือง ตั้งแต่การกรวดน้ำที่ต้องเทน้ำรดลงตรงใต้โคนต้นไม้ใหญ่ มีที่มาว่าด้วยศรัทธาเรื่องอะไร ไปจนถึงทุกลำดับของพิธีกรรม ไหว้ครู ครอบครู มีโฆษกหมู่บ้านครูไก่ ชิงชัย สายสินธุ์ พากย์ภาษาไทย ใส่ซับอังกฤษให้ชิดใกล้โดย คำฉันท์ สายสินธุ์ ติดศัพท์คำไหนมีเพื่อนช่วยส่งเสียงเชียร์ไม่เสียหน้า ทุกชาติสามารถเข้าใจไทย

ไหว้ครูปีนี้ตรงกับ วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 เหมือนเป็นงานรวมรุ่นศิษย์ทั้งวงการ ร่วมรำลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์ พบพาน พี่ น้อง ผองเพื่อน เติมพลังศรัทธาในการใช้ชีวิต ขอพรจากครูเป็นเกราะคุ้มกันภัย ให้แสงส่องนำ ทำงานราบรื่น ตลอดการเดินทางของชีวิต ‘ ศิษย์มีครู ’ สายนาฏศิลป์มีธรรมเนียมการสวมใส่โจงกระเบน (แบบไทยแท้แต่ดั้งเดิม) ในระหว่างการฝึกซ้อม สีของโจงจึงมีความหมายไล่ระดับ สำหรับบ้านเรียนมรดกใหม่ รุ่นเล็กแรกเริ่มเข้าเรียน-โจงสีชมพู , นักเรียนระดับประถมต้นถึงระถมปลาย อายุ 8-13 ปี-โจงสีส้ม , นักเรียนระดับมัธยม 13-19 ปี-โจงสีแดง , ครูผู้สอนเริ่มจาก ครูผู้ช่วย ที่รับมอบศาสตราวุธแล้ว-โจงน้ำเงิน หลังผ่านพิจารณาจึงเลื่อนเป็น คุณครูประจำบ้านเรียนมรดกใหม่เต็มวุฒิ-โจงสีดำ ในพิธีไหว้ครูมีธรรมเนียม ‘ การมอบศาสตราวุธและเปลี่ยนโจง ’ ให้กับครูที่ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้น ปีนี้ ขอแสดงความยินดีกับ ครูสตางค์ พรรณนิภา มีจันทร์ ได้เลื่อนขั้นจากครูผู้ช่วยเป็นครูผู้สอนเต็มวุฒิ มีครูติ้ว สุภเมธ หมายมุ่ง เป็นครูผู้เปลี่ยนโจง (ครูสตางค์สามารถส่งต่อโจงให้กับครูรุ่นต่อไปได้)
การแสดงที่ดีไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์ที่สุดในความหมายของ ‘ มาตรฐานสากล ’
หากเป็นกระบวนการฝึกฝนเพื่อสร้างคน ให้เติบโตตามวิถีธรรมชาติ
นั่นคืออำนาจและคุณค่าแท้จริงของศิลปะการแสดง.

ละครฟอร์มใหญ่ประจำปี 2569 เรื่องต่อไปยู่ระหว่างเตรียมการคือ “ ระนาดเอก The Musical ” รวมสามรุ่น ‘ จันทร์เรือง ’ และ คณะมรดกใหม่ โปรดติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดได้ที่
Facebook : page : Moradokmai International Theatre Festival
Facebook : page : คณะละครมรดกใหม่ สำนักศิลปะการละครเพื่อการพัฒนา
ขอบพระคุณโปสเตอร์งานและข้อมูลข่าวจาก คณะละครมรดกใหม่
https://www.facebook.com/profile.php?id=100044477527780&sk=photos
และ Moradokmai International Theatre Festival
https://www.facebook.com/profile.php?id=100075497665126
ภาพประกอบข่าว โดย แอนน์ & ปอม
Cr.photo : facebook page สัจจะ รัมมะทรงฯ
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.26219165311024960&type=3
[1] Rudolf Steiner, the founder of Waldorf education. https://www.freunde-waldorf.de/en/the-friends/publications/catalogue-waldorf-education/rudolf-steiner-the-founder-of-waldorf-education/
[2] มรดกใหม่ลงนามความร่วมมือกับ Ohio University https://www.facebook.com/share/p/1FYcXYBWyG/
[3] อาคุงกล่อง ส่องงานศิลป์ , เบื้องหลังงานสร้างคอนเสิร์ต “ นิราศอเมริกา ” กับ คีตภูมิ สายสินธุ์ https://www.facebook.com/reel/8050170 15191207
[4] ชมัยภร แสงกระจ่าง , หยาดน้ำค้างพันปี https://www.mebmarket.com/ebook-31265-%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B5
[5] Everything you need to know about 42nd Street https://officiallondontheatre.com/news/everything-you-need-to-know-about-42nd-street-111412240/
[6] ทางนำชีวิต กาย ใจ จิต : ละคร..ชีวิต..ธรรมะ https://youtu.be/jlv7Du3ZJ44?si=CuXYdgnMATWdpvkm