ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

เสรีไทยพลพรรคพระนคร (นักเรียนเตรียมธรรมศาสตร์-จุฬา 2488) ตอนที่ 2

20
เมษายน
2569

ประเทศไทยประกาศสันติภาพเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 แต่พวกเราก็ยังคงอยู่กับหน่วยในบริเวณมหาวิทยาลัยฯ ได้มีกองกำลังทหารสัมพันธมิตรนำทหารอังกฤษและทหารอินเดีย เนปาล เป็นหมื่น ๆ คนเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นและปลดปล่อยเชลยฝ่ายสัมพันธมิตรเมื่อต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2488 เชลยสัมพันธมิตรจำนวนหนึ่งได้เข้ามาพักอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยฯ ด้วย และได้มาเป็นเพื่อนร่วมสังสรรค์สนทนากินอาหารร่วมกับพวกเราอยู่ระยะหนึ่ง อาหารที่กินกันก็คือข้าวแดงราดแกงอย่างที่พวกเรากิน สูบบุหรี่บัวหวานที่ทำจากอยุธยาด้วยกันกับเรา และเมื่อการส่งกำลังบำรุงของฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ามาถึง เราก็ได้สูบบุหรี่ควันละเอียดจากอังกฤษด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488 ได้มีการเดินสวนสนามของพลพรรคเสรีไทยจำนวน 8,000 คน จากท้องสนามหลวงผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปตามถนนราชดำเนิน พวกเราก็ได้ร่วมการเดินสวนสนามด้วยในฐานะเสรีไทยพลพรรคพระนคร (พลพรรคพระนครที่ร่วมเดินสวนสนามในวันนั้นมีนักเรียนนายทหารสารวัตร นักเรียนนายสิบสารวัตรทหารและทหารเรือกองสัญญาณอีกจำนวนหนึ่ง)

เหตุการณ์ในกรุงเทพฯ เมื่อสงครามสงบลงใหม่ ๆ บ้านเมืองยังวุ่นวายระส่ำระสายไม่ปกติ มีโจรผู้ร้ายชุกชุม เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีประสิทธิภาพที่จะรักษาความสงบได้ ทหารต่างชาติเข้ามาอยู่ในพระนครธนบุรีเต็มไปหมด ชาวจีนแถวเยาวราชและที่ต่าง ๆ ก่อการอาละวาดเลี๊ยะพะคนไทย และก่อการจลาจลใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปราม แม้พวกเราคนหนึ่งคือจุลนภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี) ก็ยังถูกคนจีนเลี๊ยะพะรุมตีเสียจนต้องส่งโรงพยาบาล จึงจะขอนำเอาเหตุการณ์ซึ่งพวกเราคนหนึ่งคือดำรงฤทธิ์ มหารักขะกะ ได้เขียนไว้ในหนังสือ 40 ปีรำลึก ตอนหนึ่งเกี่ยวกับการปราบปรามการจลาจลมาเล่าไว้ดังนี้

 

“...คืนวันศุกร์ที่ 21 กันยายน 2488 เวลา 21.00 น. “ป๋า” ในเครื่องแบบพลเรือตรี มีปืนพกมาด้วย ได้เรียกพวกเรามาประชุมด่วนที่หน้าตึกโดม ท่านแจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้ได้เกิดการปะทะกันขึ้นระหว่างตำรวจกับชาวจีนในย่านเยาวราช เทียนกัวเทียน มีการใช้อาวุธปืนต่อสู้กัน...ให้หน่วยเราจัดกำลังไปร่วมปราบปรามด้วย... “ป๋า” ได้เตือนพวกเราให้ระมัดระวังตัวให้ดี เพราะมีอันตรายตั้งแต่บริเวณวัดตึกถึงโรงภาพยนตร์โอเดียน รวมถนนเยาวราชและถนนเจริญกรุงทั้งสองฝั่ง เราแบ่งกำลังออกไปกลุ่มละ 5 คน มี นร.สท. เป็นหัวหน้าชุด 1 คน ให้ใช้ปืนคาร์บินและเตรียมกระสุนปืนใส่เป้สนามเต็มที่ ออกเดินทางโดยรถยนต์เชฟโรเล็ทแบบสองแถวลำเลียงไปครั้งละกลุ่ม และต้องรอรถเพราะมีอยู่เพียงคันเดียวเท่านั้น ข้าพเจ้าไปถึงสถานีตำรวจพลับพลาไชย ตรงข้ามกับวัดคณิกาผลเมื่อเวลาเกือบ 24.00 น. รถยังไม่ทันจะจอดก็ถูกต้อนรับด้วยกระสุนปืนยิงติดต่อมาหลายนัด หมู่ที่เป็นพลขับหันมาสั่งให้ระวังแต่ช้าไป พวกข้าพเจ้ากระโดดไปหาที่กำบังข้างถนนเรียบร้อยแล้ว  หมู่อย่าห่วง เราเดินเลาะไปตามใต้กันสาดทั้งสองข้างถนนโดยมีกำลังตำรวจท้องที่สมทบไปด้วยกันและมาตั้งหลักอยู่ที่หลุมหลบภัยสร้างแบบบังเกอร์อยู่ที่บริเวณถนนเจริญกรุง ตรงข้ามกับร้านถ่ายรูปแบล็คแอนด์ไวท์ นาน ๆ จะมีชาวจีนเปิดหน้าต่างตึกชั้นสองแล้วลอบยิงมาที่พวกเรา เมื่อตอบโต้กลับไปบ้างก็เงียบเสียง จนถึงเวลา 05.00 น. ได้มีเสียงปืนดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวไปหมด กลุ่มของข้าพเจ้านำโดย นร.สห. ได้ให้ทุกคนบุกร้านถ่ายรูปนั้นโดยใช้ปืนทอมสันยิงกราดที่ประตูเหล็กด้านหน้า แล้วพังประตูเข้าไปจับชาวจีนพร้อมอาวุธปืนพกได้จำนวนหนึ่ง คุมตัวไว้ได้ 43 คน ตรวจพบว่ามีธงพร้อมด้ามเป็นรูปฆ้อนเคียวเต็มทั้งห้อง พวกเราใช้กระบอกปืนทำลายจนแหลกด้วยความแค้นใจที่มันไม่รู้สึกบุญคุณในการอยู่อาศัยในบ้านเมืองของเราเลย พฤติการณ์แสดงว่ามีแผนร้ายต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน ตำรวจได้ควบคุมตัวไปโรงพัก ต่อมาตอนสาย ๆ พวกเราก็เคลื่อนกำลังไปหาที่เสียงปืนยังมี อยู่แถวตึกเจ็ดชั้นและถนนเยาวราช ตอนนี้ตื่นเต้นและสนุกมากเพราะได้ไล่ยิงกันตามบันไดตึก มีเลือดไหลเป็นทาง พวกเราปลอดภัยทุกคน จนถึงเวลา 13.00 น. เหตุการณ์จึงสงบลงที่ตั้ง เสียดายจริง ๆ ที่เลิกเร็วไปหน่อย ดีใจที่ได้ทำการรบโดยบังเอิญ ไม่เสียทีที่ได้ฝึกมา...”

 

เนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง โดยเฉพาะพระนครธนบุรีจึงได้มีการแต่งตั้งให้ พลเรือตรี สังวร สุวรรณชีพ สารวัตรใหญ่ทหารเป็นผู้รับผิดชอบ โดยร่วมกับอธิบดีกรมตำรวจ ดำเนินการจัดตั้งหน่วยปราบปรามผู้กระทำการมิชอบขึ้นตามคำสั่งคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2488 สารวัตรใหญ่ทหารจึงได้มีคำสั่งให้นักเรียนนายทหารสารวัตร นักเรียนนายสิบสารวัตรทหาร ไปปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยสารวัตรทหาร-ตำรวจผสมอีกตำแหน่งหนึ่งเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2488 โดยมีกองบัญชาการอยู่ที่อาคารโทรศัพท์กลางและหน่วยหนุนอยู่ที่อาคารใกล้ ๆ กัน แล้วได้ตั้งเป็นหน่วยปราบปรามพิเศษสารวัตรทหาร-ตำรวจผสมขึ้น 8 เขต หรือ 8 หน่วยอยู่ในพระนคร 5 หน่วย ฝั่งธนบุรี 3 หน่วย กำลังพลมีเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ตั้งหน่วยเข้าร่วมด้วย

การปฏิบัติการโดยการออกตรวจ แบ่งเป็นผลัดตลอด 24 ชั่วโมง มีอำนาจจับกุมได้ทั้งทหาร ตำรวจ และประชาชนทั่วไป พวกเราที่เหลือจากบรรจุเข้าประจำหน่วยปราบปรามนี้ ก็ได้เข้าประจำหน่วยสารวัตรไทย-จีน มีหน้าที่ตรวจตรารักษาความสงบเรียบร้อยย่านที่มีชาวจีนอาศัยอยู่มาก ๆ และไปเป็นเจ้าหน้าที่รักษาการณ์ตามโกดังสินค้าที่ยึดจากญี่ปุ่นอีกหลายแห่ง และที่กองบัญชาการหน่วยทหารสัมพันธมิตร พวกเราก็ได้รับการบรรจุเข้าไปเป็นเจ้าหน้าที่ล่ามอีก 5-6 คน เราปฏิบัติหน้าที่อยู่ประมาณ 3-4 เดือน บ้านเมืองก็สงบเรียบร้อยขึ้น

หลังจากนั้นเราถูกเรียกกลับให้มารับการอบรมต่อให้ครบหลักสูตรและเข้าสอบ ผลการสอบปรากฏว่าพวกเราที่สอบได้ก็ได้รับการแต่งตั้งยศเป็นสิบเอก 4 คน นอกนั้นเป็นสิบโททั้งหมดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2489 และได้รับคำสั่งให้พักรอการปลดเป็นกองหนุนในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2490

เมื่อปลดเป็นกองหนุนแล้ว พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ ได้ติดต่อกับทางราชการให้ช่วยเหลือพวกเราที่ไม่ประสงค์จะกลับไปเรียนต่อให้ได้เข้าอบรมในโรงเรียนศุลกากร 160 คน ในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (รุ่นที่ 4) 60 คน และโรงเรียนปลัดอำเภอที่ได้ติดต่อไว้ถูกล้มเลิกไปเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พวกเราที่รอเข้าเรียนอยู่จึงต้องแยกย้ายไปประกอบอาชีพอื่น ต่อมาก็ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิสงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) ให้แก่พวกเราทุกคน

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2509 พวกเราได้ร่วมกันจัดตั้ง สมาคมเตรียมธรรมศาสตร์-จุฬา อาสาศึก ปี 2488 ขึ้น เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เคยอุทิศชีวิตเพื่อชาติบ้านเมืองมาด้วยกัน เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันในหมู่สมาชิกและครอบครัว ภายหลังได้ร่วมกันจัดซื้อที่ดินและสร้างอาคารสมาคมฯ ขึ้นเป็นที่ตั้งสำนักงานและเป็นที่นัดพบปะกันยามสูงอายุ โดยมีรูปปั้นอนุสาวรีย์พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ ประดิษฐานอยู่เป็นมิ่งขวัญ เรามีแนวความคิดที่จะจัดตั้งห้องสมุดที่อาคารสมาคม จะรวบรวมหนังสือ เอกสารต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องราวของขบวนการเสรีไทยไว้ เพื่อให้ผู้ที่ยังไม่ทราบเรื่องราวของเสรีไทย และอนุชนรุ่นหลัง ๆ จะได้รับทราบวีรกรรมและประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งของชาติด้วย

ปัจจุบันพวกเราเสียชีวิตไปแล้ว 133 คน ที่เหลือก็มีอายุเลย 60 ปี ขึ้นไป ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในชีวิตราชการและการประกอบอาชีพ เรายังพบปะสังสรรค์กันเป็นประจำด้วยจิตสำนึกที่มีความรักความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ว่าใครจะมีวาสนาโชคชะตาสูงหรือต่ำต้อย เราก็ยังเป็นเพื่อนกัน โดยเฉพาะเรามีจุดรวมใจที่สำคัญคือ “ป๋า” ผู้ซึ่งพวกเราเคารพรักดุจบิดาคนเดียวกัน แม้ท่านจะจากเราไปแล้ว แต่คุณธรรมความดีและน้ำใจที่ท่านให้แก่พวกเรา ตลอดจนปณิธานที่ท่านอยากจะเห็นพวกเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ก่อนที่ท่านจะจากเราไปนั้น ได้จารึกอยู่ในใจของพวกเราทุกคน

 

งานของขบวนการเสรีไทย ได้กลายเป็นเรื่องในอดีตมากว่า 40 ปีแล้ว ที่เหลืออยู่ก็แต่ความทรงจำของเราทั้งหลายที่ได้มีโอกาสรับใช้ชาติ เราไม่ลืมคำกล่าวของหัวหน้าเสรีไทยที่ว่า “...เสรีไทยทำหน้าที่รับใช้ชาติ มิใช่ผู้กู้ชาติ...” แต่เราก็ภูมิใจว่าเราได้ถูกกำหนดให้เป็นผู้รับใช้ชาติในช่วงเวลาและหน้าที่ซึ่งเป็นปัจจัยอันสำคัญยิ่งที่ได้ช่วยให้ชาติของเราผ่านพ้นวิกฤติการณ์ที่ทุกคนก็รู้โดยทั่วกันว่า ประเทศจะประสบความหายนะใหญ่หลวงเพียงใดหากไม่มีขบวนการเสรีไทย

 

22 มีนาคม 2535

 

--------------------------------------

เกี่ยวกับผู้เขียน

นาวาอากาศเอก ไพโรจน์ อิทธิวัฒนะ

เกิดเมื่อ 22 มีนาคม พ.ศ. 2470 ที่กรุงเทพฯ เรียนหนังสือจบชั้น ม. 3 ที่โรงเรียนมัธยมวัดราชาธิวาส เมื่อ พ.ศ. 2482 ไปเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์จนจบชั้น ม. 6 เมื่อ พ.ศ. 2485 แล้วเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แผนกวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2486 ระหว่างเป็นนักเรียนเตรียมปีที่ 2 ได้สมัครเข้าเป็นนักเรียนนายสิบสารวัตรทหารร่วมขบวนการเสรีไทย เมื่อ พ.ศ. 2488 หลังสงครามได้เข้าทำงานที่กรมศุลกากร 1 ปี แล้วลาออกไปเรียนวิชาชีพเล็ก ๆ น้อย ๆ พอปี พ.ศ. 2493 ได้เข้ารับราชการในกองทัพอากาศ เมื่อ พ.ศ. 2526 ได้ยศ นาวาอากาศเอก ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ กรมข่าวทหารอากาศ และได้ตำแหน่งนายทหารข่าวอาวุโส กรมข่าวทหารอากาศ (อัตรา น.อ.พิเศษ) เมื่อ พ.ศ. 2529 เกษียณอายุราชการเมื่อ พ.ศ. 2531

ปัจจุบันเป็นปฏิคมของสมาคมข้าราชการบำนาญทหารอากาศและเป็นกรรมการประชาสัมพันธ์ของสมาคมเตรียมธรรมศาสตร์-จุฬา อาสาศึก ปี พ.ศ. 2488

 


หมายเหตุ

ที่มาจาก ไพโรจน์ อิทธิวัฒนะ, วันปรีดี พนมยงค์ 11 พฤษภาคม 2535 (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2535), น. 81–89.