ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

เสรีไทยพลพรรคพระนคร (นักเรียนเตรียมธรรมศาสตร์-จุฬา 2488)  ตอนที่ 1

19
เมษายน
2569

เมื่อปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2488 พวกเรานักเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักเรียนเตรียมปริญญามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง รวม 397 คน (มีนักเรียนเตรียมนายเรือร่วมด้วย 8 คน) ได้สมัครเข้ามาเป็นนักเรียนนายสิบสารวัตรทหารตามประกาศของทางราชการ ซึ่งพวกเราหลายคนทราบเป็นนัย ๆ ว่า การรับสมัครในครั้งนี้ จุดประสงค์ที่แท้จริงต้องการจัดหาคนหนุ่มที่มีความรู้พื้นฐานดีและเคยฝึกวิชาทหารหรือยุวชนทหารมาแล้ว เพื่อนำไปช่วยเหลือชาติบ้านเมืองในภารกิจที่สำคัญและเป็นความลับ ฉะนั้น หากเราที่กำลังว่างจากการเรียน เพราะโรงเรียนปิดแบบไม่มีกำหนดจากภัยสงครามและด้วยความเป็นคนหนุ่มที่ต้องการช่วยเหลือชาติบ้านเมือง จึงรีบสมัครเข้ามาโดยไม่ต้องสอบถามรายละเอียดอะไรกันมาก

ในวันรายงานตัวเข้าเรียน พวกเราได้ไปพร้อมกันที่โรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ห้องเรียนของเราเป็นห้องเรียนชั่วคราว ทำแบบลวก ๆ หลังคามุงด้วยจาก แบ่งเป็น 4 ห้องเรียน ด้วยเสื่อรำแพน ปูพื้นด้วยไม้กระดานห่าง ๆ มองเห็นพื้นหญ้า ที่เรียนของเรานี้อยู่ริมกำแพงมหาวิทยาลัยด้านที่ติดกับแผนกนาฏศิลป์ของกรมศิลปากร เราได้รับแจกเครื่องแบบทหารมีเสื้อกางเกงผ้าฝ้ายหยาบ ๆ ผ้าพันแข้ง รองเท้าอ้ายโอ๊บซึ่งใครจะใส่ได้หรือไม่ได้ก็เปลี่ยนกันเอาเอง พวกเราเห็นเครื่องแบบที่แจกมาแล้วก็ไม่อยากจะใส่กันเลย แต่ก็จำเป็นเพราะไม่รู้จะไปหาที่ไหนดีกว่านั้น ยามสงครามมันขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง แต่ยังมีพวกเราบางคนตัดเครื่องแบบด้วยผ้าดี ๆ มีท็อปบู๊ทใส่โก้ ไม่ทราบว่าไปหามาจากไหน

ทางโรงเรียนได้แบ่งพวกเราทั้งหมดเป็น 3 กองร้อย โดยให้มีพวกที่มาจากเตรียมอุดมฯ และเตรียมปริญญาฯ แต่ละกองร้อยมีจำนวนใกล้เคียงกัน ส่วนนักเรียนเตรียมนายเรือ 8 คน ให้มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าตอนและรองหัวหน้าตอนทั้งหมดรวม 4 ตอน การแบ่งเป็น 4 ตอนนี้ก็เพื่อการเข้าเรียนในห้องเรียนของพวกเราซึ่งมีอยู่ 4 ห้องนั่นเอง หลักสูตรที่สอนเป็นหลักสูตรนักเรียนนายสิบทหารราบแก้ไขเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อย ครูผู้ฝึกอบรมก็คือครูที่เคยฝึกยุวชนทหารจากกรมเตรียมการทหาร (กรมยุวชนทหารเดิม) เป็นส่วนใหญ่ ผู้บังคับกองโรงเรียนคือพันเอก หลวงพิเนตรยุทธศิลป์ รองผู้บังคับ กองโรงเรียนคือพันโท ย้อย ขวัญอยู่ ผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของพวกเราคือพลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ)  สารวัตรใหญ่ทหาร ซึ่งเราทราบในภายหลังว่าท่านเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยสายตะวันออกและเป็นผู้วางแผนโดยการเห็นชอบของท่านปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าใหญ่เสรีไทยให้รับสมัครพวกเราเข้ามาร่วมงานเสรีไทยนั่นเอง และบุคคลท่านนี้ต่อมาได้เป็นที่เคารพรักของพวกเราประดุจบิดา จนพวกเราทุกคนเรียกท่านอย่างสนิทใจว่า “ป๋า”

ในระยะแรก เราเรียนแบบเช้ามาเย็นกลับ มีการเรียนในห้องเรียนและการฝึกวิชาทหาร สถานที่ฝึกใช้บริเวณสนามหลวงและในบริเวณมหาวิทยาลัยฯ อาวุธปืนที่ใช้ฝึกเป็นปืนเล็กยาวแบบ 83 เราฝึกอบรมตามปกติอยู่ประมาณ 2 เดือน วันหนึ่ง พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจได้มาเยี่ยมโรงเรียนเป็นการฉุกเฉิน ได้สอบถามครูผู้สอนว่าอบรมเรื่องการรักษาความลับของทางราชการแก่พวกเราแล้วหรือยัง ให้รีบอบรมด่วน และได้เรียกประชุมพวกเราทั้งหมดแจ้งให้ทราบว่า ภารกิจของพวกเรานั้นจะต้องเป็นผู้นำพลพรรคใต้ดินและนำประชาชนเข้าต่อสู้กับกองทหารญี่ปุ่นในประเทศไทยโดยเฉพาะในพระนครธนบุรี ฉะนั้นต่อไปนี้จะต้องรีบเรียนการจัดหมวดหมู่แบบใหม่และอาวุธสมัยใหม่ของสหรัฐฯ ให้ทันการ เรื่องราวต่าง ๆ ของพวกเราตั้งแต่วันนี้จะต้องปกปิดเป็นความลับสุดยอด และย้ำว่าจะบอกใครไม่ได้เลยแม้แต่พ่อแม่พี่น้องของเราเอง

หน้าที่ที่พวกเราจะต้องปฏิบัติมีความสำคัญยิ่ง อาจต้องเสียสละชีวิตเลือดเนื้อเพื่อประเทศชาติ โดยที่ตัวท่านเองก็จะร่วมเป็นร่วมตายกับพวกเราด้วย คำพูดของท่านในวันนั้น ท่านพูดอย่างจริงใจ อย่างชายชาติทหาร ซึ่งทำให้พวกเราที่กำลังหนุ่มในวัย 17 ถึง 21 ปี มีความฮึกเหิมไม่กลัวตายที่จะปฏิบัติการเพื่อชาติบ้านเมือง

พวกเราได้เรียนการจัดหมวดหมู่แบบใหม่ในวันแรกโดยใช้ห้องชั้นบนของตึกของมหาวิทยาลัย มีการวางยามประตูเฝ้าตึกอย่างเข้มงวด เราแบ่งผลัดเข้าไปเรียนในห้องซึ่งมีแต่กระดานดำ 1 แผ่น เรานั่งกันบนพื้นห้องเพราะไม่มีโต๊ะ เก้าอี้เลย บางคนก็ยืนรอครูผู้สอนซึ่งกำลังเดินทางมา และนาทีระทึกใจก็มาถึง ประตูเปิดออกมีนักเรียนนายทหาร-สารวัตรรุ่นที่ทางราชการรับสมัครจากนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนพวกเราประมาณเดือนสองเดือน และได้ไปฝึกภาคสนามอยู่ที่จังหวัดชลบุรี เข้าประตูมา 2-3 คน แต่งเครื่องแบบสนามมีเครื่องหมายนักเรียนนายทหารสารวัตรรมดำ หนวดเคราไม่ได้โกน คาดเข็มขัดทหารสหรัฐฯ มีซองปืนและปืนพกแบบ 45 แคลิเบอร์ (11 ม.ม.) ถือปืนคาร์บินและปืนกลมือทอมป์สัน หลังจากทุกคนเข้าห้องเรียน ได้มีการปิดประตูลั่นดาน ปิดหน้าต่าง และใช้ไม้ปิดประตูด้านนอกมิให้ใครเข้าออก พวกเรารู้สึกตื่นเต้นมากเพราะไม่มีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน ครูผู้สอนหรือนักเรียนนายทหารสารวัตรได้ชี้แจงการจัดหมวดหมู่แบบของอเมริกัน พร้อมกับอาวุธประจำกายของทหารว่ามีอาวุธอะไรบ้าง มีสมรรถนะหรืออานุภาพอย่างไร พร้อมทั้งวิธีใช้อาวุธนั้น ๆ ซึ่งเป็นอาวุธที่พวกเราจะต้องใช้ปฏิบัติการในภารกิจที่จะมาถึงในเร็ววัน

จากวันนั้น อาวุธที่สหรัฐฯ ทิ้งร่มลงในป่าแถบจังหวัดชลบุรี ระยอง ได้ถูกลำเลียงเข้ามาในมหาวิทยาลัยฯ หลายเที่ยว ในการรับอาวุธมาจากป่าจังหวัดชลบุรี เพื่อนเราคืออุทิศ คมสัน ได้มีโอกาสไปร่วมลำเลียงมาด้วยเที่ยวหนึ่ง ได้เล่าว่า รถที่เขาบรรทุกอาวุธมาเกิดขัดข้องหยุดลงที่หน้าโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย ซึ่งขณะนั้นเป็นที่ตั้งค่ายทหารญี่ปุ่น ทำให้นายทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินเข้ามาดูที่รถ พวกที่มากับรถคันนั้นต่างตกใจคิดว่าเรื่องคงแตกแน่ ๆ แต่ก็มีนายทหารคนหนึ่งซึ่งจำไม่ได้ว่าเป็นใคร ได้รีบส่งภาษาไปขอให้ทหารญี่ปุ่นช่วยเข็นรถให้ ซึ่งญี่ปุ่นก็ได้เข้ามาช่วยกันเข็นจนเครื่องติดแล่นต่อไปได้โดยญี่ปุ่นมิได้สงสัย ทุกคนในรถก็โล่งใจ

เราได้เรียนเรื่องอาวุธต่าง ๆ จากนักเรียนนายทหารสารวัตร เช่น การใช้ปืนคาร์บิน ปืนกลมือทอมป์สัน ปืนกลเบา (บราวนิ่งไลท์แมชชีนกัน) ปืนพก ปืนยิงรถถังบาซูก้า มอร์ตา ตลอดจนการวางระเบิด ที.เอ็น.ที. สำหรับปืนคาร์บินซึ่งเป็นปืนประจำกายของพวกเรานั้น เรามีความช่ำชองเป็นพิเศษ สามารถถอดและประกอบได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ในระยะหลังเหตุการณ์คับขันมากขึ้น มีการจัดผลัดเข้าเวรเตรียมพร้อม 24 ชั่วโมง อยู่บนตึกด้านหลังของมหาวิทยาลัยฯ ในเวลากลางวันเราใช้ปืนเล็กยาวแบบ 83 เป็นอาวุธ รักษาเวรยามตามปกติเพื่อพรางญี่ปุ่นซึ่งตั้งหน่วยทหารอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา คือที่สถานีรถไฟบางกอกน้อยเพราะสามารถมองเห็น ๆ กันอยู่ แต่ตอนกลางคืนเราใช้ปืนคาร์บินซึ่งเป็นอาวุธที่เราถนัดกว่า ใช้ได้คล่องแคล่วมากกว่า และหน้าที่เวรยามของพวกเราอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผลัดกันเป็นเวรยืนถืออาวุธ เป็นเกียรติแก่อัฐิของนายจำกัด พลางกูร (เสรีไทยเสียชีวิตที่นครจุงกิง เมื่อตุลาคม พ.ศ. 2486) ที่ประดิษฐานอยู่บนตึกโดมด้วย

วันหนึ่ง ขณะที่ครูผู้ฝึกสอนแบ่งพวกเราพวกหนึ่งไปฝึกที่สนามหลวง พวกที่สองฝึกที่สนามในบริเวณมหาวิทยาลัย และพวกที่สามปิดประตูเรียนอาวุธอเมริกันอยู่บนตึก มีพวกเรายืนยามอยู่ที่ประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยด้านท่าช้างวังหน้า 2 คน คนหนึ่งคือกรรภิรมย์ พยุงเวช อีกคนหนึ่งจำไม่ได้ว่าเป็นใคร กรรภิรมย์เล่าว่าในวันนั้นตอนสายประมาณ 4 โมงเช้า มีรถบรรทุกทหารญี่ปุ่น 6-7 คัน แล่นมาจอดด้านนอกประตูแล้วมีคนลงมาจากรถ เดินเข้ามาในประตู 2 คน คนหนึ่งเป็นล่ามภาษาไทย แต่งตัวชุดสีขาว อีกคนหนึ่งแต่งเครื่องแบบนายทหารญี่ปุ่น นอกนั้นรออยู่ภายนอก และมีผู้บังคับบัญชาของพวกเรา จำไม่ได้ว่าเป็นใคร ได้สั่งการมาจากข้างในว่าให้ทำเฉย ๆ อย่ามีพิรุธ ขณะที่นายทหารญี่ปุ่นและล่ามได้ถูกเชิญไปพบและเจรจากับอาจารย์วิจิตร ลุลิตานนท์ ในมหาวิทยาลัยฯ ได้มองไปทางฝ่ายญี่ปุ่นที่มากันหลายคันรถเห็นทหารที่มาด้วยไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรผิดปกติก็เลยทำเฉยอยู่ตามคำสั่ง แต่ในใจคิดว่าถ้าเกิดยิงกันเมื่อใดจะโยนปืนเล็กยาวทิ้งแล้วรีบไปเอาปืนคาร์บินมาสู้ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อญี่ปุ่นกลับไปแล้วจึงทราบว่าญี่ปุ่นจะมาขอค้นอาวุธอเมริกัน ได้ไปเจรจากับอาจารย์วิจิตรฯ อย่างไรไม่ทราบผลปรากฏว่ายกขบวนกลับไปไม่มีการค้น

ในกลางเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 หลังจากที่พวกเราได้ฝึกอาวุธใหม่แล้ว และเตรียมพร้อมเต็มอัตราเพื่อรอวันนัดหมาย (ดี-เดย์) ที่จะลงมือโจมตีญี่ปุ่น ได้มีผู้มาแจ้งข่าวว่ามีใบปลิวทิ้งที่สนามหลวงว่าญี่ปุ่นยอมแพ้แล้ว จึงออกไปดูกันที่สนามหลวงและได้เห็นใบปลิวที่เครื่องบินสหรัฐฯ มาโปรยไว้ ในใบปลิวแจ้งว่ารัฐบาลญี่ปุ่นยอมจำนนแล้ว ให้ทหารญี่ปุ่นในประเทศไทยยอมวางอาวุธโดยดีอะไรทำนองนั้น แต่ทหารญี่ปุ่นที่เราพบอยู่ที่บริเวณสนามหลวงซึ่งอ่านข้อความในใบปลิวนั้นไม่ออก และเราได้บอกกับเขาว่ารัฐบาลเขายอมแพ้แล้ว เขาก็ยังไม่เชื่อ บอกว่าเป็นไปไม่ได้ ญี่ปุ่นไม่มียอมแพ้.....ต่อมาเราทราบว่าญี่ปุ่นยอมจำนนเพราะเครื่องบินสหรัฐฯ นำระเบิดปรมาณูไปทิ้งที่เมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิ เมื่อวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ทำให้คนญี่ปุ่นเสียชีวิตเป็นแสน ๆ คน…
 



หมายเหตุ

ที่มาจาก ไพโรจน์ อิทธิวัฒนะวันปรีดี, พนมยงค์ 11 พฤษภาคม 2535 (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2535), น. 81–89.