ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา, เกร็ดประวัติศาสตร์

ปรีดี พนมยงค์ กับการศึกษา

16
มิถุนายน
2569

ในฐานะมันสมองของคณะราษฎรที่ได้กระทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ นั้น ปรีดี พนมยงค์ได้ระบุไว้ในหลัก ๖ ประการของคณะราษฎร อันเป็นจุดประสงค์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือ หลักประการที่ ๖ "จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร" ซึ่งนายปรีดีฯ ได้เห็นความสำคัญในด้านให้ราษฎรมีการศึกษาอย่างเต็มที่ ประเทศชาติจึงจะสามารถเจริญรุ่งเรื่องทัดเทียมนานาอารยประเทศได้

โดยส่วนตัวแล้ว นายปรีดี พนมยงค์ มีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่ นายเสียง พนมยงค์ บิดาของท่านได้ส่งเสริมบุตรชายคนโต เริ่มตั้งแต่ศึกษาหนังสือไทยที่บ้านครูแสง ต่อมาศึกษาต่อที่บ้านหลวงปราณีประชาชน (เปี่ยม ขะชาติ) สอบไล่ได้ประถม ๑ แห่งประโยค  ๑ โรงเรียนวัดรวก อำเภอท่าเรือ สอบไล่ได้ประถมบริบูรณ์ โรงเรียนวัดศาลาปูน อำเภอกรุงเก่า ศึกษาชั้นมัธยมเตรียมที่โรงเรียนเบญจมบพิตร สอบไล่ได้ชั้นมัธยม ๖ ที่โรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่า จากนั้นเดินทางมาศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบ พระนคร นายปรีดี เห็นว่าเป็นการเสียเวลาที่จะเรียนวิชาความรู้ที่เคยเรียนมาจากกรุงเก่าแล้ว จึงลาออกมาช่วยบิดาบุกเบิกที่ดินรกร้าง ทำนาที่อำเภอวังน้อย

ขณะเดียวกันก็ได้ซึมซับ รับรู้ความทุกข์ยากของชาวไร่ชาวนาด้วยความเห็นอกเห็นใจ ราษฎรชายที่ไม่ได้เป็นทหาร ไม่มีเงินเสียค่ารัชชูปการก็ต้องถูกราชการเกณฑ์แรงงาน ไม่ได้ทำไร่ไถนา ชาวนาส่วนใหญ่มิได้มีที่นาเป็นของตัวเอง ต้องนำผลิตผลพืชไร่มาเป็นค่าเช่านา โดนเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าของที่นาบ้าง เจ้าของโรงสีบ้าง พวกที่ให้กู้บ้าง ฯลฯ ราคาข้าวตกต่ำตามแต่ผู้มีเงินเหล่านี้จะกำหนด ซ้ำร้ายบางปีประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือไม่ก็น้ำท่าน หรือไม่ก็ภัยแล้ง….. ๒ ปีกว่าที่วังน้อย เป็นการศึกษานอกระบบ และเป็นการศึกษาสังคมแบบสัมผัสได้ ซึ่งมีผลต่อความคิดของนายปรีดีที่ตั้งใจเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในตอนหลัง

พุทธศักราช ๒๔๖๐ นายปรีดี เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม สองปีต่อมานายปรีดี ยังมีอายุไม่ถึง ๒๐ ปี บริบูรณ์ สอบไล่วิชากฎหมายชั้นเนติบัณฑิตได้

พุทธศักราช ๒๔๖๓ ได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงยุติธรรมให้ไปศึกษาวิชากฎหมาย ณ ประเทศฝรั่งเศส สำเร็จการศึกษาปริญญารัฐ “ลิชองซิเย” (ปริญญาตรี) กฎหมาย ณ มหาวิทยาลัยก็อง จากนั้นก็ศึกษาต่อเรื่อยมา จนสำเร็จการศึกษาด้านนิติศาสตร์ ได้ปริญญารัฐเป็น “ดุษฎีบัณฑิตกฎหมาย” (Docteur en Droit) และสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงในทางเศรษฐกิจ ในพุทธศักราช ๒๔๖๙ ณ มหาวิทยาลัยปารีส

จากกราฟชีวิตตั้งแต่เด็กจนหนุ่ม นายปรีดี พนมยงค์ เดินบนเส้นทางศึกษาหาความรู้ทั้งในระบบและนอกระบบ ในประเทศและต่างประเทศ ได้สั่งสมประสบการณ์การศึกษาและวัฒนธรรมตะวันออกกับตะวันตกไว้มากมาย ท่านได้สำนึกว่า ความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย เหตุสำคัญเป็นเพราะราษฎรไม่มีการศึกษา ไม่สามารถลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์อันชอบธรรมของตนได้

หลังจากสำเร็จการศึกษาในต่างประเทศ นายปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับมิตรสหายร่วมอุดมการณ์ ได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๗ ในฐานะผู้ประศาสน์การ นายปรีดี ได้ถวายรายงานในพิธีเปิดมหาวิทยาลัยแห่งนี้ว่า

“การตั้งสถานศึกษาตามลักษณะของมหาวิทยาลัยย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ และเป็นปัจจัยในการแสดงความก้าวหน้าของประเทศ ประชาชนชาวสยามจะเจริญในอารยธรรมได้ก็โดยอาศัยการศึกษาอันดีตั้งแต่ขั้นต่ำตลอดจนการศึกษาชั้นสูง เพราะฉะนั้นการที่จะอำนวยความประสงค์และประโยชน์ของราษฎรในสมัยนี้ จึงจำเป็นต้องมีสถาบันการศึกษาให้ความบริบูรณ์ ทุกชั้น…

มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควรมีควรได้ตามหลักแห่งเสรีภาพในการศึกษา รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรเห็นความจำเป็นในข้อนี้ จึงได้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้น”

สถาบันการศึกษาที่เป็นตลาดวิชาแห่งนี้ได้เปิดกว้างรับนักศึกษาชายหญิงจากในพระนครและต่างจังหวัดทั่วประเทศ ผู้คนอาชีพต่างกัน ฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจต่างกัน ก็มีโอกาสบำบัดความกระหายในด้านการศึกษาเท่าเทียมกัน ซึ่ง มธก. ได้ผลิตบัณฑิตออกมารับใช้สังคมสยามเป็นจำนวนมากและได้ชื่อว่าเป็นสถาบันการศึกษาที่เหล่านักศึกษามีคติประจำใจว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน”

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ นายปรีดี มีภารกิจที่สำคัญหลายเรื่อง แต่ในขณะที่ระบอบเก่าพยายามที่จะทำลายระบอบใหม่ มีการก่อกบฏ รบพุ่งระหว่างรัฐบาลใหม่กับฝ่ายกบฏที่เป็นตัวแทนอำนาจเก่า ในสถานการณ์เช่นนี้ นายปรีดี ยังคงเห็นว่าการศึกษาของราษฎรเป็นเรื่องสำคัญ จึงปรึกษากับผู้ร่วมอุดมการณ์ถึงแนวทางการศึกษาจะดำเนินไปทางใด ก็เห็นพร้อมกันว่ารากฐานของการศึกษาควรมาจากชั้นประถม เห็นชอบที่จะวางหลักไว้ ๓ ประการ คือ ธรรมชาติ การงาน และสมาคม กับทั้งต้องหาวิถีทางที่จะฝึกเด็กตั้งแต่ชั้นประถมให้ชอบค้นคว้าสอบสวนหาความรู้ตามกำลังสติปัญญาของตนมาตั้งแต่ต้นด้วย นอกจากนั้น ท่านเห็นว่าประเทศในเอเชียตะวันออกบางประเทศ เช่น จีน กับญี่ปุ่นได้จัดให้มีตำราวิชาการหลายชนิดสำหรับหอสมุดชั้นประถม เพื่อนักเรียนชั้นประถมจะได้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเอง เป็นการหาความรู้เพิ่มเติมจากที่ใช้ในหลักสูตร ทั้งนี้เมื่อเรียนจบหลักสูตรประถมศึกษาแล้ว ไม่ประสงค์จะเรียนต่อไปในชั้นมัธยมก็อาจจะหาความรู้เพิ่มเติมได้ นายปรีดีได้ส่งนายชิม วีระไวทยะ ไปเสาะหาข้อมูลเหล่านี้จากต่างประเทศ เพื่อเติมเต็มให้การศึกษาสยามประเทศ

นายปรีดีกล่าวไว้ในปาฐกถาเรื่อง “ปัญหาเกี่ยวแก่การลงอาญาผู้กระทำผิดกฎหมาย” ว่า

“คำว่า ‘ศึกษา’ นี้ข้าพเจ้าตั้งใจที่จะกล่าวถึงการทำให้รู้ในสิ่งที่ผิดและชอบ ไม่ใช่เพียงการอ่านหนังสือออก เขียนได้ พูดฝรั่งเก่ง จริงอยู่ความรู้ในสิ่งที่ผิดและชอบจะต้องเนื่องมาจากทำการนั้น แต่ถ้าเราจะพอใจแต่เพียงการอ่านหนังสือออก พูดฝรั่งเก่งเท่านั้นแล้ว แทนที่จะป้องกันการกระทำผิดกลับจะเป็นเครื่องมือในการกระทำผิด คือผู้ร้ายฉลาดขึ้น ซึ่งอาจหาหนทางทำผิดกฎหมายได้มากขึ้น”

และในปาฐกทาบทเดียวกันนี้ ยังได้กล่าวไว้อีกว่า

“ความมุ่งหมายของการศึกษาที่ดีแท้ ต้องให้เป็นไปในทางที่จะสอนคนให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเองและผู้อื่นด้วย เบื้องต้นควรสอนให้รู้จักหน้าที่ที่จะรักษาตัวและเพื่อให้มีคารวะในตัวเอง ก็จำต้องอบรมในทางที่จะไม่ให้ต้องพึ่งผู้อื่น การทำนาบนหลังคน คือพึ่งน้ำพักน้ำแรงของผู้อื่นด้วยอำนาจก็ดี ด้วยอุบายเล่ห์กลก็ดี ด้วยการหยิบยืมหรือด้วยการขอก็ดี เป็นของเลวทรามต่ำช้าที่สุด ควรสอนให้นักเรียนทุกคนรู้จักการช่วยที่เป็นประโยชน์ ควรหัดมือให้ทำการได้เหมือนอย่างหัดใจให้คิดเป็น ควรสอนให้รู้จักวัตถุที่เป็นของจริงไม่ใช่ของเท็จ และให้รู้จักสภาพความเป็นอยู่แห่งชีวิตที่แท้ ไม่ใช่ชีวิตเทียม เมื่อเป็นดังนี้ความรู้สึกเป็นอิสระภาพจะพลันเกิดขึ้นแก่ใจ อันจะเป็นหลักอย่างมั่นคงของเกียรติยศ และของนิสัยใจคอที่ดี ผู้ใดรู้สึกตัวว่าเป็นอย่างนี้ ผู้นั้นจำต้องมีอารมณ์อิ่มเอิบเกิดขึ้นในใจเป็นธรรมดา รวมความก็คือ การศึกษาในของจริงมิใช่ของสมมุติ”

นอกจากนี้นายปรีดี ได้กล่าวย้ำเตือนอีกว่า

“มีความรู้ทางทฤษฎีเพียงใดก็ตาม จงอย่าประมาทปัญญาของมวลราษฎร ที่แม้จะอ่านหนังสือไม่ออก แต่มีความสันทัดจัดเจนในทางปฏิบัติ ซึ่งนักเรียนควรศึกษา เพราะมีหลายปัญหาที่ตำราทางทฤษฎีไม่กล่าวไว้ แต่เราสามารถศึกษาได้จากมวลราษฎร”  จากบทความเรื่องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเบื้องต้นกับการร่างรัฐธรรมนูญ

เป็นที่น่าเสียดายว่า แนวคิดด้านการศึกษาของนายปรีดี พนมยงค์ ยังไม่สามารถบรรลุสัมฤทธิผลได้ เหตุการณ์ความขัดแย้งการเมืองในขณะนั้น การรุกรานจากต่างชาติในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ และอีกหลายปัญหาตามมา เป็นอุปสรรคขัดขวางการดำเนินการที่ว่า “จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร”

วันนี้เป็นที่น่ายินดีว่า วงการศึกษาของไทยพยายามที่จะให้ผู้เรียนรู้เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ ต้องการปฏิรูปการศึกษาให้เรียนเป็นใช้เป็น ดังนั้น แนวคิดด้านการศึกษาของนายปรีดี พนมยงค์ ยังมีอีกมากมายที่ควรนำขึ้นมาพิจารณา เพราะหลักการเหล่านี้มิได้ล้าสมัย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาที่เป็นวาระแห่งชาติ 


หมายเหตุ

  • คงอักขระตัวสะกดและเลขไทยตามต้นฉบับ

บรรณานุกรม :

ว.ณ. พนมยงค์, "ปรีดี พนมยงค์ กับการศึกษา," ใน ครบรอบชาตกาล 111 ปี รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ (กรุงเทพฯ: สถาบันปรีดี พนมยงค์, 2554), 7-12.