การศึกษาในฝรั่งเศสและบทบาทการนำสมาคมนักเรียนสยาม (พ.ศ. 2463-2470)
แปลโดย กวี จงกิจถาวร
หลังจากเรียนอยู่ในโรงเรียนกฎหมาย 3 ปี ปรีดีก็เรียนจบได้เกียรตินิยม และได้รับทุนกระทรวงยุติธรรมไปศึกษากฎหมายต่อในฝรั่งเศส ท่านรู้สึกว่าภาระการศึกษาต่อครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีเนื่องจากขณะนั้น กฎหมายไทยกำลังยกร่างกันใหม่ตามระบบกฎหมายฝรั่งเศส
ปรีดีใช้เวลา 4 ปีแรกในฝรั่งเศสศึกษาอยู่ในคณะกฎหมายมหาวิทยาลัยก็อง (CAEN) ปี พ.ศ. 2466 ท่านได้รับปริญญากฎหมายและปี พ.ศ. 2467 ท่านก็ได้รับสิทธิประกอบวิชาชีพทางกฎหมายได้ อิทธิพลสำคัญที่สุดประการหนึ่งซึ่งปรีดีได้รับระหว่างอยู่ในมหาวิทยาลัยก็อง ก็คือการเน้นหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ว่าเป็นส่วนประกอบจำเป็นของกฎหมายมหาชนและเอกชน ปรีดีเกิดความเชื่อในความสำคัญของเศรษฐกิจว่าเป็นพื้นฐานของปัญหาทางการเมืองและตุลาการ
การที่ปรีดีกังวลสนใจกับเศรษฐกิจในฐานะที่เป็นปัจจัยกำหนดการเมืองดังเห็นได้ประจักษ์ชัดในข้อเขียนเรื่อง "ความเป็นอนิจจังของสังคม" และเค้าโครงการเศรษฐกิจของท่านนั้น อาจมีที่มาจากประสบการณ์การทำงานและการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยอันหลากหลายของท่าน ซึ่งทำให้ท่านก่อทรรศนะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมาย การเมือง และเศรษฐกิจขึ้นมามากกว่าที่จะมาจากอิทธิพลอันเฉพาะเจาะจงของความคิดลัทธิมาร์กซ์ใด ๆ ท่านยิ่งสนใจเศรษฐศาสตร์มากขึ้นด้วยว่ามันเป็นวิชาใหม่สำหรับท่าน ระหว่างศึกษาอยู่ที่โรงเรียนกฎหมายในกรุงเทพฯ 3 ปีนั้น เศรษฐศาสตร์ถูกละเลยไปอย่างสิ้นเชิง
หลังจากได้รับปริญญาตรีในปี พ.ศ. 2467 ปรีดีได้ขอย้ายไปกรุงปารีสเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกทางกฎหมาย นักศึกษาระดับปริญญาเอกนี้จะเรียนเน้นเฉพาะสาขากฎหมายหรือไม่ก็สาขาเศรษฐศาสตร์กับรัฐศาสตร์การที่ท่านเลือกศึกษาเน้นสาขากฎหมายนั้นเนื่องจากกระทรวงยุติธรรมเจ้าของทุนการศึกษาชอบให้เป็นเช่นนั้นมากกว่า หากมิใช่เนื่องจากใจท่านเลือกเอง
ขณะอยู่ในฝรั่งเศส ปรีดีได้เป็นประธานสมาคมนักเรียนสยาม สมาคมนี้มีสำนักงานใหญ่อยู่ใน ปารีส ทว่ามีสมาชิกเป็นเยาวชนไทยขยายไปถึงอังกฤษ เยอรมนี และประเทศยุโรปอื่น ๆ ด้วยมิได้จำกัดแต่เฉพาะนักเรียนสยามในฝรั่งเศสเท่านั้น เนื่องจากสมาคมได้ถวายฎีการ้องทุกข์อยู่เสมอ
พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากรผู้ทรงเป็นราชทูตไทยในปารีส จึงรายงานไปทางกรุงเทพฯว่าปรีดีเป็นนักยุยงฝ่ายซ้ายและเป็นบุคคลอันตราย พระองค์ทรงขอร้องให้รัฐบาลย้ายตัวปรีดีออกไปจากปารีส และกว่าปรีดีจะได้รับอนุญาตให้อยู่ปารีสก็เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ทรงแทรกแซงไกล่เกลี่ยด้วยพระองค์เอง
เมื่อพิจารณาดูเหตุการณ์ต่อมาก็ดูเป็นเรื่องน่าพิศวงที่ว่าปรีดีมีความสัมพันธ์ส่วนตัวอันดี
กับในหลวงรัชกาลที่ 7 ระหว่างที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสงครามชั้นสูง (ECOLE SUPERIEURE DE GUERRE) ในปารีส เหตุการณ์ตอนนี้ชี้ให้เห็นว่าการที่ปรีดีคัดด้านระบบสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งอาจจะเริ่มตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมนั้น มิได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเกลียดชังตัวบุคคลผู้ดำรงฐานะเจ้า หากเนื่องจากความเชื่อว่าสถาบันสมบูรณาญาสิทธิราชเป็น อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการพัฒนา ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของไทย
เมื่อหวนกลับไปพิจารณาดู ก็เห็นได้ชัดว่าสมาคมนักเรียนสยามเป็นองค์การทางการเมือง สมาคมกลายเป็นเวทีประชุมวางแผนล้มระบบสมบูรณาญาสิทธิราชของสยาม และสมาชิกสมาคมก็สนองแกนบุคคลของคณะราษฎร ให้แกนนำคณะราษฎรนี้เปิดประชุมเป็นทางการครั้งแรกในปารีสเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2470 ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งแรกนี้มี ปรีดี พนมยงค์, ร้อย โทแปลก ขีตะสังคะ, ร้อยตรีทัศนัย มิตรภักดี, นายตั้ว ลพานุกรม, นายประยูร ภมรมนตรี, หลวงสิริราชไมตรี, และ นายแนบ พหลโยธิน
ในที่ประชุมเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2470 ผู้ร่วมประชุมได้กำหนด "หลัก 6 ประการของคณะราษฎร" หลัก 6 ประการนี้เป็นอุดมคติประเภทค่อนข้างเน้นความเสมอภาคซึ่งเป็นพื้นฐานเป้าหมายทางการเมืองในอนาคตของคณะราษฎร ต่อมาหลัก 6 ประการนี้ ได้ปรากฏอยู่ในใบปลิวซึ่งแจกจ่ายในกรุงเทพฯ เมื่อวันโค่นล้มระบบสมบูรณาญาสิทธิราชปี พ.ศ. 2475 หลัก 6 ประการดังที่ปรากฏในใบปลิวฉบับดังกล่าวเป็นดังนี้คือ
(1) จะต้องรักษาความเป็นเอกราช ทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมืองในทางศาล ในทางเศรษฐกิจฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
(2) จะต้องรักษาความปลอดภัย ในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
(3) จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
(4) จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิ ยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)
(5) จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น
(6) จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
เพื่อสนองตอบต่อหลักข้อ 3 ผู้เข้าร่วมประชุมเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2470 ได้มอบหมายให้ปรีดียกร่างวางแผนเศรษฐกิจส่วนทั้งหมดมา แผนเศรษฐกิจของปรีดีฉบับนี้เองที่ต่อมากลายเป็นเค้าโครงเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2476 อันเป็นที่โต้แย้งกันอย่างเผ็ดร้อน
ต้นปี พ.ศ. 2470 กลุ่มคนซึ่งเป็นที่รู้จักกันต่อมาในนาม "คณะผู้ก่อการ" มีอุดมคติและยุทธศาสตร์พื้นฐานที่เป็นเอกภาพกัน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาตกลงกันเป็นเอกฉันท์มอบหมายภาระ หน้าที่อันสำคัญกว่าซึ่งเกี่ยวพันกับการวางแผนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะมาถึงให้แก่ปรีดี ในช่วงที่อยู่ในฝรั่งเศสหลายปีนี่เองที่ปรีดีเริ่มถูก เรียกหาว่า "อาจารย์" โดยมิตรสหายและนักเรียนสยามรุ่นน้องของท่าน
หมายเหตุ
- คงอักขระตัวสะกดไว้ตามต้นฉบับ
บรรณานุกรม
กวี จงกิจถาวร, ผู้แปลและเรียบเรียง. ชีวประวัติทางการเมืองของ ดร.ปรีดี พนมยงค์. ม.ป.ท.: ม.ป.พ.; 2514. หน้า 4-6.
แปลจากหนังสือ PRIDI BANOMYONG: A POLITICAL BIOGRAPHY แต่งโดย David Morell และ Richard Donor