ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทบาท-ผลงาน, เกร็ดประวัติศาสตร์

วันสันติภาพไทย: เอกราชที่ไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ

16
สิงหาคม
2569

วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ออกประกาศสันติภาพในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ภายหลังญี่ปุ่นประกาศยอมรับเงื่อนไขการยอมจำนนของฝ่ายสัมพันธมิตร ประกาศดังกล่าวยืนยันว่า การประกาศสถานะสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 เป็นโมฆะและไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย เนื่องจากขัดต่อเจตจำนงของประชาชน ตลอดจนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายบ้านเมือง สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบประกาศดังกล่าวเป็นเอกฉันท์ในวันเดียวกัน [ อ่านประกาศสันติภาพฉบับเต็ม⁠ ]

 

ประกาศสันติภาพ ลงวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ที่มา: ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 62 ตอนที่ 44 ก วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488

 

1. การประกาศสงครามเป็นโมฆะ: จุดยืนที่มีการปฏิบัติรองรับ

กองทัพญี่ปุ่นยกกำลังบุกประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามสั่งยุติการต่อต้านและยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่าน จากนั้นจึงลงนามในกติกาสัญญาพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2484 และประกาศสงครามต่ออังกฤษกับสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485[1]

นายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่ได้ลงนามในประกาศสงคราม โดยมีเหตุผลสำคัญว่า หากลงนามแล้ว ย่อมเป็นการยากที่ฝ่ายสัมพันธมิตรจะเชื่อถือการกอบกู้เอกราชของไทยในภายหลัง การไม่ลงนามจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์เสรีไทย เพราะช่วยรักษาสถานะและความน่าเชื่อถือของผู้นำขบวนการต่อต้าน ทั้งยังแยกจุดยืนของขบวนการเสรีไทยออกจากรัฐบาลที่ร่วมมือกับญี่ปุ่น[2]

ความน่าเชื่อถือนั้นมิได้เกิดจากการไม่ลงนามเพียงอย่างเดียว หากได้รับการยืนยันด้วยการปฏิบัติของขบวนการเสรีไทย เครือข่ายทั้งในและนอกประเทศประสานงานกับหน่วยงานของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ดำเนินปฏิบัติการด้านข่าวกรอง รับส่งและคุ้มครองเจ้าหน้าที่สัมพันธมิตร ตลอดจนจัดตั้งเครือข่ายและเตรียมกำลังต่อต้านญี่ปุ่น นายปรีดีจึงปฏิบัติหน้าที่สองระดับควบคู่กัน ในทางเปิดคือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ผู้ใช้อำนาจในพระปรมาภิไธยตามรัฐธรรมนูญ ส่วนในทางลับคือหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในประเทศภายใต้รหัสนาม “รูธ” (Ruth)[3]

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง การยืนยันว่าประกาศสงครามขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จึงมีทั้งเหตุผลทางกฎหมายและการปฏิบัติจริงของขบวนการเสรีไทยเป็นหลักฐานสนับสนุน การต่อต้านญี่ปุ่นและความร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตรทำให้คำยืนยันของไทยได้รับความเชื่อถือ และเป็นพื้นฐานสำคัญของประกาศสันติภาพเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ตลอดจนช่วยเพิ่มน้ำหนักในการเจรจารักษาเอกราชของไทยภายหลังสงคราม[4]

 

2. ประกาศสันติภาพ: ผลของยุทธศาสตร์ จุดเริ่มต้นของการเจรจา

สหรัฐอเมริกาและอังกฤษมีท่าทีต่อไทยต่างกัน สหรัฐฯ ไม่ประกาศสงครามตอบไทย และถือว่าไทยเป็นประเทศที่ถูกญี่ปุ่นยึดครอง จึงสนับสนุนให้ไทยกลับมามีรัฐบาลที่เป็นอิสระ ส่วนอังกฤษถือว่าตนอยู่ในภาวะสงครามกับไทย และต้องการให้ไทยรับผิดชอบต่อการเข้าร่วมสงครามกับญี่ปุ่น ความแตกต่างนี้เปิดทางให้ฝ่ายไทยอาศัยท่าทีของสหรัฐฯ ถ่วงดุลแรงกดดันจากอังกฤษได้[5]

หลังญี่ปุ่นยอมจำนน อังกฤษได้แจ้งแนวทางมายังนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งใช้รหัสนามว่า “รูธ” โดยให้ไทยรีบประกาศว่าการประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐฯ เป็นโมฆะ ยุติความร่วมมือกับญี่ปุ่น และส่งผู้แทนไปเจรจาที่เมืองแคนดี ข้อเสนอนี้ได้รับการประสานกับสหรัฐฯ แล้ว อังกฤษยังแจ้งว่า หากไทยดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว ก็จะไม่เรียกร้องให้ไทยยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขเช่นเดียวกับญี่ปุ่น แต่จะเปิดทางให้เจรจายุติสถานะสงครามต่อไป[6]

วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 นายปรีดีจึงออกประกาศสันติภาพในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้การประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐฯ เป็นโมฆะ ผลงานของขบวนการเสรีไทยตลอดช่วงสงครามทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเชื่อถือจุดยืนดังกล่าว และช่วยให้ไทยไม่ต้องยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขหรือถูกปลดอาวุธในฐานะประเทศผู้แพ้สงคราม[7]

ในบริบทของไทย ประกาศสันติภาพเป็นหมุดหมายของการสิ้นสุดการต่อสู้ในภาวะสงคราม และเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาสันติภาพ นับจากนั้น การรักษาเอกราชของไทยเปลี่ยนจากการต่อต้านญี่ปุ่นมาเป็นการเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อกำหนดสถานะและเงื่อนไขของไทยหลังสงคราม แม้ไทยหลีกเลี่ยงการยอมจำนนแบบญี่ปุ่นได้ แต่อังกฤษยังถือว่าสถานะสงครามกับไทยดำรงอยู่ การต่อสู้จึงยังไม่สิ้นสุด เพียงเปลี่ยนจากการใช้กำลังอาวุธมาเป็นการเมืองและการทูต[8]

 

ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นประธานในพิธีสวนสนามเสรีไทย วันที่ 25 กันยายน 2488 โดยมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ยืนอยู่แถวหลัง

 

นายปรีดีในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้เป็นประธานในพิธีสวนสนามของพลพรรคเสรีไทยประมาณ 8,000 คน พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488 การสวนสนามครั้งนี้มีความหมายทางการเมืองอย่างชัดเจน เพราะเป็นการแสดงต่อประชาชนและนานาประเทศว่าไทยยังคงเป็นรัฐเอกราชและมีอธิปไตย ไม่ได้อยู่ในฐานะประเทศผู้แพ้สงครามที่ต้องถูกปลดอาวุธ หลังพิธี นายปรีดีกล่าวว่า สมาชิกเสรีไทยเป็น “ผู้รับใช้ชาติ” มิใช่ “ผู้กู้ชาติ” เพราะการกู้ชาติเป็นการกระทำของคนไทยทั้งปวง และเมื่อสถานการณ์กลับคืนสู่ความเรียบร้อย ขบวนการเสรีไทยก็สิ้นสุดภารกิจลง[9]

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัตพระนครในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 นายปรีดีได้กราบบังคมทูลถวายพระราชอำนาจคืน หลังปฏิบัติหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มาตลอดช่วงสงคราม ในพระราชดำรัสตอบ พระองค์ทรงขอบใจนายปรีดีที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ และ “ช่วยบำรุงรักษาความเป็นเอกราชของเรานี้ไว้”[10] วันที่ 8 ธันวาคม จึงมีพระบรมราชโองการยกย่องนายปรีดีไว้ในฐานะ “รัฐบุรุษอาวุโส” และให้มีหน้าที่รับปรึกษากิจราชการแผ่นดิน ต่อมายังมีการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงแก่นายปรีดี การยกย่องเหล่านี้เป็นการรับรองอย่างเป็นทางการถึงการปฏิบัติหน้าที่และคุณูปการของนายปรีดีต่อประเทศ รวมถึงบทบาทในการรักษาเอกราชของไทยในช่วงสงคราม[11]

ขณะเดียวกันการเจรจากับอังกฤษดำเนินต่อมาในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนัก ฝ่ายไทยใช้ทั้งกระบวนการรัฐสภาและแรงสนับสนุนจากสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ในที่สุด วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2489 ไทย อังกฤษ และอินเดียได้ลงนามใน “ความตกลงระหว่างสหราชอาณาจักรและอินเดียกับสยามเพื่อยุติสถานะสงคราม” ที่สิงคโปร์ หรือที่เรียกกันว่า “ความตกลงสมบูรณ์แบบ” ความตกลงฉบับนี้ทำให้สถานะสงครามสิ้นสุดลง ฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต และกำหนดให้อังกฤษกับอินเดียสนับสนุนไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ โดยในคำปรารภยังกล่าวถึงความช่วยเหลือของขบวนการเสรีไทยระหว่างสงครามด้วย[12]

แม้รักษาสถานะรัฐเอกราชไว้ได้ แต่ไทยต้องยอมรับเงื่อนไขหลายประการ หนึ่งในเงื่อนไขที่หนักที่สุดอยู่ในข้อ 14 ซึ่งกำหนดให้ไทยส่งข้าวส่วนเกินสะสมให้อังกฤษโดยไม่คิดมูลค่า สูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านตัน โดยต้องเหลือข้าวเพียงพอสำหรับความต้องการภายในประเทศ เงื่อนไขนี้สร้างภาระอย่างมาก เพราะข้าวส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในมือของรัฐบาล รัฐจึงต้องจัดซื้อจากชาวนา โรงสี และพ่อค้าก่อนนำไปส่งมอบ[13]

รัฐบาลไทยยังคงเจรจาแก้ไขเงื่อนไขเรื่องข้าว จนวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ในสมัยที่นายปรีดีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไทยกับอังกฤษได้แลกเปลี่ยนหนังสือกำหนดข้อตกลงใหม่แทนข้อ 14 โดยลดปริมาณข้าวเหลือ 1.2 ล้านตัน และเปลี่ยนข้าวส่วนใหญ่จากการให้เปล่าเป็นการซื้อขายในราคาตันละ 12 ปอนด์ 14 ชิลลิง ณ โรงสี ไม่รวมค่ากระสอบ อย่างไรก็ตาม หากไทยส่งข้าวไม่ครบภายในสิบสองเดือน ส่วนที่ขาดยังต้องส่งให้อังกฤษโดยไม่คิดมูลค่า ข้อตกลงใหม่นี้จึงช่วยลดภาระ แต่ยังไม่ยกเลิกเงื่อนไขข้าวให้เปล่าทั้งหมด รัฐบาลชุดต่อมายังต้องเจรจาลดปริมาณ ขยายเวลาส่งมอบ และปรับราคาซื้ออีกหลายครั้ง[14] เงื่อนไขเรื่องข้าวและการแก้ไขในเวลาต่อมาไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของบุคคลใดเพียงคนเดียว แต่เป็นผลจากนโยบายของอังกฤษ การต่อรองของฝ่ายไทย และการเจรจาหลายช่วงผ่านรัฐบาลหลายชุด[15]

ประกาศสันติภาพจึงเป็นทั้งผลของยุทธศาสตร์เสรีไทยในช่วงสงครามและจุดเริ่มต้นของการเจรจาหลังสงคราม นายปรีดีเห็นความจำเป็นที่จะต้องยุติสถานะสงครามโดยเร็ว ขณะที่รัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์และรัฐบาลชุดต่อมาต้องเจรจาเพื่อลดเงื่อนไขที่เป็นภาระแก่ประเทศ การทูตแบบ “ผ่อนหนักให้เป็นเบา” จึงหมายถึงการรักษาเอกราชและลดความเสียหายภายใต้ดุลอำนาจที่ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ไม่ได้หมายความว่าไทยสามารถกำหนดเงื่อนไขได้ทั้งหมด[16]

 

3. จากสหประชาชาติถึงรัฐประหาร 2490

วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2489 ไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติลำดับที่ 55 หลังรัฐบาลเจรจาคลี่คลายข้อขัดข้องที่เป็นอุปสรรคต่อการสมัคร การเข้าเป็นสมาชิกครั้งนี้ยืนยันว่าไทยกลับสู่ประชาคมระหว่างประเทศในฐานะรัฐเอกราชที่มีสิทธิเท่าเทียมกับรัฐสมาชิกอื่น นับเป็นผลสำเร็จสำคัญของยุทธศาสตร์เสรีไทยและงานการทูตหลังสงคราม[17]

แม้สถานะระหว่างประเทศของไทยมั่นคงขึ้น แต่สถานการณ์ภายในกลับเปราะบาง ผลกระทบจากสงครามยังคงตกค้าง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย โดยเฉพาะระบบคมนาคม การผลิตและการค้าที่ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ตลอดจนปัญหาเงินเฟ้อและสินค้าขาดแคลน รัฐบาลจึงต้องรับทั้งภาระฟื้นฟูประเทศและการปฏิบัติตามข้อตกลงหลังสงคราม ในทางการเมือง ความไม่ลงรอยทางความคิดระหว่างกลุ่มพลเรือน ความไม่พอใจของฝ่ายทหารที่สูญเสียบทบาทหลังสงคราม และการโต้อภิวัฒน์ของกลุ่มอำนาจเก่าที่ต้องการฟื้นอำนาจซึ่งสูญเสียไปหลัง พ.ศ. 2475 ก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำต่อต้านรัฐบาลคณะราษฎรสายพลเรือน เมื่อเกิดกรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ฝ่ายตรงข้ามจึงฉวยโอกาสนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาใช้กล่าวหาและโจมตีนายปรีดี ตลอดจนรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ที่สืบต่อมาอย่างรุนแรง[18]

ท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าว คณะนายทหารที่มี พล.ท. ผิน ชุณหะวัณเป็นหัวหน้าได้ก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 และยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 นายปรีดีต้องหลบหนีและต่อมาต้องใช้ชีวิตลี้ภัยในต่างประเทศ นักการเมืองและสมาชิกเสรีไทยสายปรีดีจำนวนมากถูกผลักออกจากอำนาจ หลายคนถูกจับกุม ดำเนินคดี หรือต้องลี้ภัยเช่นเดียวกัน[19]

รัฐประหารยังทำให้การเจรจากับอังกฤษที่กำลังเดินหน้าอยู่สะดุดลง ก่อนหน้านั้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2490 รัฐบาลหลวงธำรงได้เสนอให้อังกฤษแก้ไขความตกลงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2489 และยกเลิกข้อจำกัดที่ยังเหลืออยู่ งานศึกษาของอภิชาติ ชินวรรโณระบุว่า รัฐประหารทำให้การยกเลิกความตกลงล่าช้าออกไป ขณะที่ไทยยังต้องสะสางข้อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน จนกระทั่งไทยกับอังกฤษแลกเปลี่ยนหนังสือเมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2497 เพื่อยุติการใช้ความตกลงฉบับ พ.ศ. 2489 ระหว่างสองประเทศ[20]

การแลกเปลี่ยนหนังสือใน พ.ศ. 2497 ไม่ได้หมายความว่าสถานะสงครามเพิ่งสิ้นสุดลงในปีนั้น เพราะข้อ 21 ของความตกลงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2489 กำหนดให้สถานะสงครามระหว่างไทยกับอังกฤษยุติลงตั้งแต่วันลงนามแล้ว เอกสาร พ.ศ. 2497 มีผลเป็นการยุติการใช้ความตกลงฉบับเดิมระหว่างสองประเทศ โดยสงวนผลทางกฎหมายของการดำเนินการและตราสารระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นภายใต้ความตกลง รวมถึงภาระทางการเงินบางส่วน พร้อมยืนยันว่าความสัมพันธ์แห่งสันติภาพและมิตรภาพที่ฟื้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2489 จะดำรงต่อไป[21]

ผลของรัฐประหารจึงครอบคลุมทั้งการเมืองและการต่างประเทศ นอกจากทำให้การเจรจาที่รัฐบาลพลเรือนเริ่มไว้ขาดความต่อเนื่องแล้ว ยังทำลายอำนาจทางการเมืองของฝ่ายปรีดีและเครือข่ายเสรีไทย เมื่อผู้มีบทบาทสำคัญในช่วงสงครามถูกผลักให้เป็นศัตรูทางการเมือง เรื่องราวของนายปรีดีและขบวนการเสรีไทยจึงค่อย ๆ ถูกลดทอนลงภายใต้ดุลอำนาจใหม่หลังรัฐประหาร[22]

วันสันติภาพไทยไม่ควรถูกจดจำว่าเป็นเรื่องที่ไทย “รอดตัว” จากความรับผิด หรือเป็นชัยชนะของบุคคลใดคนหนึ่ง รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามซึ่งนำไทยเข้าร่วมสงครามกับญี่ปุ่นต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตน ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกเช่นกันว่า ประชาชนไทยจำนวนมากไม่ยอมรับการตัดสินใจนั้นและลงมือต่อต้านญี่ปุ่นอย่างเป็นรูปธรรม สมาชิกเสรีไทยเสี่ยงชีวิตและเสรีภาพเพื่อช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธมิตร นายปรีดีประสานการปฏิบัติของขบวนการเข้ากับความชอบธรรมของรัฐตามรัฐธรรมนูญ ส่วนผู้แทนและนักการทูตหลายฝ่ายนำผลงานดังกล่าวไปใช้ในการเจรจา ความแตกต่างระหว่างมหาอำนาจเปิดช่องทางให้ไทยต่อรอง แต่การกระทำของฝ่ายไทยทำให้โอกาสนั้นกลายเป็นผลสำเร็จ[23]

วันที่ 16 สิงหาคมจึงควรได้รับการจดจำในฐานะวันที่ไทยประกาศเจตจำนงกลับคืนสู่สันติภาพและรักษาเอกราชของตน ผลสำเร็จนี้เกิดจากการเตรียมการ การตัดสินใจ และการเสียสละของผู้คนจำนวนมาก ไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรือความบังเอิญ วันสันติภาพไทยย้ำว่าเอกราชจากอำนาจภายนอกต้องดำเนินควบคู่กับประชาธิปไตยภายใน ประเทศจะมีอธิปไตยอย่างสมบูรณ์เมื่อสามารถกำหนดท่าทีของตนเองในเวทีระหว่างประเทศ และประชาชนสามารถกำหนดอนาคตทางการเมืองของตนโดยไม่ถูกช่วงชิงอำนาจด้วยกำลัง

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง:

 


[1] ปรีดี พนมยงค์, “รัฐบาลไทยประกาศสงครามกับบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกา,” ใน โมฆสงคราม: บันทึกสัจจะประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เคยเปิดเผยของรัฐบุรุษอาวุโส (กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์, 2558), น. 213–221; และ “ประกาศสงครามต่อบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกา,” ราชกิจจานุเบกษา⁠ เล่ม 59 วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485, น. 244.

[2] ไสว สุทธิพิทักษ์, “ปรีดี พนมยงค์ ในบทบาทผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กับการกอบกู้เอกราชและอธิปไตยของชาติ”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 1 สิงหาคม พ.ศ. 2567; และปรีดี พนมยงค์, “รัฐบาลไทยประกาศสงครามกับบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกา,” น. 213–221.

[3] ปรีดี พนมยงค์, “การปฏิบัติด้าน 2: ปฏิบัติการเพื่อให้สัมพันธมิตรรับรองว่าประเทศไทยไม่ตกเป็นฝ่ายแพ้สงครามและการผ่อนหนักเป็นเบา”⁠, ใน จดหมายของนายปรีดี พนมยงค์ ถึงพระพิศาลสุขุมวิท เรื่องหนังสือจดหมายเหตุของเสรีไทยเกี่ยวกับปฏิบัติการในแคนดี นิวเดลฮี และสหรัฐอเมริกา (กรุงเทพฯ: อมรินทร์การพิมพ์, 2522), น. 20–29; และ Foreign Relations of the United States, 1945, vol. VI, document 941

[4] “ประกาศสันติภาพ,” ราชกิจจานุเบกษา⁠ เล่ม 62 ตอนที่ 44 วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488, น. 503–504; และ Foreign Relations of the United States, 1945, vol. VI, document 947⁠.

[5] United States Department of State, “The Department of State to the British Embassy,” Aide-Mémoire, 7 February 1942⁠, ใน Foreign Relations of the United States: Diplomatic Papers, 1942, General; The British Commonwealth; The Far East, vol. I, doc. 807; Nicholas Tarling, “An Attempt to Fly in the Face of the Ordinary Laws of Supply and Demand: The British and Siamese Rice 1945–7”⁠, Journal of the Siam Society 75 (1987), pp. 140–141.

[6] United States Department of State, “The Secretary of State to the Ambassador in the United Kingdom,” telegram 6922, 15 August 1945⁠, ใน Foreign Relations of the United States: Diplomatic Papers, 1945, The British Commonwealth, The Far East, vol. VI, doc. 947, pp. 1278–1279.

[7] “ประกาศสันติภาพ”⁠, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 62 ตอนที่ 44, 16 สิงหาคม 2488, น. 503–504; กนต์ธีร์ ศุภมงคล, การวิเทโศบายของไทย ระหว่างปีพุทธศักราช 2483 ถึง 2495, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ, 2566), น. 283–285, 295–332; United States Department of State, telegram 6922, 15 August 1945, doc. 947.

[8] “ประกาศสันติภาพ,” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 62 ตอนที่ 44, น. 503–504; United Nations, Treaty Series, vol. 99, No. 1375, “Agreement for the Termination of the State of War,” signed at Singapore, 1 January 1946⁠, pp. 131–147.

[9] ปรีดี พนมยงค์, “สุนทรพจน์ของรู้ธ”⁠, คำปราศรัยต่อผู้แทนพลพรรคเสรีไทย ณ สโมสร มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488; รวินทร์ คำโพธิ์ทอง, “แด่เสรีไทย ‘ผู้รับใช้ชาติ’ สุนทรพจน์ของรู้ธในวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 25 กันยายน 2565; ปรีดี พนมยงค์, โมฆสงคราม: บันทึกสัจจะประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เคยเปิดเผยของรัฐบุรุษอาวุโส (กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์, 2558).

[10] พระราชดำรัสตอบนายปรีดี พนมยงค์ เนื่องในโอกาสเสด็จนิวัตพระนคร วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 อ้างใน กนต์ธีร์ ศุภมงคล, “การวิเทโศบายของไทย ระหว่างปีพุทธศักราช 2483–2495 ตอนที่ 20: การเสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนคร”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 11 กรกฎาคม 2568.

[11] “ประกาศยกย่องนายปรีดี พนมยงค์ ไว้ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส” ประกาศ ณ วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2488, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 62 ตอนที่ 70, 11 ธันวาคม 2488; “แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์” ลงวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2488 และ “เรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์” ลงวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2488, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 62 ตอนที่ 70, 11 ธันวาคม 2488, น. 1900.

[12] United Nations, Treaty Series, vol. 99, No. 1375, pp. 131–147 โดยเฉพาะคำปรารภและข้อ 21, 22 และ 24, pp. 133, 145–147; กนต์ธีร์ ศุภมงคล, การวิเทโศบายของไทยฯ, น. 295–297, 343–361.

[13] United Nations, Treaty Series, vol. 99, No. 1375, ข้อ 14, pp. 139–141; Tarling, “The British and Siamese Rice 1945–7,” pp. 141–146.

[14] United Nations, Treaty Series, vol. 99, No. 1377, “Exchange of Notes Constituting an Agreement for the Export of Rice by the Government of Siam,” 1 May 1946, pp. 169–173; กนต์ธีร์ ศุภมงคล, การวิเทโศบายของไทยฯ, น. 471–480, 537–539.

[15] Tarling, “The British and Siamese Rice 1945–7,” pp. 143–148.

[16] กนต์ธีร์ ศุภมงคล, การวิเทโศบายของไทยฯ, น. 295–297, 343–361, 471–480, 537–539.

[17] United Nations, “Ceremony of Admission of Siam to the United Nations,” Official Records of the First Special Session of the General Assembly, 28 April 1947⁠; กนต์ธีร์ ศุภมงคล, การวิเทโศบายของไทย ระหว่างปีพุทธศักราช 2483–2495, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ, 2566), น. 422.

[18] สถาบันปรีดี พนมยงค์, “ยุทธศาสตร์เอกราชไทยหลังสงครามโลก: จากอวสานสงครามสู่รัฐประหาร 2490,”⁠ 28 มีนาคม 2568; วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, “ปรีดีหนี!: รัฐประหาร 2490,”⁠ 8 พฤศจิกายน 2563.

[19] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, “รัฐประหาร 2490: หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเมืองไทย,”⁠ ใน ประวัติการเมืองไทย: 2475–2500, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2544), น. 455–465; วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, บางหน้าในประวัติศาสตร์ไทย: อัตชีวประวัติของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ (กรุงเทพฯ: แสงดาว, 2549), น. 417–426.

[20] Apichart Chinwanno, The Quest for Thai-US Alliance (Bangkok: Ministry of Foreign Affairs, 2021), p. 150; กนต์ธีร์ ศุภมงคล, การวิเทโศบายของไทย ระหว่างปีพุทธศักราช 2483–2495, น. 606.

[21] Agreement between the Government of the United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland and the Government of India on the One Hand and the Siamese Government on the Other for the Termination of the State of War, Singapore, 1 January 1946, ข้อ 21 และ 24, United Nations Treaty Series, vol. 99, no. 1375, pp. 131–147⁠; Exchange of Notes between the Government of the United Kingdom and the Government of Thailand terminating the Agreement of 1 January 1946, Bangkok, 14 January 1954, Treaty Series No. 19 (1954).

[22] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, “รัฐประหาร 2490,” น. 455–465; สถาบันปรีดี พนมยงค์, “ยุทธศาสตร์เอกราชไทยหลังสงครามโลก: จากอวสานสงครามสู่รัฐประหาร 2490.”

[23] สถาบันปรีดี พนมยงค์, “80 ปี วันสันติภาพไทย: ยุทธศาสตร์เสรีไทย หรือ ‘ปาฏิหาริย์’? ตอนที่ 2 ไทยรอดสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้อย่างไร?”⁠ 3 มีนาคม 2568; กนต์ธีร์ ศุภมงคล, การวิเทโศบายของไทย ระหว่างปีพุทธศักราช 2483–2495.