เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2569 เนื่องในวาระ 81 ปี วันสันติภาพไทย สถาบันปรีดี พนมยงค์ได้จัดงานเสวนาวิชาการ PRIDI Talks ครั้งที่ 37 ซึ่งดำเนินงานภายใต้หัวข้อ “ไทย-กัมพูชา : ความหวัง ทางออก และความร่วมมือ” ณ ชั้น 4 ห้องประชุมใหญ่ อาคาร PRIDI ซอยทองหล่อ กรุงเทพมหานครฯ

โดยประเด็นหลักของงานเสวนาในครั้งนี้ เน้นหนักไปที่การแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งความขัดแย้งทางทหารครั้งใหม่ได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และการพิพาทดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน และไม่ได้กระทบเพียงเสถียรภาพและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการค้าการลงทุน แรงงาน การท่องเที่ยว และศิลปะวัฒนธรรมที่แบ่งปันกันระหว่างไทยกับกัมพูชา
ผู้มาร่วมฟังการเสวนาในครั้งนี้ประกอบด้วยสุดา พนมยงค์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของมูลนิธิปรีดี พนมยงค์และสถาบันปรีดี พนมยงค์,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ กรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์,ศาสตราจารย์พิเศษชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่ปรึกษามูลนิธิปรีดี พนมยงค์,พันตรี พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา ทายาทของสมาชิกคณะราษฎร์ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา,พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา,กฤต ไกรจิตติ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม,ตุลยา พนมยงค์ และประชาชนทั่วไปทั้งนักศึกษาและผู้ที่ให้ความสนใจต่อประเด็นที่การเสวนาครั้งนี้นำเสนอ

ซึ่งในการเสวนานี้ ผู้ดำเนินรายการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ อาจารย์ประจำและนักวิชาการจากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ได้ชวนให้ผู้ร่วมเสวนาอันประกอบไปด้วยฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวและผู้ก่อตั้งสำนักข่าว “The Reporters”, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพร ไทยจงรักษ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์พิเศษภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยศาสตราจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์ประจำโครงการไทยศึกษา วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาร่วมกันวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ที่ดำเนินอยู่ ด้วยการนำวิถีทางการทูต มิติทางประวัติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ สถานะของสื่อมวลชน ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน มาช่วยในการมองหาทางออกของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และมาร่วมกันพิจารณาว่า ทางเลือกและความร่วมมือ เพื่อให้สันติภาพที่ยั่งยืนเกิดขึ้นนั้น จะเป็นจริงได้หรือไม่ในอนาคต

3
งานเสวนาในครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยการบรรเลงเปียโนโดยสุดา พนมยงค์ และการเล่นไวโอลินของพลศิษฐ์ โสภณสิริ ซึ่งคัดเลือกบทเพลงประกอบภาพยนตร์ที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับสันติภาพอย่าง “พระเจ้าช้างเผือก” ของปรีดี พนมยงค์ และ “Schindler's List” ภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก มาแสดงและสร้างความประทับใจให้กับผู้มาร่วมงานเป็นอย่างมาก จากนั้นตามด้วยการกล่าวนำในหัวข้อ “สันติภาพในความขัดแย้ง : กรณีไทยกัมพูชา” โดยรองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งการกล่าวนำนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดนที่เกิดจากการตัดสินใจของผู้มีอำนาจของทั้งสองประเทศ และข้อตกลงระหว่างชนชั้นนำที่สามารถสร้างได้ทั้งสันติภาพเชิงบวกและสันติภาพเชิงลบ กับราคาที่ต้องจ่ายของประชาชนที่อยู่ตามชายแดนก็คือปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิต

สำหรับในส่วนของการเสวนาหลัก ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณเล่าถึงการก่อกำเนิดของ สันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia League - SEAL) ในปี พ.ศ.2490 แต่กลับกลายเป็นองค์กรที่ก่อตั้งได้ไม่นานก็ยุติบทบาทลงหลังการรัฐประหารโดยผิน ชุณหะวัณเมื่อปี พ.ศ.2490 ไม่เช่นนั้นแล้วคงมีบทบาทต่อการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคนี้

ทางด้านฐปณีย์ เอียดศรีไชยก็ถ่ายทอดมุมมองนักข่าวที่ทำข่าวมานานกว่า 26 ปีนับตั้งแต่ พ.ศ.2551 และเห็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในหลากหลายมิติ และมองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบัน สื่อมวลชนไม่สามารถให้พื้นที่แก่แนวคิดเกี่ยวกับสันติภาพได้ เพราะกระแสชาตินิยมที่รุนแรงจากคนของทั้งสองประเทศนั้นมีอิทธิพลที่เหนือกว่า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพร ไทยจงรักษ์มองว่าประวัติศาสตร์ที่สองประเทศตีความคนละอย่าง กลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการทะเลาะกันจนถึงปัจจุบันนี้ แต่นักวิชาการรุ่นใหม่ของฝั่งกัมพูชาเองก็พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงแนวคิดอันก่อให้เกิดอคติต่อประเทศเพื่อนบ้านให้แก่คนรุ่นต่อไป สำหรับในประเด็นด้านความมั่นคง

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุขได้มอบ “8 ข้อสังเกต 12 ข้อยุติ” ว่าประเด็นใดที่ ณ ตอนนี้ย้อนมองกลับมาอาจจะไม่มีประโยชน์ต่อการนำมาเป็นข้อถกเถียงอีก เช่นในกรณีการยึดเอาแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ซึ่งกรมแผนที่ทหารของไทยใช้กำหนดเขตแดน แต่ทางฝั่งกัมพูชาได้โต้แย้งและไม่อาจนำไปใช้ในเวทีระดับโลก และเรื่องใดบ้างที่จะเป็นทางออกของปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ยังคงดำเนินอยู่

ในช่วงท้ายของการเสวนา ทางด้านพิธีกรบนเวทีได้เปิดให้ผู้มาร่วมงานได้ร่วมสนทนาด้วย โดยศาสตราจารย์พิเศษชาญวิทย์ เกษตรศิริมองว่าผู้ที่บันทึกประวัติศาสตร์ของไทยและกัมพูชาที่ต่างเล่าด้วยชุดความคิดแบบชาตินิยม ควรที่จะเข้ามามีส่วนในการแก้ไขความขัดแย้ง และหากไม่สามารถทำได้ ก็อาจจะไม่ได้เห็นสันติภาพที่แท้จริง ส่วนทางด้านกฤต ไกรจิตติ ได้ยกตัวอย่างความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเวียดนาม ว่าถ้าการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชาสามารถดำเนินไปในทิศทางเดียวกันก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ได้ให้ข้อสรุปในช่วงท้ายว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาถือว่ามีมิติอันหลากหลาย ทั้งทางด้านอัตลักษณ์ร่วมถึงรากทางวัฒนธรรมที่มีร่วมกัน สิ่งที่ประเทศไทยขาดก็คือยุทธศาสตร์และกลไกที่จะทำให้สันติภาพขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดี ส่วนสื่อที่เคยมีจรรยาบรรณกำกับ ก็ถูกความชาตินิยมกระตุ้นให้เกิดความเกลียดชังระหว่างประชาชน ถึงอย่างนั้น ผู้ร่วมเสวนาทุกท่านต่างก็เชื่อว่า หากผู้กำหนดนโยบายสามารถปรับปรุงวิสัยทัศน์ในเชิงกลยุทธ์ต่อปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาได้ สันติภาพก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน

เมื่อจบการเสวนา ศาสตราจารย์พิเศษชาญวิทย์ เกษตรศิริได้เป็นตัวแทนของสถาบันปรีดี พนมยงค์ มอบของที่ระลึกให้กับพิธีกรและผู้ร่วมเสวนาทุกท่าน ก่อนจะถ่ายรูปร่วมกันเป็นการปิดท้าย