ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

มนัส จรรยงค์ กับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

18
มิถุนายน
2569

มนัส จรรยงค์ อาจมิใช่นักประพันธ์ผู้เป็นที่มักคุ้นสำหรับแฟนหนังสือวรรณกรรมยุคปัจจุบัน แต่ปฏิเสธมิได้เลยว่าตราบทุกวันนี้ก็ยังมีคนสนใจติดตามอ่านงานเขียนของเขาอยู่เสมอ ๆ และถึงแม้ผลงานวรรณกรรมของ มนัส จะมีความโดดเด่นจนส่งผลให้เขากลายเป็นตำนานแห่งบรรณพิภพ แต่มีน้อยคนนักที่จะทราบว่า มนัส เกือบเคยได้เข้าร่วมกับคณะราษฎรสายพลเรือนเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เช่นกัน

มนัส เป็นชาวเพชรบุรี เขาลืมตายลโลกหนแรกสุดเมื่อวันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2450 โดยเป็นบุตรชายคนโตของ นายผ่อง จรรยงค์ ทนายความลือนามของจังหวัด และ นางเยื้อน ตระกูลจรรยงค์ถือเป็นหนึ่งในตระกูลสำคัญของเมืองเพชรเคียงคู่มากับตระกูลอังกินันท์ เฉลิมศรี จรรยงค์ สะใภ้แห่งบ้านจรรยงค์เคยเล่าให้ฟังเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2562 (เฉลิมศรี ถึงแก่กรรมแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567) ว่า ทั้งตระกูลจรรยงค์และตระกูลอังกินันท์เป็นตระกูลของทนายความที่มีชื่อเสียงในจังหวัดเพชรบุรี โดยสองตระกูลมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกันมาหลายรุ่น[1] ไม่เพียงแต่บิดาคือ ทนายผ่อง เท่านั้นที่ทำงานเกี่ยวกับการใช้ตัวบทกฎหมาย ตาของ มนัส หรือบิดาของ นางเยื้อน คือ หลวงนราภักดี ก็เป็นท่านผู้พิพากษาเช่นกัน[2] กล่าวได้ว่า มนัส เติบโตมาในครอบครัวของผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายโดยแท้

ในช่วงต้นทศวรรษ 2460 ครั้น มนัส เรียนสำเร็จชั้นมัธยมต้นที่เมืองเพชรแล้ว ผู้เป็นบิดาได้ส่งให้มาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ เริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนสุขุมาลัยแถววัดพิชัยญาติ โดยฝากให้เป็นเด็กในบ้านของ เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) อันตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานพุทธในปัจจุบัน แต่ตอนนั้นยังไม่ได้มีการสร้างสะพานพุทธยอดฟ้า[3] (สะพานแห่งนี้เริ่มสร้างขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2472) ตามปกตินักเรียนของโรงเรียนสุขุมาลัยมักจะเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา แน่นอนว่า มนัส เองก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเขาเป็นนักเรียนประจำ เพราะทางโรงเรียนไม่ได้มีเพียงนักเรียนประเภทเช้ามาเรียนแล้วเย็นกลับบ้านเท่านั้น แต่ยังมีประเภทของนักเรียนกินนอนอยู่ที่โรงเรียนด้วย ซึ่งเรียกกันว่าพวก “เด็กใน”

เดิมทีนั้น พื้นที่โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยาเคยเป็นจวนของ สมเด็จเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุญนาค) ต่อมาในช่วงปลายทศวรรษ 2430 ได้มีการจัดตั้งเป็นโรงเรียนราชวิทยาลัย แล้วจึงเปลี่ยนแปลงมาเป็นโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ จวบจนกระทั่งปี พ.ศ. 2458  เมื่อมีการย้ายโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ไปอยู่ที่อื่น ทางราชการจึงตั้งโรงเรียนบริเวณจวนของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ให้เป็นโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาที่เน้นสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นหลัก ให้ชื่อว่า "โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา" และมี พระประมวญวิชาพูล (วงศ์ บุญ-หลง) เป็นอาจารย์ใหญ่ (ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2458-2470 และต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาประมวญวิชาพูล)[4]

ณ โรงเรียนแห่งนี้ มนัส ได้พบปะและคลุกคลีกับเพื่อนนักเรียนหลายคน อันได้แก่ ซำ มกรานนท์ สงวน ทองประเสริฐ บุญล้อม พึ่งสุนทร สงวน ตุลารักษ์ ปกรณ์ อังศุสิงห์ ประสงค์ หงสนันทน์ ธนวนต์ จาตุประยูร กุหลาบ นพรัตน์ พัฒน์ เนตรรังษี และ ยศ วัชรเสถียร เป็นต้น[5] สำหรับ  พัฒน์ และ ยศ ต่อมายังยึดอาชีพเป็นนักประพันธ์เช่นเดียวกันกับ มนัส ด้วย

ช่วงระหว่างที่เรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยานั้น มนัส เป็นทั้งนักฟุตบอลและนักดนตรี หากดูเหมือนเขาจะชื่นชอบทางด้านดนตรีเสียมากกว่าฟุตบอล แต่กระนั้น มนัส ก็นิยมเล่นฟุตบอลกับเพื่อนพ้องเนืองๆ คนที่อยู่ทีมฟุตบอลเดียวกันกับเขาคือ บุญล้อม พึ่งสุนทร เป็นกัปตันทีม สงวน ทองประเสริฐ เป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ปกรณ์ อังศุสิงห์ เป็นนายประตู และ ซำ มกรานนท์ ส่วน มนัส เป็นฮาล์ฟขวา[6]

มนัส เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มาได้อย่างหวุดหวิด แต่ช่วงที่กำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 7 ผลการเรียนของเขาตกต่ำลงเรื่อย ๆ เพราะมัวแต่สนใจการเล่นดนตรีมากไป โดยเฉพาะวิชาคำนวณและวิชาภาษาฝรั่งเศสถือเป็นอุปสรรคใหญ่ของเขา ท้ายที่สุด มนัส ก็ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8[7] เขาลาออกจากโรงเรียนแล้วไปเผชิญชีวิตสารพัดสารเพ มิเว้นกระทั่งเป็นนักกายกรรมกับคณะเป้งเทียมซึ่งมีแหล่งจัดแสดงประจำคือแถวสนามน้ำจืด พร้อมทั้งตระเวนไปแสดงตามงานรื่นเริง ทว่าด้วยความอยากเป็นนักผจญภัยจึงตัดสินใจอำลาชีวิตนักกายกรรมอีก ด้วยหมายใจจะท่องเที่ยวไปยังต่างประเทศ แต่ก็มิอาจทำความฝันให้สำเร็จ เลยกลับไปเป็นสารวัตรศึกษาที่จังหวัดเพชรบุรี อยู่ได้ไม่นานก็นึกอยากไปเผชิญโชคทางภาคใต้โดยเฉพาะไปเป็นกรรมกรเหมืองแร่ กระนั้นก็ไม่ได้สมดั่งใจอีกตามเคย ครั้นปี พ.ศ. 2471 จึงกลับมาเป็นเสมียนไต่สวนที่เพชรบุรี รวมถึงเป็นหัวหน้าวงดนตรีไทย แต่ทนทำงานได้ไม่นานก็ออกมารับสอนดนตรีไทยอย่างเดียวจนมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เพราะตามค่านิยมในยุคนั้นผู้มีหน้ามีตาทางสังคมจะต้องหัดเล่นดนตรีไทยให้เป็น[8]

ด้วยชื่อเสียงในฐานะครูดนตรีไทยของ มนัส  ทำให้เขามีโอกาสได้สอนดนตรีไทยให้กับ อ้อม บุนนาค ธิดาคนโตของ พระยาสุรพันธเสนี (อิ้น บุนนาค) เจ้าเมืองเพชรบุรี ซึ่งหญิงสาวเพิ่งเดินทางกลับมาจากการไปเรียนคอนแวนต์ที่ปีนัง วันหนึ่งขณะที่ มนัส กำลังนั่งสีซอฝรั่งริมแม่น้ำ เสียงเพลงแว่วดังไปจนถึงบ้านเจ้าเมืองทำให้เขาได้รับความสนใจจากคนในบ้านนั้น แล้วต่อมาจ่าจังหวัดก็ตามตัวเขาไปสอนดนตรีไทยให้ อ้อม ช่วงแรก ๆ ที่ไปสอนก็สานความสัมพันธ์แบบครูกับศิษย์ตามปกติ แต่แล้วทั้งสองก็เกิดความรักใคร่ชอบพอกันอย่างหลีกเลี่ยงมิได้[9]

ในปี พ.ศ. 2472 พระยาสุรพันธเสนี ต้องย้ายไปรั้งตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี อ้อม ย้ายจากเพชรบุรีตามไปอยู่กับบิดาที่ราชบุรีด้วย อีกทั้งเธอมีครูสอนดนตรีคนใหม่ที่มาสอนแทน มนัส นั่นคือ สนิท อรรถจินดา ซึ่งครูผู้นี้ยังเป็นนักประพันธ์ที่ใช้นามปากกา ส. อรรถจินดา มีผลงานลงตีพิมพ์เผยแพร่ใน สารานุกูล และ สมานมิตรบรรเทอง มาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2460  มนัส รู้สึกหึงหวงที่ อ้อม มีอันได้ใกล้ชิดกับ ครูสนิท เขาจึงเกิดแรงบันดาลใจอยากที่จะเป็นนักประพันธ์ขึ้นมาบ้าง และนั่นเป็นเหตุให้ มนัส เริ่มเขียนหนังสือส่งไปตามหน้าสื่อสิ่งพิมพ์[10]

 

(ตัวอย่างงานเขียนของ สนิท อรรถจินดา หรือ ส.อรรถจินดา ที่ลงพิมพ์ใน สมานมิตรบรรเทอง ประจำวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2469)

 

แม้ความรักระหว่าง มนัส กับ อ้อม จะถูกทางผู้ใหญ่กีดกัน แต่ในช่วงเวลานั้นเองที่ผลงานประพันธ์ชิ้นแรกของ มนัส ได้รับการตีพิมพ์ โดยเขาเขียนเรื่องสั้นชื่อ "สวรรค์ครึ่งเดือน" ใช้นามปากกา “อ.มนัสวีร์” อันสื่อความหมายว่า อ. หรืออ้อมผู้มีหัวใจกล้าหาญ หรืออ้อมผู้ใจเด็ด พร้อมส่งไปยังหนังสือพิมพ์ เดลิเมล์วันจันทร์ ซึ่งมี หลุย คีรีวัต เป็นเจ้าของ บรรณาธิการผู้ควบคุมแผนกบันเทิงคือ ป.บูรณปกรณ์ ได้อ่านแล้วก็นำลงตีพิมพ์ให้ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2473 เพียงแต่ขอเปลี่ยนชื่อเรื่องสั้นใหม่เป็น “คู่ทุกข์-คู่ยาก”[11] ในเรื่องสั้นนี้ มนัส เขียนจินตนาการให้ตัวละครชายและตัวละครหญิงที่รักกันมากสามารถหนีตามไปใช้ชีวิตคู่ด้วยกันได้สำเร็จ เมื่องานเขียนเผยแพร่แล้ว ต่อมามีผู้รายงานถึงเรื่องสั้นนี้ให้ พระยาสุรพันธเสนี รับทราบสมุหเทศาภิบาลมณฑลราชบุรีโกรธมากและยิ่งพยายามกีดกันความรักระหว่าง มนัส กับ อ้อม เพิ่มขึ้นกว่าเดิม จนถึงขั้นที่ มนัส เคยถูกทำร้ายร่างกายจนสลบในตอนที่ลอบลักมาเจอ อ้อม ที่บ้านของฝ่ายหญิง[12]

ช่วงที่ มนัส ต้องพลัดพรากจาก อ้อม นี่เองที่เขาได้เข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครทั้งยังสบโอกาสได้พบปะกับเพื่อนพ้องสมัยเป็นนักเรียนที่โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ทั้ง บุญล้อม พึ่งสุนทร สงวน ทองประเสริฐ และ สงวน ตุลารักษ์ เป็นต้น

ความที่ มนัส มีเพื่อนชื่อ สงวน สองคน เขาจึงเรียก สงวน ทองประเสริฐ ว่า “หงวนทอง” และเรียก สงวน ตุลารักษ์ ว่า “หงวนเตียว” เนื่องจากตอนนั้นยังใช้นามสกุลเดิมคือ เตียวเลี่ยงซิม[13]

สงวน ตุลารักษ์ ถือเป็นบุคคลที่มีบทบาทไม่น้อยต่อชีวิตของ มนัส จรรยงค์ แม้ สงวน จะอายุมากกว่าถึงห้าปี แต่ก็ให้ความเป็นกันเองกับ มนัส อยู่เสมอๆ

งานศึกษาเรื่อง “สงวน ตุลารักษ์ และคณะราษฎรชาวบ้านบางคล้า (ที่ถูกลืม) ในการปฏิวัติ 2475.” ของ ศรัญญู เทพสงเคราะห์ นับเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ช่วยเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ สงวน ตุลารักษ์ อย่างละเอียด แสดงให้เห็นทั้งเรื่องราวในช่วงวัยเยาว์ที่บางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ช่วงที่ได้เข้ามาเรียนหนังสือในโรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา การเรียนกฎหมายที่โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรมจนสอบได้เป็นเนติบัณฑิต การประกอบอาชีพทนายความซึ่งสังกัดในสำนักงานทนายความคณะผดุงธรรม รวมถึงการเข้าร่วมและเคลื่อนไหวในฐานะสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือนซึ่งมีความสนิทสนมกับ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ นายปรีดี พนมยงค์[14]

 ช่วงที่ มนัส ได้เจอกับ สงวน หลังจากเขาต้องพลัดพรากจากหญิงคนรักจนเดินทางออกจากเพชรบุรีมาอยู่กรุงเทพนั้น สงวน กำลังประกอบอาชีพทนายความในสำนักงานทนายความคณะผดุงธรรมซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย ขุนวิศุทธจรรยา ผู้เป็นทนายความชั้นที่ 1 และ ทองอินทร์ อุดล ทนายความชาวร้อยเอ็ด และมีทนายความอีกคนที่เข้ามาร่วมสำนักงานนี้ด้วยคือ  ซิม วีระไวทยะ[15]  ด้วยเล็งเห็นว่า มนัส กำลังตกระกำลำบาก สงวน จึงชวนให้เพื่อนรุ่นน้องชาวเพชรบุรีมาทำงานเป็นพนักงานพิมพ์ดีดประจำสำนักงานทนายความผดุงธรรม[16]

ในที่สุด มนัส จรรยงค์ ก็สามารถพา อ้อม บุนนาค หนีตามมาใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันได้สำเร็จ ทั้งสองพากันตระเวนไปในกรุงเทพมหานคร แต่ปล่อยข่าวว่าพากันหนีไปยังหัวเมืองปักษ์ใต้[17]

ประหยัด ศ. นาคะนาท นักเขียนและบรรณาธิการผู้เคยร่วมงานกับ มนัส เล่าว่า ช่วงที่ มนัส กำลังเป็นพนักงานพิมพ์ดีดประจำสำนักงานทนายความผดุงธรรม เมื่อทราบว่า อ้อม เดินทางติดตามบิดามาจากเมืองราชบุรีแล้วมาพักอยู่ในกรุงเทพฯ เขาจึงพยายามส่งข่าวขอนัดหมายให้มาเจอกันแถวบ้านสวนฝั่งธนบุรี ซึ่ง อ้อม ก็ยินยอมมาพบ จากนั้นทั้งสองคนตัดสินใจที่จะหนีเพื่อไปใช้ชีวิตรักร่วมกัน[18]

ทั้ง มนัส และ อ้อม คอยหลบหนีไปพักตามบ้านญาติและมิตรสหาย รวมถึงต้องย้ายที่อยู่บ่อยหน เช่นสองวันสามวันก็ย้ายที่พักไปโน่นมานี่ เพราะเกรงว่าทางบ้านฝ่ายหญิงจะติดตามมาพบ[19]

ยศ วัชรเสถียร เพื่อนนักประพันธ์ผู้เคยคลุกคลีกับ มนัส มาแต่ครั้งยังเป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยาได้ให้รายละเอียดว่า เมื่อทั้งสองคนหนีเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ แล้ว ช่วงตอนกลางวันก็จะขลุกตัวกันอยู่แต่ในที่พัก เพราะเกรงจะมีใครมาพบเห็นเข้า โดยจะออกมาหาอาหารกินและเที่ยวชมเมืองกรุงในตอนกลางคืน กระทั่งเงินทองร่อยหรอลงไป อ้อม จึงนำเข็ดขัดทองของเธอที่นำติดตัวมาไปทยอยขาย จนมีคนในตระกูลบุนนาคมาพบชิ้นส่วนของเข็มขัดทองดังกล่าว จึงไปแจ้งให้ พระยาสุรพันธเสนี ทราบ สมุหเทศาภิบาลมณฑลราชบุรีติดตามมาเจอและพราก อ้อม ไปจาก มนัส  ทั้งยังนำบุตรสาวไปฝากไว้ที่บ้านเจ้าคุณประยูรวงศ์ ผู้เป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ มนัส ก็พยายามส่งข่าวนัดหมายกับ อ้อม เพื่อชวนเธอหนีอีกครั้ง โดยบอกให้หญิงสาวมานั่งรอที่ท่าน้ำตามเวลานัดหมาย จากนั้น เขากับ รัตน์ เศรษฐบุตร เพื่อนที่เคยเป็น “เด็กใน” และสนิทสนมกันตอนเรียนที่โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยาก็นำเรือยนต์มาพา อ้อม หนีไปได้สำเร็จอีกครั้ง[20]

มนัส และ อ้อม หลบซ่อนตัวอยู่ในกรุงเทพจนเริ่มจะไม่มีเงินใช้จ่ายเพียงพอ ข้าวของต่าง ๆ ที่มีติดตัวก็ขายเกือบหมดสิ้น ประกอบกับ อ้อม กำลังตั้งครรภ์บุตรคนแรก ขณะเดียวกันในช่วงปี พ.ศ. 2473 ทนายความแห่งสำนักงานคณะผดุงธรรมได้แยกย้ายไปรับราชการและประกอบอาชีพส่วนตัวอื่นๆ เช่น ขุนวิศุทธจรรยา หรือ นายสุวรรณ ไปเป็นผู้พิพากษาฝึกหัดในกระทรวงยุติธรรม[21] ดังนั้น มนัส จึงตัดสินใจสมัครเข้าทำงานหนังสือพิมพ์เพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีพตนเอง ภรรยา และลูกที่กำลังจะเกิดมา เริ่มต้นที่หนังสือพิมพ์ หลักเมือง ซึ่งแม้จะลงประกาศว่า นาย ต.บุญเทียม เป็นเจ้าของ หากแท้จริงอยู่ในความดูแลของภรรยาคือ คุณนายทรัพย์ อังกินันท์ ด้วยการแนะนำของ ผาด อังกินันท์ น้องชายของคุณนาย สิ่งนี้สอดคล้องกับเสียงเล่าของ เฉลิมศรี จรรยงค์ ที่ว่าครอบครัวจรรยงค์และครอบครัวอังกินันท์มีความสนิทสนมกันแน่นแฟ้น งานที่ มนัส ได้รับมอบหมายให้ทำขณะอยู่ที่หนังสือพิมพ์ หลักเมือง คือการตรวจปรู๊ฟและหาข่าวมาเขียน ซึ่งมักจะเป็นประเภทข่าวโรงพักหรือข่าวอาชญากรรม[22] ไม่เพียงเป็นคนหาข่าว มนัส ยังเขียนนิยายหรือเรื่องอ่านเล่นลงตีพิมพ์ใน หลักเมือง โดยใช้นามปากกา “ฤดี จรรยงค์” จนมีนักอ่านชื่นชอบและติดตามอ่านกันงอมแงม[23] นั่นเพราะส่วนใหญ่แล้วจะเป็นนิยายแนวรักโศก ซึ่งช่วยสร้างรายได้ดี แต่ต่อมาภายหลัง มนัส ก็มิได้ชอบผลงานเหล่านี้ของตนเอง เพราะเขาอยากสร้างงานเขียนที่มีคุณค่าทางวรรณกรรมมากขึ้น จึงหันมาทุ่มเทในการเขียนเรื่องสั้นที่เข้มข้นแทน[24]

หลักเมือง ยังมีหนังสือพิมพ์ในเครืออีกหลายฉบับ เช่น หญิงไทย และ เจริญกรุง  ซึ่ง มนัส ก็พยายามเขียนนิยายไปลงพิมพ์ตามหน้าหนังสือพิมพ์เหล่านั้น เช่น เขาเขียนนิยายเรื่อง “ลูกผู้ดี” ทยอยลงพิมพ์ใน หญิงไทย ซึ่งมีเสียงตอบรับจากนักอ่านอย่างดียิ่ง[25] เมื่อหนังสือพิมพ์ หลักเมือง ย้ายสำนักงานมาตั้งอยู่แถวริมถนนบำรุงเมืองในปี พ.ศ. 2474 ก็ได้ออกหนังสือพิมพ์รายวันชื่อ อิสสระ อีกฉบับ มนัส รับเขียนนิยายเรื่องยาวลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นี้อีก[26]  ไม่เพียงเท่านั้น สำนักงานของหนังสือพิมพ์ หลักเมือง แห่งใหม่ยังตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับสำนักพิมพ์ เพลินจิตต์ ของ เวช กระตุกฤกษ์ ซึ่งจัดพิมพ์นิยายเล่มละสิบสตางค์ออกจำหน่าย ทำให้ มนัส สนใจเขียนนิยายส่งไปให้ทาง เพลินจิตต์ พิจารณาเพื่อหารายได้เสริมอีกทาง[27] ผลจากการทำงานโดยใช้สายตาอย่างหนักหน่วง ทำให้ มนัส เริ่มอาศัยการดื่มสุราเพื่อเป็นตัวช่วยให้ตนเองตาสว่างและสามารถมีแรงทำงานได้ ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลร้ายต่อสุขภาพและประสาทของเขาในภายหลัง[28] 

ช่วงต้นทศวรรษ 2470 นี้เอง สงวน ตุลารักษ์  ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือนเพื่อก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตอนที่เริ่มชักชวนสมัครพรรคพวกมาร่วมเคลื่อนไหว สงวน ยังหวนนึกถึงเพื่อนเก่าสมัยเป็นนักเรียนที่โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ดังเขาได้ชวน สงวน ทองประเสริฐ ซึ่งตอนนั้นประกอบอาชีพทนายความให้มาเข้าร่วมคณะราษฎรสายพลเรือนด้วย[29]

ครั้นแล้ว สงวน ตุลารักษ์ หวนนึกถึงเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งขึ้นมาได้และต้องการจะทาบทามให้มาเข้าร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย เพราะเห็นว่าเป็นคนมีน้ำใจห้าวหาญเด็ดเดี่ยว เขาจึงบอกให้ สงวน ทองประเสริฐ ไปตามตัวที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ หลักเมือง แน่ละ เพื่อนรุ่นน้องคนนั้นคือ มนัส จรรยงค์

 

(มนัส จรรยงค์ ในวัยหนุ่ม)

 

สำหรับเรื่องราวช่วงที่ มนัส ทำงานประจำหนังสือพิมพ์หลักเมือง และเกือบจะได้เข้าร่วมกับคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนซึ่ง สงวน ตุลารักษ์ เป็นผู้มาเชิญชวนนั้น มนัส เคยย้อนรำลึกให้ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ รับฟังในช่วงต้นทศวรรษ 2500 ซึ่ง ’รงค์ ได้นำมาเขียนถ่ายทอดเป็นข้อเขียนเรื่อง สนทนากับผู้เขียน “จับตาย” ตีพิมพ์เผยแพร่ใน สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2501 ดังมีเนื้อความตอนหนึ่งว่า

 

“มนัส จรรยงค์ จะละเลยไม่กล่าวถึงผู้มีคุณแก่เขาคนหนึ่งเสียมิได้ ในการสนทนาถึงชีวิตอันซับซ้อนของเขา คนผู้นี้คือ ผาด อังกินันท์ ผู้แทนเพ็ชรบุรี น้องชายคุณนายทรัพย์ อังกินันท์ แห่ง "หลักเมือง"

"คุณผาดแนะนำให้ผมไปที่นั่น"

ไปเริ่มเข้าสู่งานหนังสือพิมพ์กันจริงจังเสียที หลักเมืองสมัยนั้นเป็นค่ายใหญ่ไม่ใช่เล่น มีหนังสือพิมพ์ในเครือหลายฉบับ ที่จำได้ก็มี อิสระ เจริญกรุง และหญิงไทย

มนัส จรรยงค์ เข้าๆ ออกๆ อยู่ที่หลักเมืองสักสิบหนเห็นจะได้ จะเพราะอะไรก็ช่างเถิด เพื่อค้นหาความจัดเจนหรืองานหนังสือพิมพ์สมัยนั้นล้มลุกคลุกคลานเต็มที

เดี๋ยวนี้ยังมีคนเชื่อกันอยู่เหมือนกันว่า คนหนังสือพิมพ์ที่ดีนั้นจะต้องโผบินไปตามสำนักงานต่างๆ เหมือนนก

เรื่องราวของเขาช่างมากมายเสียเหลือเกิน นอกจากเข้าๆ ออกๆ อยู่ตามหนังสือพิมพ์ต่างๆ แล้ว ครั้งหนึ่งเขายังเกือบจะเป็นผู้ก่อการกับเขาด้วย แต่ไม่ได้เป็นและเขาก็ไม่เสียใจ

ตอนนั้นเขาใช้นามปากกา ฤดี จรรยงค์ เขียนเรื่อง “ลูกผู้ดี” คนติดกันงอมแงมอยู่ในหญิงไทย หนังสือพิมพ์ในเครือของหลักเมือง

บ่ายวันหนึ่ง สงวน ทองประเสริฐ มาหาเขาที่โรงพิมพ์ แต่เขาออกไปกินข้าวกลางวันข้างนอก หงวนทอง จึงเขียนการ์ดทิ้งไว้บนโต๊ะ มีความว่า "นัสที่รัก หงวนเตียวให้ลื้อไปพบให้ได้ที่บ้านหม้อ"

หงวนเตียว คือ สงวน เตียวเล่งซิม คนเดียวกับ สงวน ตุลารักษ์ ชื่อเก่านามสกุลใหม่

ตอนเย็นมนัส จรรยงค์ ของเราไปตามนัด หงวนเตียวถามเขาว่า

"นัส! อั๊วจะวานอะไรลื้อสักอย่างได้ไหม?"

"จะใช้ให้ผมทำอะไรล่ะครับ" เขาถามนอบน้อมเพราะหงวนเตียวอายุมากกว่าและตอนนั้นเป็นถึงทนายความมีชื่อ

"มันเกี่ยวกับชีวิต" "..ถามจริงๆ ลื้อห่วงลูกเมียไหม?"

ความคิดของเขาปรูดปราดออกมาทันที ตอนนั้นหงวนเตียวกำลังว่าคดีนายสำเภานักเลงโตเมืองชลอยู่ คงจะใช้ให้ไปนวดกระบาลใครหรือไปยิงใครกระมัง เขาออกจะดีๆ ทางแก่นอยู่นี่

"ผมก็พอมีพรรคพวกอยู่บ้าง..." เขาพูดขึ้นเบาๆ

หงวนเตียวหัวเราะ

"ลื้อไม่รู้เรื่องเลยหรือวะ เขาลือกันที่สะพานใหม่ว่ายังไง?"

มนัส จรรยงค์ ยักไหล่ให้แก่ข้อเสนอนี้ เขาบอกข้าพเจ้าว่า "..พวกทนายความสองสามคนจะไปปฏิวัติได้ยังไง ผมก็เลยไม่เอาด้วย เขาไม่บอกนี่ว่ามีพระยาพหลฯ พระยาทรงฯ มีทหารมีปืนมาร่วมด้วย แต่เมื่อเขาปฏิวัติกันแล้วเขาก็มาตามผมอีก ให้ไปเป็นผู้จัดการหนังสือพิมพ์ 24 มิถุนา"

คราวนี้ชั่วเวลาไม่ช้าเขาไม่ยักไหล่อีกแล้ว แต่กระโจนออกมาทีเดียว 24 มิถุนาสมัยนั้น ดูเหมือนจะยิ่งกว่า ตันรายวัน ในสมัยการเมืองร็อคเอ็นโรลล์ เสียอีก! ”[30]

        

จากข้อเขียนข้างต้นของ ’รงค์ เผยให้ทราบว่า ในตอนที่ สงวน ทองประเสริฐ ไปตามตัว มนัส ณ สำนักงานหนังสือพิมพ์ หลักเมือง นั้น คนหนุ่มชาวเพชรบุรีไม่ได้อยู่สำนักงาน แต่เมื่อเขาทราบเรื่องจากการ์ดที่มีคนฝากไว้ให้ตน ก็พลอยนึกว่า สงวน ตุลารักษ์ หรือ หงวนเตียว คงปรารถนาให้ไปช่วยเหลือในการทำคดีความ เพราะขณะนั้น สงวน กำลังรับเป็นทนายว่าความในคดีของนายสำเภาที่ชลบุรี มนัส จึงตัดสินใจไปหาเพื่อนรุ่นพี่ที่แถวบ้านหม้อ  พอ มนัส ได้ฟังว่า หงวนเตียว จะชวนเขาไปร่วมเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศ มนัส ก็คิดว่าเพื่อนรุ่นพี่คงพูดเล่น เพราะทนายความจะทำการใหญ่เพื่อยึดอำนาจล้นฟ้าได้อย่างไรกัน หากเขาเพิ่งจะมารับรู้ภายหลังว่าหาใช่เพียงแค่ทนายความไม่กี่คน แต่กลุ่มผู้มุ่งหมายเรียกร้องประชาธิปไตยยังเชื้อเชิญนายทหารชั้นผู้ใหญ่มาร่วมคณะก่อการจนสำเร็จลุล่วง

 

(มนัส จรรยงค์ กับผองเพื่อน)

 

ในที่สุด คณะราษฎรก็สามารถเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบรัฐธรรมนูญได้อย่างราบรื่นในวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ทั้ง สงวน ทองประเสริฐ สงวน ตุลารักษ์ และ ซิม วีระไวทยะ ผู้เป็นสมาชิกคนสำคัญสายพลเรือนและมีความใกล้ชิดกับ นายปรีดี มันสมองของคณะราษฎรล้วนแต่มีบทบาททางการเมืองในรัฐบาลชุดใหม่ ไม่เพียงเท่านั้น ทั้ง สงวน ตุลารักษ์ และ ซิม วีระไวทยะ ยังมีความสนใจที่จะออกหนังสือพิมพ์เพื่อสนับสนุนรัฐบาลคณะราษฎร โดยภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นาน สงวน ได้ออกหนังสือพิมพ์รายวันชื่อ 24 มิถุนา ส่วน ซิม ก็ออกหนังสือพิมพ์รายวันชื่อ สจฺจํ ซึ่งสิ่งพิมพ์ทั้งสองฉบับมุ่งเน้นนำเสนอบทความที่สนับสนุนนโยบายของคณะราษฎร[31]สงวน ตุลารักษ์  ยังได้ตามตัว มนัส จรรยงค์ ให้มารับตำแหน่งผู้จัดการหนังสือพิมพ์ 24 มิถุนา[32]

ยศ วัชรเสถียร ส่งเสียงเล่าอีกว่า ที่หนังสือพิมพ์ 24 มิถุนา นั้น สงวน ตุลารักษ์ มอบหมายหน้าที่ให้ มนัส เขียนนิยายลงตีพิมพ์เป็นประจำ เพราะหนังสือพิมพ์ยุคนั้นไม่ว่าจะมีเข็มมุ่งในการนำเสนอเนื้อหาลักษณะเช่นไรก็ตาม แต่มีธรรมเนียมที่จะต้องลงพิมพ์นิยายเป็นจุดขายเพื่อโน้มน้าวหรือดึงดูดให้คนซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่าน ซึ่งนิยายมีอยู่สองรูปแบบ ได้แก่ นิยายที่ตัวละครเป็นคนสมัยใหม่อันเรียกว่า “นวนิยาย” และนิยายที่ตัวละครเป็นคนสมัยเก่าหรือนิยายอิงพงศาวดาร ทั้งพงศาวดารไทยและพงศาวดารจีน เป็นต้น ผลงานนิยายที่สร้างสรรค์โดย มนัส ผ่านหลากหลายนามปากกาสร้างความชื่นชอบให้กับนักอ่านเป็นอย่างมาก รวมถึงช่วยทำให้หนังสือพิมพ์ 24 มิถุนา มีเสียงตอบรับที่ดี จนที่สุด มนัส ต้องลาออกจากงานที่หนังสือพิมพ์ หลักเมือง เพื่อมาช่วย สงวน ตุลารักษ์  จัดทำ 24 มิถุนา อย่างเต็มตัว ไม่เพียงเท่านั้น ทางหนังสือพิมพ์ สจฺจํ ของ ซิม วีระไวทยะ ก็ขอให้ มนัส เขียนนิยายไปลงตีพิมพ์ด้วย เป็นอันว่าช่วงเวลานั้น มนัส ต้องเขียนเขียนนิยายวันละสองเรื่อง เพื่อลงตีพิมพ์รายวันในหนังสือพิมพ์ที่สนับสนุนรัฐบาลคณะราษฎรถึงสองฉบับเลยทีเดียว[33]

ทว่าเมื่อเวลาล่วงผ่านไปราว ๆ  ครึ่งปี สงวน ตุลารักษ์ ก็ต้องล้มเลิกการออกหนังสือพิมพ์ 24 มิถุนา เพราะประสบภาวะขาดทุน ประกอบกับเมื่อ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ นายปรีดี เสนอเค้าโครงเศรษฐกิจแล้วถูกกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์ จนต้องเดินทางออกนอกประเทศไปอยู่ฝรั่งเศสนับแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2476 สงวน ก็ค่อย ๆ หมดบทบาทไป จนต้องหลบไปทำนาและเลี้ยงปลาอยู่ที่ ตำบลบางเหี้ย อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ[34] ทางด้านหนังสือพิมพ์ สจฺจํ ของ ซิม วีระไวทยะ ก็ต้องปิดตัวลงในช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน มนัส จึงไปพึ่งพิงอยู่กับสำนักพิมพ์ เพลินจิตต์ ของ เวช กระตุกฤกษ์ อีกครั้ง โดยเขียนนิยายเล่มละสิบสตางค์จนสร้างรายได้ให้แก่ตน[35] เขาจึงรวบรวมเงินทุนที่มีอยู่นำไปใช้ทำการเกษตรที่จังหวัดเพชรบุรี ทั้งทำไร่ฝ้ายและเลี้ยงไก่ แต่ก็ขาดทุน กระทั่งปี พ.ศ. 2478 มนัส ก็หวนกลับมาทำงานหนังสือพิมพ์อีกครั้งควบคู่ไปกับการเป็นนักประพันธ์[36]

ขบวนตัวอักษรหลายบรรทัดที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นย่อมสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวของ มนัส จรรยงค์ นักประพันธ์ลือนามผู้กลายเป็นตำนานของแวดวงวรรณกรรมไทย ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเกือบจะได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ในฐานะสมาชิกผู้ก่อการสายพลเรือน ทว่าสุดท้ายก็ มนัส ไม่มีโอกาสได้เป็นคณะราษฎรเฉกเช่นเพื่อนพ้องหลายคนของเขา

 


[1] เฉลิมศรี จรรยงค์. สัมภาษณ์โดย อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ. 26 พฤษภาคม 2562

[2] ’รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม). “คอลเวลด์จากลุ่มแม่น้ำเพชร” ใน สารคดีไฉไลคลาสสิค. กรุงเทพฯ: ช่อผกา, 2531. หน้า 42.

[3] เรื่องเดียวกัน. หน้า 36.

[4] “ประวัติโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา” ดูที่ https://satit.bsru.ac.th/

[5] ’รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม). “คอลเวลด์จากลุ่มแม่น้ำเพชร” ใน สารคดีไฉไลคลาสสิค. หน้า 37.

[6] เรื่องเดียวกัน. หน้า 37-38.

[7] ยศ วัชรเสถียร. มนัส จรรยงค์ และ ‘ไม้ เมืองเดิม’. กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย, 2520. หน้า 16-17.

[8] ’รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม). “คอลเวลด์จากลุ่มแม่น้ำเพชร” ใน สารคดีไฉไลคลาสสิค. หน้า 44-47.

[9] เรื่องเดียวกัน. หน้า 47-48.

[10] ’รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม). “คอลเวลด์จากลุ่มแม่น้ำเพชร” ใน สารคดีไฉไลคลาสสิค. หน้า 49. และ ส.อรรถจินดา. “ค่าแห่งชีวิตชาย.” สมานมิตรบรรเทอง 1, 9 (15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2469)

[11] ’รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม). “คอลเวลด์จากลุ่มแม่น้ำเพชร” ใน สารคดีไฉไลคลาสสิค. หน้า 49.

[12] ยศ วัชรเสถียร. มนัส จรรยงค์ และ ‘ไม้ เมืองเดิม’. หน้า 36. และ ดูรายละเอียดได้จาก อ้อม จรรยงค์. บันทึกของอ้อม จรรยงค์ (บุนนาค). กรุงเทพฯ: สำนักงานเริงรมย์, 2531.

[13] ’รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม). “คอลเวลด์จากลุ่มแม่น้ำเพชร” ใน สารคดีไฉไลคลาสสิค. หน้า 51.

[14] ดูรายละเอียดได้จาก ศรัญญู เทพสงเคราะห์. “สงวน ตุลารักษ์ และคณะราษฎรชาวบ้านบางคล้า (ที่ถูกลืม) ในการปฏิวัติ 2475.” สถาบันปรีดี พนมยงค์ PRIDI BANOMYONG INSTITUTE (22 มิถุนายน 2568). https://pridi.or.th/th/content/2025/06/2533

[15] อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พันเอก สุวรรณ เพ็ญจันทร์ ณ เมรุวัดธาตุทอง วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พุทธศักราช 2527. กรุงเทพฯ: บริษัท จันวาณิชย์ จำกัด, 2527. หน้า (3). และ ศรัญญู เทพสงเคราะห์. “สงวน ตุลารักษ์ และคณะราษฎรชาวบ้านบางคล้า (ที่ถูกลืม) ในการปฏิวัติ 2475.” สถาบันปรีดี พนมยงค์ PRIDI BANOMYONG INSTITUTE (22 มิถุนายน 2568). https://pridi.or.th/th/content/2025/06/2533

[16] ประหยัด ศ. นาคะนาท. “เขาแต่งหนังสือเพราะความรัก” ใน อนุสรณ์มนัส จรรยงค์. พระนคร: โรงพิมพ์เกษมสัมพันธ์การพิมพ์, 2509. หน้า 401.

[17] ดูรายละเอียดได้จาก อ้อม จรรยงค์. บันทึกของอ้อม จรรยงค์ (บุนนาค).

[18] ประหยัด ศ. นาคะนาท. “เขาแต่งหนังสือเพราะความรัก” ใน อนุสรณ์มนัส. หน้า 401.

[19] ’รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม). “คอลเวลด์จากลุ่มแม่น้ำเพชร” ใน สารคดีไฉไลคลาสสิค. หน้า 48. และ ดูรายละเอียดได้จาก อ้อม จรรยงค์. บันทึกของอ้อม จรรยงค์ (บุนนาค).

[20] ยศ วัชรเสถียร. มนัส จรรยงค์ และ ‘ไม้ เมืองเดิม’. หน้า 37-39

[21] อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พันเอก สุวรรณ เพ็ญจันทร์ ณ เมรุวัดธาตุทอง วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พุทธศักราช 2527. หน้า (2)-(3).

[22] ประหยัด ศ. นาคะนาท. “เขาแต่งหนังสือเพราะความรัก” ใน อนุสรณ์มนัส จรรยงค์. หน้า 402. และ ยศ วัชรเสถียร. มนัส จรรยงค์ และ ‘ไม้ เมืองเดิม’. หน้า 41-42.

[23] ’รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม). “คอลเวลด์จากลุ่มแม่น้ำเพชร” ใน สารคดีไฉไลคลาสสิค. หน้า 50.

[24] ยศ วัชรเสถียร. มนัส จรรยงค์ และ ‘ไม้ เมืองเดิม’. หน้า 72

[25] ’รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม). “คอลเวลด์จากลุ่มแม่น้ำเพชร” ใน สารคดีไฉไลคลาสสิค. หน้า 50.

[26] ยศ วัชรเสถียร. มนัส จรรยงค์ และ ‘ไม้ เมืองเดิม’. หน้า 45.

[27] เรื่องเดียวกัน. หน้า 46-47.

[28] มนัส จรรยงค์. ข้าพเจ้าเป็นบ้าไป 36 ชั่วโมง. พระนคร: ประพันธ์สาส์น, 2512. หน้า 4-5.

[29] ศรัญญู เทพสงเคราะห์. “สงวน ตุลารักษ์ และคณะราษฎรชาวบ้านบางคล้า (ที่ถูกลืม) ในการปฏิวัติ 2475.” สถาบันปรีดี พนมยงค์ PRIDI BANOMYONG INSTITUTE (22 มิถุนายน 2568). https://pridi.or.th/th/content/2025/06/2533

[30] ’รงค์ วงษ์สวรรค์. “สนทนากับผู้เขียน “จับตาย”.”สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 52 (15 มิถุนายน 2501). และ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม). “คอลเวลด์จากลุ่มแม่น้ำเพชร” ใน สารคดีไฉไลคลาสสิค. หน้า 50-51.

[31] ยศ วัชรเสถียร. มนัส จรรยงค์ และ ‘ไม้ เมืองเดิม’. หน้า 51-52. และ ศรัญญู เทพสงเคราะห์. “สงวน ตุลารักษ์ และคณะราษฎรชาวบ้านบางคล้า (ที่ถูกลืม) ในการปฏิวัติ 2475.” สถาบันปรีดี พนมยงค์ PRIDI BANOMYONG INSTITUTE (22 มิถุนายน 2568). https://pridi.or.th/th/content/2025/06/2533

[32] ’รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม). “คอลเวลด์จากลุ่มแม่น้ำเพชร” ใน สารคดีไฉไลคลาสสิค. หน้า 51.

[33] ยศ วัชรเสถียร. มนัส จรรยงค์ และ ‘ไม้ เมืองเดิม’. หน้า 52-53.

[34] ยศ วัชรเสถียร. มนัส จรรยงค์ และ ‘ไม้ เมืองเดิม’. หน้า 52. และ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายสงวน ตุลารักษ์ ณ เมรุวัดธาตุทอง วันเสาร์ที่ 9 กันยายน 2538. กรุงเทพฯ: ม.ป.พ., 2538. หน้า 18.

[35] ยศ วัชรเสถียร. มนัส จรรยงค์ และ ‘ไม้ เมืองเดิม’. หน้า 53.

[36] ดูรายละเอียดได้จาก อ้อม จรรยงค์. บันทึกของอ้อม จรรยงค์ (บุนนาค).