มิถุนายนเป็นเดือนเกิดของสองคนหนุ่มเมื่อราวหนึ่งร้อยปีก่อนซึ่งเป็นเพื่อนที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น อีกทั้งชะตาชีวิตของพวกเขายังไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2575
หนุ่มคนหนึ่งเป็นชาวบางคล้า ฉะเชิงเทรา ลืมตายลโลกหนแรกสุดเมื่อวันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2445 เขาคือ สงวน ตุลารักษ์
ส่วนหนุ่มอีกคนเป็นชาวเมืองเพชรบุรี ลืมตายลโลกหนแรกสุดเมื่อวันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2450 เขาคือ มนัส จรรยงค์
ก่อนจะไปเปิดเผยความสัมพันธ์ของคนหนุ่มทั้งสองและความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ผมคงต้องกล่าวถึงชีวประวัติของแต่ละคนเสียก่อน โดยจะขอเริ่มต้นที่ สงวน ตุลารักษ์ ซึ่งมีวัยอาวุโสกว่า
เดิมทีนั้น สงวน มีนามสกุลว่า เตียวเลี่ยงซิม แล้วต่อมาภายหลังจึงเปลี่ยนใหม่เป็น ตุลารักษ์ เขาเป็นบุตรชายของ นายซุ่นติ้ด ชาวจีนแต้จิ๋วผู้กำเนิดในประเทศสยาม กับมารดาชาวไทยคือนางฟัก นายซุ่นติ้ด หาใช่คนธรรมดา แม้จะยึดอาชีพทำสวนทำนาในอำเภอบางคล้าตามแบบคนจีน แต่ก็เคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายแขวงซึ่งครองสถานะเทียบเท่ากำนัน มีหน้าที่ควบคุมคนจีนตลอดลุ่มแม่น้ำบางปะกง ดังนั้น คนจีนทั้งหลายก็จะมาคอยช่วยเหลืองานของ นายซุ่นติ้ด ในการทำสวนทำนาอย่างแข่งขันอยู่เสมอ ตระกูลเตียวจึงนับเป็นตระกูลชาวจีนที่สำคัญของบางคล้า

(สงวน เตียวเลี่ยงซิม หรือ สงวน ตุลารักษ์ ในวัยหนุ่ม)
สงวน เริ่มต้นเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดใหม่บางคล้า ก่อนที่พระอาจารย์จะฝากฝังกับท่านเจ้าคุณวัดอนงคาราม จังหวัดธนบุรี จนได้เข้ามาเรียน ที่โรงเรียนสุขุมาลัย ละแวกคลองสาน ในปี พ.ศ. 2456 ซึ่งปัจจุบันก็คือโรงเรียนวัดพิชัยญาติ ต่อจากนั้น เขาย้ายไปอาศัยกับญาติแถวถนนหลานหลวง และเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ แต่เรียนได้เพียงปีเดียวก็ต้องลาออกเมื่อปี 2457 แล้วกลับไปช่วยบิดาทำสวนทำนาที่บางคล้า
ถัดมาในปี พ.ศ. 2458 สงวน ได้กลับไปเรียนหนังสืออีกหนที่โรงเรียนตัวอย่างมณฑลปราจีน แล้วก็ต้องย้ายอีกไปเรียนที่โรงเรียนตัวอย่างมณฑลพิษณุโลก ทั้งนี้เป็นเพราะสถานะทางการเงินของครอบครัว การเรียนหนังสือของเขาจึงต้องโยกย้ายไปตามแหล่งที่มีญาติอุปถัมภ์ค้ำจุน
พอเรียนอยู่ที่พิษณุโลกจนกระทั่งปี พ.ศ. 2460 สงวน ก็มีเหตุต้องลาออกจากโรงเรียนอีก เพราะเกิดเหตุน้ำท่วมเรือกสวนไร่นาของบิดาจนเกิดความเสียหายอย่างหนักแทบสิ้นเนื้อประดาตัว เขาจึงต้องกลับมาช่วยบิดาฟื้นฟูที่ดินของครอบครัว โดยทนตรากตรำทำงานอย่างหนักหน่วงในฐานะชาวนาชาวสวน ยามว่างเขาก็เริ่มใช้ชีวิตโลดโผนด้วยการประพฤติตนเป็นนักเลงหัวไม้ เล่นการพนัน และดื่มสุรา
อย่างไรก็ดี โชคที่ได้รับจากการเป็นนักพนันก็ทำให้ สงวน มีเงินมีจำนวนหลายพันบาท เขาจึงนำเงินนั้นมาเป็นทุนส่วนตัวเพื่อเข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ อีกครั้ง โดยสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา จังหวัดธนบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2464
ณ โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยานี่เอง สงวน ได้พบปะคลุกคลีกับอาจารย์และเพื่อนพ้องจำนวนหลายคน ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนอันส่งผลต่อชะตาชีวิตของเขาในวันข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องที่เขาต้องเข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องกับเหตุบ้านการเมือง
เดิมทีนั้น โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยาเคยเป็นจวนของ สมเด็จเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุญนาค) ต่อมาในช่วงปลายทศวรรษ 2430 ได้มีการจัดตั้งเป็นโรงเรียนราชวิทยาลัย แล้วจึงเปลี่ยนแปลงมาเป็นโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ จวบจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2458 เมื่อมีการย้ายโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ไปอยู่ที่อื่น ทางราชการจึงตั้งโรงเรียนบริเวณจวนของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ให้เป็นโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาเน้นสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึงปีที่ 8 เป็นหลัก โดยให้ชื่อว่า "โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา" และมี พระประมวญวิชาพูล (วงศ์ บุญ-หลง) เป็นอาจารย์ใหญ่ (ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2458-2470 และต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาประมวญวิชาพูล)
โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยาไม่ใช่มีแค่เพียงนักเรียนประเภทที่เช้ามาเรียนแล้วเย็นกลับบ้านเท่านั้น แต่ยังมีประเภทของนักเรียนประจำกินนอนอยู่ที่โรงเรียนด้วย ซึ่งเรียกกันว่าพวก “เด็กใน” กระนั้น ยังไม่แน่ใจนักว่า สงวน เป็นนักเรียนกินนอนด้วยหรือเปล่า
พระประมวญวิชาพูล นับเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดต่อนักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้จำนวนหลายคน เพราะสอนวิชาประวัติศาสตร์ว่าด้วยเรื่องราวของการปฏิวัติและเปลี่ยนแปลงการปกครองในโลก ทั้งปฏิวัติฝรั่งเศสและปฏิวัติรัสเซีย รวมถึงเรื่องลัทธิการเมืองต่าง ๆ ให้กับนักเรียน จึงไม่แปลกเลยที่ต่อมา ลูกศิษย์ของอาจารย์ใหญ่ผู้นี้อย่าง บุญล้อม พึ่งสุนทร (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ปราโมทย์), หงวน ทองประเสริฐ และ สงวน เตียวเลี่ยงซิม จะกลายเป็นสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือนที่ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองสยามเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2475
ครั้น สงวน สอบไล่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 จากโรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยาได้สำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2467 แล้ว เขาได้ประกอบอาชีพครูที่โรงเรียนมัธยมวัดสุวรรณาราม จังหวัดธนบุรี สอนหนังสืออยู่ไม่ทันถึงปี สงวน ก็ตัดสินใจสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม เขาต้องทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยจึงไม่มีเวลาเข้าฟังเลคเชอร์ในตอนกลางวัน แต่ก็อาศัยการไปเรียนพิเศษวิชากฎหมายกับ ขุนสรรพเพทย์พิศาล (เพียร บุณยผลึก) ในเวลากลางคืน ซึ่งก็ทำให้ได้รู้จักสนิทสนมกับเพื่อนนักเรียนกฎหมายหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ทองอินทร์ อุดล กลึง พนมยงค์ (ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอรรถกิติกำจร) ขุนวิสุทธจรรยา (สุวรรณ เพ็ญจันทร์) นายล่งฮั้ว ลิมปนันท์ และ ซิม วีระไวทยะ เป็นต้น
ช่วงที่กำลังเรียนกฎหมายนี่เอง สงวน ได้สมรสกับ บุญมา วิบูลย์สวัสดิ์ หญิงสาวชาวบางคล้าเช่นเดียวกัน เขาย้ายมาอยู่กับภรรยาที่บ้านของแม่ยายในซอยศาลาแดงหลังโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ ที่นั่นมักมีเพื่อนพ้องหลายคนของ สงวน แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนและพำนักอยู่ด้วยบ่อย ๆ คนสำคัญก็เช่น สงวน ทองประเสริฐ และมนัส จรรยงค์
ล่วงมาถึงปี พ.ศ. 2469 สงวน สามารถสอบได้เป็นเนติบัณฑิตสยาม เขาจึงประกอบอาชีพทนายความและได้เข้าทำงานร่วม ๆ กับเพื่อนที่สนิทกันมาครั้งเรียนโรงเรียนกฎหมายในสำนักงานทนายความชื่อ “ผดุงธรรม” ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย ขุนวิศุทธจรรยา ผู้เป็นทนายความชั้นที่ 1 และ ทองอินทร์ อุดล ทนายความชาวร้อยเอ็ด สำหรับทนายความอีกคนที่เข้ามาร่วมสำนักงานนี้ด้วยคือ ซิม วีระไวทยะ
ทนายความของสำนักงานผดุงธรรมมักจะมีพื้นฐานจากการรับราชการครูมาก่อน
อย่าง ขุนวิศุทธจรรยา หรือ สุวรรณ ก็เคยเป็นครูสอนหนังสือและทำงานกระทรวงธรรมการ แล้วมาเข้าศึกษาที่โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมเมื่อปี พ.ศ. 2467 สอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตในปีถัดมา จึงลาออกจากราชการเมื่อปี พ.ศ. 2469 มาประกอบอาชีพทนายความและร่วมกับผองเพื่อนตั้งสำนักงานทนายความ
ส่วน ซิม เคยเป็นครูสอนโรงเรียนอัสสัมชัญ แล้วเข้าศึกษาที่โรงเรียนกฎหมาย พอสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตเมื่อปี พ.ศ. 2469 ก็ลาออกจากราชการครูมาเป็นทนายความ
ขณะที่ สงวน เองเคยเป็นครูสอนโรงเรียนวัดสุวรรณาราม ฝั่งธนบุรี พอเข้าศึกษาที่โรงเรียนกฎหมายและสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตเมื่อปี พ.ศ. 2469 ก็ลาออกจากครูมาเป็นทนายความ
ไม่เพียงเท่านั้น คณะทนายความสำนักงานผดุงธรรมยังร่วมหุ้นกันทำกิจการอื่น ๆ เพื่อหารายได้เสริมอีกด้วย เช่นกิจการค้าข้าว เป็นต้น
ช่วงที่ สงวน เป็นทนายความประจำสำนักงานผดุงธรรม เขาก็ได้ชักชวนเพื่อนหนุ่มอีกคนมาร่วมคลุกคลีและชวนทำงานด้วยเลย เพื่อนหนุ่มคนนั้นคือ มนัส จรรยงค์ ซึ่งมาทำงานเป็นคนพิมพ์ดีดประจำสำนักงาน
มนัส เป็นชาวเพชรบุรี เขาเป็นบุตรชายคนโตของ นายผ่อง ทนายความคนสำคัญของจังหวัด และ นางเยื้อน จรรยงค์ ช่วงต้นทศวรรษ 2460 ครั้นเขาเรียนสำเร็จชั้นเมื่อจบชั้นมัธยมต้นที่เมืองเพชร บิดาได้ส่งไปมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ เริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนสุขุมาลัยแถววัดพิชัยญาติ โดยฝากให้อยู่ในบ้าน เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานพุทธในปัจจุบัน แต่ตอนนั้นยังไม่ได้สร้างสะพานพุทธ ตามปกติแล้วนักเรียนของโรงเรียนสุขุมาลัย ก็มักจะเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา แน่นอนว่า มนัส เองก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเป็นนักเรียนประจำหรือนักเรียนกินนอน
ที่โรงเรียนแห่งนี้ มนัส พบปะและคลุกคลีกับเพื่อนนักเรียนหลายคน อันได้แก่ ซำ มกรานนท์ สงวน ทองประเสริฐ บุญล้อม พึ่งสุนทร (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ปราโมทย์) และ สงวน เตียวเลี่ยงซิม (ต่อมาเปลี่ยนนามสกุลเป็น ตุลารักษ์) ซึ่ง สงวน นั้น ถือว่าเป็นเพื่อนที่มีอายุเป็นรุ่นพี่หลายปี คงสืบเนื่องมาจากเพื่อนหนุ่มชาวบางคล้าคนนี้ต้องออกจากโรงเรียนหลายหนเพื่อไปทำงานช่วยเหลือครอบครัว ก่อนจะกลับเข้ามาเรียนหนังสืออีกครั้ง
ส่วนเพื่อนนักเรียนที่อายุรุ่นราวคราวกันกับ มนัส ก็เช่น ปกรณ์ อังศุสิงห์ ประสงค์ หงสนันทน์ พัฒน์ เนตรรังษี และยศ วัชรเสถียร เป็นต้น
สำหรับ พัฒน์ และ ยศ ต่อมายังยึดอาชีพเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์เช่นเดียวกันกับ มนัส ด้วย
ช่วงที่เป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มนัส เป็นทั้งนักฟุตบอลและนักดนตรี หากดูเหมือนเขาจะชอบทางด้านดนตรีเสียมากกว่าฟุตบอล แต่กระนั้น มนัส ก็เล่นฟุตบอลกับเพื่อนพ้องเสมอ ๆ คนที่อยู่ทีมฟุตบอลเดียวกันกับเขาก็คือ บุญล้อม พึ่งสุนทร เป็นกัปตันทีม สงวน ทองประเสริฐ เป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ปกรณ์ อังศุสิงห์ เป็นนายประตู ส่วน มนัส เป็นกองหลัง
มนัส เรียนจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แต่ช่วงที่เรียนชั้นมัธยมปรึกษาปีที่ 7 ผลการเรียนของเขาตกต่ำลง จึงลาออกไปเผชิญชีวิตสารพัดสารเพ มิเว้นกระทั่งเป็นนักกายกรรม ก่อนที่จะกลับไปเป็นเสมียนที่จังหวัดเพชรบุรี รวมถึงเป็นหัวหน้าวงดนตรีไทย
ล่วงมาในปี พ.ศ. 2471 มนัส มีโอกาสได้สอนดนตรีไทยให้กับ อ้อม บุนนาค ธิดาคนโตของ พระยาสุรพันธเสนี (อิ้น บุนนาค) ทั้งสองเกิดความรักใคร่ชอบพอกัน แต่พอปีถัดมา พระยาสุรพันธเสนี ต้องย้ายไปรั้งตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี อ้อม จึงต้องย้ายจากเพชรบุรีตามไปอยู่กับบิดาที่ราชบุรีด้วย ทั้งยังมีครูสอนดนตรีคนใหม่คือ สนิท อรรถจินดา ซึ่งครูผู้นี้ยังเป็นนักประพันธ์ด้วย
ความที่ มนัส รู้สึกหึงหวง เขาจึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะเป็นนักประพันธ์ขึ้นมาบ้าง นั่นเป็นเหตุให้เริ่มเขียนหนังสือส่งไปตามสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ
ความรักระหว่าง มนัส กับ อ้อม ถูกผู้ใหญ่กีดกัน ในที่สุดทั้งคู่นัดหมายพากันหนีมาจากเพชรบุรี ไปใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันในกรุงเทพ แต่ปล่อยข่าวว่าหนีไปปักษ์ใต้ ช่วงเวลานั้นเองผลงานประพันธ์ชิ้นแรกของ มนัส ก็ได้รับการตีพิมพ์ เป็นเรื่องสั้นชื่อ "สวรรค์ครึ่งเดือน" ใช้นามปากกา “อ.มนัสวีร์” อันสื่อความหมายว่าอ้อมผู้มีหัวใจกล้าหาญ เผยแพร่ครั้งแรกใน เดลิเมล์วันจันทร์ ช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2473 บรรณาธิการเปลี่ยนชื่อเรื่องสั้นให้ใหม่เป็น “คู่ทุกข์คู่ยาก”
ที่กรุงเทพ มนัส เข้าทำงานหนังสือพิมพ์เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพตนและภรรยา เริ่มต้นที่หนังสือพิมพ์ หลักเมือง ในความดูแลของ คุณนายทรัพย์ อังกินันท์ ด้วยการแนะนำของ ผาด อังกินันท์ น้องชายของคุณนาย ซึ่งเป็นชาวเพชรบุรีที่ทางครอบครัวจรรยงค์สนิทสนมแน่นแฟ้น
หลักเมือง ยังมีหนังสือพิมพ์ในเครืออีกหลายฉบับ ไม่ว่า หญิงไทย, เจริญกรุง หรือ อิสระ ไม่เพียงแต่ทำงานเป็นคนหาข่าว มนัส ยังใช้นามปากกา “ฤดี จรรยงค์” เขียนเรื่องอ่านเล่นจนมีผู้อ่านชื่นชอบและติดตามอ่านกันงอมแงม เช่นเรื่อง “ลูกผู้ดี” ที่ทยอยลงตีพิมพ์เผยแพร่ผ่าน หญิงไทย
เมื่อมาอยู่กรุงเทพ มนัส ยังสบโอกาสได้พบปะกับเพื่อนพ้องสมัยนักเรียน ที่โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ทั้ง บุญล้อม พึ่งสุนทร สงวน ทองประเสริฐ และ สงวน ตุลารักษ์ เป็นต้น
ความที่ มนัส มีเพื่อนชื่อ สงวน สองคน เขาจึงเรียก สงวน ทองประเสริฐ ว่า “หงวนทอง” และเรียก สงวน ตุลารักษ์ ว่า “หงวนเตียว” เนื่องจากตอนนั้นยังใช้นามสกุลเดิมคือ เตียวเลี่ยงซิม
หงวนเตียว เห็นว่า มนัส ต้องพยายามหาเงินมาดูแลเมียและลูก ซึ่งงานนักเขียนและคนหาข่าวให้กับหนังสือพิมพ์อาจจะมีรายได้ไม่เพียงพอ จึงชวนให้ มนัส มาทำงานเป็นคนพิมพ์ดีดที่สำนักงานทนายความผดุงธรรม แม้ หงวนเตียว จะอายุมากกว่าถึงห้าปีและตอนนั้นเป็นทนายความชั้นหนึ่งระดับหาตัวจับยากแล้ว แต่ก็ให้ความเป็นกันเองกับ มนัส อยู่เสมอ ๆ
สงวน ตุลารักษ์ ได้เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องและทำความรู้จักกับ นายปรีดี พนมยงค์ ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2469 หลังจากที่ นายปรีดี เพิ่งสำเร็จปริญญาเอกกลับมาจากประเทศฝรั่งเศสหมาดใหม่ และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ก็ด้วยการแนะนำของ หลวงอรรถกิติกำจร (กลึง พนมยงค์) ผู้เป็นน้องชายต่างมารดา (ภายหลังเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น อรรถกิจ พนมยงค์) ซึ่งทั้ง กลึง และ สงวน สนิทสนมคุ้นเคยกันมาตั้งแต่ครั้งศึกษาที่โรงเรียนกฎหมาย
สงวน เองก็อยากจะรู้จักกับ นายปรีดี เพราะเคยยินเสียงร่ำลือว่าเป็นคนเก่งและดูจะมีนิสัยไปในแนวทางเดียวกับตน
การได้รู้จักกับ สงวน ยังทำให้ นายปรีดี ได้ทำความรู้จักกับคณะทนายความแห่งสำนักงานผดุงธรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ซิม วีระไวทยะ ขุนวิศุทธจรรยา หรือ ทองอินทร์ อุดล ดังที่ นายปรีดี เคยเขียนบอกเล่าความทรงจำไว้ว่า
“ข้าพเจ้าได้รู้จักนายซิมเมื่อ พ.ศ. 2470 ภายหลังที่ข้าพเจ้าได้กลับจากการศึกษาวิชา ณ ประเทศฝรั่งเศสแล้ว ในระหว่างนั้นข้าพเจ้ากำลังเสาะหาผู้ที่มีความคิดร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้รับทราบจากนายกลึง พนมยงค์ (หลวงอรรถกิจกำจร) ว่ามีเนติบัณฑิตพวกผดุงธรรมอยู่คณะหนึ่ง ซึ่งเคยได้สนทนาถึงการที่อยากจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยให้ประเทศไทยได้ปกครองตามระบบรัฐธรรมนูญ
ข้าพเจ้าจึงได้ทำความรู้จักกับทนายความในสำนักนี้ และทาบทามดูลาดเลาตลอดมา ก็ได้ความสมจริงว่า สำนักนี้มีวี่แววไปในทางที่ต้องการ นายซิมและคณะผดุงธรรมได้จัดการหาสมัครพรรคพวกโดยสอนทบทวนวิชากฎหมายให้แก่นักเรียนกฎหมาย ซึ่งสอบไล่เป็นเนติบัณฑิตได้ประมาณ 30 คน”
อย่างไรก็ดี ในปี พ.ศ. 2473 ทนายความแห่งสำนักงานผดุงธรรม ได้พากันแยกย้ายไปรับราชการและประกอบอาชีพส่วนตัวอื่น ๆ เช่น ขุนวิศุทธจรรยา ไปเป็นผู้พิพากษาฝึกหัดในกระทรวงยุติธรรม ซิม ไปตั้งสำนักงานทนายความส่วนตัว ณ บ้านในเวิ้งท่ากลาง จังหวัดพระนคร ขณะที่ สงวน ก็ยังคงรับเป็นทนายว่าความคดีต่าง ๆ
นายปรีดี เล็งเห็นว่าจากการพูดคุยสนทนากันหลายครั้ง ทั้ง สงวน และ ซิม แสดงทีท่าเอาจริงเอาจังกับความปรารถนาเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ จึงชักชวนทั้งสองมาร่วมเป็นสมาชิก “คณะราษฎร” สายพลเรือน โดย นายปรีดี เริ่มติดต่อและชักชวน สงวน ก่อน แล้วให้ สงวน เชิญ ซิม ไปพบตน ณ บ้านถนนสีลม
ในที่สุด ทั้ง ทนายสงวน และ ทนายซิม ก็กลายเป็นคนใกล้ชิดของ นายปรีดี กระทั่งใคร ๆ เรียกขานกันว่า สงวน คือ “พระโมคคัลลานะ” ส่วน ซิม คือ “พระสารีบุตร”
เมื่อ สงวน ตุลารักษ์ ตกลงใจแม่นมั่นแล้วว่าจะร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เขาจึงเริ่มชักชวนสมัครพรรคพวก สงวน ยังหวนนึกถึงเพื่อนเก่าๆสมัยเรียน ที่โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เขาได้ชวน สงวน ทองประเสริฐ ซึ่งตอนนั้นประกอบอาชีพทนายความเช่นกัน ให้มาเข้าร่วมคณะราษฎรสายพลเรือนด้วย แน่นอนว่า หงวนทอง ตอบรับเข้าร่วม ทั้งยังแสดงบทบาทอย่างแข็งขัน เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของ หงวนเตียว สลับกันไปเข้าพบ นายปรีดี อยู่เนือง ๆ เลย
ครั้นแล้ว หงวนเตียว ก็หวนนึกถึงเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งขึ้นมาได้ จึงต้องการจะทาบทามให้มาเข้าร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย เพราะเห็นว่าเป็นคนมีน้ำใจห้าวหาญเด็ดเดี่ยว โดยบอกให้ หงวนทอง ไปตามตัวมาพบตน ซึ่ง หงวนทอง ก็ไปตามถึงสำนักงานหนังสือพิมพ์ หลักเมือง
เพื่อนรุ่นน้องคนนั้นก็คือ มนัส จรรยงค์

(มนัส จรรยงค์ ในวัยหนุ่ม)
สำหรับเรื่องราวที่ มนัส เกือบจะได้เข้าร่วมกับคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนซึ่ง สงวน เป็นผู้มาเชิญชวนนั้น มนัส เคยย้อนรำลึกให้ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ รับฟังช่วงต้นทศวรรษ 2500 ซึ่ง ’รงค์ ได้นำมาเขียนถ่ายทอดเป็นข้อเขียนเรื่อง สนทนากับผู้เขียน “จับตาย” ตีพิมพ์เผยแพร่ใน สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2501 ดังมีเนื้อความตอนหนึ่งว่า
“ มนัส จรรยงค์ จะละเลยไม่กล่าวถึงผู้มีคุณแก่เขาคนหนึ่งเสียมิได้ ในการสนทนาถึงชีวิตอันซับซ้อนของเขา คนผู้นี้คือ ผาด อังกินันท์ ผู้แทนเพ็ชรบุรี น้องชายคุณนายทรัพย์ อังกินันท์ แห่ง "หลักเมือง"
"คุณผาดแนะนำให้ผมไปที่นั่น"
ไปเริ่มเข้าสู่งานหนังสือพิมพ์กันจริงจังเสียที หลักเมืองสมัยนั้นเป็นค่ายใหญ่ไม่ใช่เล่น มีหนังสือพิมพ์ในเครือหลายฉบับ ที่จำได้ก็มี อิสระ เจริญกรุง และหญิงไทย
มนัส จรรยงค์ เข้าๆ ออกๆ อยู่ที่หลักเมืองสักสิบหนเห็นจะได้ จะเพราะอะไรก็ช่างเถิด เพื่อค้นหาความจัดเจนหรืองานหนังสือพิมพ์สมัยนั้นล้มลุกคลุกคลานเต็มที
เดี๋ยวนี้ยังมีคนเชื่อกันอยู่เหมือนกันว่า คนหนังสือพิมพ์ที่ดีนั้นจะต้องโผบินไปตามสำนักงานต่างๆ เหมือนนก
เรื่องราวของเขาช่างมากมายเสียเหลือเกิน นอกจากเข้าๆ ออกๆ อยู่ตามหนังสือพิมพ์ต่างๆ แล้ว ครั้งหนึ่งเขายังเกือบจะเป็นผู้ก่อการกับเขาด้วย แต่ไม่ได้เป็นและเขาก็ไม่เสียใจ
ตอนนั้นเขาใช้นามปากกา ฤดี จรรยงค์ เขียนเรื่อง “ลูกผู้ดี” คนติดกันงอมแงมอยู่ในหญิงไทย หนังสือพิมพ์ในเครือของหลักเมือง
บ่ายวันหนึ่ง สงวน ทองประเสริฐ มาหาเขาที่โรงพิมพ์ แต่เขาออกไปกินข้าวกลางวันข้างนอก หงวนทอง จึงเขียนการ์ดทิ้งไว้บนโต๊ะ มีความว่า "นัสที่รัก หงวนเตียวให้ลื้อไปพบให้ได้ที่บ้านหม้อ"
หงวนเตียว คือ สงวน เตียวเล่งซิม คนเดียวกับ สงวน ตุลารักษ์ ชื่อเก่านามสกุลใหม่
ตอนเย็นมนัส จรรยงค์ ของเราไปตามนัด หงวนเตียวถามเขาว่า
"นัส! อั๊วจะวานอะไรลื้อสักอย่างได้ไหม?"
"จะใช้ให้ผมทำอะไรล่ะครับ" เขาถามนอบน้อมเพราะหงวนเตียวอายุมากกว่าและตอนนั้นเป็นถึงทนายความมีชื่อ
"มันเกี่ยวกับชีวิต" "..ถามจริงๆ ลื้อห่วงลูกเมียไหม?"
ความคิดของเขาปรูดปราดออกมาทันที ตอนนั้นหงวนเตียวกำลังว่าคดีนายสำเภานักเลงโตเมืองชลอยู่ คงจะใช้ให้ไปนวดกระบาลใครหรือไปยิงใครกระมัง เขาออกจะดีๆ ทางแก่นอยู่นี่
"ผมก็พอมีพรรคพวกอยู่บ้าง..." เขาพูดขึ้นเบาๆ
หงวนเตียวหัวเราะ
"ลื้อไม่รู้เรื่องเลยหรือวะ เขาลือกันที่สะพานใหม่ว่ายังไง?"
มนัส จรรยงค์ ยักไหล่ให้แก่ข้อเสนอนี้ เขาบอกข้าพเจ้าว่า "..พวกทนายความสองสามคนจะไปปฏิวัติได้ยังไง ผมก็เลยไม่เอาด้วย เขาไม่บอกนี่ว่ามีพระยาพหลฯ พระยาทรงฯ มีทหารมีปืนมาร่วมด้วย แต่เมื่อเขาปฏิวัติกันแล้วเขาก็มาตามผมอีก ให้ไปเป็นผู้จัดการหนังสือพิมพ์ 24 มิถุนา"
คราวนี้ชั่วเวลาไม่ช้าเขาไม่ยักไหล่อีกแล้ว แต่กระโจนออกมาทีเดียว 24 มิถุนาสมัยนั้น ดูเหมือนจะยิ่งกว่า ตันรายวัน ในสมัยการเมืองร็อคเอ็นโรลล์ เสียอีก! ”
จากข้อเขียนข้างต้นเผยให้ทราบว่า ในตอนที่ สงวน ทองประเสริฐ ไปตามตัว มนัส ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ หลักเมือง นั้น คนหนุ่มชาวเพชรบุรีไม่ได้อยู่สำนักงาน แต่เมื่อทราบเรื่องจากการ์ดแล้ว ก็พลอยนึกว่า สงวน ตุลารักษ์ คงปรารถนาให้ตนไปช่วยในการทำคดีความ ซึ่งขณะนั้น หงวนเตียว กำลังรับหน้าที่เป็นทนายว่าความในคดีของนายสำเภาที่ชลบุรี มนัส จึงตัดสินใจไปหา หงวนเตียว เพื่อนรุ่นพี่ที่แถวบ้านหม้อ
ครั้น มนัส ได้ฟังว่า สงวน ตุลารักษ์ จะชวนเขาไปร่วมเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศ มนัส ก็คิดว่า หงวนเตียว คงเมาสุราแล้วพูดเล่น เพราะทนายความจะทำการใหญ่เพื่อยึดอำนาจล้นฟ้าได้อย่างไรกัน หากเขาเพิ่งจะมารับรู้ภายหลัง หาใช่เพียงแค่ทนายความไม่กี่คนหรอก กลุ่มคนผู้มุ่งหมายเรียกร้องประชาธิปไตย ยังเชื้อเชิญนายทหารชั้นผู้ใหญ่มาร่วมคณะก่อการจนสำเร็จลุล่วง

(มนัส จรรยงค์ กับผองเพื่อน)
แล้วในที่สุด คณะราษฎรก็สามารถเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ ได้เป็นผลสำเร็จอย่างราบรื่นในวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้ว ทั้ง สงวน ทองประเสริฐ สงวน ตุลารักษ์ และ ซิม วีระไวทยะ ผู้เป็นสมาชิกคนสำคัญสายพลเรือนและมีความใกล้ชิดกับ นายปรีดี มันสมองของคณะราษฎร ล้วนแต่มีบทบาทในรัฐบาลชุดใหม่
หงวนเตียว และ ซิม ไม่เพียงได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท2 หากพวกเขายังมีความสนใจที่จะออกหนังสือพิมพ์เพื่อสนับสนุนรัฐบาลคณะราษฎรอีกด้วย
ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นาน สงวน ได้ออกหนังสือพิมพ์รายวันชื่อ 24 มิถุนา ส่วน ซิม ก็ออกหนังสือพิมพ์รายวันชื่อ สจฺจํ ซึ่งสิ่งพิมพ์ทั้งสองฉบับมุ่งเน้นนำเสนอบทความที่เกี่ยวกับนโยบายของคณะราษฎร รวมถึงแนวคิดทางเศรษฐกิจอันจะก่อประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องสหกรณ์และแนวทางเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
ไม่เพียงเท่านั้น สงวน ยังใช้หนังสือพิมพ์ 24 มิถุนา เขียนบทความตอบโต้ผู้วิจารณ์คณะราษฎรอีกด้วย ดังในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2475 เขาถูกตำรวจสั่งถอนใบอนุญาตการเป็นเจ้าของและบรรณาธิการถึงสามวัน เนื่องจากได้เขียนวิพากษ์วิจารณ์เจ้านายอย่างรุนแรง
ที่หนังสือพิมพ์ 24 มิถุนา นั้น สงวน มอบหมายหน้าที่ให้ มนัส เขียนนิยายลงตีพิมพ์เป็นประจำ เพราะหนังสือพิมพ์ยุคนั้นไม่ว่าจะมีเข็มมุ่งในการนำเสนอเนื้อหาลักษณะเช่นไรก็ตาม แต่ก็มีธรรมเนียมที่จะต้องลงพิมพ์นิยายเป็นจุดขาย เพื่อโน้มน้าวหรือดึงดูดให้คนซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่าน ซึ่งนิยายสมัยนั้นมีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ นิยายที่ตัวละครเป็นคนสมัยใหม่อันเรียกว่า “นวนิยาย” และนิยายที่ตัวละครเป็นคนสมัยเก่าหรือนิยายอิงพงศาวดาร ทั้งพงศาวดารไทยและพงศาวดารจีน เป็นต้น
ผลงานนิยายที่สร้างสรรค์โดย มนัส ผ่านหลากหลายนามปากกาสร้างความชื่นชอบให้กับนักอ่านเป็นอย่างมาก รวมถึงทำให้หนังสือพิมพ์ 24 มิถุนา มีเสียงตอบรับที่ดี จนในที่สุด มนัส จึงต้องลาออกจากงานที่หนังสือพิมพ์ หลักเมือง เพื่อมาช่วย สงวน จัดทำ 24 มิถุนา อย่างเต็มตัว ไม่เพียงเท่านั้น ทางหนังสือพิมพ์ สจฺจํ ของ ซิม วีระไวทยะ ก็ยังเชิญชวนและขอให้ มนัส เขียนนิยายไปลงตีพิมพ์ด้วย
เป็นอันว่าช่วงเวลานั้น มนัส ต้องเขียนเขียนนิยายวันละ 2 เรื่อง เพื่อลงตีพิมพ์รายวันในหนังสือพิมพ์ที่สนับสนุนรัฐบาลคณะราษฎรถึง 2 ฉบับ เลยทีเดียว
ทว่าพอเวลาล่วงผ่านไปราว ๆ ครึ่งปี สงวน ตุลารักษ์ ก็ต้องล้มเลิกการออกหนังสือพิมพ์ 24 มิถุนา เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุนและมีเหตุผลทางการเมือง ถึงขั้นที่ว่ารัฐมนตรีคนสำคัญของรัฐบาลต้องขอร้องให้ สงวน หยุดออกหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ โดยยินดีจะช่วยชดใช้ค่าเสียหายให้ ประกอบกับเมื่อ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ นายปรีดี เสนอเค้าโครงเศรษฐกิจแล้วถูกกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์ จนต้องเดินทางออกนอกประเทศไปอยู่ฝรั่งเศสนับแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2476 สงวน ก็ค่อย ๆ หมดบทบาทไป จนต้องหลบไปทำนาและเลี้ยงปลาอยู่ที่ ตำบลบางเหี้ย อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ
ทางด้านหนังสือพิมพ์ สจฺจํ ของ ซิม วีระไวทยะ ก็ต้องปิดตัวลงในช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน
มนัส จึงต้องไปพึ่งพิงอยู่กับสำนักพิมพ์ เพลินจิตต์ ของ เวช กระตุกฤกษ์ ซึ่งจัดพิมพ์นิยายเล่มละ 10 สตางค์ ออกจำหน่ายและกำลังได้รับความนิยมสุดขีด ซึ่ง มนัส ก็เขียนนิยายจนสร้างรายได้ให้แก่ตนไม่ใช่น้อย
ขบวนตัวอักษรหลายบรรทัดที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นย่อมสะท้อนให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ระหว่างสองคนหนุ่มเมื่อราวหนึ่งร้อยปีก่อน ซึ่งมีวันเกิดในเดือนมิถุนายน ทั้งยังเป็นเพื่อนที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา อีกทั้งชะตาชีวิตของพวกเขายังไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2575
ครับ เพื่อนหนุ่มทั้งสองคนนั้นก็คือ สงวน ตุลารักษ์ และ มนัส จรรยงค์
เอกสารอ้างอิง:
- พรภิรมย์ เอี่ยมธรรม. บทบาททางการเมืองของหนังสือพิมพ์ไทยตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถึงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, 2520.
- ยศ วัชรเสถียร. มนัส จรรยงค์ และ ‘ไม้ เมืองเดิม’. กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย, 2520.
- ’รงค์ วงษ์สวรรค์. ไฉไลคลาสสิค. กรุงเทพฯ: ช่อผกา, 2531
- ’รงค์ วงษ์สวรรค์. เถ้าอารมณ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ฟรีฟอร์ม, 2553
- ’รงค์ วงษ์สวรรค์. “สนทนากับผู้เขียน “จับตาย”.”สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 52 (15 มิถุนายน 2501).
- ไว้อาลัยแด่นายซิม วีระไวทยะ. เจ้าภาพพิมพ์แจกไนงานพระราชทานเพลิงสพ นายซิม วีระไวทยะ วัดมกุตกสัตริยาราม พ.ส. 2486. ม.ป.ท, ม.ป.ป.
- อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายสงวน ตุลารักษ์ ณ เมรุวัดธาตุทอง วันเสาร์ที่ 9 กันยายน 2538. กรุงเทพฯ: ม.ป.พ., 2538.
- อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พันเอก สุวรรณ เพ็ญจันทร์ ณ เมรุวัดธาตุทอง วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พุทธศักราช 2527. กรุงเทพฯ: บริษัท จันวาณิชย์ จำกัด, 2527.
- อนุสรณ์มนัส จรรยงค์. พระนคร: โรงพิมพ์เกษมสัมพันธ์การพิมพ์, 2509.