
วานนี้ วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2569 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดงานเทศกาลสันติภาพ ประจำปี 2569 (Peace Festival Week 2026) 50 ปีจิตวิญญาณมหิดลเพื่อสังคมสันติประชาธรรม บทเรียนจากควังจู เกาหลีใต้ ถึง 6 ตุลา ประชาธิปไตยไทย ในระหว่างวันที่ 17 - 19 สิงหาคม พ.ศ.2569 ณ ศูนย์ประชุมอาคารจอดรถมหิดลสิทธาคาร ร่วมกับภาคีเครือข่ายอาทิเช่น สถาบันปรีดี พนมยงค์, มูลนิธิฟรีดริช นุมมาน (Friedrich Naumann Foundation), สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน, สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง, สถานีโทรทัศน์ Thai PBS, สำนักข่าว The Reporters, Daybreaker Network, Found By Design และภาคีเครือข่ายอื่น ๆ

สำหรับผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย สุดา พนมยงค์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของมูลนิธิปรีดี พนมยงค์และสถาบันปรีดี พนมยงค์,ปรีดีวิชญ์ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการสถาบันปรีดี พนมยงค์,ตุลยา พนมยงค์ รวมถึงคณาจารย์และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล และประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจเข้าร่วมงานเทศกาลสันติภาพ โดยจุดประสงค์หลักของงานนี้มีขึ้นเพื่อถอดบทเรียนจากอดีต ที่การแก้ไขความขัดแย้งด้วยการใช้กำลังสามารถสร้างความเสียหายต่อชีวิตและกระบวนการประชาธิปไตยได้อย่างไร
งานเริ่มขึ้นด้วยการฉายภาพยนตร์สั้น "The Echo Remembered of Souls" ผลงานของกลุ่ม Young Active ที่นำเสนอเรื่องของนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่กำลังจัดเตรียมงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 และเลือกว่าจะนำเสนอด้วยวิธีที่เกรี้ยวกราดหรือเน้นความเป็นสันติวิธี หลังจากการฉายภาพยนตร์สั้นจบลง ชณัฐนันท์ ลลิตลาวัณย์ ตัวแทนผู้ผลิตผลงาน ก็ได้ออกมากล่าวถึงแนวคิดเบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์สั้นเรื่องดังกล่าว ซึ่งมองว่าภาพยนตร์สั้นเป็นสื่อที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย ตัวของชณัฐนันท์เองในฐานะที่รู้จักกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา พ.ศ.2519 หลายคน แต่รู้สึกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวถูกนำเสนอผ่านสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อกระแสหลักน้อยมาก จึงเลือกหยิบเรื่องราวของงานรำลึกเหตุการณ์นี้มาถ่ายทอด ให้เห็นถึงทางเลือกที่คนรุ่นใหม่สามารถกำหนดได้ ระหว่างการใช้ถ้อยคำที่มีความเกลียดชัง (Hate Speech) กับการสื่อสารโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อทำให้สังคมเห็นถึงสารที่คนรุ่นใหม่อยากจะสื่อต่อโลกภายนอก สิ่งไหนจะได้ผลมากกว่ากันในยุคนี้

ลำดับถัดไป ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ รักษาการแทนรองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ขึ้นกล่าวรายงานการจัดงาน โดยพัทธ์ธีราได้ระบุว่า เนื่องจากในช่วงนี้เป็นวันสันติภาพไทย ซึ่งเกิดจากการที่เมื่อ 81 ปีก่อน วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2488 ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ได้ออกประกาศสันติภาพในพระปรมาภิไธย นำไปสู่การทำให้คำประกาศร่วมทำสงครามโลกครั้งที่ 2 กับฝ่ายอักษะที่ไทยทำไว้กับญี่ปุ่นเป็นโมฆะ และช่วยให้ประเทศไทยหรือสยามในเวลานั้น รอดพ้นจากการเป็นผู้แพ้สงครามได้ในที่สุด รวมถึงภารกิจของเสรีไทยในอดีต ถือเป็นคุโณปการอันสำคัญยิ่งต่อสังคมไทย และเชื่อว่าการจัดเทศกาลสันติภาพจะมีส่วนให้วันสันติภาพไทยได้รับการรำลึกและรับรู้ในระดับนานาชาติ

ลำดับต่อมา ศาสตราจารย์นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวเปิดงานเทศกาลสันติภาพ ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ และได้กล่าวถึงเป้าหมายของทางสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ซึ่งหวังที่จะเป็นปัญญาให้กับแผ่นดินไทย ภายใต้กรอบความคิดที่ว่า เราจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์บาดแผลที่เกิดขึ้นในอดีตได้อย่างไร ในขณะที่เกาหลีใต้ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์การลุกขึ้นต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของนักศึกษาและประชาชนที่เมืองควังจู ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 18 - 27 พฤษภาคม พ.ศ.2523 ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ช่วยย้ำเตือนให้ผู้คนรุ่นใหม่ได้ตระหนักว่า เราไม่ควรที่จะปล่อยให้ตัวเองตกหลุมแห่งความรุนแรงอีก
นอกจากนี้ นายแพทย์ปิยะมิตรยังได้ระบุอีกด้วยว่า เทศกาลนี้จะช่วยให้เราได้ศึกษาจากการถอดบทเรียนของทางเกาหลีใต้ต่อเหตุการณ์ที่ควังจู จนนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และเป็นส่วนที่ทำให้ประเทศเกาหลีใต้มีการปรับปรุงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และเมื่อเราได้เรียนรู้เรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเรียกร้องประชาธิปไตย เราก็มีหน้าที่ในการทำให้ความรุนแรงเช่นนั้นไม่ถูกผลิตซ้ำขึ้นอีก

หลังจากที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลได้กล่าวจบ สุดา พนมยงค์ก็เป็นตัวแทนของสถาบันปรีดี พนมยงค์ มอบรูปปั้นของปรีดี พนมยงค์ให้กับอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และทางอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลก็ได้มอบของที่ระลึกให้กับวิทยากรทุกท่านที่มาร่วมปาฐกถาในวันนี้ จากนั้นจึงมีการถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึกระหว่างผู้จัดงานกับผู้มาร่วมงาน

หลังจากนั้น ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ ศิษย์เก่าแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “ภาระที่เหลือของมหิดลหลังทศวรรษที่ 5 ของการเคลื่อนไหว” ซึ่งนายแพทย์วีระศักดิ์ได้เล่าถึงการทำหน้าที่ในฐานะแพทย์ ทำให้เขาได้เห็นถึงความสำคัญของสันติภาพและได้เห็นว่าควรร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตยนั้นสำคัญอย่างไร นอกจากนี้นายแพทย์วีระศักดิ์ยังได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาขององค์การอนามัยโลก (WHO) ให้แก่ผู้เข้าร่วมฟังปาฐกถา

ลำดับถัดไป วิภาวี ศรีรักษ์และสิริรัศมิ์ อำนวยพงศา นักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้ทำการนำเสนอในหัวข้อ “บทเรียนจากควังจูสู่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519” โดยนำเสนอลำดับเหตุการณ์นับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดีปาร์ค ชุง ฮีได้ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2522 นำไปสู่การใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ชุมนุมของรัฐบาลเกาหลีใต้ในขณะนั้น ไปจนถึงช่วงเวลาที่เหตุการณ์ได้สงบลง และมีการดำเนินคดีกับผู้ที่สั่งให้ใช้ความรุนแรงและสังหารประชาชน โดยผู้นำเผด็จการทหารในขณะนั้นคือนายพล ช็อน ดู-ฮวัน ถูกตัดสินประหารชีวิต รวมถึงการที่เกาหลีใต้ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น มีการนำข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ใส่ไว้ในบทเรียนเพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจได้ศึกษา และยังถูกถ่ายทอดผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ แต่เหตุการณ์การปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในไทย โดยเฉพาะเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 กลับไม่เคยถูกใส่ไว้ในบทเรียนสำหรับการศึกษาภาคบังคับ หรือมีบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อเหตุการณ์ ก็ไม่เคยถูกดำเนินคดีและได้รับโทษใด ๆ จากอาชญากรรมที่เกิดขึ้นเลย

ต่อมา Professor Emeritus Dr.Shin Gyonggu ผู้อำนวยการ Gwangju International Center ประเทศเกาหลีใต้ ได้ขึ้นพูดในปาฐกถาพิเศษในประเด็นความทรงจำประชาธิปไตยและบทเรียนจากควังจู ก่อนจะเริ่มปาฐกถา Dr.Shin Gyonggu ได้กล่าวชื่นชมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดลทั้งสองท่านต่อการนำเสนอก่อนหน้า หลังจากนั้น Dr.Shin Gyonggu ก็ได้อธิบายว่า เกาหลีใต้ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากเหตุการณ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในควังจู ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่เข้มแข็งและยึดโยงกับประชาชน นอกจากนั้น Dr.Shin Gyonggu ยังได้นำเสนอว่า เราสามารถแบ่งปันองค์ความรู้ได้จากประสบการณ์และประวัติศาสตร์ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันได้ และจะนำไปสู่สังคมที่พัฒนาและมีสันติสุขต่อไปในอนาคต

ภายในงานเทศกาลสันติภาพ นอกจากจะมีการปาฐกถาพิเศษ ก็ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งวงเสวนาย่อยและเวิร์กชอป และนิทรรศการซึ่งนำเสนอลำดับเหตุการณ์ทั้ง 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ของไทยและ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2523 ของเกาหลีใต้ ซึ่งผู้เข้าร่วมงานสามารถเลือกที่จะเข้าชมนิทรรศการ ร่วมวงเสวนาย่อยหรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมหลักการประชาธิปไตยและสันติศึกษาได้ตามความสนใจของตนเอง นอกจากนั้นก็ยังมีของที่ระลึก หนังสือและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับหัวข้อการปาฐกถาและวงเสวนาที่เกิดขึ้นวางจำหน่ายอีกด้วย


