ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

81 ปี วันสันติภาพไทย

17
สิงหาคม
2569

วานนี้ 16 สิงหาคม พ.ศ.2569 - ในช่วงเช้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสถาบันปรีดี พนมยงค์จัดงานกิจกรรมเนื่องในวาระ 81 ปีวันสันติภาพไทยขึ้น ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร สำหรับผู้เข้าร่วมงานรำลึกในช่วงเช้านี้ประกอบด้วยสุดา พนมยงค์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่ปรึกษามูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และสถาบันปรีดี พนมยงค์ นำโดยคุณปรีดิวิชญ์ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการสถาบันปรีดี พนมยงค์ คุณอังคณา นีละไพจิตร กรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ และคุณอัครพงษ์ ค่ำคูณ กรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ทายาทเสรีไทย อาทิ พันตรี พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา คุณอนุชา จินตกานนท์  คุณตุลยา พนมยงค์ คุณเลิศศรี พนมยงค์ คุณประภัสสร-มนู เลียวไพโรจน์ และคุณอิสริยา นิติทัณฑ์ประภาศ บุญญะสิริ เป็นต้น รวมถึงประชาชนทั่วไปและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการกล่าวเปิดงานโดยรองศาสตราจารย์ ดร.จิรพล สังข์โพธิ์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและการดิจิทัล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งกล่าวถึงความสำคัญของวันสันติภาพไทย โดยในอดีตเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2488 ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ได้ออกประกาศสันติภาพในพระปรมาภิไธย ซึ่งส่วนสำคัญสุดของเนื้อหาคือให้คำประกาศสงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตรทั้งหมดเป็นโมฆะ และมีส่วนให้ประเทศไทยพ้นจากการเป็นผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

 

 

หลังจากนั้นศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิบการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานในพิธีฯ ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน และระบุถึงพระคุณของเสรีไทย ที่ปกป้องประเทศ วันนี้จึงเป็นโอกาสอันดี ที่จะได้รำลึกถึงวีรกรรมของเหล่าเสรีไทยที่ต่อสู้และปกป้องชาติ เพื่อความมั่นคงของชาติ และนอกจากนั้น คำว่า “สันติภาพ” ยังเป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้ง และล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ และการเสียสละจำต้องเกิดขึ้น ไม่มีใครได้ทุกสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่จำต้องยอมแลกเปลี่ยนเพื่อให้สันติภาพสามารถเกิดขึ้นได้

 

 

หลังจากนั้น ประธานในพิธีฯ ได้วางช่อดอกไม้และพวงมาลัยเพื่อรำลึกถึงเสรีไทยและผู้เสียชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่ 2  ณ ประติมากรรม “ธรรมศาสตร์กับขบวนการเสรีไทย” ซึ่งคณะทูตานุทูตจากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย, อาเซอร์ไบจาน, สาธารณรัฐประชาชนจีน, แอฟริกาใต้, เคนยา และอินเดีย ทายาทของคณะราษฎรและคณะกรรมการของสถาบันปรีดี พนมยงค์ ก็ได้ร่วมวางช่อดอกไม้และพวงมาลัยด้วยเช่นกัน

 

 

หลังการวางช่อดอกไม้และพวงมาลัย ตัวแทนของนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้ขึ้นกล่าวรำลึกถึงเสรีไทยและผู้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยขวัญชนก แก้วทิพากร นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวสดุดีเสรีไทย ที่ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ และเชื่อว่าอุดมการณ์ของธรรมศาสตร์ก็ได้รักษาไว้ซึ่งจิตวิญญาณของเสรีไทย สงครามไม่ควรจะแก้กันที่กำลังอย่างเดียวแต่ควรแก้ด้วยสันติ และการปราบปรามผู้เห็นต่างในยุคปัจจุบันก็ไม่ควรดำเนินแบบเกินกว่าเหตุ แต่ควรจะต้องใช้หลักสันติธรรมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยเช่นกัน

 

 

ลำดับถัดมา ประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และตัวแทนของนักศึกษาจากสามศาสนา ประกอบด้วยศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาพุทธ ได้กล่าวถึงความสำคัญของวันสันติภาพไทย ทั้งในฐานะตัวแทนของการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาศัยวิถีทางการทูต และในฐานะของวันที่ควรให้ความสำคัญกับสันติภาพ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม ต่างล้วนแต่ปรารถนาต้องการให้เกิดสันติภาพด้วยกันทั้งสิ้น ปิดท้ายด้วยการแสดงปาฐกถาพิเศษโดย H.E. Mr. Hari Prabowo เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย โดย Mr.Prabowo ได้กล่าวว่า การที่ในอดีต สาธารณรัฐอินโดนีเซียก็เคยประกาศเอกราชในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2488 หนึ่งวันหลังวันสันติภาพไทย ทำให้ช่วงนี้ก็มีความหมายต่อชาวอินโดนีเซียเช่นเดียวกันกับประชาชนชาวไทย และเชื่อว่าถ้าหากทุกประเทศในโลกร่วมมือกัน สันติภาพก็สามารถเกิดขึ้นได้

 

 

ในช่วงท้ายของการจัดงานที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผู้จัดงานได้เชิญชวนให้นักศึกษาและประชาชนทุกคนที่เข้าร่วมงาน ได้วางดอกไม้เพื่อรำลึกถึงเสรีไทยและผู้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยเช่นกัน

 

 

สำหรับในช่วงบ่ายของวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2569 ทางกรุงเทพมหานครฯ ร่วมกับสถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้จัดงานกิจกรรมครบรอบ 81 ปี วันสันติภาพไทย ณ ชั้น 1 ห้องอเนกประสงค์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยภายในงานประกอบไปด้วยนิทรรศการที่นำเสนอเรื่องราวของเสรีไทยในอดีต และที่มาที่ไปที่นำไปสู่วันสันติภาพไทย และมีการเสวนาในหัวข้อ “ประเทศไทยกับสงครามและสันติภาพของโลก” ดำเนินรายการโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณ โครงการไทยศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ดร.จริยวัฒน์ สันตะบุตร อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ อาจารย์ประจำและนักวิชาการจากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา และคุณพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา โดยนายมีศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นประธานในพิธีฯ

 

 

สำหรับผู้เข้าร่วมงานในช่วงบ่ายประกอบด้วยคุณสุดา พนมยงค์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ คุณปรีดีวิชญ์ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการสถาบันปรีดี พนมยงค์,คุณตุลยา พนมยงค์,คุณเลิศศรี พนมยงค์,คุณกฤต ไกรจิตติ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม, สมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร,เจ้าหน้าที่ผู้บริหารของกรุงเทพมหานคร ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมชมนิทรรศการและรับฟังการเสวนาในวันนี้

 

 

ก่อนที่จะเริ่มการเสวนา ประธานในพิธีฯ ได้ขึ้นกล่าวเปิดงาน โดยระบุถึงความยินดีที่ทางกรุงเทพมหานครได้ร่วมจัดกิจกรรมวันสันติภาพไทยกับทางสถาบันปรีดี พนมยงค์ทุกปี เพราะเป็นวันที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ชาติไทย และเป็นวันที่เหมาะแก่การรำลึกถึงคุณูปการของเสรีไทยที่มีต่อสังคมไทย นอกจากนี้ ประธานในพิธีฯ ได้กล่าวขอบคุณทางสถาบันที่รักษาอุดมการณ์แนวคิดดั้งเดิมเอาไว้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางกรุงเทพมหานครจะได้ร่วมจัดงานกับทางสถาบันปรีดี พนมยงค์อีกต่อไปเรื่อย ๆ ทุกปี

 

 

หลังประธานในพิธีฯ กล่าวเปิดงานคุณสุดา พนมยงค์ก็ได้มอบรูปปั้นของปรีดี พนมยงค์ให้กับประธานในพิธีฯ และคุณปรีดีวิชญ์ พนมยงค์ ก็ได้มอบของที่ระลึกให้กับผู้บริหารของกรุงเทพมหานครฯ ที่มีส่วนในการจัดงานในครั้งนี้

 

 

 

จากนั้น รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ก็ได้ขึ้นกล่าวนำในหัวข้อ “สันติภาพในยุคจัดระเบียบโลกใหม่” โดยประเด็นหลักของการกล่าวนำนั้น ให้ความสำคัญกับการที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้ละทิ้งกติกาสากลที่มีร่วมกันระหว่างนานาประเทศ ระเบียบโลกดั้งเดิมที่เคยรักษาเสถียรภาพระหว่างภูมิภาคให้มั่นคงได้เปลี่ยนไป และผลกระทบก็ส่งมาถึงประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน ประเทศที่กำลังพัฒนารวมถึงไทย จำต้องดำเนินการทางการทูตที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถเพิ่มระดับการต่อรองในเวทีระดับโลกได้ โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างประเทศในอาเซียนเพื่อให้เกิดสันติภาพ อันพิสูจน์ถึงความเข้มแข็งของอาเซียนต่อนานาชาติ

 

 

ส่วนสำหรับการเสวนา ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณได้เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงที่มาของสัญลักษณ์สันติภาพ “นกพิราบคาบช่อมะกอก” ที่ทั่วโลกรู้จักกันดี แต่สัญลักษณ์ของสันติภาพจะยังสำคัญต่อโลกหรือต่อประเทศไทยหรือไม่ถือเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถาม

 

 

หลังจากนั้น ดร.จริยวัฒน์ สันตะบุตรได้เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ญี่ปุ่นต้องการให้ไทยประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร และความพยายามของปรีดี พนมยงค์ที่ทำให้ประกาศดังกล่าวเป็นโมฆะ อันถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เพราะช่วยทำให้ไทยพ้นจากการเป็นผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

 

 

ทางด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์มองว่าการนำวิชา “สันติศึกษา” เข้าไปให้ได้ศึกษาในระดับการศึกษาภาคบังคับนั้น ถือเป็นเรื่องที่ควรจะทำ เพราะหลักสูตรดังกล่าวจะช่วยลดความเป็นไปได้ของสงครามระหว่างประเทศลง หากนักเรียนนักศึกษาได้ศึกษาในเรื่องของสันติภาพ หรือมีการศึกษาโดยรวมที่ดี ก็จะไม่เอาความคิดเชิงชาตินิยมเป็นที่ตั้งในการตัดสินปัญหาข้อพิพาทกับเพื่อนบ้านของไทย

 

 

ทางด้านคุณพิศาล มาณวพัฒน์ได้นำเสนอถึงนโยบายทางการทูตของปรีดี พนมยงค์ หลักฐานต่าง ๆ ทั้งเอกสารและหลักฐานเชิงวัตถุได้แสดงให้เห็นว่า ปรีดีดำเนินการเจรจาและนโยบายการทูตอย่างสุขุมและแสดงออกถึงความปรารถนาในสันติภาพอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศไทยพ้นจากการเป็นผู้แพ้สงคราม และได้รับการยอมรับจากฝ่ายสัมพันธมิตรในฐานะของมิตร

 

 

ในช่วงท้ายของการเสวนา คุณกฤต ไกรจิตติได้ร่วมแสดงความเห็นสั้น ๆ เกี่ยวกับนโยบายทางการทูตและการแก้ปัญหาความขัดแย้งระดับนานาชาติของไทย และเชื่อมั่นว่าการทูตและการเจรจาจะสามารถนำพาประเทศไทยพ้นจากวิกฤติที่ดำเนินอยู่ได้ในที่สุด

 

 

หลังจากการเสวนาจบลง คุณสุดา พนมยงค์ได้มอบของที่ระลึกให้แก่ผู้ดำเนินการเสวนาและผู้ร่วมเสวนาทุกท่าน จากนั้นก็มีการถ่ายรูปร่วมกันระหว่างวิทยากรและแขกผู้เข้าร่วมงาน