ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

ความท้าทายของขบวนการประชาธิปไตยต่อการเสริมสร้างสันติธรรมประชาธิปไตย

25
มิถุนายน
2569

 

ขบวนการประชาธิปไตยในไทยและในประเทศต่างๆทั่วโลก ล้วนมีเป้าหมายร่วมกัน คือ การเรียกร้อง สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และ ทําให้อํานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน

ขบวนการประชาธิปไตยในหลายประเทศต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุขึ้นจึงสามารถสถาปนา “สันติธรรมประชาธิปไตย” ให้เกิดขึ้นได้ บางขบวนการใช้เวลาสั้นกว่า แต่สังคมก็สามารถเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมา ก้าวหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง หยุดนิ่งบ้าง แต่ทุกขบวนการเป็นการเดินทางไกลทั้งสิ้น ชัยชนะระยะสั้นต่อระบอบอํานาจนิยม หรือ ระบอบเผด็จการทหารไม่อาจดํารงรักษาต่อไปได้ หากไม่มีการสถาปนา สถาบันประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมั่นคง หยั่งรากลึก

ขบวนการประชาธิปไตยในไทยมีสายธารต่อเนื่องกันมาแม้น คนในขบวนการในแต่ละช่วงเวลาจะล้มหายตายจากไปตามอายุขัยและเสียสละชีวิตไปในระหว่างการต่อสู้ ขบวนการ รศ. 103 นําโดย พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เรียกร้องรัฐธรรมนูญในสมัยรัชกาลที่ 5 ขบวนการทหารประชาธิปไตย รศ. 130 ต่อเนื่องมายัง ขบวนการอภิวัฒน์สยาม 2475 โดย คณะราษฎร ที่มี พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าคณะ และ มี ท่านรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ เป็นมันสมองสําคัญในการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย ผ่านเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยหลายยุค เหตุการณ์ 14 ตุลา เหตุการณ์ 6 ตุลา เหตุการณ์พฤษภา 35 เหตุการณ์พฤษภา 53 และ การเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปสถาบันหลักของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี พ.ศ. 2563

ความท้าทายของขบวนการประชาธิปไตยในการสร้าง “สันติธรรมประชาธิปไตย”

1. ปัญหาความไม่มีเอกภาพในขบวนการและความแตกแยก  การขยายแนวร่วม พันธมิตรมากขึ้น พร้อมกับความมีเอกภาพของขบวนการท่ามกลางความหลากหลายของผลประโยชน์และ มียุทธศาสตร์และเป้าหมายชัดเจน “การแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” จึงเป็นแนวทางสําคัญในการเอาชนะต่อเครือข่ายอํานาจนิยม อนุรักษ์นิยม จารีตขวาจัดปรปักษ์ประชาธิปไตย ได้ การจัดตั้งของเครือข่ายอํานาจนิยมนั้นมีความเข้มแข็ง ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย มีนวัตกรรมใหม่ๆทางการเมือง

2. การต่อสู้กับสงครามข้อมูลข่าวสารบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาธิปไตย สร้างความเกลียดชัง ปลุกลัทธิคลั่งชาติเพื่อทําลายสันติภาพ สร้างความขัดแย้งรุนแรง

3. ปัญหาความเหลื่อมลํ้าทางเศรษฐกิจและปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม กดทับประชาชนจนขาดความกระตือรือร้นทางการเมือง  เกิดภาวะความเพิกเฉยทางการเมือง ขบวนการประชาธิปไตยจะเข้มแข็งได้ต้องอาศัยพลเมืองผู้ตื่นรู้ Active Citizen

4. ปัญหาการถูกทําลายและแทรกแซงโดยอํานาจรัฐแบบอํานาจนิยม ที่ต้องการกํากับควบคุมและต้องการปกป้องผลประโยชน์ที่เกิดจากการขุดรีดและเอารัดเอาเปรียบให้อยู่กับกลุ่มตนต่อไป โดยไม่ยอมแบ่งปันให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างเป็นธรรม

5. ปัญหาการผูกขาดอํานาจและการใช้อํานาจโดยมิชอบ นําไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันและละเมิดสิทธิฝ่ายตรงข้าม

6. ปัญหาการคงอยู่ของระบอบการสืบทอดอํานาจของเผด็จการ  คสช และ  รัฐธรรมนูญปี 2560

 

ผมขอยกตัวอย่าง บทเรียนของขบวนการประชาธิปไตยในสองประเทศ

ประเทศแรก คือ ประเทศแอฟริกาใต้ เส้นทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของแอฟริกาใต้ คือ การต่อสู้กับระบอบอํานาจนิยมการแบ่งแยกสีผิว ซึ่งถูกสถาปนาขึ้นโดย ผู้ปกครองชาวผิวขาวที่มีแนวคิดเผด็จการอํานาจนิยม ระบอบนี้ลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนผิวดําและกลุ่มคนผิวสีอื่น ๆ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่กว่าร้อยละแปดสิบของประเทศ ให้กลายเป็นพลเมืองชั้นสองอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านกฎหมายที่บังคับแบ่งแยกที่อยู่อาศัย การจํากัดเสรีภาพในการเดินทาง และการริบสิทธิทางการเมืองทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง

  • ท่ามกลางการกดขี่ ขบวนการประชาธิปไตยนําโดยพรรคสภาแห่งชาติแอฟริกา หรือเอ็นซี เริ่มขับเคลื่อนการต่อสู้อย่างเข้มข้น โดยมีเนลสัน แมนเดลา ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นําคนสําคัญ ในช่วงแรกของการต่อสู้ช่วงทศวรรษ 1950 แมนเดลาและขบวนการยึดมั่นในแนวทางอารยะขัดขืนและการประท้วงโดยสันติวิธีตามแนวคิดของมหาตมะ คานธี อย่างไรก็ตาม
  • จุดเปลี่ยนสําคัญเกิดขึ้นในเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ชาร์ปวิลล์ เมื่อปี 1960 เมื่อเจ้าหน้าที่ตํารวจเปิดฉากยิงใส่ผู้ประท้วงอย่างสงบจนมีผู้เสียชีวิตจํานวนมากและรัฐบาลได้ประกาศให้พรรคเอเอ็นซีเป็นกลุ่มผิดกฎหมาย เหตุการณ์นี้ทําให้แมนเดลาตระหนักว่าสันติวิธีอาจไม่เพียงพอต่อการต่อกรกับรัฐบาลที่ไร้ความปรานี เขาจึงตัดสินใจร่วมก่อตั้งกองกําลังติดอาวุธเพื่อทําลายล้างโครงสร้างรัฐ จนกระทั่งถูกจับกุมและพิพากษาจําคุกตลอดชีวิตในการพิจารณาคดีริโวเนียเมื่อปี 1964
  • แม้แมนเดลาจะถูกคุมขังเป็นเวลานานถึงยี่สิบเจ็ดปี ที่เกาะร็อบเบน แต่การต่อสู้ภายนอกคุกกลับไม่จบ ในช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 ขบวนการประชาธิปไตยได้รับการขับเคลื่อนต่อโดยคนรุ่นใหม่ เกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ของนักเรียนในย่านโซเวโต ประกอบกับแรงกดดันรอบทิศทางจากสังคมโลกที่ร่วมกันควํ่าบาตรทางเศรษฐกิจ การค้า และการกีฬาต่อแอฟริกาใต้อย่างรุนแรง จนระบบเศรษฐกิจของประเทศเริ่มเผชิญกับภาวะล่มสลาย
  • แรงกดดันมหาศาลนี้บีบให้ เดอ คลาร์ก ประธานาธิบดีผิวขาวคนสุดท้าย ตัดสินใจประกาศยกเลิกการแบนพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามและปล่อยตัวเนลสัน แมนเดลา เป็นอิสระในปี 1990 เพื่อเริ่มต้นกระบวนการเจรจาทางการเมืองครั้งประวัติศาสตร์

บทเรียนจาก ความสําเร็จของขบวนการประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้ ให้บทเรียนอะไรกับประเทศไทย

1. ยุทธศาสตร์ "การให้อภัยแต่ไม่ลืม" และความเป็นผู้นําของแมนเดลา หัวหน้าขบวนการประชาธิปไตย

หัวใจที่ไร้ความแค้นของแมนเดลา และ การยอมรับการดํารงอยู่ความแตกต่างหลากหลายภายใต้ชาติเดียวกัน ไม่สร้างเง่ือนไขให้เกิดการปลุกกระแสสร้างความเกลียดชังต่อกัน เป็น "Rainbow Nation" (ชนชาติสีรุ้ง) ที่ทุกสีผิวต้องอยู่ร่วมกันได้

2. ความกล้าหาญจริยธรรมของ เอฟ. ดับเบิลยู. เดอ คลาร์ก ตระหนักดีว่าขืนรักษาระบอบนี้ไว้ประเทศจะล่มสลาย เขากล้าขัดใจกลุ่มคนผิวขาวหัวรุนแรงเพื่อหันมาเจรจากับแมนเดลา

3. การควํ่าบาตรจากนานาชาติ (International Sanctions) กดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในที่สุด แรงกดดันทางเศรษฐกิจนี้บีบให้กลุ่มทุนและนักธุรกิจผิวขาวในประเทศเริ่มหันมากดดันรัฐบาลตัวเองว่า "ระบอบเหยียดผิวไม่มีอนาคตทางเศรษฐกิจอีกต่อไป"

4. กลไกสร้างความสมานฉันท์: คณะกรรมการเสาะหาความจริงและความปรองดอง (TRC)

หลังได้รับชัยชนะ แอฟริกาใต้ไม่ได้ใช้วิธีลากตัวผู้คุมหรือทหารผิวขาวไปขึ้นลานประหาร แต่ใช้คณะกรรมการ Truth and Reconciliation Commission (TRC) นําโดยอาร์ชบิชอป เดสมอนด์ ตูตู กลไกนี้คือ "หากคุณยอมรับสารภาพความจริงว่าเคยทําสิ่งโหดร้ายอะไรไว้ในยุคเก่า คุณจะได้รับอภัยโทษ" กระบวนการนี้ทําให้ญาติผู้สูญเสียได้รู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่พวกเขารัก และทําให้สังคมสามารถเยียวยาแล้วเดินหน้าต่อได้โดยไม่ต้องลงเอยด้วยการล้างแค้นไม่รู้จบ

ชัยชนะของขบวนการประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนสามารถเอาชนะการกดขี่ที่หยั่งรากลึกได้ด้วยการผสมผสานระหว่าง ความเด็ดเดี่ยวในการต่อสู้ และ ความพร้อมที่จะประนีประนอมเพื่ออนาคต

 

ประเทศที่สอง คือ เกาหลีใต้

บทเรียนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยและการโค่นล้มระบอบเผด็จการทหารของเกาหลีใต้

เส้นทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เป็นมหากาพย์การต่อสู้อันยาวนานกว่าสามทศวรรษที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหง่ือ คราบนํ้าตา และชีวิตของประชาชนจํานวนมาก

  • ขบวนการประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ขับเคลื่อนผ่านหมุดหมายสําคัญทางประวัติศาสตร์หลายครั้ง โดยมีจุดเริ่มต้นจากการปฏิวัติ 19 เมษายน 1960 ที่นักศึกษาและประชาชนลุกฮือโค่นล้มประธานาธิบดีอีซึงมันได้สําเร็จ แม้ประเทศจะถูกยึดอํานาจซํ้าเล่าในเวลาต่อมา
  • จิตวิญญาณการต่อสู้ก็ถูกส่งต่อมาถึงขบวนการประชาธิปไตย ควังจู ในเดือนพฤษภาคม 1980 ซึ่งการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารของชอนดูฮวานในครั้งนั้นถูกรัฐบาลสั่งทหารเข้าปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมจนมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน แม้จะจบลงด้วยความบอบชํ้า แต่โศกนาฏกรรมควังจูได้กลายเป็นปลุกจิตสํานึกประชาธิปไตยไว้ในใจคนทั้งประเทศ ปัจจัยสําคัญที่ทําให้ขบวนการประชาธิปไตยเกาหลีใต้ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดเกิดจากการเติบโตของชนชั้นกลางจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคก่อนหน้า เมื่อคนกลุ่มนี้ตัดสินใจละทิ้งความเพิกเฉยแล้วก้าวลงถนนร่วมกับกลุ่มนักศึกษาและผู้ใช้แรงงานรัฐบาลทหารจึงไม่สามารถใช้กําลังปราบปรามขนานใหญ่ได้เพราะจะทําให้ระบบเศรษฐกิจพังพินาศทันที นอกจากนี้ยังเกิดจากความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่เหนียวแน่นระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ โดยมีโบสถ์คริสต์ทําหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการ กระจายความจริง สื่อมวลชนกล้าหาญตีแผ่ความฉ้อฉล และสหภาพแรงงานร่วมขับเคลื่อนนัดหยุดงานประท้วงทั่วประเทศ
  • ปัจจัยภายนอกและเงื่อนไขระดับโลกได้กลายเป็นตัวบล็อกอํานาจเผด็จการทหารได้อย่างประจวบเหมาะ เนื่องจากเกาหลีใต้กําลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกกรุงโซลในปี 1988 ทําให้ผู้นําทหารไม่กล้าสั่งล้อมปราบประชาชนเพราะกลัวนานาชาติบอยคอต ซึ่งจะทําลายชื่อเสียงบนเวทีโลกของประเทศอย่างย่อยยับ
  • รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าวห้ามไม่ให้รัฐบาลทหารใช้กําลังปราบปรามเด็ดขาด ในที่สุด รัฐบาลเผด็จการทหารจึงต้องยอมจํานนต่อพลังมวลชน และออกคําประกาศในวันที่ 29 มิถุนายน 1987 ยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงจากประชาชน เปลี่ยนผ่านเกาหลีใต้จากประเทศเผด็จการทหารสู่ประเทศประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และทรงพลังในเอเชียตะวันออกจนถึงปัจจุบัน

ปัจจัยที่ทําให้ขบวนการประชาธิปไตยเกาหลีใต้ประสบความสําเร็จ

การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของเกาหลีใต้สําเร็จได้ด้วยปัจจัยที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทั้งโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และแรงกดดันจากภายนอก ดังนี้ครับ

1. การเติบโตของ "ชนชั้นกลาง คอเสื้อขาว" (White-Collar Workers)

2. ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง "นักศึกษา-ศาสนจักร-แรงงาน"

ขบวนการต่อสู้ในเกาหลีใต้มีโครงสร้างที่เหนียวแน่นมาก นักศึกษาทําหน้าที่เป็นแนวหน้า โบสถ์คริสต์ (ทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์) ทําหน้าที่เป็น "พื้นที่ปลอดภัย" ในการหลบซ่อนและกระจายข่าวความจริง ขณะที่กลุ่มสหภาพแรงงานช่วยขับเคลื่อนการนัดหยุดงานประท้วง ทําให้ขบวนการมีพลังขับเคลื่อนในทุกมิติ

3. ชนวนเหตุที่สะเทือนใจและขุดคุ้ยความจริงสําเร็จ

การเสียชีวิตของพัคจงชอลจากการถูกทรมานด้วยนํ้า (Waterboarding) รัฐบาลพยายามปกปิดว่า "เขาช็อกหัวใจวายไปเอง" แต่แพทย์และเจ้าหน้าที่คุกที่รักความถูกต้องได้แอบส่งข้อมูลให้สื่อมวลชนและกลุ่มศาสนจักรนําความจริงมาตีแผ่ ความโหดเหี้ยมที่ไร้ความปรานีนี้ทําให้เปลี่ยนจากความกลัวเป็นความโกรธแค้นของคนทั้งชาติ

4. ตัวแปรระดับโลก: "โอลิมปิกกรุงโซล 1988" และ "แรงกดดันจากสหรัฐฯ"

ทําไม แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศสามารถก้าวข้ามผ่านจากประเทศภายใต้ระบอบเผด็จการอํานาจนิยม สู่ ประเทศประชาธิปไตยได้ ขณะที่ ประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวข้ามผ่านสู่ประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง ยังคงเป็นระบอบประชาธิปไตยที่อ่อนแอ และ ยังมีอํานาจ ของ องค์กรอิสระที่ไม่อิสระ ที่อยู่เหนือเจตจํานงของประชาชน ระบบนิติรัฐนิติธรรมที่ถูกตั้งคําถาม

ชะตากรรม และ เสถียรภาพของประเทศ ในอนาคตข้างหน้า จึงขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการสร้าง สถาบันประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ด้วย ขบวนการประชาธิปไตยของประชาชน