ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา, บทสัมภาษณ์

สืบทอดคบเพลิงประชาธิปไตย : อุดมการณ์ของปรีดี พนมยงค์ สู่อนาคตสังคมไทย

29
มิถุนายน
2569

 

สืบทอดคบเพลิงประชาธิปไตย : คุณูปการและอุดมการณ์ของปรีดี พนมยงค์

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ

ท่านทั้งหลายผู้รักชาติและรักประชาธิปไตย สายธารแห่งความพยายามที่จะผลักดันให้สังคมดีขึ้น หรือสายธารแห่งประชาธิปไตยนั้น เป็นสายธารที่ยาวนานและเป็นการเดินทางไกล ไม่ใช่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเดินทางนั้นย่อมมีผู้นำ และผู้นำที่ยิ่งใหญ่แม้จะล่วงลับไปแล้ว อีกหนึ่งร้อยปีหรือสองร้อยปีข้างหน้า ผู้คนอาจหลงลืมตัวบุคคลได้ หากไม่มีการสืบทอด แต่ผลของการกระทำยังคงอยู่ ผลของการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นประชาธิปไตย ผลของการสร้างความเป็นธรรม และผลของการสร้างสันติภาพและสันติธรรมยังคงดำรงอยู่เสมอ

เมื่อมองในมิตินี้ เราจึงไม่จำเป็นต้องยึดติดกับตัวบุคคล แต่บุคคลย่อมสามารถเป็นแบบอย่างได้ โดยเฉพาะอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นรัฐบุรุษที่หากอยู่ในประเทศอื่นนั้นคงได้รับการยกย่องเชิดชูจากรัฐอย่างเป็นทางการมากกว่าที่เกิดขึ้น ในประเทศไทย แนวคิดของอาจารย์ปรีดีมีความชัดเจนอย่างยิ่ง คือการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้เป็นของประชาชน เปลี่ยนแปลงด้วยแนวทางสันติ และยึดถือภราดรภาพนิยม มองทุกคนเป็นพี่น้องและเพื่อนร่วมสังคมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล แนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตยของท่านก็สอดคล้องกับแนวคิดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจเช่นกัน

เมื่อย้อนกลับไปกว่า 20 ปีก่อน ผู้พูดได้มีโอกาสสัมผัสลูกศิษย์ของอาจารย์ปรีดีหลายท่านที่เข้ามาเป็นกรรมการสถาบันและมูลนิธิ ผู้พูดเห็นอย่างชัดเจนว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีอุดมการณ์เข้มแข็ง หลายคนอาจไม่มีตำแหน่งใหญ่โต แต่หลายคนก็เคยดำรงตำแหน่งสำคัญของประเทศ ผู้พูดได้พูดคุยกับท่านอยู่เสมอ และสิ่งหนึ่งที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือคำกล่าวว่า “ผมยื่นคบเพลิงให้คุณแล้ว ขอให้คุณถือมันต่อไปเพื่อประชาชนและเพื่อประชาธิปไตยของประเทศนี้ อย่าทำให้ผมผิดหวัง” คำพูดเช่นนี้มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับผู้พูด เพราะสะท้อนให้เห็นถึงการส่งต่ออุดมการณ์จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง

บุคคลเหล่านี้คือเมล็ดพันธุ์ที่อาจารย์ปรีดีได้สร้างขึ้น เพื่อให้เป็นผู้สืบทอดอุดมการณ์และทำให้สังคมไทยก้าวไปสู่ความดีงาม ความเป็นธรรม และประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับสถาบันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งกว่าจะก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายท่านได้กล่าวถึงอุปสรรคเหล่านี้มาแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเราต้องยืนหยัดและทำให้สถาบันเข้มแข็ง เพื่อให้ขบวนการประชาธิปไตยและการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้นประสบความสำเร็จ แม้จะเป็นการเดินทางที่ยังอีกยาวไกลและต้องใช้เวลาอีกมาก

 

 

ผู้พูดรู้จักสถาบันปรีดี พนมยงค์ และมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ จากการอ่านหนังสือและศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผู้พูดโชคดีที่ได้รับเชิญมาแสดงปาฐกถาเมื่อ พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้พูดยังจำได้อย่างชัดเจน เพราะวันที่ 24 มิถุนายนปีนั้น เป็นช่วงเดียวกับที่ลูกชายคนแรกของผู้พูดถือกำเนิดขึ้น จึงมีความรู้สึกผูกพันเป็นพิเศษ และรู้สึกว่าอยากเข้ามาทำงานกับสถาบันแห่งนี้ เพราะเห็นว่าเป็นองค์กรที่สามารถทำประโยชน์ต่อสังคมได้มาก แม้จะมีทรัพยากรจำกัดก็ตาม

เราทุกคนทราบดีว่าสถาบันแห่งนี้ไม่ได้มีงบประมาณมากมายเหมือนองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์มาโดยตลอด เราจึงต้องช่วยกันทำให้สถาบันสามารถขยายบทบาทได้มากขึ้นสร้างเครือข่ายและพันธมิตรให้กว้างขวางขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทางปัญญาที่ช่วยให้สังคมไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ความก้าวหน้าอย่างสันติ และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่รุนแรง

หากศึกษาประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์โลก เราจะพบว่าหลายประเทศสามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดีขึ้นได้โดยลดความสูญเสียและความรุนแรงให้ น้อยที่สุด ความพยายามของคณะราษฎรเองก็มีเป้าหมายเช่นนั้น คือการเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยแนวทางสันติ เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศ การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในปี 2475 ถือว่ามีความรุนแรงน้อยมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้นำสำคัญ โดยเฉพาะอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ยึดมั่นในแนวทางสันติ และอีกส่วนหนึ่งมาจากการประนีประนอมของชนชั้นนำในเวลานั้น

ในอดีต กรรมการของสถาบันและมูลนิธิจำนวนมากล้วนเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ปรีดี หลายท่านสละทั้งเวลา กำลัง และทรัพยากร เพื่อก่อร่างสร้างสถาบันแห่งนี้ให้เข้มแข็ง สิ่งที่พวกเราต้องทำคือสืบทอดภารกิจนี้ต่อไปให้ดีที่สุด

เมื่อพิจารณาถึงอนาคตของสถาบัน เราจำเป็นต้องประเมินบริบทของสังคมไทยอย่างรอบด้าน เพื่อกำหนดสถานะทางยุทธศาสตร์ของสถาบันให้ชัดเจน ผู้พูดมีความฝันว่าในอนาคต สถาบันปรีดี พนมยงค์ และมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ จะมีบทบาทคล้ายกับมูลนิธิทางการเมืองและสังคมที่สำคัญของเยอรมนี ซึ่งทำหน้าที่เผยแพร่แนวคิดและอุดมการณ์ของผู้นำทางประวัติศาสตร์ไปทั่วโลก ผ่านการทำงานทางวิชาการ การพัฒนาประชาธิปไตย และการส่งเสริมความเป็นธรรมทางสังคม

สำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน คำถามสำคัญคือ เราเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงหรือไม่ แม้เราจะมีการเลือกตั้ง แต่ประชาธิปไตยมิได้หมายถึงการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว หากยังหมายถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หลักนิติรัฐ นิติธรรม ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการที่ประชาชนทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม หากผู้คนยังถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็น หรือหากระบบการเมืองยังถูกครอบงำด้วยอำนาจและทุน เราควรตั้งคำถามว่าสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยเพียงใด

ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญความขัดแย้งทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง มีรัฐประหารหลายครั้ง และเกิดความแตกแยกในสังคม แม้ภายนอกจะดูสงบลง แต่ความขัดแย้งพื้นฐานยังคงดำรงอยู่ อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้กังวลว่าความขัดแย้งจะมีอยู่ เพราะทุกสังคมล้วนมีความขัดแย้งเป็นธรรมดา สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เรามีกลไกในการจัดการความขัดแย้งอย่างเป็นธรรมและสันติ เรามีนิติรัฐนิติธรรม และประชาชนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาประเทศ

เมื่อเป็นเช่นนี้ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จึงต้องกำหนดบทบาทของตนเองให้ชัดเจนว่า จะมีส่วนช่วยทำให้ประเทศนี้ดีขึ้นได้อย่างไร เราต้องคิดระยะยาว เพราะการสร้างประชาธิปไตยเป็นการเดินทางไกล และเราต้องการหลีกเลี่ยงความรุนแรง การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ของสังคมยอมรับ และเห็นพ้องกับหลักการประชาธิปไตย

ปัจจุบัน สถาบันมีความเข้มแข็งมากขึ้นจากการบริหารจัดการทรัพย์สินและการสร้างความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งจะช่วยให้มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ในระยะยาว แต่เราไม่ควรหยุดอยู่เพียงเท่านี้ เรายังต้องขยายบทบาททางวิชาการและทางความคิดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนการสร้างรากฐานประชาธิปไตยในสังคมไทย

 

 

สถาบันปรีดี พนมยงค์ มีบทบาทเป็นองค์กรทางปัญญา เราอาจไม่ได้ทำงานการเมืองโดยตรงเหมือนองค์กรอื่น แต่เราทำงานด้านความคิด ความรู้ และการสร้างพื้นที่สาธารณะสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ และในอนาคตเราควรขยายบทบาทไปสู่ระดับนานาชาติมากขึ้นด้วย

เมื่อผู้พูดเห็นผู้คนในประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องหลบหนีจากสงครามและเผด็จการ ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าของประชาธิปไตยและสันติภาพ เพราะอุดมการณ์ของอาจารย์ปรีดีไม่ใช่เพียงเรื่องของประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นอุดมการณ์ที่ยืนอยู่บนหลักมนุษยธรรมและสันติภาพของมนุษยชาติ ดังที่ท่านเคยสร้างภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” เพื่อสื่อสารกับชาวโลกว่าประเทศไทยรักสันติภาพ และต่อมาได้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งขบวนการเสรีไทยเพื่อปกป้องเอกราชของชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ทั้งหมดนี้คือคุณูปการและอุดมการณ์ที่เราควรเก็บรักษาและส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป ทั้งความเชื่อมั่นในประชาธิปไตย ความมุ่งมั่นสร้างความเป็นธรรมทางสังคม การยึดมั่นในแนวทางสันติ และความหวังว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยพลังของประชาชนและเหตุผล มากกว่าความรุนแรงและการใช้อำนาจเหนือกัน