ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

หลักหกประการที่เหมาะสมกับสังคมไทยปัจจุบัน

10
กรกฎาคม
2569

ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์

คือจริง ๆ แล้วประเทศไทยในขณะนี้มีปัญหาอยู่ทุกเรื่อง เอาให้ตรงไปตรงมา แม้แต่ในฝ่ายการเมืองเองหรือพรรคฝ่ายค้านก็พูดถึงปัญหาหลากหลายประเด็น ทั้งเรื่องการกระจายอำนาจ การทำให้ระบบราชการถูกตรวจสอบโดยประชาชนได้มากยิ่งขึ้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้องค์กรอิสระเป็นอิสระอย่างแท้จริง โดยยึดโยงอยู่กับประชาชน ไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

มันมีปัญหาอยู่ทุกแง่มุม ถ้าเราใช้หลักหกประการของคณะราษฎรเป็นหลักในการพิจารณาว่าเรื่องใดควรได้รับการแก้ไข คำตอบก็คือทุกเรื่อง แต่สิ่งที่ดิฉันอยากเสนอ และคิดว่ายังไม่มีใครพูดถึงมากนัก อาจไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่สุด ทว่าเป็นเรื่องสำคัญและอันตรายต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง นั่นคือเรื่อง “เอกราช”

ทุกวันนี้เราอาจรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้แล้ว เพราะเราไม่ได้เป็นอาณานิคมของใคร ไม่ได้ถูกต่างชาติยึดครอง และไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบสิทธิสภาพนอกอาณาเขตอีกต่อไป แต่เอกราชในยุคปัจจุบันไม่ได้มีความหมายเพียงเท่านั้น หากยังหมายถึงความสามารถในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นตัวของตัวเอง สามารถถ่วงดุลความสัมพันธ์กับมหาอำนาจต่าง ๆ และปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยได้อย่างสูงสุด

ที่ดิฉันพูดถึงประเด็นนี้ เพราะเห็นแนวโน้มของการต่างประเทศไทย โดยเฉพาะภายหลังการรัฐประหาร และยิ่งชัดเจนมากขึ้นหลังพ.ศ. 2557 ว่าประเทศไทยสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองในการดำเนินความสัมพันธ์กับมหาอำนาจมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากผลประโยชน์ของกลุ่มผู้มีอำนาจในช่วงเวลานั้น

 

 

ดิฉันเห็นอย่างชัดเจนว่าการรัฐประหารทั้งสองครั้งทำให้กลุ่มอำนาจเก่าในไทยเกิดความไม่พอใจต่อสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันก็มีปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ จนจำเป็นต้องหันไปพึ่งพาจีนมากขึ้นในทางเศรษฐกิจ เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่า แม้จะเป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารหรือรัฐบาลทหาร ก็ยังสามารถทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้

สิ่งที่เราเห็นจึงเป็นการโน้มเอียงไปพึ่งพาจีนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ดิฉันไม่ได้บอกว่าเราควรจะหันไปอิงแอบสหรัฐอเมริกามากขึ้น ดิฉันยังเชื่อว่าเราควรรักษาความเป็นตัวของตัวเองให้ได้มากที่สุด และสร้างอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หากไปอ่านงานวิจัยของนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ก็จะพบว่ามีข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่า ความสัมพันธ์ของไทยโน้มเอียงไปทางจีนมากขึ้น และพึ่งพาจีนในหลายด้าน ทั้งด้านการทหารและเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะภายหลังรัฐประหารพ.ศ.2557 จะเห็นได้ชัดว่าประเทศไทยต้องอาศัยจีนในการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร ต้องอาศัยการซื้อข้าวจำนวนมาก ต้องอาศัยนักท่องเที่ยวจีน รวมทั้งต้องอาศัยการยอมรับจากจีนเพื่อถ่วงดุลผลกระทบจากมาตรการกดดันหรือมาตรการทางการทูตจากสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา เราจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่ายังมีมหาอำนาจอื่นที่ยอมรับรัฐบาลไทยอยู่

สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ปรากฏการณ์หลายอย่าง ซึ่งหลายคนอาจไม่คิดว่าเกี่ยวข้องกัน แต่ในฐานะที่ดิฉันสอนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดิฉันมองด้วยความไม่สบายใจ ตัวอย่างเช่น การที่ประเทศไทยจัดซื้ออาวุธจากจีนเป็นจำนวนมาก ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยกับจีน รวมทั้งระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล มีความแน่นแฟ้นมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศในระยะยาว

รวมถึงการตัดสินใจในโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ โดยไม่ได้คำนึงอย่างเพียงพอว่าประเทศไทยอาจถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจในภูมิภาคในระยะยาว เป็นการมองเฉพาะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น โดยไม่ได้พิจารณาผลกระทบด้านความมั่นคงในระยะยาวอย่างรอบด้าน

 

 

กรณีการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ก็เช่นกัน สิ่งที่ดิฉันมองด้วยความไม่สบายใจคือ บทบาทของเจ้าหน้าที่จีนที่เข้ามากดดันให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างจริงจัง ก่อนหน้านั้นฝ่ายไทยแทบไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย บอกให้ตัดไฟก็ไม่ตัด บอกให้ตัดอินเทอร์เน็ตก็ไม่ตัด แต่เมื่อฝ่ายจีนเข้ามา ทุกอย่างกลับดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

ในเมียนมาก็เกิดปรากฏการณ์ในลักษณะเดียวกัน รวมทั้งกรณีในกัมพูชา ซึ่งสะท้อนให้เห็นอิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้อย่างชัดเจนและเข้มข้นมาก

ดิฉันยังเห็นว่าโครงการแลนด์บริดจ์เป็นเรื่องที่น่ากังวล แม้ในทางเศรษฐกิจจะยังมีข้อถกเถียงเรื่องความคุ้มค่า แต่ในมิติด้านความมั่นคงของไทย ดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องอันตราย และเป็นประเด็นที่สังคมพูดถึงกันน้อยมาก

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือ สิ่งที่ดิฉันเห็นว่าการต่างประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ คือภาวะ Militarization หรือการทำให้เรื่องความมั่นคงและการต่างประเทศถูกกำหนดโดยมุมมองทางทหารมากจนเกินไป กล่าวคือ ทหารมีบทบาทสูงในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ โดยใช้กรอบคิดด้านความมั่นคงแบบทหารเป็นหลัก และไม่ได้พิจารณามิติอื่นควบคู่กันอย่างเพียงพอ

กรณีไทย–กัมพูชาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวโน้มดังกล่าว ทั้งในแง่แนวคิดชาตินิยม ความเชื่อว่าการใช้กำลังทหารจะสามารถยุติปัญหาได้ การเรียกร้องให้เอาดินแดนคืน หรือความเชื่อว่าสามารถใช้กำลังเพื่อกดดันหรือเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองของอีกฝ่ายได้ ซึ่งดิฉันเห็นว่าเป็นแนวคิดที่อันตราย เพราะทำให้แนวคิดแบบรัฐทหารมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งหนึ่งที่ดิฉันเห็นว่า อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ แตกต่างจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในด้านการต่างประเทศ ก็คือ จอมพล ป. มีแนวโน้มสนับสนุนแนวคิดรัฐทหารและทหารนิยม ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะร่วมมือกับคณะรัฐประหารพ.ศ. 2490 และมองไม่เห็นผลกระทบที่แนวคิดดังกล่าวมีต่อมรดกทางการเมืองและเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

ในทางตรงกันข้าม อาจารย์ปรีดีให้ความสำคัญกับการใช้ความสัมพันธ์ทางการทูตในการแก้ไขปัญหา รวมถึงการยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะในโลกปัจจุบันเราไม่สามารถแยกนโยบายต่างประเทศออกจากเศรษฐกิจภายในประเทศได้

 

 

ปรากฏการณ์ของบริษัทจีนจำนวนมากที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ทั้งในกรณีที่ถูกกฎหมายและกรณีที่มีปัญหาด้านมาตรฐานหรือคุณภาพ ก็เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการพึ่งพาจีนที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลไทยกลับไม่กล้าตรวจสอบหรือดำเนินมาตรการลงโทษอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ยังเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยรับขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องน่ากังวล และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจของประชาชน

หากพิจารณาสภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าทุนจีนมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้น ทั้งในระดับธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จนผู้ประกอบการไทยจำนวนมากแข่งขันได้ยาก เพราะเมื่อประเทศพึ่งพิงอีกฝ่ายมากขึ้น แต่กลับไม่กล้าตรวจสอบหรือออกกฎหมายกำกับดูแลอย่างจริงจัง ก็ย่อมส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า “อิสรภาพทางเศรษฐกิจ”

ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องระมัดระวังแนวคิดแบบทหารนิยม (Militarism) และกระบวนการ Militarization ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น

 

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

ประเด็นที่อยากย้ำเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและนโยบายที่ผมอยากพูดถึง อย่างที่ท่านอาจารย์พวงทองกล่าวมาคือเรื่องการล่าอาณานิคมในยุคสมัยใหม่ ความจริงแล้วอีกด้านหนึ่งมันก็คือการล่าอาณานิคมสมัยใหม่ หรือที่อาจารย์ธงชัยเรียกว่า Internal Colonization (อาณานิคมภายใน) ซึ่งความจริงแล้วเรายังคงอยู่ในภาวะที่โดนชนชั้นนำกดให้เราอยู่ในสถานะที่เป็น Denizen หรือภาวะที่ต่ำกว่าพลเมือง นี่คือสิ่งที่เรายังคงเผชิญอยู่ในสภาวะปัจจุบัน โจทย์เมื่อปี พ.ศ. 2475 กับโจทย์ในปี พ.ศ. 2569 ผมคิดว่ามีความซ้อนทับกันประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ และนโยบายสำคัญที่ผมอยากเน้นย้ำก็คือเรื่องประกันสังคม

ผมคิดว่าการปฏิรูปประกันสังคมให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร ผมเคยทำวิจัยมาพบว่า ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 30,000 ถึง 40,000 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ที่จะทำให้ประชาชนในวัยทำงานนับตั้งแต่อายุ 15-65 ปีทุกคน มีระบบประกันสังคมที่ได้รับการอุดหนุน (Subsidize) โดยรัฐ ในยุคปัจจุบัน ข้อมูลและเอกสารต่างๆ มีความพร้อมกว่ายุคของท่านอาจารย์ปรีดีเป็นอย่างมาก พูดง่ายๆ ว่าอาจารย์ปรีดีต้องค้นคว้าวิจัยมากกว่าผมเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้ผมสามารถยืนยันให้ทุกหน่วยงานได้เห็น และได้พูดคุยกับรัฐมนตรีมาหลายท่านว่า นี่คือนโยบายที่สำคัญในการยกระดับระบบสวัสดิการของประเทศ

ระบบประกันสังคมถ้วนหน้าสามารถแก้ไขความเปราะบางสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่แรงงานแพลตฟอร์มหรือแรงงานสูงวัยกำลังเผชิญอยู่ สามารถแก้ไขได้ด้วยหลักการนี้ ประกันสังคมถ้วนหน้าที่รัฐอุดหนุนเพียงเดือนละ 70 บาท เปรียบเสมือนการที่รัฐซื้อประกันให้แก่ประชาชน หากปรับเปลี่ยนถ้อยคำเล็กน้อยก็สอดคล้องกับแนวคิดของอาจารย์ปรีดีที่กล่าวว่า "ให้ทุกคนเป็นข้าราชการ" แต่ในความหมายนี้คือการที่รัฐจัดหาหลักประกันให้แก่ประชาชนทุกคนในอัตราเพียงเดือนละประมาณ 70 บาท ซึ่งอาจจะน้อยกว่านี้หากเกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of scale) นี่คือเรื่องที่หนึ่ง

ส่วนเรื่องที่สองคือเรื่องการศึกษา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าพิจารณามาก ปัจจุบันอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างมาก น่าจะอยู่ที่ประมาณ 300,000 กว่าคนต่อปี ถ้าเทียบกับในยุคสมัยผม มีคนที่เกิดปีเดียวกันประมาณ 1,000,000 คน แต่ตอนนี้เหลือเพียง 300,000 คน เรื่องที่น่าพิจารณาคือ การที่จะเอาชนะสังคมสูงวัยได้ เราต้องทำให้เด็กหรือคนรุ่นใหม่มีความปลอดภัยในชีวิต เพื่อที่เขาจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ แต่ในสังคมที่เราอยู่ในภาวะปัจจุบันกลับไม่ใช่เช่นนั้น เด็กของเราอยู่ในสภาวะความหวาดกลัว ทั้งความหวาดกลัวในการถูกจำกัดเสรีภาพทางการเมือง ความหวาดกลัวในเรื่องความเปราะบางและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ความเปราะบางด้านการศึกษา และความเปราะบางด้านอาชีพในอนาคต

 

4

 

เด็กรุ่นใหม่ไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าชีวิตในอนาคตจะมีงานอาชีพแบบไหนรองรับพวกเขา ขณะเดียวกัน พวกเขาทั้ง 300,000 คนต้องรับภาระดูแลประชากรถึง 8 เท่า คือ 1 คนต้องดูแล 8 คนในอีก 20 ปีข้างหน้า แต่ทรัพย์สินกลับกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้สูงวัยที่มั่งคั่งมหาศาล ที่ดิน มูลค่าทางเศรษฐกิจ ใบอนุญาต และลิขสิทธิ์ ล้วนถูกควบคุมโดยกลุ่มทุนของผู้สูงวัยจำนวนมากในประเทศนี้ เราจะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่ของเราสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ซึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าแนวทางแก้ไขนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน

คือการขยายสิทธิให้มารดาสามารถลาคลอดได้มากขึ้น อนุญาตให้มารดาสามารถลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้ 2 ปี โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินเดือนให้แก่สตรีมีครรภ์และมารดาที่มีทารก เด็กจะสามารถเติบโตขึ้นมาได้โดยที่บิดามารดาไม่ต้องพึ่งพาโทรศัพท์มือถือในการเลี้ยงดูเพื่อชดเชยข้อจำกัดต่างๆ ดังที่อาจารย์ผู้ปฏิบัติงานด้านการพัฒนาสิทธิเด็กได้เล็งเห็นปัญหานี้อย่างลึกซึ้ง

หากขยายผลต่อไป คือการสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยทั้งหมดเรียนฟรี ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาแทบจะว่างอยู่แล้วเพราะอัตราการเกิดลดลงมาก แม้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือมหาวิทยาลัยมหิดล อาจจะได้รับผลกระทบช้ากว่าสถาบันอื่นประมาณ 10 ปี แต่ตอนนี้เราจะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยจำนวนมากไม่มีผู้เข้าศึกษา มหาวิทยาลัยในภูมิภาคตอนนี้มีอัตราการแข่งขันที่ลดลง ไม่ต้องกล่าวถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏ แต่หากกล่าวถึงมหาวิทยาลัยตามต่างจังหวัด ตอนนี้แทบจะไม่มีการคัดเลือกผู้เข้าศึกษาแล้ว คือมีผู้สมัครเท่าไรก็รับเข้าศึกษาเท่านั้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองแต่ก่อนมีอัตราการแข่งขันประมาณ 7 รับ 1 ตอนนี้ลดลงเหลือประมาณ 3 รับ 1

 

 

อัตราการแข่งขันที่ลดลงอย่างมาก หมายความว่าเรามีพื้นที่ว่างมหาศาลในมหาวิทยาลัย มีโครงสร้างพื้นฐานของการศึกษาระดับอุดมศึกษาปริมาณมาก แต่วิธีการแก้ไขปัญหาของสถาบันกลับกลายเป็นการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมการศึกษา เปิดหลักสูตรพิเศษและหลักสูตรนานาชาติมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ผู้ที่ต้องการศึกษาขาดโอกาส การสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเรียนฟรีทั้งระบบ ใช้งบประมาณเพียง 20,000 ถึง 30,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับสิทธิสวัสดิการของข้าราชการ ที่บุตรสามารถเบิกค่าธรรมเนียมการศึกษาได้ปีละ 25,000 บาท หากเรานำงบประมาณในระดับนี้มาจัดสรรให้แก่บุตรหลานของประชาชนผู้เสียภาษีทั่วไป จะถือเป็นการใช้งบประมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

และประการสุดท้ายคือ ระบบบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า นโยบายนี้อาจต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง ประมาณ 300,000 ถึง 400,000 ล้านบาท ดังนั้น ผมคิดว่ามีโจทย์ท้าทายหลัก 3 ประการที่เราจะสามารถเอาชนะความเหลื่อมล้ำในปัจจุบันได้สำเร็จ ก็คือ ระบบบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า ระบบประกันสังคมถ้วนหน้า และการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนกระทั่งถึงระดับมหาวิทยาลัยครับ

 

นริศ จรัสจรรยาวงศ์

ผมกลับไปประโยคที่ผมคิดว่าสวยงามที่สุดของอ.ปรีดี คืออำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย ผมคิดว่าจริง ๆ แล้วมันต้องรู้ว่าอำนาจสูงสุดมันมาจากประชาชนก่อนจริง ๆ ถ้าไม่เช่นนั้นเรื่องอื่นมันเหลวไหลหมด มันทำอะไรไม่ได้หมด เพราะฉะนั้นแน่นอนหลักหกประการ ผมชอบหมดมันคือปัจจัยที่สำคัญที่สุด

ผมรู้สึกว่าผมยังชอบเสรีภาพ เพราะเสรีภาพอย่างน้อยผมมีเสรีภาพในการที่จะเลือกผู้นำของผมและสิ่งอื่น ๆ มันคงอาจจะตามมา การศึกษา เรื่องของความเสมอภาค เรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของความปลอดภัย เรื่องของเอกราช อย่างน้อยผมมีสิทธิ์ที่จะเลือก ผมมีเสรีภาพในประเทศที่ไม่เป็นเผด็จการ

 

 

อันนี้ส่วนตัวผมเองมันค่อนข้างอัตตวิสัยมาก ๆ ถ้าให้เลือก แต่อันนี้บอกมันสำคัญหมดแต่ทั้งหมดทั้งมวลคืออย่างน้อยให้อำนาจสูงสุดมันยึดโยงกับประชาชนก่อน ซึ่งตรงนี้เรายังไม่มีเลย อันนี้มันไม่มี อันนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรหมด ผมยกตัวอย่างอีกกรณีง่าย ๆ แล้วกันที่ผมไม่ได้พูดบ่อยเพราะผมทำงานเรื่องศาสนา อย่างของกรณีตอนหลังเปลี่ยนการปกครองแล้วมีการเรื่องของการหลอมนิกาย ผมทำบทความเรื่องของงานบวชของพระยาพหลก็ชัดเจนมาก บางคนบอกว่าเวลาเราอยู่ในหมู่ในดงศาสนิก บอกว่าต้องเรื่องของความดี สำหรับผมก็คือถ้าคุณไม่มีประชาธิปไตยคุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกศาสนาเลยด้วยซ้ำ

สำหรับผมเพราะฉะนั้นเสรีภาพสำหรับผมมันสำคัญ แล้วผมจะไปเป็นอนุรักษ์นิยม (Conservative) ผมจะไปเป็นเสรีนิยม (Liberal) เป็นอะไรผมเลือกได้ แต่อย่างน้อยตัวแทนของผม ผมมีสิทธิ์เลือก แล้วอำนาจตรงนั้นเขาจะไปทางไหน อันนี้แล้วแต่เขา ส่วนตัวผมคิดว่าตรงนั้นไม่รู้เมื่อไหร่ว่าเราจะมีโอกาสที่จะได้ว่าอำนาจสูงสุด มันอยู่ในมือของราษฎรจริง ๆ ขอบคุณมากครับ