นริศ จรัสจรรยาวงศ์
วันนี้ยินดีมากที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ เชิญผมมาพูดเรื่องเกี่ยวกับหลักหกประการ วันนี้อยากจะพาย้อนกลับไปดูพวกเอกสารเก่า ๆ ในสมัยยุคคณะราษฎรว่าทำไมหลักหกประการถึงสำคัญ เราไปดูที่ความสำคัญของเรื่องนี้ก่อนนะครับ
เราต้องเข้าใจก่อนนะครับ บางคนอาจจะมองว่าปรีดี พนมยงค์ กับหลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) จะมีความขัดแย้งหรืออะไรกันบ้างเราวางไว้ก่อน จริง ๆ แล้วสิ่งที่เราจะต้องเห็นร่วมกันก็คือปรีดีกับจอมพล ป. ผมใช้ว่าจอมพล ป. เพราะจริง ๆ แล้วช่วงที่ยังร่วมมือ ยังดี ๆ กันอยู่แล้วทำงานกันอยู่จริง ๆ แล้วบางทีเขาใช้ว่าหลวงพิบูล กับ หลวงประดิษฐ์ แต่ว่าเราพูดแบบสั้น ๆ ว่าอ.ปรีดี กับจอมพล ป.
เช่น หลักหกประการ เราจะเห็นว่าสมัยนั้นเรื่องศิลปะ เป็นกระแสหลักเลยนะครับ อย่างภาพนี้ (ภาพด้านบน) เราจะเห็นว่า “เอกราช” ขึ้นมาเลยถือธงชาติ การศึกษา สันติภาพ เสรีภาพ เศรษฐกิจ เสมอภาค มันจะทำเป็นในลักษณะของอาร์ต เดโค (Art Deco) ในยุคนั้นด้วย ข้อมูลนี้มาจากหนังสือร่วมสมัยในยุคของจอมพล ป.
ผมจะปูพื้นว่าจริง ๆ แล้ว หลักหกประการ ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร หลักหกประการทำไมถึงสำคัญ เพราะมันอยู่ในประกาศของคณะราษฎรเลย ซึ่งสำหรับผมมันคือวรรณกรรมชิ้นแรกของอ.ปรีดี เราจะเห็นทุกอย่างนี้อยู่ในเชิงสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด หรือใช้เป็นหลักคือเสาหกต้นกับพานรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นภาพที่พบบ่อยมากในเอกสารดั้งเดิมทั้งหมด
เรื่องของคณะราษฎร 7 คน ผมคิดว่าอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคืออย่างอ.ปรีดี ทำไมถึงเลือกคำว่า “ราษฎร” มากกว่า “ประชาชน” เป็นคำที่ผมสนใจมาก ๆ เนื่องจากว่าคำว่าราษฎรนี้ ถ้าเกิดถามพวกคนที่เป็นนักนิรุกติศาสตร์ อ.ปรีดี อาจจะไม่ได้อ้างตรง ๆ แต่หนังสือสันสกฤต ดิกชันนารีของ เซอร์ วิลเลียม โมเนียร์ (Sir Monier Monier-Williams) อ.ปรีดีพูดถึงตอนอยู่ปารีส แล้วข้างในคำว่ารัฏฐะ ผมถามจากคนที่รู้จักเรื่องภาษาสันสกฤต คำว่า รัฏฐะ มันมีลักษณะเรื่องของความเป็นรัฏ รากศัพท์มันก็คือรัฐ รัฐที่เป็นบุคคลที่อยู่ในรัฐมากกว่า แต่ประชาชน ผมจะมีเพื่อนบางคนบอกว่าประชามันมีลักษณะเรื่องของความเป็นลูก
นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของผมเอง ซึ่งจริง ๆ แล้วสองคำนี้ในยุคของอ.ปรีดีมันมีแล้ว มันมีนิยามทั้งคู่ มีในดิกชันนารีที่เก่าที่สุดของเมืองไทย คำว่าทั้งประชาชนและราษฎร มีอยู่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แล้ว

ภาพประกอบโดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์
ในนิยามพจนานุกรมแบบสมุดฝรั่งเล่มแรกของสยาม คือเมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 เราจะเห็นคำว่าราษฎรครั้งแรกจากพจนานุกรมเล่มนี้ คือ ราษฎรนั้นเป็นเหมือนกับ “ราษะฎร” เหมือนกัน “ราษฎร” คือพลเมืองทั้งปวง กับอีกคำว่า “ประชาชน” คือคนทั้งปวงที่เรียกว่าประชาชน
คำนิยามนี้อาจไม่รัดกุมมาก แต่อย่างน้อยในความเป็นราษฎร ผมยังรู้สึกว่าสิ่งที่อ.ปรีดี เลือกที่จะใช้ ผมคิดว่ามันมีเรื่องของความเป็นรัฐ ความมีส่วนร่วมของประชา มากกว่าที่จะใช้คำว่าประชาชน อันนี้อาจจะเป็นสิ่งแรกที่ผมสนใจว่าทำไมตอนแรกอ.ปรีดี ที่ประชุมครั้งแรกที่กรุงปารีสถึงเลือกใช้ว่าคณะราษฎรมากกว่าคณะประชาชน
และในประกาศคณะราษฎร สิ่งแรกที่เราจะพบในก่อนหน้าสุดท้าย ก่อนที่จะพูดถึงพระศรีอาริย์ เป็นเหมือนกับสัญญาประชาคม เป็นสัญญาที่ทางคณะราษฎรให้ไว้ ในประกาศนั้นจะมีตั้งแต่เรื่องของเอกราช ความปลอดภัย การบำรุงความสุขความสมบูรณ์ในเรื่องเศรษฐกิจ และจะมีสิทธิเสมอภาค ซึ่งมันมีจุดที่ผมคิดว่าน่าสนใจคืออย่างที่เราทราบ คือเรื่องของประกาศคณะราษฎรมันจะมีเรื่องว่าโดนกล่าวหาว่ามันรุนแรงเกินไป
คำว่ารุนแรงเกินไปอาจจะมีที่อยู่ในหลักหกประการนะครับ คือไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิ์ยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ ซึ่งในต่อมาข้อวงเล็บนี้ได้หายไป ห้าคือมีเสรีภาพ และสุดท้ายคือเรื่องการศึกษานะครับ
นี่คือหลักหกประการก่อนที่จะจบ พูดถึงยุคพระศรีอาริย์ ซึ่งยุคพระศรีอาริย์ หลังจากที่อ.ปรีดี มาเขียนเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจ ปรากฏว่ามีการโต้เรื่องนี้ไว้เหมือนกัน จนเป็นที่มาของอันหนึ่งที่ประโยค ที่ผมคิดว่าเป็นประโยคแรก ๆ ที่ผมพบในเอกสารเก่าเรื่องชิงสุกก่อนห่าม คือมาจากพิมพ์สมุดปกขาว

ภาพประกอบโดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์
นี่คือหลักหกประการพิมพ์แรก ๆ พิมพ์ตอนฉลองงานรัฐธรรมนูญเมื่อ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 เราจะเห็นข้อ 4 ที่บอกว่าต้องให้ราษฎรมีสิทธิ์เสมอภาคกัน วงเล็บในประกาศคณะราษฎรหายไป คือเขาเรียกว่าลดทอนความรุนแรงลงไปพอสมควร อันนี้เล่าในเชิงเอกสารก่อนว่าทำไมเรื่องของเวลาคณะราษฎร ตลอดเวลาที่อ.ปรีดี มีอำนาจมักจะต้องถูกพูดถึงเรื่องของหลักหกประการเสมอและถูกเอามาใช้เรื่อย ๆ แม้แต่ในเรื่องของเค้าโครงการเศรษฐกิจ
นี่จะเป็นเอกสารชุดแรก ๆ ตั้งแต่ประกาศคณะราษฎรจนถึงหลักหกประการที่เป็นพิมพ์ เขาเรียกว่าหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่กี่เดือน หลักหกประการจะมีเน้นตามนี้ คือตามเสานี้เลยนะครับ เอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา อันนี้ชัดเจนมาก ๆ

ภาพประกอบโดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์
เนื่องจากส่วนตัวผมอาจเป็นคนที่ชอบเก็บเอกสารร่วมสมัยในยุคนั้น ผมคิดว่าความสำเร็จของอ.ปรีดี ในเรื่องหลักหกประการ คนชอบบอกว่าจริง ๆ แล้วคณะราษฎรไม่ได้มีผลงาน ทำไม่ถึง สำหรับผมอ.ปรีดี ไม่มีอะไรที่ต้องขอโทษสำหรับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผมคิดว่าในหลักหกประการทำได้ถึงในระดับหนึ่ง ในระดับที่เรียกว่าประสบความสำเร็จ เพียงแต่ผมรู้สึกว่ามันถูกด้อยค่าไปโดยคนร่วมสมัยโดยมองข้ามมันไป และละเลยที่จะศึกษา
สิ่งเหล่านี้เราสามารถที่จะเห็นได้จากตอนที่ว่าอ.ปรีดีมีอำนาจเพียงแค่ 15 ปี อ.ปรีดี มีอำนาจเพียง 15 ปี ก็จริงแต่สิ่งที่อ.ปรีดีได้มีส่วนร่วม หรือว่าสร้างให้กับเรื่องหลักหกประการ ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทวง (รมต.) มหาดไทย เป็นรมต.การต่างประเทศ จนมาถึงรมต.การคลัง ผมคิดว่าในช่วงที่อ.ปรีดี เป็นรมต.ทั้งสามกระทรวงใหญ่ หลักหกประการ อ.ปรีดี ทำได้ครบหมดนะครับ

ภาพประกอบโดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์
ซึ่งมันจะสะท้อนผ่านหนังสือที่ระลึกวันชาติเมื่อ พ.ศ. 2482, พ.ศ. 2483, พ.ศ. 2484 สำหรับผมมันเป็นจุดสูงสุด ที่สุดในระดับที่พระยาพหลพลพยุหเสนา เคยบอกว่าตอนนี้ทุกอย่างดีเรียบร้อยหมดแล้ว พวกเรามาสร้างวัดกันเถอะ จนเป็นที่มาของวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ที่เรารู้จักกันดี เพียงแต่อย่างที่ผมบอกคือจุดหักเหทั้งหมดทั้งมวลมาจากสงครามโลก
เมื่อเกิดสงครามโลกขึ้นมาทุกอย่างมันระเนระนาดไปหมด สงครามโลกเริ่มวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 สำหรับเมืองไทยคือ สงครามมหาเอเชียบูรพา ที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นไทย 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ทำให้อ.ปรีดี ต้องหลุดวงโคจรในส่วนของรมต. และไปเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ผมคิดว่านั่นคือ 10 ปีแรก ผมคิดว่าอ.ปรีดี ได้มีส่วนร่วมมาก ๆ ในการที่เขาเรียกว่าผลักดันประเทศและหลักหกประการให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง
ส่วนเค้าโครงการเศรษฐกิจอย่างที่ทราบ เค้าโครงการเศรษฐกิจผมคิดว่าเป็นวรรณกรรมชิ้นที่สองของอ.ปรีดี ต่อจากประกาศคณะราษฎร เพียงแต่ว่าเค้าโครงการเศรษฐกิจมันเป็นที่มาที่ทำให้อ.ปรีดี ต้องถูกเนรเทศออกไปและเป็นปัญหาอื่น ๆ ตามมาไม่ว่าการปิดสภารวมถึงขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์
อันนี้เราจะเห็นประโยคแรก ๆ คำว่าชิงสุกก่อนห่ามในการโต้การอภิวัฒน์ 2475 ครั้งแรก คือในสมุดปกขาวมีอยู่สองประโยค มีอยู่สองตำแหน่ง ผมอยากให้ทำความเข้าใจก่อนว่าตอนที่อ.ปรีดี ได้อำนาจขึ้นมาแล้ว ตอนนั้นท่านมีช่วงเวลาจนสิ้นสุดอำนาจอย่างไรบ้างนะครับ

ผมอยากจะแบ่งเป็นประมาณสักหกช่วงใหญ่ ๆ จนถึงท่านถูกรัฐประหาร เมื่อ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ว่าท่านทำอะไรไปบ้างกับหลักหกประการ อย่างน้อยตอนหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ท่านเป็นกรรมการราษฎรใช่ไหมครับ พูดง่าย ๆ ตอนนั้นคือเป็นรมต. แต่เนื่องจากโดนเรื่องของสมุดปกเหลืองทำให้ท่านถูกเนรเทศ แล้วกว่าจะมาเคลียร์เรื่องความเป็นคอมมิวนิสต์ของท่าน ซึ่งถ้าว่ากันตามตรง ในสมุดปกเหลืองของท่าน เราจะเห็นหลักหกประการอยู่ข้างในเต็มไปหมดเลย
ผมเรียกว่าพื้นหลังประวัติศาสตร์ ว่าทำไมเวลาเราพูดถึงคณะราษฎรมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องพูดถึงหลักทั้งหกนี้ ซึ่งพยายามที่จะทำ
อ.ปรีดี หลังจากที่ท่านพ้นข้อหาเรื่องคอมมิวนิสต์แล้วเมื่อประมาณ พ.ศ. 2477 พ.ศ. 2479 ท่านก็มาเป็นรมต.กระทรวงมหาดไทยก่อน ตอนที่ท่านเป็นเจ้ากระทรวงมหาดไทย สิ่งที่ท่านทำคือการกระจายอำนาจ เรื่องท้องถิ่น การปกครองท้องถิ่น หลังจากนั้นใน พ.ศ. 2479 ตอนนั้นอยู่ในรัฐบาลของพระยาพหลฯ ท่านย้ายมาเป็นรมต.ต่างประเทศ ถ้าใครไปดูในบันทึกช่วงนั้น ท่านเดินทางต่างประเทศมาก เพื่อไปเจรจาเรื่องของเอกราช ซึ่งเป็นเรื่องของหลักหกประการอันแรกและสุดท้ายก็คือได้เรื่องของสนธิสัญญา เราปลดแอกพูดง่าย ๆ แทบจะเรียกว่าหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง ตั้งแต่ พ.ศ. 2398 คนให้เครดิตอ.ปรีดี ตรงนี้น้อยเกินไป
ผมคิดว่า “เอกราช” คือสิ่งที่ชัดเจนมากที่สุดของหลักหกประการที่คณะราษฎรและอ.ปรีดี ทำก็คือตอนเป็นรมต.ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรื่องของสัญญาเงินกู้ ซึ่งอันนี้มันก็คือหลักที่สาม เรื่องเศรษฐกิจเรื่องอะไรอย่างนี้ ทุกอย่าง ความปลอดภัยอย่างน้อยสามข้อแรก อันแรกที่ชัดเจนมาก ๆ คือเรื่องเอกราช คือเรื่องสนธิสัญญา 13 ฉบับ
หลังจากที่เป็นรมต.ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มันอาจจะมาฉลอง ตอนที่ท่านเป็นรมต.การคลัง คือเมื่อตอนฉลองวันชาติครั้งแรกคือ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 เป็นจุดสูงสุดของผู้นำคณะราษฎรทั้งสองคน คือหลวงพิบูลสงคราม สามารถที่จะเขาเรียกว่าตอนนั้นเป็นนายกฯ และอ.ปรีดี ตอนนั้นเป็นรมต.กระทรวงคลัง
แต่ผลพวงของตอนที่ท่านไปเจรจาต่างประเทศ ทำให้ตอนนั้นประเทศไทยปลดแอกจากยุคของการล่าอาณานิคมอย่างแท้จริง พร้อมกันเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 ซึ่งเป็นวันแรกที่เป็นครั้งแรกที่ประกาศวันชาติเป็นของประเทศไทยด้วยนะครับ
แล้วมากับมาช่วงที่สี่ที่ผมว่าก็คือเป็นรมต.กระทรวงการคลัง ตรงนั้นคือเรื่องเศรษฐกิจล้วน ๆ เราจะเห็นเต็มไปหมดเลย สิ่งที่เด่นชัดคือธนาคารเเห่งชาติ รูปแบบของธนาคารเเห่งชาติเราจะเห็นอยู่แล้วในสมุดปกเหลือง ถึงแม้คนจะบอกว่าหลังจากที่อ.ปรีดี สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ว่าไม่เป็นคอมมิวนิสต์ ทำไมเค้าโครงการเศรษฐกิจเหมือนกับไม่ได้พูดถึง แต่จริง ๆ แล้วโดยพฤตินัยดีกว่าผมคิดว่าโดยพฤตินัยมันสะท้อนผ่านงานของอ.ปรีดี ตั้งแต่เป็นรมต.กระทรวงมหาดไทย รมต.ต่างประเทศ จนมาถึงกระทรวงการคลัง
เราจะเห็นหมดเลยว่าหลักหกประการของอ.ปรีดี เรื่องการก่อสร้างธนาคารเเห่งชาติได้ พ.ศ. 2483 อันนี้มันจะอยู่ในสมุดปกเหลืองอยู่แล้ว แต่สุดท้ายแล้วเมื่อตอนญี่ปุ่นขึ้นไทยเมื่อ 8 ธันวาคม ท่านก็หลุดวงโคจรออกไป ซึ่งตอนนั้นหลวงพิบูลสงคราม เป็นจอมพล ป. แล้ว ก็คือจอมพล ป. ก็ยังเป็นนายกฯ บอกว่าอ.ปรีดี ว่าท่านต้องไปเป็นผู้สำเร็จราชการ ซึ่งบทบาทหลังจากเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จนสิ้นสุดสงคราม ตรงนั้นจะเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าคนพูดถึงอ.ปรีดีเยอะมาก เช่น ตอน 100 ปีชาตกาลจะพูดถึงเสรีไทยเยอะขึ้นเพราะผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ประนีประนอมระหว่างเจ้ากับอ.ปรีดี ได้ดีที่สุด
เพราะฉะนั้น ทุกฝ่ายจึงมักพูดถึงอ.ปรีดี ในมุมของเสรีไทย ซึ่งถ้าเราพูดถึงเสรีไทยจริง ๆ อันนี้ก็ชัดเจนมากเลยในหลักหกประการ คือหลายเรื่องของ “เอกราช” อันนี้คือชัดเจนมาก ๆ คือในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา พ.ศ. 2484 จนถึงสงครามสิ้นสุด และเป็นรัฐบุรุษอาวุโส ตอนที่ในหลวงรัชกาลที่ 8 ท่านเสด็จนิวัตเมื่อตอนต้นเดือนธันวาคม ท่านก็เป็นรัฐบุรุษอาวุโส ตอนหลังสิ้นสุดสงครามคือ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2488 และหลังจากที่ท่านเป็นรัฐบุรุษอาวุโสแล้ว ท่านก็กระโดดลงในตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แล้วตอนที่ท่านเป็นนายกฯ คือจุดสูงสุดอีกจุดนึงของอ.ปรีดี ที่ผมคิดว่าสำคัญมาก ๆ คือการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489
ผมเคยมาที่นี่ 10 กว่าปีก่อน ผมยังจำได้เลยว่า ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เคยบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่อ.วรเจตน์ ชื่นชมมากที่สุด บอกว่ามีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ซึ่งจุดนั้นมันมาพร้อมกับจุดสูงสุดของอ.ปรีดี นั่นก็คือเมื่อ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 การได้รัฐธรรมนูญ และในอีกเดือนต่อมาก็เกิดกรณีสวรรคต มาจนถึงรัฐประหาร จึงถือเป็นการสิ้นสุดอำนาจของอ.ปรีดี ไปเมื่อ พ.ศ. 2490
เพราะฉะนั้น ผมให้อยากจะเห็นช่วงเวลาของอ.ปรีดี เมื่อสมัยอยู่ในอำนาจและได้มีการพยายามทำในสิ่งที่เขาเรียกว่า “สัญญาประชาคม” ที่ให้ไว้ตอนประกาศคณะราษฎร มันเป็นความพยายามอย่างที่สุดแล้ว ผมคิดว่ามันเป็นรูปธรรมมาก ๆ เพียงแต่มันไม่ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างมากพอ สิ่งเหล่านี้เราจะต้องย้อนกลับมาพูดว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะอ.ปรีดี มีอำนาจตอนอายุ 32 ปี แล้วสิ้นอำนาจตอนอายุ 47 ปี
ถ้าเกิดเราอยากจะมีทัศนคติ เกี่ยวกับช่วงเวลาอ.ปรีดีนิดหนึ่ง อ.ปรีดีคนชอบบอกเกิด พ.ศ. 2443 อย่าไปจำนะครับจำ ค.ศ. 1900 จำง่ายมากเลย ถ้าเกิดปฏิวัติ ค.ศ. 1932 อ.ปรีดี อายุ 32 ปี สงครามโลกยุติ ค.ศ. 1945 อ.ปรีดี อายุ 45 ปี และตอนที่ว่าอ.ปรีดี ไปปรากฏกายที่เทียนอันเหมิน 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ตอนนั้นอ.อ.ปรีดี อายุ 49 ปี อ.ปรีดีข้ามไปที่ฝรั่งเศสตอน ค.ศ. 1970 ก็คือ 21 ปี หลังจากที่อยู่ในเมืองจีนตอนช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม หรือ เวินเก๋อ (Wenge) เมื่อ ค.ศ. 1970 ตอนนั้นอ.ปรีดี อายุ 70 ปี ถ้าท่านอยู่ที่ฝรั่งเศส 13 ปีถึงแก่อสัญกรรม ค.ศ. 1983 ตอนนั้นท่านอายุท่าน 83 ปีเพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราเห็นไทม์ไลน์แบบนี้เราก็จะเห็นเลยว่าตอนอ.ปรีดี ท่านมีอำนาจอยู่ท่านได้ทำอะไรบ้างกับหลักหกประการ
อันนี้เป็นภาพกว้าง ๆ ก่อนนะครับ แล้วประโยค “ผลของการที่ก่อสร้างไว้ดีแล้วย่อมไม่สูญหาย” นั่นคือมาจากหนังสือเล่มนี้ “เตือนใจเพื่อน” ซึ่งเป็นหนังสือในงานกฐินพระราชทานเมื่อ พ.ศ. 2477 อันนี้ผมนำมาให้ชม

ภาพประกอบโดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์
อันนี้ที่มาที่ไปอย่างที่บอกก็คือตอนที่อ.ปรีดี มีอำนาจก็คือยุคสามประสานนี้เลย คือช่วงพระยาพหลฯ 5 ปีแรกและจอมพล ป. พิบูลสงคราม อยู่ประมาณ 4-5 ปี แล้วตอนหลังจากญี่ปุ่นขึ้นไม่นานไม่กี่สัปดาห์ ท่านก็ต้องไปเป็นผู้สำเร็จราชการฯ ก็ทำให้ท่านหลุดจากวงโคจรของการฝ่ายบริหาร
ตอนจอมพล ป. ขึ้นเป็นนายกฯ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2481 อ.ปรีดี ขึ้นไปเป็นรมต.ว่าการกระทรวงการคลัง ท่านผลักดันเรื่องของธนาคารแห่งชาติและที่สำคัญมาก ๆ ต้องพูดอีกอันก็คืออ.ปรีดี ผลักดันเรื่องของข้อมูลกฎหมายแบบใหม่ อันนี้สำคัญมาก ๆ เมื่อ พ.ศ. 2481 เรื่องระบบภาษี ผมคิดว่าอ.ปรีดี ก็ส่งเสริมไว้มากพอสมควร

ภาพประกอบโดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์
ภาพนี้เป็นสมุดกำหนดการงานฉลองวันชาติและสนธิสัญญา สนธิสัญญานี้เป็นสนธิสัญญาการปลดแอกประเทศออกจากลัทธิล่าอาณานิคม ซึ่งเป็นหมุดหมายที่สำคัญมาก ๆ นะครับ อย่าลืมว่าในสามปี นั้นอ.ปรีดี เป็นรมต.ว่าการกระทรวงการคลัง แล้วยังมีไมตรีจิต คณะราษฎรยังผูกพัน และทำงานอย่างสมัครสมานซึ่งกันและกัน จนเป็นเขาเรียกว่าผลงานที่สำคัญ อย่างที่ผมบอกมันเป็นพันธสัญญา ซึ่งคณะผู้ก่อการ 2475 ได้ให้ไว้กับประชาชนกับราษฎรทั้งหลายนะครับ หลักหกประการจึงมีความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันต้องอยู่ในหลักสูตรกระแสหลัก มันไม่ไม่ใช่เรื่องที่ว่าผมจะต้องมานั่งอ่านหนังสือเอง พวกนี้มันต้องอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วมันหายไป 15 ปีนี้ พ.ศ. 2475 จนถึงอ.ปรีดี สิ้นอำนาจและหลาย ๆ อย่าง ผลงานมากมายของท่านถูกคนอื่นเอาไปเคลมหมด
แม้แต่อย่างท่าเรือคลองเตยอย่างถือว่าเป็นผลงานของอ.ปรีดี เพราะท่าเรือคลองเตยตอนนั้นก็พูดอย่างวัดธาตุทองฯ ที่เราไปงานศพ วัดธาตุทองเดิมทีที่เดิมจะเป็นวัดอยู่ประมาณสามสี่วัดใช่ไหม แล้วก็พูดง่าย ๆ ก็ถอนใบเสมาแล้วก็มาวางไว้วัดธาตุทองนี้ก็ถือเป็นเป็นผลงานของคณะราษฎร ที่ชอบไปงานเผาศพกัน โดยทั่วไปที่ถนนสุขุมวิทหรือแม้แต่ถนนสุขุมวิทตรงนี้ ถนนทุกอย่างพูดง่าย ๆ มันผลงานคณะราษฎรทั้งนั้น ทางหลวงแผ่นดินเบอร์หนึ่ง เบอร์สอง เบอร์สาม เบอร์สี่ อันนี้ก็เป็นผลงานของคณะราษฎร ซึ่งจริง ๆ แล้วถามว่าทั้งหมดนี้อยู่ในไหน อยู่ในหลักหกประการที่ให้คำมั่นสัญญาไว้กับประชาชนและราษฎรทั้งหลายครับ

ปัญหาหนึ่งผมคิดว่าในการศึกษามันคือบางคนศึกษาแต่ตัวบทแต่ละเลยบริบท แต่ผมคิดว่าบริบทมันสำคัญมาก คือสุดท้ายคุณต้องเข้าใจช่วงเวลา เข้าใจบริบทก่อนแล้วค่อยเอาตัวบทเข้าไปสัมผัสกับเหตุการณ์ อย่างเช่น บางคนก็ไม่รู้ว่าอ.ปรีดี บางคนเขาจะพูดแต่เสรีไทย แต่ผมคิดว่าอ.ปรีดี ยุคต้นไม่ว่าจะเป็นรมต.มหาดไทย ทำเทศาภิบาล เป็นรมต. ไปต่างประเทศ ตอนนั้นถ้าเราดูในบันทึกต่าง ๆ ก็จะไปต่างประเทศเพื่อที่จะไปเจรจากับต่างประเทศเยอะมาก แล้วสุดท้ายมาเป็นรมต.การคลัง ในรัฐบาลของจอมพล ป. ก็ทำหมดแล้วธนาคารเเห่งชาติ เรื่องของภาษี ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมาก ๆ
เอาแบบซอฟท์พาวเวอร์แล้วกันนะครับ เรื่องวัฒนธรรม ผมทำเรื่องพวกอาหารการกินอะไรอย่างนี้เหมือนกัน เราก็จะเห็นว่าหลัง พ.ศ. 2745 พวกตำราอาหารชาววังเต็มไปหมดเลย ก่อนหน้านั้นมันไม่มีพวกตำราอาหารพวกนี้ อันที่หนึ่งเป็นตัวอย่าง เราพูดในเชิงซอฟท์พาวเวอร์
อันที่สองในเชิงวรรณกรรม วรรณศิลป์ต่าง ๆ งานอย่างของศรีบูรพา “ข้างหลังภาพ” ก็เกิดในบริบท พ.ศ. 2475 งานของ ก.สุรางคนางค์ ที่เรารู้จักใน “บ้านทรายทอง” ตอนที่เขาเขียนเรื่อง “หญิงคนชั่ว” ก็เกิดในบริบทของ พ.ศ. 2475 อันนี้งานวรรณกรรมครูเหม เวชกร ก็เกิดในยุคนั้น ถ้าเกิดในมุมของนักสะสมในพวกหนังสือเก่า พ.ศ. 2475 จนถึงยุคที่อ.ปรีดี มีอำนาจสิ่งพิมพ์ของสังคมไทยเป็นสิ่งพิมพ์ที่ได้รับความสนใจและต้องการมาก มีมูลค่าสูงมาก ผมถือว่าเป็นสิ่งที่มีค่ามาก