ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดงานเสวนา PRIDI Talk #36 94 ปี อภิวัฒน์สยาม

25
มิถุนายน
2569

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569 สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดงานเสวนา PRIDI Talk #36 94 ปี อภิวัฒน์สยาม ในห้วข้อ "หลัก 6 ประการกับรัฐสวัสดิการ : ความเสมอภาค การศึกษา และเศรษฐกิจไทยในวันนี้" โดยได้รับเกียรติจากผู้ร่วมการเสวนา ได้แก่ คุณนริศ จรัสจรรยาวงศ์ นักเขียนสารคดีประวัติศาสตร์, ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรักษาการคณะกรรมการประกันสังคม โดยมีผู้ดำเนินรายการเสวนา คือ ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ รักษาการแทนรองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

ช่วงการนำก่อนที่จะเข้าสู่การเสวนา ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานเสวนา 94 ปี อภิวัฒน์สยาม ในห้วข้อ "หลัก 6 ประการกับรัฐสวัสดิการ : ความเสมอภาค การศึกษา และเศรษฐกิจไทยในวันนี้" โดยกล่าวถึงวาระอันสำคัญยิ่งของ 94 ปี แห่งการอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นเหตุการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองของประเทศไทย และเป็นจุดเริ่มต้นของการวางรากฐานระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ เมื่อคณะราษฎรได้ประกาศหลัก 6 ประการเป็นนโยบายหลักในการสร้างชาติ ที่หวังให้ประชาชนอยู่ดี กินดี โดยเฉพาะในหลักเศรษฐกิจ ความเสมอภาค และการศึกษา

 

 

“อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนกลับไปเกือบหนึ่งศตวรรษจนถึงปัจจุบัน พบว่าความมุ่งหวังดังกล่าวยังคงเป็นภารกิจที่ไม่สิ้นสุด เนื่องจากสังคมไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โอกาสทางการศึกษาที่ยังไม่เท่าเทียม ตลอดจนข้อถกเถียงที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับบทบาทของรัฐในการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นจริงในสังคม” ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา กล่าว

เมื่อเข้าสู่ช่วงเสวนา ศ.ดร.พวงทอง ได้กล่าวถึงประเด็นการอภิวัฒน์ 2475 คือการชิงสุกก่อนห่าม จากที่มีการกล่าวว่าประชาชนยังไม่มีความพร้อม ไม่มีการศึกษา และไม่มีประชาธิปไตย ซึ่งตนมองว่าแท้จริงแล้วประชาชนอยู่ในสภาวะสุกงอมมานานแล้ว เนื่องจากกลุ่มอำนาจหรือระบอบเดิม ไม่ได้สนใจการพัฒนาการศึกษาของประชาชน จึงเป็นการที่สังคมมีปัญหามากจนสุกงอม จนไม่อาจทนอยู่กับความเลื่อมล้ำโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ศ.ดร.พวงทอง ยังกล่าวต่อว่า ตนยังเชื่อว่าคณะราษฎรตระหนักในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมีความเกี่ยวโยงกับโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่ ถ้าไม่เปลี่ยนมันอย่างถอนรากถอนโคน มันก็ยากที่จะเอาอำนาจเหล่านั้นมาสร้างความเสมอภาค

“สิ่งสำคัญที่หายไปในสังคมไทยคือคนเท่ากัน ที่ทุกคนในฐานะพลเมืองมีสิทธิที่จะมีชีวิตดีขึ้นได้โดยนโยบายของรัฐ โดยมีสิทธิและเสรีภาพควบคู่ไปด้วย การปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารแล้วแสดงออกว่าจะผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้ชีวิตดีขึ้น แต่จากการที่สังคมไทยเผชิญกับรัฐประหารมาการกระทำเหล่านั้นไม่ได้ส่งผลให้สังคมไทยดีขึ้น ในเมื่อผู้มีอำนาจยังเชื่อว่าตัวเองเท่านั้นเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าสังคมไทยต้องการอะไร” ศ.ดร.พวงทอง

 

 

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวถึงรากฐานความคิดที่มีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจการเมือง คือ พ.ร.บ.ประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร ที่มีนัยยะในการใช้ประกันสังคมแบบเยอรมนี และมีบริการสังคมแบบสวีเดน แนวคิดของประกันสังคมจึงมีรากฐานมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

“ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.พวงทองว่าผู้คนยังเป็นหนี้จากการทำงาน คนที่ทำงานหนักที่สุดในประเทศยังประสบกับความยากจน ประชาธิปไตยจึงไม่สามารถที่จะเติบโตแล้วก็ฝังรากได้ นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการปฏิรูปประชาธิปไตย แต่ในเมื่อเราสามารถเห็นชาวนาที่ทำงานทั้งปีแต่ก็ยังยากจน เห็นประเทศที่ปลูกข้าวแต่ว่าเกษตรกรยังเป็นหนี้ เห็นคนที่ทำงานหนักที่สุดในประเทศแต่ยังยากจน เห็นคนที่สร้างบ้านแปลงเมืองแต่ยังอาศัยอยู่ในสลัม แต่คนที่ทำงานน้อยที่สุดในประเทศก็กลับมั่งคั่งที่สุด” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ยังกล่าวต่อว่าการอภิวัฒน์ 2475 ไม่ใช่อุดมคติ แต่คือผลของการปฏิบัตินิยมที่สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญ และย้ำว่าคือสำนึกของ ความเป็นพลเมือง ที่สามารถยืนตัวตรงแล้วบอกว่าเราเท่ากัน สำนึกของความเป็นพลเมืองในการที่จะบอกว่านี่คือสิ่งที่ฉันควรได้และนี่คือสิ่งที่ฉันอยากได้ก่อนหน้านี้ไม่มี

 

คุณนริศ กล่าวว่า หนึ่งในสัญลักษณ์ความก้าวหน้าและเสรีภาพของยุคสมัยคือ "งานฉลองวันรัฐธรรมนูญ" ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และผู้คนมีความสุข สะท้อนความก้าวหน้าทางอารยธรรม ก่อนที่งานนี้จะถูกทำให้เลือนหายไป และแทนที่ด้วยงานกาชาดในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์

อย่างไรก็ตาม ความรุ่งเรืองและการพัฒนาเหล่านี้ได้หยุดชะงักลงเมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าสู่ประเทศไทยใน พ.ศ. 2484 นำไปสู่ความขัดแย้งภายในระหว่างผู้นำคณะราษฎรและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจที่ตามมา นอกจากนี้ ยุคคณะราษฎรยังได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมครั้งสำคัญที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน เช่น การเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ของไทยให้สากลเป็นวันที่ 1 มกราคม น และการที่นายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กำกับภาพยนตร์เรื่อง "พระเจ้าช้างเผือก" ในปี พ.ศ. 2483 ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า ช่วงสิบปีแรกของคณะราษฎรคือยุคสมัยที่ประเทศไทยมีความหวัง มีอารยธรรม และกำลังเดินหน้าไปข้างหน้าอย่างแท้จริง

 

 

ช่วงสุดท้าย ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา ได้ตั้งคำถามว่า ในหลัก 6 ประการ ผู้ร่วมเสวนาจะเลือกแก้ปัญหาอะไรเพื่อให้คนเสมอภาคกัน และซึ่งทำให้รัฐสวัสดิการเกิดขึ้นได้จริงโดย ศ.ดร.พวงทอง ได้เลือกหลักเอกราช ที่รัฐต้องเป็นตัวของตัวเองในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทย โดยที่สามารถถ่วงดุลย์สัมพันธ์กับมหาอำนาจได้และปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของไทยได้

สำหรับ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ได้เน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญอย่างประกันสังคม และได้กล่าวถึงประเด็นของการศึกษา เนื่องจากในปัจจุบันอัตราการเกิดในประเทศไทยมีน้อยมาก การจะเอาชนะสังคมสูงวัยได้ต้องทำให้คนรุ่นใหม่มีความปลอดภัยในชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งตรงข้ามที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่คนรุ่นใหม่อยู่ในความหวาดกลัวทั้งด้านการใช้ชีวิต การศึกษาและสิทธิเสรีภาพ อีกทั้งการมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหากเข้าสู่ระบบการศึกษา การให้สิทธิ์การศึกษาฟรีถึงมหาวิทยาลัยและทำระบบบำนาญพื้นฐาน รวมถึงประกันสังคมถ้วนหน้าจะช่วยเอาชนะความเหลื่อมล้ำในสังคมได้

สำหรับคุณนริศ ได้เลือก เสรีภาพ จากหลัก 6 ประการ เพราะตนมองว่าหากมีเสรีภาพจะมีอิสระในการเลือกผู้นำ จากนั้นสิ่งอื่น ๆ ก็จะตามมา เช่น การศึกษา เศรษฐกิจ ความเสมอภาค ความปลอดภัย หรือเอกราช แต่สำคัญสุงสุดให้อำนาจสูงสุดได้ยึดโยงกับประชาชนก่อน นอกจากนี้ตนได้ยกประโยคของนายปรีดี คือ “อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย” เนื่องจากอำนาจสูงสุดนั้นต้องมาจากประชาชนก่อน

ต่อมา ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา ได้กล่าวสรุปงานเสวนาครั้งนี้ว่ามรดกทางความคิดเรื่อง “หลัก 6 ประการ" ของท่านปรีดี พนมยงค์ โดยเฉพาะในเรื่องของ "รัฐสวัสดิการ" เป็นรากฐานสำคัญที่ส่งผลมาถึงปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด เช่น การเกิดขึ้นของ พ.ร.บ.ประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร ที่สืบทอดมาจนถึงระบบประกันสังคมในปัจจุบัน แม้ว่าสิทธิ์เหล่านี้อาจจะยังขาดตอนหรือถูกปรับเปลี่ยนไปเป็นสวัสดิการสำหรับระบบราชการเป็นส่วนใหญ่ และสวัสดิการของประชาชนทั้งประเทศยังคงเป็นสิ่งที่ต้องผลักดันกันต่อไป แต่หลักการนี้ก็ยังคงเป็นฐานคิดและเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม

“นอกจากนี้ เมื่อมองในบริบทสากล หากประเทศไทยต้องการจะเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ผลการศึกษาพบว่าการเป็นรัฐสวัสดิการไม่ได้ทำให้ประเทศล่มจมหรือเป็นอุปสรรค แต่กลับช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิต สุขภาวะ ทักษะ และความรู้ที่ดีขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวดึงดูดนักลงทุนที่ดี ดังนั้น การผลักดันเรื่องรัฐสวัสดิการจึงเป็นต้นทุนสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความร่วมสมัยได้” ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา กล่าว

ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา กล่าวสรุปท้ายว่า ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องทำร่วมกันต่อไปคือการนำหลัก 6 ประการนี้มาขับเคลื่อนเรื่องรัฐสวัสดิการให้มีความเข้มแข็ง ควบคู่ไปกับการสร้างสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยให้เป็นรากฐานที่มั่นคง เพราะหากขาดสิ่งเหล่านี้ การจะพัฒนาประเทศหรือทำตามความหวังในเรื่องต่าง ๆ ก็อาจจะไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้

ลำดับสุดท้ายเป็นการมอบของที่ระลึกจากทางสถาบันปรีดี พนมยงค์ โดยขอเรียนเชิญ คุณสุดา พนมยงค์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้มอบของที่ระลึกแก่ผู้ร่วมการเสวนาและผู้ดำเนินรายการเสวนา