เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ภายหลังพิธีช่วงเช้าของงาน “PRIDI Living Democracy : ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์” ในช่วงบ่าย คุณปรีดิวิชญ์ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการสถาบันปรีดี พนมยงค์ได้กล่าวรายงานพิธีเปิด โดยกล่าวรายงานถึงความสำเร็จในการพัฒนาพื้นที่ร่วมกับภาคเอกชนภายหลังการเปลี่ยนผ่านหลายปี เพื่อให้ผืนดินแห่งเจตนารมณ์นี้กลับมาสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ พร้อมน้อมรำลึกถึงผู้มีอุปการคุณในอดีตทุกท่าน อาทิ ครูองุ่น มาลิก ผู้บริจาคที่ดิน, ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ผู้อุทิศทุนทรัพย์สร้างอาคารเดิม รวมถึงผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, ศิษย์ ต.ม.ธ.ก. และกัลยาณมิตรทุกท่านที่ร่วมสืบสานปณิธานมาโดยตลอด

โดยอาคารที่ตั้งโครงการได้รับการขนานนามอย่างเป็นทางการว่า “อาคาร PRIDI” ซึ่งสะท้อนถึงค่านิยมหลัก 5 ประการของสถาบัน ได้แก่ ความเป็นมืออาชีพ, การยึดมั่นในหลักเหตุผล , จริยธรรมและความมั่นคงในหลักการ , การเชิดชูคุณค่าประชาธิปไตย และการเป็นพื้นที่สาธารณะทางปัญญา โดยตั้งเป้าหมายให้สถานที่แห่งนี้เป็น "พื้นที่ประชาธิปไตยที่มีชีวิต" ที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันผ่านหอประชุมอเนกประสงค์ ห้องประชุมย่อย และพื้นที่เรียนรู้สำหรับกิจกรรมทางวิชาการและศิลปวัฒนธรรม เพื่อเป็นเวทีสนทนาคุณภาพสำหรับคนรุ่นใหม่
นอกจากนี้คุณปรีดิวิชญ์เน้นย้ำการเปิดพื้นที่ในวาระ “94 ปี อภิวัฒน์สยาม” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานระยะยาวเพื่อบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ โดยมุ่งสู่หมุดหมายประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในวาระครบรอบ “100 ปี อภิวัฒน์สยาม” ในปี พ.ศ. 2575 และภายในพื้นที่ทำการแห่งใหม่นี้ได้มีการจัดวาง “รูปปั้นปรีดี พนมยงค์” ผลงานของอาจารย์พูลทรัพย์ หัตถกิจโกศล ไว้เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและสันติภาพอีกด้วย
.png)
ต่อมา คุณชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ได้ขึ้นกล่าวเปิดพื้นที่ทำงานแห่งใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์ จากนั้น คุณสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ ได้ขึ้นกล่าวรำลึกและสะท้อนความหมายในการเปิดสถาบันปรีดีฯ โดยได้เปรียบเทียบท่านปรีดี พนมยงค์ เสมือนพระเจ้าตากสินมหาราช เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันทั้งด้านการทำประโยชน์คุณูปการต่อบ้านเมืองและถูกทำลายชื่อเสียงเกียรติคุณ สถาบันปรีดีฯ จึงต้องพยายามเผยแพร่กิตติคุณของปรีดี พนมยงค์ นอกจากนี้คุณสุลักษณ์ยังเชื่อมั่นว่าเมื่อครบรอบ “100 ปี อภิวัฒน์สยาม” คนรุ่นใหม่จะนำพาประชาธิปไตยกลับมา

ในส่วนงานเปิดตัวหนังสือ “My Turbulent Life and 21 Years of Exile in the People’s Republic of China” ฉบับภาษาอังกฤษ โดย ศาสตราจารย์ ดร.รุธิ์ พนมยงค์ เป็นบรรณาธิการ ซึ่งเล่มแรกถูกตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศส และได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาไทยหลังท่านปรีดีเสียชีวิต สำหรับเนื้อหาภายในเล่มจะบอกเล่าเรื่องราวของท่านปรีดี ตั้งแต่การอภิวัฒน์ 2475, การก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, การจัดตั้งขบวนการเสรีไทย และช่วงเวลา 21 ปีที่ต้องลี้ภัยทางการเมืองในสาธารณรัฐประชาชนจีน ท่ามกลางยุคปฏิวัติวัฒนธรรม
ต่อมา รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ได้ขึ้นบรรยายหัวข้อ ขบวนการประชาธิปไตย: บทเรียนจากประวัติศาสตร์โลกสู่สังคมไทย โดยได้วิเคราะห์เส้นทางการสถาปนาสันติธรรมประชาธิปไตยและการทลายกำแพงอำนาจนิยม จากกรณีศึกษาแอฟริกาใต้ เรื่องการกดขี่ภายใต้ระบอบเหยียดผิว ถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ และถูกบังคับใช้กฎหมายจำกัดสิทธิโดยรัฐเผด็จการคนผิวขาว และกรณีศึกษาเกาหลีใต้ มหากาพย์ 30 ปีแห่งเลือดและน้ำตา เรื่องการโค้นล้มประธานาธิบดีอีซึงมันได้แต่ยังถูกกองทัพยึดอำนาจ จนถึงเหตุการณ์โศฏนาฎกรรมควังจูที่ได้มีการต่อต้านรัฐประหารแต่กลับถูกทหารปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม จากเหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นเมล็ดพันธ์ปลุกจิตสำนึกในประชาธิปไตยของคนเกาหลีใต้

สำหรับกิจกรรม เสวนาในช่วงบ่ายหัวข้อ "อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต หมุดหมายสันติธรรมแห่งใหม่" มีการแบ่งประเด็นในการเสวนาเป็น 3 ช่วง โดยช่วงแรกได้มีการพูดคุยในเรื่องของบทเรียนเกี่ยวกับสันติธรรม ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมที่ปรีดี พนมยงค์ได้มอบให้กับสังคมไทย และการสืบสานมรดกทางความคิดผ่านพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์ในระบอบประชาธิปไตย
โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ "อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานที่ปรึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAs)" , คุณสันติสุข โสภณสิริ กรรมการกลางมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ คุณอังคณา นีละไพจิตร กรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ โดยมี รศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ กรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ กล่าวว่า ตนเกิดในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยสะท้อนให้เห็นการก่อรูปของความทรงจำทางสังคมและการเมืองไทยในแต่ละยุคสมัย ทั้งประสบการณ์ที่บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ การได้พบเห็นจอมพล ป. พิบูลสงคราม และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความทรงจำของสังคมต่อบุคคลสำคัญทางการเมืองสามารถเปลี่ยนแปลงและเลือนหายไปตามกาลเวลาได้
ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ กล่าวต่อว่าประสบการณ์ในฐานะนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ช่วงทศวรรษ 2500 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยแทบไม่รับรู้บทบาทของนายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้ประศาสน์การและผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ก่อนที่ภายหลังตนจะได้ศึกษาค้นคว้าและมีโอกาสเข้าพบปรีดี พนมยงค์ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงที่ยังเป็นนักศึกษาในต่างประเทศ ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของการบันทึกและส่งต่อความทรงจำทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้สังคมเข้าใจบทบาทและคุณูปการของบุคคลสำคัญที่มีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยไทย
คุณสันติสุข กล่าวถึงเจตนารมณ์ของสถาบัน และจิตวิญญาณที่สำคัญของการทำงานเพื่อให้สังคม โดยเล่าถึงความต้องการผลักดันท่านปรีดี พนมยงค์ ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก อีกทั้งได้มีการพิมพ์งานเขียนและทำเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อที่จะเผยแพร่แนวความคิดของท่านปรีดี พร้อมทั้งได้หวังว่าพื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นพื้นที่ตื่นรู้และเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ ในเรื่องของประชาธิปไตยของประชาชน โดยสามารถผสมผสานและต่อยอดประเด็นของคนรุ่นใหม่ในประเด็นที่ยังไม่มีในยุคก่อน โดยเน้นการต่อสู้ด้วยกระบวนการทางความคิด และทางปัญญาเพื่อแสวงหาความยุติธรรมตามแนวทางสันติวิธี

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยว่าเป็นกระบวนการอันยาวนานที่มิได้ขึ้นอยู่กับบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่เป็นภารกิจร่วมกันของผู้คนหลายรุ่น โดยยกย่องปรีดี พนมยงค์ ในฐานะรัฐบุรุษผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยสู่ความเป็นประชาธิปไตยผ่านแนวทางสันติวิธี พร้อมชี้ให้เห็นว่าคุณูปการของบุคคลสำคัญอาจคงอยู่เหนือกาลเวลา แม้ตัวบุคคลจะล่วงลับไปแล้ว แต่ผลจากการกระทำเพื่อสร้างความเป็นธรรม เสรีภาพ และสันติภาพแก่สังคมยังคงส่งต่อมาถึงคนรุ่นหลัง
นอกจากนี้ รศ.ดร.อนุสรณ์ ได้กล่าวถึงบทบาทของสถาบันปรีดี พนมยงค์ และมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ในฐานะพื้นที่สืบทอดอุดมการณ์ประชาธิปไตยและการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างสันติ โดยสะท้อนประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับบุคคลใกล้ชิดและลูกศิษย์ของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งล้วนทุ่มเทกำลังกาย กำลังทรัพย์ และเวลาเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ดำรงอยู่ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายทางสังคมและองค์ความรู้ เพื่อผลักดันให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างสันติ ลดความขัดแย้งรุนแรง และสืบทอดเจตนารมณ์ประชาธิปไตยสู่คนรุ่นต่อไป
คุณอังคณา กล่าวว่าในการจัดการความทรงจำในมุมมองสิทธิมนุษยชนว่า การรักษาความทรงจำคือการรักษาประวัติศาสตร์ ไม่ให้ถูกบิดเบือนหรือแทนที่ด้วยความทรงจำใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายความทรงจำเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความรุนแรงซ้ำ และหลักการ Forgive but not forget คือแม้จะมีการยกโทษให้แต่จะข้ามขั้นตอนการเปิดเผยความจริงไปไม่ได้ เพราะประเทศไทยมักจะคิดว่า “ให้อภัยแล้วลืม” ซึ่งหากเราลืมแล้วเมื่อเวลาผ่านไปคนรุ่นหลังก็จะไม่รู้ว่าประวัติศาสตร์จริง ๆ หรือความจริงคืออะไร
ในส่วนกิจกรรม “ปฐมบทประชาธิปไตย 2475” โดย ดร. วิทย์ สิทธิเวคิน ได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์ไทยในช่วงศตวรรษที่ 20 เพื่อให้เห็นภาพรวมของความเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่อุดมการณ์ทางการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ และวาทะศิลป์ทางการทูต เริ่มจากการเติบโตของแนวคิดคอมมิวนิสต์ ทั้งการปฏิวัติบอลเชวิกและการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เซี่ยงไฮ้ วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 1929 สำหรับประเทศไทย
ดร.วิทย์กล่าวต่อว่า บริบทเหล่านี้ได้สะท้อนผ่านการปฏิวัติสยาม 2475 โดยปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยกำลังมองหาแนวทางในการพัฒนาประเทศ ในช่วงที่เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ญี่ปุ่นจะยกพลขึ้นบก แต่ด้วยชั้นเชิงทางการทูตและการดำเนินนโยบายที่ชาญฉลาด ส่งผลให้ไทยสามารถรอดพ้นจากการเป็นผู้แพ้สงครามและเข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ และในช่วงสงครามเย็นไทยยังได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ผ่านองค์กรซีโต้ (SEATO) แต่ไทยก็ยังคงสามารถรักษามิตรภาพกับผู้นำฝั่งสังคมนิยมอย่างโฮจิมินห์และโจวเอินหลายได้

"การวางรากฐานของปรีดี พนมยงค์ จากการอภิวัฒน์สยาม จึงเป็นการวางรากฐานความหลากหลายทางความคิดและสังคม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการดำรงอยู่ของประเทศไทย สังคมไทยจึงสามารถอยู่ได้บนพื้นฐานของความหลากหลายได้" ดร.วิทย์ กล่าว
สำหรับกิจกรรม บทเพลงเเห่งชีวิต โดย คุณสุดา พนมยงค์ และ คุณดุษฎี พนมยงค์ พร้อมทั้งคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูคอรัส ระหว่างกิจกรรมได้มีการสนทนาเรื่องราวเกี่ยวกับ ปรีดี พนมยงค์ ของคุณดุษฎี อีกทั้งได้ใช้บทเพลงที่เกี่ยวข้องเล่าเรื่องราวประกอบ เริ่มต้นด้วยเพลง “รัฐบุรุษอาวุโส” ขับร้องโดยสวนพลูคอรัส การแสดงไวโอลินและเปียโน โดยคุณสุดาในเพลงชุด “ศรีอยุธยา” เพลง “หวนอาลัย” ขับร้องโดยสวนพลูคอรัส 20 คน และเพลง “คนดีมีค่า” ขับร้องโดยสวนพลูคอรัส 25 คน

สำหรับกิจกรรมสุดท้ายของวันเปิดตัวเป็น การแสดงละครผสมภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” โดยคณะละครอนัตตา โดยแต่เดิมเป็นบทประพันธ์และภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า สร้างและเขียนบทโดย ท่านปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษผู้มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสื่อสารข้อความสำคัญเรื่อง สันติภาพ ไปสู่สายตาชาวโลก เรื่องราวอันทรงคุณค่านี้ได้ถูกนำมาโลดแล่นอีกครั้งในรูปแบบของละครผสมภาพยนตร์ ซึ่งจะได้เพลิดเพลินไปกับความสวยงามของศิลปะการแสดง เครื่องแต่งกาย และดนตรี อีกทั้งยังได้แง่คิดของความสงบสุข และการยุติสงครามด้วยขันติธรรมอีกด้วย
