ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา, บทสัมภาษณ์

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ แสดงธรรมอวยพรสถาบันปรีดี พนมยงค์ แห่งใหม่

26
มิถุนายน
2569

 

ฤกษ์แห่งความดีและวิถีแห่งสัปปุริสชน: ธรรมปรารภเนื่องในวาระเปิดอาคารสถาบันปรีดี พนมยงค์ แห่งใหม่

วันที่ ๒๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันที่ประกอบพิธีเปิดอาคารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ถือว่าเป็นฤกษ์งามยามดีพาให้จิตใจปรีดาปราโมทย์ มีความสุขสวัสดีชื่นใจ การกล่าวว่าฤกษ์งามยามดีนี้เป็นการกล่าวตามคตินิยมของญาติโยมประชาชน แต่หากพิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ พระพุทธองค์ทรงสำแดงว่าบุคคลทำความดีเวลาใดก็เป็นฤกษ์งามยามดีเมื่อนั้น ทำดีเวลาเช้าก็เป็นเช้าดี ทำดีเวลากลางวันก็เป็นกลางวันดี ทำความดีเวลาเย็นก็เป็นเย็นดี การทำความดีคือการคิดดี พูดดี ทำดี โดยเริ่มต้นจากการนึกคิดในทางที่ดี ซึ่งตามปกติการ “นึก” จะมาก่อนการ “คิด” สภาวะทั้งหมดประการนี้เองคือฤกษ์ดีที่แท้จริงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

การเปิดอาคารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ในวันนี้ ทำให้อาตมาระลึกย้อนไปถึงวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๘ เมื่อครั้งโยมท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ กระทำพิธีเปิดสถาบันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นจุดสำคัญยิ่ง อาตมาได้มีส่วนเกี่ยวข้องในพิธีและระลึกถึงความเมตตาของโยมท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เป็นอันดับสำคัญ สิ่งหนึ่งที่อาตมาจดจำได้อย่างแม่นยำคือ พุทธภาษิตประจำใจที่ท่านยึดถือไว้เสมอคือ 

“ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจาริ” (ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม)

ในเรื่องของมนุษย์นั้นมีสองชั้น คือเรื่องของธรรมดา ธรรมชาติ ที่ทางพระเรียกว่า “สภาวะ”หรือ “ปรมัตถ์” อันหมายถึงเรื่องของความจริงแท้ มนุษย์ไม่สามารถพูดถึงความจริงโดยไม่มีคำที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้นมาได้ คำว่าปรมัตถ์คือการพูดถึงความจริงแท้ หรือสภาวะ อันเป็นธรรมดาของธรรมชาติ มนุษย์จึงได้มีการจัดตั้งวางระบบสังคม ตั้งชุมชนและองค์กร เพื่อให้ความเป็นไปในสังคมมนุษย์ ในชุมชน หรือในกิจการต่างๆ เป็นไปตามหลักการแห่งสภาวะ อันถือเป็นความฉลาดพิเศษของมนุษย์ การจัดตั้งระเบียบระบบสังคมและองค์กรต่างๆ เรียกว่า “ปรมัตถโกศล” คือความฉลาดในธรรมดาของธรรมชาติและความเป็นไปตามเหตุปัจจัย ส่วนการจัดระเบียบสังคมให้ดีนั้นเรียกว่า “สมมติโกศล” คือความปรีชาฉลาดในสมมติ

ปัจจุบันคำว่า “สมมติ” ในเมืองไทยมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงเรื่องไม่จริงหรือสิ่งเหลวไหล แต่โดยความหมายที่แท้จริง สมมติมาจากคำว่า “สม” หมายถึงร่วมกันหรือพร้อมกัน และ “มุติ” หรือ “มติ” หมายถึงความรู้หรือการยอมรับร่วมกัน ดังนั้นสมมติคือความยอมรับร่วมกัน มติร่วมกัน หรือความตกลงร่วมกัน สิ่งนี้เองคือความหมายของสมมติ โลกมนุษย์และสังคมมนุษย์ดำรงอยู่ได้ด้วยสมมติสัจจะ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในพุทธศาสนาจึงมีทั้งฝ่ายสภาวธรรมหรือปรมัตถธรรมที่เรียกว่าธรรมะ และฝ่ายวินัยซึ่งเป็นระบบการจัดตั้งวางระเบียบสังคมอันเป็นเรื่องของสมมติ การจัดตั้งระบบระเบียบ ชุมชน องค์กร หรือสถาบัน จึงต้องดำเนินการให้เกิดผลตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ เพื่อให้ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรม และนำพาความเจริญงอกงามมาสู่สังคมมนุษย์

การที่องค์กรหรือสถาบันจะขับเคลื่อนไปได้นั้น จำต้องอาศัยกลุ่มบุคคลมาร่วมกันเพื่อให้เกิดสมมติขึ้นมาได้ และต้องทำให้สมมตินั้นสมจริง เป็นสมมติที่ฉลาดและมองเห็นด้วยปัญญาว่าจะออกผลเป็นประโยชน์อย่างไร จึงต้องมีชุมชนหรือกลุ่มบุคคลเกิดเป็นสถาบันและองค์กรที่เรียกว่า “สังเสวนาของสัปปุริสชน” สังเสวนามิใช่เพียงการมารวมตัวกันเฉยๆ แต่คือการสื่อสาร คบหา และอภิปรายร่วมกัน ส่วนสัปปุริสชนคือคนดีมีปัญญา ซึ่งต้องประกอบด้วยทั้งความดีและสติปัญญาควบคู่กัน เมื่อสัปปุริสชนมาสังเสวนา สื่อสาร พูดจา สากัจฉา และอภิปรายร่วมกัน ย่อมนำไปสู่การค้นคว้าหาความจริงที่เป็นประโยชน์ พิจารณาตามเหตุปัจจัยที่สัมพันธ์กันเพื่อวางแผนและเตรียมการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อันเป็นกระบวนการโยนิโสมนสิการ นำไปสู่การปฏิบัติการที่มีหลักการปฏิบัติใหญ่และปฏิบัติการย่อยที่เรียกว่าอนุธรรม ซึ่งต้องประสานสอดคล้องกันเพื่อดำเนินไปถึงจุดหมาย

ประการนี้เองที่จะเป็นมงคลแห่งการก่อกำเนิด คือการคิดดีไปถึงการจัดตั้งสถาบันให้ทำงานได้ผล เพื่อให้ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรมตามที่โยมท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ยึดถือไว้ ซึ่งบุคคลที่จะเป็นสัปปุริสชนในองค์กรจำต้องมีคุณสมบัติ ๗ ประการ คือ:

๑. ธัมมัญญุตา: รู้หลัก รู้หลักการ รู้เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังของหลักการนี้ 
๒. อัตถัญญุตา: รู้ความมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน 
๓. อัตตัญญุตา: รู้จักตน รู้จักความสามารถและสถานะของตนเพื่อวางตนให้เหมาะสม 
๔. กาลัญญุตา: รู้จักกาลเวลา มองสังคม สิ่งแวดล้อม และสถานการณ์ให้ทันเหตุการณ์ ทำอะไรให้ตรงเวลาและเหมาะเวลา 
๕. มัตตัญญุตา: รู้จักประมาณ รู้ความลงตัวพอดี รู้จุดลงตัวของเหตุปัจจัย 
๖. ปริสัญญุตา: รู้จักชุมชนและสังคม เข้าใจสภาวะของส่วนรวมและองค์กรของตน 
๗. ปุคคลัญญุตา: รู้จักบุคคล เข้าใจลักษณะและความแตกต่างของบุคคลที่เกี่ยวข้อง

สัปปุริสชนที่มีคุณสมบัติครบ ๗ ประการนี้ เมื่อมาร่วมสังเสวนาร่วมกัน การทำงานย่อมมุ่งไปสู่ความสำเร็จและเจริญงอกงามสืบไป อาตมาจึงพิจารณาว่าการพูดนี้เป็นพรไปในตัว เป็นเหตุปัจจัยที่เราได้รู้เข้าใจและมาระลึกถึงท่านรัฐบุรุษอาวุโส ท่านมีความดีและอย่างน้อยคติที่ท่านพูดไว้ เราก็มาสนองตามด้วย สิ่งนี้เองที่จะเป็นคุณงามความดี เป็นฤกษ์ดียามดีด้วยการที่เรามาระลึกดี คิดดี พูดดี ทำดี และในระยะยาวจะนำไปสู่ความสุขความสำเร็จดังที่ประสงค์ทุกประการ

ขอให้ทุกท่านเจริญจิตปัญญาเฉพาะหน้า เริ่มต้นด้วยจิตใจที่มี “ปราโมทย์” ตามที่พระพุทธเจ้าสอน ปราโมทย์คือจิตที่เบิกบานร่าเริงและผ่องใส เป็นจิตที่เปิดโปร่งเพื่อให้ความคิดปัญญาดำเนินไปสู่ความสำเร็จ ขอให้ทุกท่านมีปราโมทย์เบิกบานแจ่มใส เมื่อจิตใจเปิดและโล่งแล้ว การทำงานจะคิดจะใช้ปัญญาก็จะดี จากปราโมทย์ก็จะนำไปสู่ชุดธรรมะที่เรียกว่า “ปีติ” ซึ่งในภาษาบาลีตรงกับนามของท่าน “ปรีดี” ในภาษาสันสกฤต เมื่อมีความปรีดีหรือปีติมาแล้ว ก็จะเกิด “ปัสสัทธิ” คือความผ่อนคลาย นำไปสู่ “สุข” และ “สมาธิ” อันเป็นแก่นสำคัญของจิตใจที่จะทำงานได้ผล

เมื่อบุคคลพร้อมดีทุกประการแล้ว ย่อมดำเนินหน้าไปโดยอาศัยปีติและปราโมทย์ ซึ่งทำให้เราทำงานได้ดีเพราะมีกำลังและอยู่ได้อย่างยั่งยืน นำไปสู่พรคือ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง หากขาดสิ่งเหล่านี้งานต่อไปก็เดินไปไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้นเราต้องมีอายุอยู่ เราจะต้องมีสง่าราศี มีผิวพรรณ มีกำลัง มีพลัง มีความสุข ขอให้ทุกท่านได้รับพรอันเกิดจากความปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข และสมาธิ เพื่อสร้างสรรค์สถาบันปรีดี พนมยงค์ ให้เจริญงอกงามอำนวยประโยชน์สุขแก่ราษฎรสืบไปตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ.