ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา, บทสัมภาษณ์

จากความทรงจำสู่ความหวัง : บทเรียนจากอดีตเพื่ออนาคตประชาธิปไตย

27
มิถุนายน
2569

 

 

รำลึกอดีต มองปัจจุบัน ผ่านเรื่องเล่าของ อ.ชาญวิทย์

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

เมื่อพูดถึงอดีต ผมต้องบอกว่าตอนเด็ก ๆ ผมไม่รู้จักท่านปรีดี พนมยงค์ คือใคร ผมเกิดเมื่อ พ.ศ. 2484 ซึ่งเป็นปีที่ญี่ปุ่นบุกประเทศไทย ความทรงจำเกี่ยวกับช่วงนั้นมีไม่มากนัก แต่แม่ชอบเล่าให้ฟังเสมอว่า เมื่อญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศไทย มีชาวต่างชาติจำนวนมากถูกจับไปสร้างทางรถไฟสายมรณะ พวกเขาถูกส่งไปอยู่แถวบ้านโป่ง แม่เล่าว่าชาวบ้านมักเอากล้วยไปโยนให้เชลยกิน ต่อมาเมื่อสงครามยุติและญี่ปุ่นกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แม่ยังเล่าในทำนองเดียวกันว่า ชาวบ้านเอากล้วยไปโยนให้เชลยอีกฝ่ายกิน ผมจำเรื่องนี้ได้ดีและรู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจ

เมื่อเติบโตขึ้น พ่อของผมเป็นพ่อค้าอยู่ที่บ้านโป่งและเป็นเทศมนตรี ท่านชอบฟังวิทยุและติดตามข่าวสารอยู่เสมอ ช่วงหนึ่งเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่บ้านโป่ง ไฟไหม้รุนแรงจนบ้านเรือนเสียหายเป็นจำนวนมาก รวมทั้งบ้านของผมด้วย ตอนนั้นผมเรียนอยู่ระดับมัธยมต้นและยังอาศัยอยู่ที่บ้านโป่ง ผมเรียนอยู่โรงเรียนนารีวุฒิซึ่งเป็นโรงเรียนสตรี มีนักเรียนชายเพียงไม่กี่คน จนในที่สุดผมขอย้ายไปเรียนที่โรงเรียนสารสิทธิ์ ในช่วงที่เกิดไฟไหม้นั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม เดินทางไปยังพื้นที่อย่างรวดเร็ว ผมจึงได้เห็นท่านด้วยตาตนเอง หลังจากนั้นไม่นาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็เสด็จไปยังบ้านโป่งด้วยการขับรถยนต์ด้วยพระองค์เอง ความทรงจำของผู้คนในพื้นที่มักจดจำการเสด็จพระราชดำเนินของพระองค์ได้เป็นอย่างดี ขณะที่ภาพจำเกี่ยวกับจอมพล ป. ค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา

ในยุคนั้นกิจกรรมของสตรีในต่างจังหวัดค่อนข้างคึกคัก มีสมาคมและชมรมสตรีเกิดขึ้นมากมาย แม่ของผมมักเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้อยู่เสมอ วันหนึ่งมีการเช่ารถเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาชมละครเรื่อง “อานุภาพพ่อขุนรามคำแหง” ที่สนามเสือป่า แม่พาผมมาด้วย ระหว่างชมการแสดงมีคนกระซิบบอกให้หันไปดูด้านหลัง ปรากฏว่าจอมพล ป. พิบูลสงคราม และท่านผู้หญิงละเอียด กำลังยืนชมการแสดงอยู่เช่นกัน ณ สนามเสือป่า ภาพนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของผมจนถึงทุกวันนี้

 

 

เมื่อเรียนจบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ผมสอบเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ รุ่นสิงห์แดง รุ่นที่ 12 ช่วงเวลาที่ผมศึกษาอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2503 – 2506 เป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แทบไม่มีการพูดถึงประวัติศาสตร์ของตนเองเลย เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมเคยคิดว่าเมื่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้ก่อตั้ง ธรรมศาสตร์ก็น่าจะมีเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเช่นกัน ผมไม่เคยรู้เลยว่าท่านปรีดี พนมยงค์ คือผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จนกระทั่งภายหลังจึงได้ค้นพบความจริงดังกล่าว

ต่อมาเมื่อเดินทางไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาในช่วงปลายทศวรรษ 1960 และต้นทศวรรษ 1970 ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นราวเจ็ดปี วันหนึ่งผมเดินเข้าไปในร้านหนังสือเก่าที่นครนิวยอร์กและพบหนังสือเล่มหนึ่ง หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า The king of the white elephant เมื่อเปิดดูจึงพบว่าพิมพ์โดยโรงพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ผมรู้สึกตื่นเต้นมากและตัดสินใจซื้อเก็บไว้ จากนั้นในช่วงที่ท่านปรีดี พนมยงค์ ย้ายไปพำนักอยู่ที่กรุงปารีส ผมจึงมีโอกาสเดินทางไปฝรั่งเศส ช่วง ค.ศ. 1970 ในฐานะนักศึกษาการเดินทางระหว่างนิวยอร์กกับปารีสไม่ใช่เรื่องยากนัก ผมไปพักอยู่ที่หอนักศึกษาย่าน Cité Universitaire และได้รู้จักกับคุณปาล พนมยงค์ รวมถึงนักศึกษาไทยอีกหลายคนที่ศึกษาอยู่ที่ฝรั่งเศสในขณะนั้น

ด้วยความช่วยเหลือของคนรู้จัก ผมจึงมีโอกาสขอเข้าพบท่านปรีดี พนมยงค์ ที่อพาร์ตเมนต์ย่านมงต์ปาร์นาสส์ วันนั้นท่านผู้หญิงพูนศุขอยู่ด้วย สิ่งที่ผมจำได้ไม่เคยลืมคือท่านผู้หญิงทำข้าวคลุกกะปิเลี้ยงผม สำหรับนักเรียนไทยในต่างแดน การได้กินข้าวคลุกกะปิที่ปารีสในเวลานั้นถือเป็นความทรงจำที่พิเศษอย่างยิ่ง ผมได้สัมภาษณ์ท่านปรีดี และสังเกตเห็นว่าระหว่างการสนทนา เมื่อมีรายละเอียดเรื่องวันเวลาและข้อเท็จจริงบางอย่าง ท่านมักหันไปสอบถามท่านผู้หญิงพูนศุขอยู่เสมอ ภาพของทั้งสองท่านในฐานะคู่ชีวิตที่เคารพและให้เกียรติกันสร้างความประทับใจแก่ผมอย่างมาก นั่นเป็นครั้งเดียวที่ผมได้พบท่าน แต่เป็นความทรงจำที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง และต่อมาผมได้นำประสบการณ์เหล่านี้ไปเขียนบันทึกความทรงจำเผยแพร่ต่อสาธารณะ

สำหรับในปัจจุบันนั้น ผมต้องบอกว่าผมชื่นชมการทำงานของสถาบันปรีดี พนมยงค์ อย่างมาก ผมติดตามผลงานและติดต่อกับทางสถาบันอยู่เสมอ โดยเฉพาะผ่านทางอีเมลซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารที่ผมยังคงใช้อยู่เป็นประจำ ผมรับทราบกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ที่สถาบันดำเนินการมาโดยตลอด แน่นอนว่าท่านปรีดี พนมยงค์ มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะมันสมองของการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 แต่ในการศึกษาประวัติศาสตร์ เราไม่ควรมองเฉพาะท่านปรีดีเพียงคนเดียว เพราะยังมีบุคคลอีกจำนวนมากที่มีบทบาทสำคัญในคณะราษฎร จากการศึกษาของนักวิชาการพบว่าคณะราษฎรมีสมาชิกประมาณ 102 คน แม้จะไม่มีผู้หญิงเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อมีการศึกษาลงลึกมากขึ้นก็พบว่ามีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่มีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลัง

 

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือจดหมายที่ท่านปรีดี พนมยงค์ เขียนถึงท่านผู้หญิงพูนศุข เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นาน หากได้อ่านจดหมายฉบับดังกล่าวจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าท่านปรีดีให้เกียรติภรรยาในฐานะคู่ชีวิตอย่างแท้ จริง สะท้อนแนวคิดสมัยใหม่ที่มิได้มองผู้หญิงเป็นเพียงผู้ตาม นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายและหลักฐานต่าง ๆ ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และท่านผู้หญิงละเอียด ก็จะพบภาพของสามีภรรยาที่เดินเคียงข้างกันอย่างเท่าเทียม ผมคิดว่าคนในคณะราษฎรจำนวนมากมาพร้อมกับแนวคิดใหม่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง แม้ว่ายุคนั้นจะยังไม่ได้ก้าวไปถึงประเด็นความหลากหลายทางเพศอย่างที่เราพูดถึงกันในปัจจุบันก็ตาม

เมื่อหันกลับมามองสถานการณ์ปัจจุบัน ผมต้องยอมรับว่าหลายสิ่งหลายอย่างในสังคมไทยทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก ผมไม่เคยคิดเลยว่าตลอดชีวิตจะได้เห็นหรือได้ยินเรื่องราวบางอย่างจากบุคคลระดับนำของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ หรือผู้แทนองค์กรสำคัญต่าง ๆ จนต้องพูดตรง ๆ ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันดูสับสนและวุ่นวายอย่างยิ่ง ผมไม่แน่ใจว่าสังคมไทยจะสามารถหาทางประนีประนอมกันได้หรือไม่ เมื่ออายุมากถึงขนาดนี้แล้ว ความเชื่อที่เคยมีว่าคนไทยเป็นคนใจดี รู้แพ้ รู้ชนะ และให้อภัยกันได้เสมอ กลับถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะพูดถึงท่านปรีดี พนมยงค์ หรือบุคคลสำคัญคนอื่น ๆ เช่น พระยาพหลพลพยุหเสนา หรือพระยาทรงสุรเดช ประเด็นสำคัญที่สุดยังคงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เพราะนี่คือเหตุการณ์ใหญ่ที่เปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง ในแวดวงวิชาการมีการถกเถียงกันมายาวนานว่าคณะราษฎรชิงสุกก่อนห่ามหรือไม่ แต่จากการศึกษาวิจัยจำนวนมากในปัจจุบัน ผมคิดว่าคำถามนี้ได้รับคำตอบไปแล้ว กล่าวคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คณะราษฎรรีบร้อนเกินไป แต่อยู่ที่ฝ่ายเจ้านายและโครงสร้างการเมืองในขณะนั้นไม่สามารถปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่า

หากพิจารณาจากเอกสารร่วมสมัยก่อนวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จะเห็นได้ว่ารัฐบาลในเวลานั้นกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและความยากลำบากหลายประการ มีเอกสารจำนวนไม่น้อยที่สะท้อนถึงความพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้อย่างเพียงพอ จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในที่สุด

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว คำถามสำคัญคือประชาชนยอมรับหรือไม่ จากหลักฐานที่ผมศึกษา ผมเห็นว่าประชาชนในเมืองใหญ่หลายแห่งของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ ธนบุรี เชียงใหม่ อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี หรือนครศรีธรรมราช ต่างตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นในทางบวกมากพอสมควร งานวิชาการและหนังสือที่ตีพิมพ์ในช่วงหลังจำนวนมากก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้รับการต้อนรับจากประชาชนไม่น้อยเลย

มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจและมักถูกเล่าซ้ำอยู่เสมอ คือกรณีของสงวน ตุลารักษ์ ซึ่งต่อมากลายเป็นนักการทูตสำคัญของไทย เรื่องเล่าที่แพร่หลายมักกล่าวว่าเขาไปข่มขู่นักเรียนและครูที่โรงเรียนสวนกุหลาบในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แต่จากการศึกษาหลักฐานใหม่ โดยเฉพาะงานของอาจารย์ศรัณยู พบว่าข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น สงวน ตุลารักษ์ ไม่ได้ไปโรงเรียนสวนกุหลาบในวันที่ 24 มิถุนายน เพราะในวันนั้นเขาอยู่ปฏิบัติภารกิจร่วมกับคณะราษฎรที่พระบรมรูปทรงม้า แต่เขาเดินทางไปโรงเรียนในวันที่ 30 มิถุนายน เพื่อชี้แจงและชักชวนให้ครูและนักเรียนเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งจากหลักฐานที่พบก็สะท้อนว่าเขาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี มิได้เกิดเหตุการณ์ข่มขู่อย่างที่ถูกเล่าซ้ำกันมาในภายหลัง

เรื่องเหล่านี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ยังคงต้องได้รับการศึกษาและทบทวนอยู่เสมอ เพราะเมื่อมีหลักฐานใหม่ปรากฏขึ้น ความเข้าใจเดิมของเราก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ การศึกษาประวัติศาสตร์จึงไม่ใช่การยึดติดอยู่กับเรื่องเล่าเดิม ๆ แต่เป็นกระบวนการค้นหาความจริงจากหลักฐานที่มีอยู่ให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด