สืบทอดเจตนารมณ์ ปรีดี พนมยงค์: สันติวิธี เศรษฐกิจ และพื้นที่ประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่
สันติสุข โสภณสิริ
ในที่นี้ บุคคลที่ข้าพเจ้ามองเห็นและทำให้ระลึกถึงจิตวิญญาณดังกล่าว คือธิดาที่ยังมีชีวิตอยู่ของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้แก่ คุณสุดา และคุณดุษฎี พนมยงค์ รวมถึงบุตรชายของพระยาพหลพลพยุหเสนา คือ พันตรีพุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา จิตวิญญาณของลูกหลานท่านยังคงดำรงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
สำหรับสถานที่แห่งนี้ แม้จะเป็นพื้นที่แห่งใหม่ และใช้คำว่าเป็น "Living Democracy" รวมถึง "Pridi Democracy" ถือเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์การก่อตั้งของท่านอาจารย์ปรีดี ซึ่งข้าพเจ้าเองได้มีโอกาสสัมผัส รับรู้ และได้ร่วมงานโดยตรงตั้งแต่ครั้งยังเป็นเยาวชน ก่อนที่จะก่อตั้งเป็นมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ในปี พ.ศ. 2526 เราไม่คาดคิดว่ามูลนิธิจะเกิดขึ้นรวดเร็วเช่นนั้น แต่เราคิดว่ายังคงมีเวลา เนื่องจากท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้ปรึกษาหารือกับอาจารย์สุภา ศิริมานนท์ ซึ่งถือเป็นสหายสำคัญของท่าน เพื่อเตรียมการสำหรับวาระครบรอบ 50 ปี ของการอภิวัฒน์สยาม ในปี พ.ศ. 2525 ซึ่งนอกจากจะเป็นวาระครบรอบ 50 ปีอภิวัฒน์สยามแล้ว ยังถือเป็นวาระฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปีอีกด้วย
จึงได้ริเริ่มสิ่งที่เรียกว่า "โครงการปรีดี พนมยงค์ กับสังคมไทย" ขึ้นมา โดยผู้ก่อตั้งซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการคือ อาจารย์สุภา ศิริมานนท์ รองประธานคือหลานของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ได้แก่ ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ผู้ใหญ่ท่านสำคัญที่ร่วมเป็นกรรมการคือ พระครูโฉมฉาย พางกูร ซึ่งเป็นภรรยาของนายจำกัด พลางกูร ตัวแทนของหัวหน้าขบวนการเสรีไทยที่เดินทางไปติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตร นอกจากนี้ยังมีกรรมการทั้งหมด 16 ท่านตามที่ปรากฏในบันทึก อาทิ นายศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ หรือ เสนีย์ เสาวพงศ์ ผู้ประพันธ์หนังสือนวนิยายเรื่องปีศาจ และบุคคลสำคัญที่เป็นกำลังหลักในการริเริ่มคือ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ รวมถึงคุณจริวัฒน์ สันตบุตร ซึ่งมีรายชื่อร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย
ในปี พ.ศ. 2525 ขณะนั้นท่านอาจารย์ปรีดียังมีชีวิตอยู่ ภารกิจแรกเมื่อตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคือ การส่งอาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ เดินทางไปสัมภาษณ์ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2525 ข้าพเจ้าจดจำวันที่ได้อย่างแม่นยำเนื่องจากมีหนังสือที่ข้าพเจ้าได้ร่วมจัดทำ โดยหนังสือเล่มแรกที่สัมภาษณ์ท่านเป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิด ประสบการณ์ และความคิดเห็นบางประการของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์
อาจารย์ฉัตรทิพย์ ในฐานะศิษย์ได้เดินทางไปพร้อมกับอาจารย์กนกศักดิ์ แก้วเทพ และภรรยา การสัมภาษณ์แบ่งออกเป็น 4 ตอนหลัก ได้แก่ สภาพสังคมไทยก่อนปี พ.ศ. 2475 สภาพสังคมหลังจากการอภิวัฒน์สยามในช่วง 15 ปี และถามท่านถึงอนาคตของสังคมไทย คณะทำงานตั้งใจจะจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มปฐมฤกษ์ โดยท่านอาจารย์ปรีดีได้มอบตราสัญลักษณ์อักษรย่อ "ป.พ." จากหัวกระดาษจดหมายของท่านมาให้ใช้ประกอบ หนังสือสามเล่มแรกจึงมีตราสัญลักษณ์นี้ และหลังจากนั้นก็ได้ใช้สัญลักษณ์นี้มาโดยตลอด อันถือเป็นสิ่งที่ท่านได้ก่อตั้งไว้
ช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นช่วงที่บรรยากาศทางการเมืองเริ่มเปิดกว้างขึ้นภายหลังนโยบาย 66/2523 ทำให้มีผู้คนออกมาและมีพื้นที่ทางการเมืองในการตีพิมพ์ข้อคิดและงานเขียนของท่านอาจารย์ปรีดี เนื่องจากในอดีต งานของอาจารย์ปรีดีมีลักษณะกึ่งใต้ดิน เช่น งานของนายสุพจน์ ด่านตระกูล ที่ผู้อ่านต้องลักลอบหาอ่าน เพราะหนังสือในยุคเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ถึง 6 ตุลาคม ถูกเผาทำลายไปจนหมด
ในเวลาต่อมาจึงสามารถจัดพิมพ์ได้อย่างเป็นทางการ โดยเริ่มจากการพิมพ์บทสัมภาษณ์ อีกประการหนึ่งคือ ท่านได้กรุณาเริ่มเขียนประวัติของท่าน เรียกว่าเป็นชีวประวัติย่อของปรีดี พนมยงค์ โดยกล่าวถึงที่มาของสกุลพนมยงค์ และสกุล ณ ป้อมเพชร ของภรรยาท่าน ท่านดำเนินการเขียนจนถึงประมาณปี พ.ศ. 2524 หรือ 2525 โดยตั้งใจจะจัดพิมพ์ในปีวาระครบรอบ 50 ปีนั้นเลย
ทว่าท่านอาจารย์ปรีดีแจ้งว่ายังคงเหลือภาคผนวกที่ตกค้างอยู่ ซึ่งท่านต้องการเพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับการก่อตั้งธนาคารกลางแห่งประเทศไทย อันเป็นเรื่องที่ท่านให้ความสำคัญและต้องใช้เวลาค้นคว้าข้อมูลเป็นจำนวนมาก จึงเป็นเหตุให้หนังสือเล่มดังกล่าวยังไม่ได้จัดพิมพ์
อีกความเชื่อมโยงหนึ่งที่สำคัญเกี่ยวข้องกับอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2526 อาจารย์ชาญวิทย์ได้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับผิดชอบฝ่ายวาระครบรอบ 50 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ข้าพเจ้าในฐานะลูกศิษย์ได้ค้นคว้าประวัติศาสตร์พบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2526 คณะกรรมการฝ่ายข้าพเจ้าได้เริ่มประชุมร่วมกับคณะกรรมการของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อถือโอกาสว่าในปี พ.ศ. 2527 จะเป็นวาระสำคัญสองวาระ ได้แก่ วาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 27 มิถุนายน และวาระครบรอบ 7 รอบ หรือ 84 ปี ของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ในคำนำหนังสือได้เขียนระบุไว้ชัดเจน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะเจ้าภาพได้จัดทำหนังสือเล่มใหญ่ชื่อ "ปรีดี พนมยงค์ กับสังคมไทย" ซึ่งรวบรวมที่มาและข้อคิดของท่าน หนังสือเล่มนี้ได้ถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการศึกษาแนวคิด แต่ที่สำคัญคือในขณะนั้นได้เริ่มนำ "เค้าโครงการเศรษฐกิจ" ของท่านอาจารย์ปรีดี มาตีพิมพ์คู่กับพระราชวิจารณ์ ซึ่งอาจารย์ไสว สุทธิพิทักษ์ เคยจัดทำมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ในชื่อ "ดร.ปรีดี พนมยงค์" การเผยแพร่ความคิดประชาธิปไตยสมบูรณ์นี้จึงมีจุดเริ่มต้นมาจากท่านอาจารย์ปรีดีเอง
หลังจากนั้น เหตุการณ์ที่ทราบกันดีคือ ในวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 ท่านอาจารย์ปรีดีถึงแก่อสัญกรรม หนังสือทั้งสามเล่มจึงได้รับการตีพิมพ์ในเวลาต่อมา โดยตีพิมพ์เสร็จสิ้นครบถ้วนในวาระทำบุญ 100 วันของท่าน เล่มแรกที่จัดพิมพ์คือผลงานสัมภาษณ์โดยอาจารย์ฉัตรทิพย์ ซึ่งเป็นหนังสือ 3 เล่มที่ท่านอาจารย์ปรีดีได้รับรู้และรับทราบกระบวนการจัดทำ นำไปสู่การก่อตั้งมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2526
สำหรับที่ดินแห่งนี้ ได้รับการบริจาคจากผู้มีพระคุณคือ อาจารย์องุ่น มาลิก ประธานมูลนิธิไชยวนา ซึ่งตั้งอยู่เคียงข้างกันในเดือนกันยายน ท่านได้มอบที่ดินจำนวน 371 ตารางวา ให้แก่ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เพื่อให้มูลนิธิมีสถานที่ตั้งอันมั่นคงถาวรในการทำกิจกรรมเผยแพร่ประชาธิปไตย
ข้าพเจ้ามีความคุ้นเคยกับอาจารย์องุ่นเป็นอย่างดี เนื่องจากข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิไชยวนาอยู่กว่า 10 ปี อาจารย์องุ่นเป็นผู้มีความละเอียดอ่อนทางความรู้สึก เมื่อทราบข่าวการอสัญกรรมของท่านอาจารย์ปรีดี ท่านร้องไห้และถือหนังสือพิมพ์มติชนไปสนทนากับคุณสินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย ผู้จัดการคนแรกของมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และตัดสินใจมอบที่ดินให้ แต่เนื่องจากในขณะนั้นมูลนิธิยังขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ดำเนินการเพียงการโอนที่ดินให้เป็นของมูลนิธิ
ภายหลังจากปี พ.ศ. 2538 ในวันที่ 24 มิถุนายน จึงได้ทำการเปิดพื้นที่แห่งนี้เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ปรีดี พนมยงค์ แห่งแรก สถานที่แห่งนี้ถือเป็นที่ทำการแห่งที่ 3 โดยครั้งแรกสุด มูลนิธิก่อตั้งขึ้นที่บ้านของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ณ ซอยเฉลิมหล้า ถนนสาทรใต้ คณะกรรมการมูลนิธิในขณะนั้นประกอบด้วยกรรมการส่วนกลางและกรรมการของสถาบันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นพร้อมกัน ต่อมาได้ย้ายมาตั้งที่อาคารหลังแรกบนที่ดินแปลงนี้ และพัฒนามาสู่สำนักงานแห่งใหม่แห่งที่ 3 บนพื้นที่ซึ่งอาจารย์องุ่น มาลิก ได้มอบให้
ในด้านเจตนารมณ์การทำงาน ซึ่งริเริ่มขึ้นโดยไม่คาดคิดว่าท่านอาจารย์ปรีดีจะถึงแก่อสัญกรรม ภารกิจแรกคือ คุณสุรเวช เปลี่ยนพงศา มีความคิดที่จะสร้างอนุสรณ์สถานบ้านเกิดของรัฐบุรุษอาวุโสให้สมเกียรติเฉกเช่นบุคคลสำคัญ จึงได้มีดำริจัดสร้างอนุสรณ์สถานบ้านเกิดที่ริมคลองเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2529 และต่อมาในปี พ.ศ. 2546 ได้ส่งมอบให้แก่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อดำเนินการบริหารจัดการต่อไป
สำหรับมูลนิธิ ภารกิจหลักที่สำคัญที่สุด นอกเหนือจากการจัดพิมพ์เผยแพร่แนวคิดและงานเขียนของท่านอาจารย์ปรีดี ตลอดจนผลงานของบุคคลสำคัญท่านอื่น ๆ แล้ว วัตถุประสงค์หลักคือการผลักดันให้ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก กิจกรรมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากในวาระชาตกาลครบ 100 ปี วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 มูลนิธิต้องพยายามเสนอชื่อท่านต่อองค์การยูเนสโก (UNESCO)
บุคคลแรกที่มีคุณูปการสำคัญและสมควรได้รับการยกย่องคือ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 จนนำไปสู่การตั้งเป็นโครงการเฉลิมฉลอง 100 ปี อาจารย์ปรีดี และได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร วัฒนคุณ เป็นผู้ผลักดันหลักฝ่ายมูลนิธิร่วมกับอาจารย์สุลักษณ์ เนื่องจากการนำเสนอดังกล่าวเผชิญกับกระแสต่อต้านอย่างมาก ศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร ต้องเดินทางไปนำเสนอด้วยตนเองที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยในขณะนั้นได้เสนอชื่อควบคู่กับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องจากทรงพระราชสมภพในปีเดียวกัน ท้ายที่สุดจึงสามารถผลักดันให้ทั้งสองพระองค์ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกได้สำเร็จ
สิ่งที่น่าประทับใจประการหนึ่งในวาระเฉลิมฉลอง 100 ปีชาตกาล คือการจัดงานรำลึกขึ้นที่รัฐสภา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่บุคคลสามัญของประเทศไทยสามารถจัดงานในสถานที่ดังกล่าวได้ ผู้ที่อนุญาตให้จัดงานคือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาในขณะนั้น เมื่อข้าพเจ้าและอาจารย์สุลักษณ์เดินทางไปพบ ท่านได้อนุญาตให้จัดงาน
ภายในงานมีการขับร้องเพลงประสานเสียง "คนดีมีค่า" ซึ่งประพันธ์โดยคุณจริวัฒน์ สันตบุตร และรัฐสภายังได้จัดทำรัฐสภาสารฉบับพิเศษเนื่องในวาระของท่านอาจารย์ปรีดี ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะจารึกไว้ว่า กิจกรรมและการผลักดันให้ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลกในวาระ 100 ปี ถือเป็นงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
หลังจากนั้น มูลนิธิได้ดำเนินงานเพื่อสังคมโดยจัดพิมพ์ผลงานทุกเล่มของท่าน และต่อมาได้จัดทำเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ซึ่งริเริ่มโดยท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ที่ประสงค์ให้นำงานเขียนทั้งหมดของท่านอาจารย์ปรีดี นอกเหนือจากการจัดเก็บในห้องสมุดปรีดี พนมยงค์ แล้ว ให้นำมาจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อมุ่งหมายถ่ายทอดแนวความคิดของท่านข้ามผ่านกาลเวลา
จึงไม่เป็นที่น่าสงสัยว่า เหตุใดแม้ท่านอาจารย์ปรีดีจะเคยกล่าวฝากฝังให้รักษาเจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ไว้กับขบวนการนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม แต่ในปัจจุบัน ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าขบวนการคนรุ่นใหม่ยังสามารถมองย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองและประชาธิปไตยในสมัยปี พ.ศ. 2475 ได้อย่างลึกซึ้ง
ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งนี้เป็นความสำเร็จและเจตนารมณ์ของท่านผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดจนภรรยาของท่านคือ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก
สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการกล่าวถึงพื้นที่แห่งนี้ นอกเหนือจากการเป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ดังที่ได้เล่ามาแล้ว ยังเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของผู้ที่มีความศรัทธาต่อท่านอาจารย์ปรีดีอย่างแรงกล้า มีศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ต.ม.ธ.ก.) ทั้ง 8 รุ่น มาร่วมกันทุ่มเททำงานเป็นคณะกรรมการทั้งของมูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์
ในยุคเริ่มต้นนั้นแทบไม่มีทุนทรัพย์ เงินทุนส่วนใหญ่มาจากการระดมทุนของศิษย์เก่าเตรียมธรรมศาสตร์ และอีกด้านหนึ่งคือ ท่านผู้หญิงพูนศุขต้องเสียสละทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อนำมาก่อสร้างอาคารหลังแรกและดำเนินกิจกรรม แม้ในช่วงที่ทุนทรัพย์ร่อยหรอ รุ่นลูกของท่านก็ยังนำเงินออมมาสนับสนุนกิจกรรม จนกระทั่งในระยะหลัง มีความจำเป็นที่จะต้องบริหารจัดการพื้นที่ส่วนหนึ่งเพื่อหารายได้สำหรับสนับสนุนกิจกรรม จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งอาคารสำนักงานแห่งใหม่ขึ้นมา
ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พื้นที่แห่งนี้จะเป็นพื้นที่ตื่นรู้ (Living Democracy และ Pridi Democracy) เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องประชาธิปไตยของประชาชน ซึ่งไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงแนวความคิดปฐมฐานของท่านอาจารย์ปรีดี เนื่องจากในยุคสมัยของท่านยังไม่มีประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ (Gender) หรือนิเวศวิทยา (Ecology) ประชาธิปไตยในปัจจุบันมีมิติและสีสันที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
กระบวนการต่อสู้ตามที่รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ได้นำเสนอ ถือเป็นแนวคิดที่ดีว่า เราไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการต่อสู้ในเชิงรัฐประหาร หรือขบวนการต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่สามารถต่อสู้ด้วยขบวนการทางความคิด สถานที่แห่งนี้จึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นพื้นที่ทางปัญญาในการแสวงหาความถูกต้อง ความเป็นธรรม และประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตามแนวคิดของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ โดยสอดประสานกับความคิดของคนรุ่นใหม่ ประเด็นเหล่านี้ถือเป็นประเด็นที่มีความยากและท้าทาย

อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังคงพิจารณาเห็นว่า สิ่งที่ขบวนการคนรุ่นใหม่กำลังขับเคลื่อนสังคมอยู่ในปัจจุบัน ยังคงสอดคล้องกับประเด็นสำคัญของท่านอาจารย์ปรีดี ซึ่งสามารถยกตัวอย่างได้ 3 ประการหลัก ได้แก่
ประการแรก ประเด็นทางการเมือง ที่ท่านพยายามผลักดันให้บรรลุผลในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แม้ว่าอาจยังไม่สมบูรณ์แบบ
ประการที่สอง ประเด็นทางเศรษฐกิจ คือการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร แม้ในปัจจุบันจะมีระบบประกันสังคม แต่ก็ยังห่างไกลจากความคิดอันก้าวหน้าของท่านอาจารย์ปรีดี ที่มุ่งหวังให้ประชาชนมีหลักประกันชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย โดยมิใช่เพียงการพึ่งพารัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ประชาชนต้องมีส่วนร่วม ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ พยายามนำมาสานต่ออันเป็นแนวคิดจากฝั่งตะวันตก
และประการที่สาม คือประชาธิปไตยต้องได้มาด้วย "สันติวิธี" อันเป็นข้อเขียนสำคัญของท่านอาจารย์ปรีดีที่ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ "ปรีดี พนมยงค์ กับสังคมไทย" เนื่องในวาระรำลึก 100 วันของท่าน
ในประเด็นทางการเมือง แนวคิดของท่านอาจารย์ปรีดีย่อมหลีกไม่พ้นปฐมรัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งท่านได้ฝากฝังไว้ในวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า "อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย" ดังที่ปรากฏในมาตราแรก หลักการนี้เปรียบเสมือนดวงดาวนำทางที่เรามุ่งหน้าเดินไป แม้จะไปถึงหรือไม่ก็ตาม แต่เป็นจุดหมายสำคัญที่แม้แต่คนรุ่นใหม่ก็ต้องร่วมกันค้นหาหนทางในการต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจสูงสุดอันเป็นของราษฎรทั้งหลายอย่างแท้จริง
สำหรับคำว่า "ราษฎร" และ "รัฐธรรม" ตามความเข้าใจของท่านอาจารย์ปรีดี ผู้ซึ่งมีความรอบรู้ด้านภาษาบาลีและสันสกฤต ถือเป็นคำที่มีรากฐานเดียวกัน "ราษฎร" เป็นภาษาสันสกฤต ส่วน "รัฐธรรม" เป็นภาษาบาลี ทั้งสองคำนี้มีความหมายที่ไม่อาจแยกขาดจากกันได้ ซึ่งในปัจจุบันเรานิยมใช้คำว่า "ประชาชน" การตั้งชื่อพรรคการเมืองที่สะท้อนความหมายเหล่านี้ ข้าพเจ้าคิดว่าก็เป็นความพยายามที่จะก้าวเดินไปตามอุดมการณ์ดังกล่าว
ท่านอาจารย์ปรีดีเป็นผู้ที่ยึดมั่นในหลักสันติวิธีอย่างเคร่งครัด ในเหตุการณ์สำคัญ ฐานะที่ท่านเป็นหนึ่งในผู้นำ ท่านตั้งใจที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชนหรือราษฎรภายใน 10 ปี หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. 2475 นั่นคือในปี พ.ศ. 2485 แต่เนื่องจากเกิดสงครามโลก ท่านจึงต้องรับภาระหน้าที่สำคัญ ท่านได้ประพันธ์หนังสือนวนิยายภาษาอังกฤษเรื่อง "พระเจ้าช้างเผือก" (The King of the White Elephant) เพื่อสื่อสารไปทั่วโลก
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในตอนอวสานของหนังสือ ท่านได้เขียนพุทธภาษิตภาษาบาลีด้วยอักษรโรมันว่า "นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ" (ไม่มีสุขใดในโลกเหนือนิพพาน) แม้ในทางปรมัตถสัจจะ คำนี้จะหมายถึงพระนิพพาน แต่ในทางสมมติสัจจะ ท่านได้นำมาใช้เพื่อสื่อว่า ไม่มีสุขอื่นใดเสมอด้วยสันติ หรือสันติภาพคือความสุขสูงสุดของมนุษยชาติ ท่านมองในระดับโลกว่า หากสันติภาพเกิดขึ้นในระดับโลก นั่นคือการบรรลุความสุขสูงสุด นวนิยายประวัติศาสตร์ของท่านจึงเป็นเรื่องการเรียกร้องให้โลกต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพ โดยอาศัยความรุนแรงให้น้อยที่สุด
ข้าพเจ้าเคยแลกเปลี่ยนความเห็นกับเอกอัครราชทูตจริวัฒน์ สันตบุตร ว่าเหตุใดท่านอาจารย์ปรีดีจึงมีความรอบรู้เกี่ยวกับขบวนการต่อสู้ของกลุ่มสังคมนิยมจำนวนมาก แต่เหตุใดจึงไม่ใช้วิธีการแบบโฮจิมินห์ หรือ เหมา เจ๋อตง ซึ่งได้รับคำตอบจากผู้ใกล้ชิดว่า ท่านอาจารย์ปรีดีไม่มีแนวคิดเช่นนั้นเลย กองกำลังเสรีไทยได้คืนอาวุธทั้งหมด (ยกเว้นส่วนที่ลอบส่งไปช่วยเหลือขบวนการกู้ชาติในเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือลาว) ตัวท่านเองไม่เคยเก็บสะสมอาวุธไว้ ท่านไม่เคยคิดที่จะมีอำนาจโดยใช้อาวุธ
ท่านเชื่อมั่นในประชาชนและเชื่อมั่นในอำนาจทางรัฐสภาเป็นอย่างมาก ท่านไม่เคยยึดอำนาจทางการทหาร แม้จะมีเพื่อนเป็นทหารเรือและทหารบกจำนวนมาก ท่านไม่เคยสร้างฐานอำนาจ และไม่เคยใช้อำนาจรัฐที่ได้มาด้วยปากกระบอกปืน แต่ท่านอาจใช้กระบวนการต่อสู้ด้วยอาวุธเพื่อปกป้องเอกราชและอธิปไตยของชาติในฐานะกองกำลังร่วมกัน โดยมีรัฐสภาเป็นกลไกสนับสนุน ข้าพเจ้าพยายามเรียนรู้จากท่าน และนำมาซึ่งความตั้งใจส่วนตัวที่จะแสวงหาอำนาจของประชาชนผ่านแนวทางสันติวิธีเช่นกัน
ในด้านเศรษฐกิจ ท่านอาจารย์ปรีดีให้ความสำคัญและเน้นย้ำอย่างมาก แม้ประเด็นทางเศรษฐกิจในปัจจุบันจะเป็นเรื่องยากและซับซ้อน ท่านอาจารย์ปรีดีเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่น ศึกษาด้านนิติศาสตร์เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ และศึกษาเศรษฐศาสตร์ชั้นสูงเพื่อจัดการระบบเศรษฐกิจ ท่านเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจที่มีลักษณะเป็นสังคมประชาธิปไตย
ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังคงเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลก ถือเป็นภาระหน้าที่ของคนรุ่นหลังที่จะต้องขบคิดว่า จะดำเนินแนวทางอย่างไรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ การสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจย่อมต้องอาศัยรากฐานทางการเมืองที่มีการกระจายอำนาจ ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ และเป็นสิ่งที่คนรุ่นก่อนซึ่งเติบโตมาในระบบการศึกษาแบบอำนาจนิยมอาจนึกไม่ถึง
สำหรับพื้นที่แห่งนี้ ข้าพเจ้าขอวิงวอนต่อผู้ปกครองทั้งหลาย ขอให้สถาบันเป็น Comfort Zone และ Safe Zone สำหรับเยาวชนและคนรุ่นใหม่ ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนหน่ออ่อนทางความคิดทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ขอให้พวกเขาได้มีเวทีในการสนทนาแลกเปลี่ยน เพื่อแสวงหาแนวทางประชาธิปไตยตามมุมมองของคนรุ่นใหม่ ซึ่งข้าพเจ้าเองอาจจะวาดฝันไปไม่ถึง
ข้าพเจ้าหวังว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะดำเนินไปบนความเชื่อมั่นในระบอบรัฐสภาที่มาจากรัฐธรรมนูญที่แท้จริง ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์ปรีดีพยายามสถาปนาขึ้นตลอดมา ตามที่อาจารย์เทวินทร์ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในปริญญาบัตรของธรรมศาสตร์บัณฑิตรุ่นแรก ๆ ท่านไม่ได้ตัดคติพจน์ของรัชกาลที่ 6 คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทิ้งไป แต่ท่านได้เพิ่มคำว่า "รัฐธรรมนูญ" เข้าไป เป็น "ดำรงไว้ซึ่ง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ" ท่านต้องการสถาปนารัฐธรรมนูญให้มีความสำคัญเคียงคู่กับสถาบันหลักทั้งสาม
ท่านผู้หญิงพูนศุขได้เคยกล่าวกับข้าพเจ้าว่า สิ่งที่ท่านอาจารย์ปรีดีอาจไม่ได้ระบุลงไปเพราะความยืดยาวคือ "รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน" รัฐธรรมนูญนี้มิใช่รัฐธรรมนูญของฮิตเลอร์ แต่เป็นของประชาชน ท่านต้องการสถาปนาสิ่งนี้ขึ้นมา ซึ่งตลอด 94 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยยังคงล้มลุกคลุกคลานกับประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง
ในวาระที่เหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึง 6 ปีครึ่ง นับจากเดือนมิถุนายนนี้ จะครบรอบ 100 ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือการอภิวัฒน์สยาม ข้าพเจ้าเฝ้าใฝ่ฝันว่า น่าจะมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 250 ปี เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินร่วมมือกันไปในทางสันติวิธีและมีความสร้างสรรค์ เนื่องจากผู้ที่ยึดติดในแนวคิดอำนาจนิยมคงจะลดน้อยถอยลงไป
ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าสังคมนี้เป็นของคนรุ่นใหม่ พวกเขาจะต้องเติบโตในระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบที่อาจเหนือไปกว่าความนึกคิดของท่านอาจารย์ปรีดีก็ได้ ขอบคุณครับ
