ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา, บทสัมภาษณ์

หลักหกประการ : โจทย์ที่สังคมไทยยังทำไม่สำเร็จ

5
กรกฎาคม
2569

 

ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์

ก่อนจะตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็น “ชิงสุกก่อนห่าม” ดิฉันอยากเชื่อมโยงไปสู่ข้อถกเถียงสำคัญที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่หลังการอภิวัฒน์สยาม พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันยังมีผู้พยายามอธิบายว่าการอภิวัฒน์สยาม 2475 เป็นการกระทำที่ “ชิงสุกก่อนห่าม” เพราะประชาชนยังไม่มีความพร้อมทางการศึกษาและประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวมีข้อจำกัดอย่างยิ่ง เพราะในเมื่อระบอบเดิมมิได้ให้ความสำคัญกับการกระจายการศึกษา หรือส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนจะมี “ความพร้อม” ตามที่ถูกกล่าวอ้าง การให้เหตุผลเช่นนี้ไม่ต่างจากการกล่าวว่าไม่ควรเลิกทาสในสหรัฐอเมริกาเพราะคนผิวดำยังไม่มีการศึกษา ทั้งที่ผู้มีอำนาจในขณะนั้นเองเป็นผู้กีดกันไม่ให้พวกเขาได้รับการศึกษา คนเหล่านั้นจะมีการศึกษาได้อย่างไร

หากพิจารณาในอีกมิติหนึ่ง ความพร้อมของสังคมมิได้หมายถึงความพร้อมของประชาชนเพียงอย่างเดียว หากแต่หมายถึงการที่ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมได้สั่งสมจนถึงจุดที่ไม่อาจปล่อยให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรม คณะราษฎรตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ และเห็นว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ก็ยากที่จะสร้างสังคมที่มีความเสมอภาคขึ้นได้

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จึงมิใช่การ “ชิงสุกก่อนห่าม” หากแต่เป็นการตอบสนองต่อสังคมที่ “สุกงอม” ไปด้วยปัญหาซึ่งรอการแก้ไขมานานแล้ว ความเปลี่ยนแปลงมิได้เกิดขึ้นเพราะประชาชนพร้อมสมบูรณ์แบบ หากเกิดขึ้นเพราะสังคมไม่อาจทนต่อสภาพเดิมได้อีกต่อไป

นอกจากนี้ งานศึกษาของนักวิชาการจำนวนมาก เช่น อาจารย์ ณัฐพล ใจจริง ยังชี้ให้เห็นว่า ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ถึง การรัฐประหาร พ.ศ. 2500 นำโดยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เกิดการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนอย่างกว้างขวาง ประชาชนจำนวนมากเข้ามาโอบรับอุดมคติของคณะราษฎร และหวังจะมีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้ดีกว่าเดิม

คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็น “คนนอก” ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มสาวในชนบท นักหนังสือพิมพ์ ผู้นำแรงงาน นักการเมืองท้องถิ่นจากภาคอีสาน คนเหล่านี้เคยเป็นคนนอกที่ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของการศึกษาจากนโยบายของคณะราษฎร โดยเฉพาะการก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง คนเหล่านี้พยายามผลักดันแนวคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และการลดอำนาจของระบบอุปถัมภ์ผ่านบทบาทของตนเองในสังคม เช่นนักการเมืองจากภาคอีสาน 6 ท่าน พยายามผลักดันการเปลี่ยนเเปลงลดงบประมาณการทหาร เพิ่มงบประมาณในการพัฒนาการศึกษาและเศรษฐกิจมากขึ้น เเละพยายามผลักดันให้เกิดการตั้งสหภาพเเรงงานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญให้คนชนชั้นล่างมีอำนาจเพิ่มในการ ต่อรองชนชั้นนายทุน

อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวกลับไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากถูกต่อต้านจากกลุ่มอำนาจเดิมที่ไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กลุ่มเหล่านี้ปฏิเสธนโยบายสำคัญหลายประการของคณะราษฎร โดยเฉพาะเค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีการเสนอแนวทางปฏิรูปที่ดินและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

ปัญหาการถือครองที่ดินเป็นตัวอย่างสำคัญของความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง ชาวนาไทยซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศกลับไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ขณะที่ทรัพยากรสำคัญถูกกระจุกตัวอยู่ในมือของคนส่วนน้อย เมื่อการปฏิรูปที่ดินถูกปฏิเสธ หลักการสร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจตามหลักหกประการของคณะราษฎรจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงภายหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นคืนอำนาจของกลุ่มอนุรักษนิยมและการลดทอนมรดกทางความคิดของคณะราษฎร นักการเมืองหัวก้าวหน้าอย่าง 6 รัฐมนตรีจากภาคอีสานและผู้เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงจำนวนมากถูกปราบปราม ถูกจำกัดบทบาท หรือแม้กระทั่งถูกสังหารและอุ้มหาย

อีกปัจจัยหนึ่งที่ขัดขวางการผลักดันหลักหกประการคือปัญหาด้านงบประมาณ ซึ่งเป็นมรดกที่สืบทอดมาจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก่อน พ.ศ.2475 เป็นต้นมา รัฐมีทรัพยากรจำกัดอย่างยิ่งจนไม่สามารถลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณูปโภคได้อย่างเพียงพอ

ก่อน พ.ศ. 2475 ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีนักศึกษาเพียงประมาณ 700 คน แต่เมื่อปรีดี พนมยงค์ ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง กลับมีผู้สมัครเข้าเรียนมากกว่า 7,000 คน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการทางการศึกษาของประชาชนที่ถูกกดทับมาเป็นเวลานาน

 

 

ข้อมูลจากการศึกษาของธนาคารโลกในช่วงก่อนสงครามเวียดนามเพื่อที่จะวางเเผนผลักดันเเผนพัฒนาสังคมเเละเศรษฐกิจฉบับที่ 1และฉบับที่ 2 ในการใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพของสหรัฐอเมริกาพร้อมทั้งพัฒนาประเทศไทยไปพร้อมกัน ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีข้อจำกัดอย่างมากทั้งด้านระบบคมนาคมใน พ.ศ. 2492 ประเทศไทยไม่มีเเผนปรับปรุงเเละพัฒนาเส้นทางการคมนาคม ถนนส่วนใหญ่มีสภาพที่ทรุดโทรม ระบบการศึกษามีปริมาณคุณครูและคุณภาพคุณครูไม่เพียงพอ ขาดเเคลนอุปกรณ์การเรียนการสอน

เมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ญี่ปุ่นเริ่มใช้การศึกษาภาคบังคับมาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และสามารถพัฒนาอุตสาหกรรม ระบบขนส่ง และเศรษฐกิจสมัยใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศไทยยังขาดรากฐานสำคัญเหล่านี้อยู่มาก

ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่คณะราษฎรพยายามแก้ไข แต่กลับเผชิญกับการต่อต้านอย่างต่อเนื่อง จนท้ายที่สุดการรัฐประหารและการฟื้นคืนอำนาจของกลุ่มอนุรักษนิยมได้ทำให้หลายเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง 2475 ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างสมบูรณ์

สิ่งที่สังคมไทยสูญเสียไปอย่างสำคัญ คือแนวคิดเรื่อง “คนเท่ากัน” หรือความเชื่อที่ว่าประชาชนทุกคนในฐานะพลเมืองมีสิทธิที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น และมีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตของประเทศผ่านกระบวนการประชาธิปไตย แนวคิดนี้มิอาจแยกออกจากสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองได้ เพราะหากประชาชนไม่มีอำนาจทางการเมือง พวกเขาก็ย่อมไม่มีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจเช่นกัน

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งและรัฐบาลพลเรือนสลับกับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารอยู่หลายครั้ง แต่ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ยังคงดำรงอยู่ คือความไม่เชื่อมั่นของชนชั้นนำและกลุ่มผู้มีอำนาจต่อศักยภาพของประชาชน พวกเขามักเชื่อว่าตนเองเป็นผู้รู้ดีที่สุดว่าสังคมควรเดินไปในทิศทางใด และประชาชนควรมีบทบาทเพียงผู้รับนโยบาย มากกว่าจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศ

แนวคิดเช่นนี้สะท้อนอยู่ในโครงสร้างทางการเมืองหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ระบบราชการรวมศูนย์ หรือกลไกต่าง ๆ ที่จำกัดอำนาจของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ตัวอย่างสำคัญคือการไม่เปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และการคงระบบบริหารราชการส่วนภูมิภาคที่ทำให้ข้าราชการจากส่วนกลางสามารถควบคุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง

ภายหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2557 แนวโน้มการรวมศูนย์อำนาจยิ่งชัดเจนมากขึ้น กลไกที่ประชาชนเคยต่อสู้เรียกร้องมาเป็นเวลานานเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมืองถูกลดทอนหรือจำกัดลง ขณะเดียวกัน องค์กรที่ควรทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐกลับถูกตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการเมืองไทยตกอยู่ในสภาวะที่อำนาจถูกกระจุกตัวอยู่ในมือของคนบางกลุ่ม ขณะที่ประชาชนมีพื้นที่ในการกำหนดอนาคตของประเทศลดน้อยลง ปัญหาการคอร์รัปชัน การใช้อำนาจโดยขาดการตรวจสอบ และการเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องยังคงปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่หนึ่งในเหตุผลสำคัญของการรัฐประหารแต่ละครั้งมักถูกอ้างว่าเป็นการเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศประชาธิปไตยในยุโรปหรืออเมริกาเหนือ แม้ประเทศเหล่านั้นจะยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำอยู่ แต่ประชาชนยังคงมีช่องทางในการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อเรียกร้องสิทธิและผลประโยชน์ของตน ไม่ว่าจะผ่านการเลือกตั้ง การรวมกลุ่มทางสังคม การเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการผลักดันนโยบายสาธารณะในรูปแบบต่าง ๆ

อำนาจทางการเมืองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เพราะหากประชาชนไม่มีสิทธิในการกำหนดนโยบายหรือเลือกผู้แทนที่ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของตนเอง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจก็ยากที่จะได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง

 

 

ในอีกด้านหนึ่ง ปัญหาสำคัญของสังคมไทยคือระบบการศึกษาที่ไม่ได้มุ่งสร้างพลเมืองให้มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตั้งคำถามต่อสิ่งที่อยู่รอบตัว การศึกษาจำนวนมากยังคงเน้นการท่องจำ การเชื่อฟัง และการยอมรับอำนาจ มากกว่าการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์

ปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวของเยาวชนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้มีอำนาจพยายามเข้าไปควบคุมพื้นที่ทางการศึกษาอย่างใกล้ชิด ทั้งในโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบันผลิตครู เพื่อจำกัดการตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่

ปัญหาของการศึกษาไทยไม่ได้อยู่เพียงเนื้อหาในตำราเรียน หากแต่อยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ทั้งหมดซึ่งไม่ได้ส่งเสริมให้ผู้เรียนรักการอ่าน รักการค้นคว้า หรือมีนิสัยใฝ่รู้ด้วยตนเอง แม้ว่าจะมีงานวิชาการ หนังสือ และองค์ความรู้จำนวนมากที่สามารถเข้าถึงได้ แต่คนจำนวนไม่น้อยกลับไม่ถูกฝึกให้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้อย่างเต็มที่

ในหลายประเทศ การศึกษามีเป้าหมายสำคัญในการสร้างพลเมืองที่สามารถคิดอย่างอิสระ กล้าตั้งคำถาม และพร้อมท้าทายความคิดเดิม ๆ ขณะที่การศึกษาไทยจำนวนมากยังให้ความสำคัญกับระเบียบวินัยเชิงอำนาจนิยม ความอาวุโส และการเชื่อฟังผู้มีอำนาจมากกว่าการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือความหมกมุ่นกับเรื่องเครื่องแบบ ทรงผม หรือพิธีกรรมต่าง ๆ ในโรงเรียน ขณะที่ทักษะสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตในโลกสมัยใหม่กลับได้รับความสนใจน้อยกว่า ไม่ว่าจะเป็นทักษะการสื่อสาร การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มารยาททางวิชาชีพ การทำงานร่วมกับผู้อื่น หรือความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสังคมโลก

นักเรียนจำนวนมากจบการศึกษาโดยไม่เคยได้รับการฝึกฝนเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเรียนต่อหรือการทำงานในระดับนานาชาติ เช่น การเขียนอีเมลอย่างเป็นทางการ การติดต่อประสานงานอย่างมืออาชีพ การจัดการเวลา หรือมารยาททางสังคมในบริบทสากล ทั้งที่ทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกใช้จริงในชีวิตประจำวัน

ปัญหาอีกประการหนึ่งคือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้กำหนดนโยบายการศึกษา ซึ่งมักมองว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถพัฒนาได้โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ทั้งที่ในความเป็นจริง การสร้างนวัตกรรมระดับสูงจำเป็นต้องอาศัยทั้งความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และความสามารถในการตั้งคำถามต่อกรอบความรู้เดิม

หากระบบการศึกษาส่งเสริมเพียงการเชื่อฟังและการทำตามคำสั่ง ประเทศอาจผลิตบุคลากรที่มีทักษะเชิงเทคนิคได้จำนวนมาก แต่ยากที่จะสร้างนักคิด นักวิจัย หรือผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาได้ด้วยตนเอง

ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจึงไม่อาจแยกขาดจากการพัฒนาสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และวัฒนธรรมประชาธิปไตยได้ เพราะการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ล้วนต้องอาศัยเสรีภาพทางความคิด ความกล้าตั้งคำถาม และการเปิดพื้นที่ให้เกิดความเห็นที่หลากหลาย

หากสังคมไทยยังคงผลิตพลเมืองที่ถูกสอนให้เชื่อฟังมากกว่าคิด วิเคราะห์ และตั้งคำถาม ประเทศก็อาจทำได้เพียงรับเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ แต่ยากที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีหรือผู้กำหนดทิศทางของโลกในอนาคตได้ด้วยตนเอง

นอกจากปัญหาด้านประชาธิปไตย การศึกษา และความเหลื่อมล้ำแล้ว ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันเห็นว่าสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย แต่กลับได้รับการกล่าวถึงค่อนข้างน้อย นั่นคือเรื่องของ “เอกราช” ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักหกประการของคณะราษฎร

ในปัจจุบัน หลายคนอาจมองว่าเรื่องเอกราชไม่ใช่ประเด็นเร่งด่วนอีกต่อไป เพราะประเทศไทยไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก และไม่มีปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเช่นในอดีต อย่างไรก็ตาม ความหมายของเอกราชในศตวรรษที่ 21 แตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก เอกราชไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่ถูกยึดครองทางดินแดนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความสามารถของรัฐในการกำหนดนโยบายต่างประเทศและนโยบายเศรษฐกิจโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ และสามารถรักษาความเป็นอิสระท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจได้

สิ่งที่น่ากังวลคือแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะภายหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2557 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองในการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์กับมหาอำนาจบางประเทศมากขึ้น

ดิฉันไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยควรเลือกอยู่ข้างสหรัฐอเมริกาหรืออยู่ข้างจีน หากแต่เชื่อว่าประเทศไทยควรรักษาสมดุลทางการทูต และมีอิสระเพียงพอที่จะต่อรองกับมหาอำนาจทุกฝ่ายโดยยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจำนวนไม่น้อยต่างชี้ให้เห็นตรงกันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมีแนวโน้มใกล้ชิดมากขึ้นในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทหาร

ความใกล้ชิดดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากประเทศตะวันตกภายหลังการรัฐประหาร ส่งผลให้จีนกลายเป็นพันธมิตรสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองในเวทีระหว่างประเทศ

 

 

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพามหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งมากจนเกินไป ย่อมทำให้พื้นที่ในการกำหนดนโยบายอย่างอิสระของประเทศลดลง และอาจส่งผลต่อความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติในระยะยาว

ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของมหาอำนาจในภูมิภาค คือกรณีการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง รัฐบาลไทยดูเหมือนจะยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนและจริงจังมากนัก แต่เมื่อเกิดแรงกดดันจากรัฐบาลจีน การดำเนินการต่าง ๆ กลับเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดคำถามถึงระดับอิทธิพลของมหาอำนาจที่มีต่อกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐไทย

อีกประเด็นหนึ่งที่ควรพิจารณาคือบทบาทของทหารในการกำหนดนโยบายต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้ในทางวิชาการเรียกว่า “การทำให้การเมืองเป็นเรื่องความมั่นคง” หรือ militarization กล่าวคือ การมองปัญหาสาธารณะผ่านกรอบความคิดทางทหารเป็นหลัก จนทำให้มิติอื่น ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิทธิมนุษยชน และการทูต ถูกลดความสำคัญลง

กรณีความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในบางช่วงเวลาเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะมักปรากฏวาทกรรมที่เชื่อว่าการใช้กำลังหรือการแสดงแสนยานุภาพทางทหารจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งที่ในความเป็นจริง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในโลกปัจจุบันมีความซับซ้อนมากกว่านั้น และต้องอาศัยเครื่องมือทางการทูต การเจรจา และความร่วมมือระหว่างประเทศควบคู่กันไป

ในประเด็นนี้ ดิฉันเห็นว่ามีความแตกต่างอย่างสำคัญระหว่างแนวคิดของปรีดี พนมยงค์ กับผู้นำทางทหารในหลายยุคสมัย ปรีดีให้ความสำคัญกับการใช้การทูต การเจรจา และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ขณะที่แนวคิดแบบรัฐทหารมักให้น้ำหนักกับความมั่นคงในเชิงกำลังและอำนาจบังคับมากกว่า

ในโลกปัจจุบัน ความมั่นคงทางการเมือง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางสังคม ไม่อาจแยกออกจากกันได้อีกต่อไป การตัดสินใจด้านนโยบายต่างประเทศจึงส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า การลงทุน พลังงาน เทคโนโลยี หรือโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต

ขณะเดียวกัน การเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศก็จำเป็นต้องมาพร้อมกับกลไกกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ รัฐจะต้องสามารถตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับนักลงทุนต่างชาติได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าผู้ลงทุนเหล่านั้นจะมาจากประเทศใดก็ตาม เพราะหากรัฐไม่สามารถรักษามาตรฐานเดียวกันได้ ก็อาจนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

ท้ายที่สุด เมื่อพิจารณาปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การรวมศูนย์อำนาจ ปัญหาการศึกษา การขาดเสรีภาพทางการเมือง หรือความท้าทายด้านเอกราชและนโยบายต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าปัญหาเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก

หากย้อนกลับไปพิจารณาหลักหกประการของคณะราษฎร จะพบว่าหลักการเหล่านั้นมิได้เป็นเพียงเป้าหมายทางการเมืองของคนในอดีต แต่ยังคงเป็นโจทย์สำคัญของสังคมไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกราช ความปลอดภัยทางเศรษฐกิจ สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค หรือการศึกษา

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นการ “ชิงสุกก่อนห่าม” หรือไม่ หากแต่เป็นคำถามว่า หลังจากผ่านไปเกือบหนึ่งศตวรรษ สังคมไทยสามารถสานต่ออุดมการณ์ในการสร้างสังคมที่ประชาชนมีศักดิ์ศรี มีสิทธิ มีเสรีภาพ และมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกันได้มากน้อยเพียงใด

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาธิปไตยมิใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ หากเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ การต่อสู้ และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้หลักการเรื่อง “คนเท่ากัน” กลายเป็นความจริงในชีวิตประจำวันของผู้คนทุกคนในสังคม