ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน
สวัสดีครับทุกคน ทุกท่านเป็นปูชนียบุคคล เมื่อสักครู่ผมว่าวีดิทัศน์ได้เกริ่นไว้แล้ว พอดีว่าผมเป็นแฟนของทางสถาบันนะครับ และผมได้ทำซีรีส์เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยนะครับ ตอนที่ทำผมคิดอยู่เลยครับว่าข้อมูลไม่น่าจะมีใครที่แม่นเท่ากับที่นี่แล้ว เลยขอความช่วยเหลือจากสถาบัน สถาบันก็น่ารักมากครับ ตรวจให้ผมมาหลายตอนมาก ใช้เวลากันยาวนานพอสมควร แต่ก็ดีใจที่ได้ทำประวัติศาสตร์การเมืองไทยแบบที่คิดว่ามีข้อมูลครบนะครับ วันนี้ผมจะคุยเรื่องที่เกี่ยวข้องกันกับบทบาทของคณะราษฎร แต่ว่าเป็นในเชิงประวัติศาสตร์ครับ
ทุกคนถ้าเกิดว่าเคยติดตามรายการผมจะรู้นะครับ ว่าผมเป็นคนที่ชอบศึกษาประเทศไทยในฐานะส่วนหนึ่งของบริบทโลกเพราะผมเชื่อว่าถ้าเราศึกษาบริบทในประเทศไทยเอง เราก็จะได้ทัศนคติอย่างหนึ่ง แต่หลังจากที่ศึกษาไปผมก็มองว่ามันทำให้เราได้เห็น และผมได้เห็นว่าความสำคัญของการปักหมุดคือการอภิวัฒน์สยามนะครับ ผมขอใช้คำว่า ค.ศ. 1932 นะครับ เพราะผมคิดว่าจะทำให้เราเชื่อมโยงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์โลกกับไทยได้ดียิ่งขึ้น
ผมขอเริ่มแบบนี้ครับว่า เวลาผมเรียบเรียงประวัติศาสตร์ผมชอบเรียบเรียงเป็น ค.ศ. สาเหตุเพราะว่าครั้งหนึ่งเป็นเหตุที่เล็กน้อยมากนะครับ ผมเจอคนเยอรมันคนหนึ่งแล้วก็ถามผมว่า “ขอโทษนะ กรุงเทพเกิดขึ้นเมื่อไหร่” คนรอบข้างก็ตอบน่ารักมาก Twenty-three Twenty-five (พ.ศ. 2325) เขาตกใจ “โอ้ กรุงเทพสร้างขึ้นในอนาคตเหรอ” เขาไม่รู้ครับ มีไม่กี่ประเทศที่ใช้พุทธศักราช แล้วคุณเปลี่ยนแปลงจาก Absolute monarchy (ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์) มาเป็นประชาธิปไตยปีไหน Twenty-four Seventy-five (พ.ศ. 2475) งงอีกนะครับ ทำให้ผมได้รู้จึงลองเปลี่ยนเพื่อที่เราจะได้ทับกับบริบทโลกนะครับ
เพราะฉะนั้น วันนี้ผมจะไล่เรียงนะรับ ขออนุญาตว่าไม่ได้กระแดะฝรั่งนะครับ แต่เพื่อความที่เราเป็นพลเมืองโลกจากพุทธศักราชหรือ Buddhist era (พุทธศักราช) ผมขอเรียบเรียงเป็นคริสต์ศักราชนะครับ เราจะได้พอทราบว่าการเปลี่ยนแปลงอภิวัฒน์สยามใน พ.ศ. 2475 หรือว่า ค.ศ. 1932 นี้มีความสำคัญอย่างไรต่อไทย สำหรับผมแล้วมีความสำคัญมากครับ เพราะทำให้ประเทศไทยมีความหลากหลายทางความคิดทางการเมือง แนวความคิดในทางสังคม ซึ่งครั้งหนึ่งก่อนหน้านั้นไม่ได้เคยมีมากขนาดนั้นนะครับ
ผมถอยกลับไปครับว่าคำว่าอภิวัฒน์สยาม ค.ศ. 1932 ครับ แต่เวลาพอเราเรียบเรียง พ.ศ. 2475 เราอาจจะงงคณะราษฎร เมื่อสักครู่วีดีทัศน์ได้บอกไปแล้วนะครับ ก่อตัวขึ้นในทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้วก็เรื่อยมา บางคนจะบอก ค.ศ. 1932 ในแง่บริบทโลกเกี่ยวข้องยังไง ท่านลองดูดี ๆ นะครับ ยุคนั้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จรดสงครามโลกครั้งที่ 2 คือช่วงที่แนวคิดทางการเมืองที่มีความหลากหลายปะทะสังสรรค์กันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนะครับ ท่านลองคิดดูครับว่าการเกิดขึ้นของรัฐคอมมิวนิสต์แห่งแรกของโลก วลาดีมีร์ อุลยานอฟ เลนิน (Vladimir Ulyanov Lenin) การปฏิวัติรัสเซีย ซึ่งหลายท่านจะทราบนะครับว่ามี 2 ระลอก ระลอกที่ 1 กุมภาพันธ์ ระลอกที่ 2 ตุลาคมนะครับ ระลอกที่ 1 จบไปแล้วเรียบร้อย เกิดสงครามกลางเมืองของรัสเซีย มีรัสเซียขาว รัสเซียแดง ต่อสู้กันมาจนถึงตุลาคมท้ายที่สุดบอลเชวิคหรือพรรคเสียงส่วนใหญ่สามารถเอาชนะสงครามกลางเมืองได้นะครับ แล้วก็เกิดรัฐคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดและแห่งแรกของโลกใบนี้ สิ่งนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1917 - 1918 ก่อนหน้าการเกิดขึ้นหรือการอภิวัฒน์สยาม 10 กว่าปีแค่นั้นเอง
ท่านคิดว่าโลกสะเทือนไหมครับ ผมว่าครั้งนี้โลกนี้สะเทือนมากกว่าตอนปฏิวัติฝรั่งเศสนะครับ ปฏิวัติฝรั่งเศส ผมถอยกลับมา ผมถือว่าเป็นการสะเทือนโลกมากนะครับ หลายคนที่ผมย้ำแบบนี้เวลาบอกกรุงเทพตั้งเมื่อไหร่ พ.ศ. 2325 ฝรั่งงงครับ พอบอกว่า ค.ศ. 1782 นั่นคือ Turning point ของโลกนะครับ 7 ปี 6 ปีก่อนการเกิดของกรุงเทพ จอร์จวอชิงตัน (George Washington ) ประกาศสงครามต่อจอร์จที่ 3 (George III) อเมริกาครับ สาธารณรัฐขนาดมหึมาของโลก รัตนโกสินทร์ตั้งขึ้นอีก 6 อีก 7 ปีเกิดอะไรครับ ทลายคุกบัสติล สาธารณรัฐแห่งแรก ๆ ของยุโรป นั่นคือการเปลี่ยนครั้งที่ 1 นะครับแต่ฝรั่งเศสการเมืองเปลี่ยนไปเปลี่ยนมานะครับ ถ้าเรามาดูครับหลังสงครามช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เลย รัสเซียกับสหภาพสวิสยังรบกันอยู่ในสงครามโลกครั้งที่ 1 อยู่เลย เปลี่ยนแปลงแบบนี้พระเจ้าซาร์จบลงเริ่มต้นกลายมาเป็นระบอบใหม่คอมมิวนิสต์ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มีแต่ปรากฏบนตัวหนังสือของคาร์ล มาคส์ ครับ แต่เกิดขึ้นจริงก็คือในปีนั้น ค.ศ. 1918 ด้วยการปฏิวัติบอลเชวิค ตรงนั้น ค.ศ. 1918 ก่อนการอภิวัฒน์สยามเพียงแค่ 14 ปีเท่านั้นนะครับ
โลกใบนี้ครับสั่นสะเทือนแล้วถามว่าโลกใบนี้จะขับเคลื่อนไปทางไหน ค.ศ. 1921 ครับ เกิดการรวมตัวกันของผู้ที่มีแนวความคิดที่เป็นคอมมิวนิสต์นำโดยแกนนำจากหูหนาน หนึ่งในนั้นก็คือเหมาเจ๋อตุง ท่านมาจากฉางซาซึ่งเป็นเมืองเอกของหูหนาน ท่านลองคิดดูโลกใบนั้นเริ่มต้นคิดแล้วว่าสังคมเราจะเป็นแบบเดิมไม่ได้โลกนี้มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม โลกนี้มี imperialism (ลัทธิจักรวรรดินิยม) ขนาดใหญ่ชนิดที่พวกเราไม่เคยเจอมาก่อน แล้วเราจะเดินหน้าไปทางไหน
จีนในปี ค.ศ. 1921 นะครับ คือหลังการปฏิวัติซินไฮ้ 10 ปี การปฏิวัติซินไฮ้คือการจบลงของราชวงศ์ต้าชิงหรือว่าระบอบกษัตริย์หรือว่าระบอบจักรพรรดิของของจีน 10 ปีด้วยกัน เรามาดูครับ สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 5 (Mehmed V) ราชวงค์ อุษมานียะฮ์ หรือว่าออตโตมาน เอ็มไพร์ (The Ottoman Empire) ออตโตมานปกครองแผ่นดินมานะครับ ถ้าเกิดว่ายึดถึงตอนที่พวกเขาสามารถเข้าไปที่ยุโรปได้นะครับ ก็คือ 1 ปีหลังการเกิดขึ้นของดาวินชี (Leonardo da Vinci) ค.ศ. 1453 ครับ พวกเขาเป็นมหาอำนาจหนึ่งในไม่กี่มหาอำนาจโลกที่ครองอำนาจ 3 ทวีปนะครับ ยุโรป คาบสมุทรบอลข่านทางคาบสมุทร แอฟริกา อียิปต์และเอเชียรวมทั้งหมดเลย แต่ท้ายที่สุดครับจบสงครามโลกครั้งที่ 1 สุลต่านองค์สุดท้ายของอุษมานียะฮ์ พระเจ้าเมห์เม็ดที่ 5 ลงจากอำนาจ โลกเปลี่ยนไปกลายเป็นการสถาปนาของสาธารณรัฐใหม่จากจักรวรรดิสู่สาธารณรัฐครับ
ชายคนนี้ มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก (Mustafa Kemal Atatürk) สถาปนาสาธารณรัฐตุรกี ค.ศ. 1921 แปลว่าก่อนการอภิวัฒน์สยามแค่ 11 ปีแค่นั้น ท่านเห็นไหมครับ นี่คือคลื่นการเปลี่ยนแปลงมหาศาลของโลกนะครับ การก้าวขึ้นมาของมุสตาฟา เคมาล รัฐซึ่งถือว่าครั้งหนึ่งเขาเรียกว่าเป็นรัฐเคาะลีฟะฮ์ (Caliphate) ก็คือรัฐที่ปกครองด้วยผู้นำทางศาสนาครับก็มีอยู่ 4 รุ่นนะครับตั้งแต่ยุคก่อนหน้านั้น อับบาซียะฮ์ อุมัยยะฮ์ รอชิดูน ทั้งหมด 5 ยุคนี่คือยุคที่ 5 นะครับ จบลงกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงหลายท่านอาจจะไม่รู้นะครับ ครั้งนี้ถือแปลกประหลาดมากครับเพราะว่ามุสตาฟา เคมาลเบื้องต้นไม่ใช่ชาวมุสลิมเขาเป็นคนยิวที่นับถือศาสนาอิสลามนะครับ เกิดที่ซาโลนิกาซึ่งเป็นกรีซ
ท่านลองคิดว่าโลกเปลี่ยนขนาดไหนครับ แต่เดิมผู้หญิงไม่มีบทบาทนะครับ แต่ว่ามุสตาฟา เคมาลพูดว่าสมัยที่ผมไปเรียนที่ยุโรป ผู้หญิงผู้ชายเสมอกัน คลื่นนี้ครับซัดส่ายเข้ามาโลกกำลังคิดอยู่ว่าตกลงแล้วจะไปทางไหนดี เราจะเหมือนเดิมหรือไม่เหมือนเดิม ประเทศอื่นในอาเซียนคิดไม่ต้องเยอะครับ เพราะอะไรครับ เป็นเมืองขึ้นตะวันตกหมดเลยครับ เหลือประเทศเดียวครับในอาเซียนที่มีสิทธิ์ที่จะคิดครับ นั่นคือสยามประเทศ สยามประเทศเริ่มคิดละโลกใบนี้ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อคิดไปแล้วสิ่งหนึ่งที่เป็นหนึ่งใน Catalyst (ตัวเร่งปฏิกิริยา) ในช่วงนั้นหลายคนอาจจะไม่รู้ ค.ศ. 1932 คือปีแห่งการอภิวัฒน์สยามแต่ว่า 3 ปีก่อนหน้านั้น ลืมไม่ได้นะครับ หลายคนไม่ได้เอาภาพมาโยงครับ ค.ศ. 1929 วอลสตรีตแครช (Wall Street Crash) อันนี้ถ้าเทียบแมกนิจูด (Magnitude) แล้วหนักกว่าซับไพรม์ (Subprime) นะครับ ท่านลองดูนะครับ ว่าโลกทั้งใบพึ่งเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว เพราะว่ายุโรปกู้เงินสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของสหรัฐอเมริกาตอนนั้นคือเยอรมันครับ เพราะว่าเยอรมันแพ้สงครามโลก ประเทศที่ยอมซื้อสินค้าเยอรมันตลอด นั่นก็คือสหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกาตอนนั้น ค.ศ. 1929 เกิด Wall Street Crash นะครับ ตอนนั้นประธานาธิบดีมีชื่อว่า เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ (Herbert Hoover) พอ Crash ก็ส่งผลกระทบต่อทั่วโลกแน่นอน ส่งผลกระทบมายังสยามด้วยเช่นเดียวกันนะครับ ตอนนั้นที่ผมเคยอ่านตอนเด็ก ๆ นะครับได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกเพราะว่าหัวใจของการปั๊มเงินทั่วโลกตอนนั้นเนี่ยก็คือ Wall Street ครับ เพราะว่าเล่นหุ้นกันอย่างเมามันมากนะครับ คงไม่ต้องอธิบายใครผ่าน พ.ศ. 2540 มาแล้วคงรู้ว่ามันมีความหมายว่าอะไรในตอนนั้นเองนะครับ ท่านคิดดูแล้วกันว่าประเทศประเทศหนึ่งครับที่บอกว่าเราจะมีการพัฒนาประชาธิปไตยให้ดีประเทศนั้นคือเยอรมันครับ
เยอรมันพัฒนานะครับ เศรษฐกิจ มาปรากฏว่าเศรษฐกิจล้มครั้งที่ 2 ในรอบ 10 กว่าปี ครั้งที่ 1 คือล้มหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ยังไม่ทันทำอะไรเลยครับ เศรษฐกิจล้ม ค.ศ 1929 เศรษฐกิจล้มเป็นครั้งที่ 2 ท้ายที่สุดครับ ตอนนั้นเกิดเหตุการณ์ความปั่นป่วน บอกยุคนั้นคือยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนะครับ พรรคนี้เลยนะครับ อันนี้เป็นผลการเลือกตั้ง ไรซ์สตาร์ค (Reichstag) หรือว่าสภาล่างของเยอรมันนะครับ ในปี ค.ศ. 1932 คือปีแห่งการอภิวัฒน์สยาม เลือกตั้ง 2 ครั้ง พรรคที่ชนะมีชื่อว่า Nationalsozialismus พรรคนาซี 2 ครั้งนะครับ เพราะอะไรครับทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเนี่ยพรรคนาซี ก่อนหน้านั้นชนะการเลือกตั้งแค่ 7 เปอร์เซ็นต์นะครับ พอเศรษฐกิจตกต่ำชนะ 32 เปอร์เซ็นต์ 2 ครั้งนะครับในปีเดียวกัน เลือกตั้ง 2 ครั้ง ค.ศ. 1933 ชนะอีกครับ ภาพนี้ก็เลยเกิดขึ้นครับ
ตอนแรกชนะการเลือกตั้งพรรคอื่นในเยอรมันพูดว่า ถ้าเอาคนนี้ขึ้นมา ประเทศแย่แน่นอน แต่ทำอย่างไรได้ชนะเลือกตั้ง 3 ครั้ง ต้องให้เขาครับ ในที่สุดต้องให้เขา บอกว่า เอ้า ถ้าจอมพลฮินเดนบวร์กเป็นประธานาธิบดีมาก็แล้วกัน โชคไม่ดีของโลกใบนี้ครับ ฮิตเลอร์สาบานตนเป็นนายกรัฐมนตรีไรช์คานเซลเลอร์ (Reichskanzler) หลังจากนั้นไม่กี่เดือนฮินเดนบวร์กตาย ฮิตเลอร์สถาปนาตัวเองเป็นทั้งนายกและเป็นทั้งประธานาธิบดีตั้งชื่อตัวเองว่า แดร์ ฟือเรอร์ (Der Führer) เดอะลีดเดอร์ (The Leader) โลกก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลครับ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากจะเรียนคือทศวรรษที่ 20-30 ก่อนการอภิวัฒน์สยามคือช่วงที่ทั่วทุกมุมโลกครับ เริ่มต้นคิดว่าแผนสำหรับอนาคตพิมพ์เขียวอนาคตของโลกใบนี้เหมือนเดิมไม่ได้ครับนะครับ โลกใบนี้ต้องเปลี่ยนแปลงไปนะครับ แต่ในวันนี้นะครับเรานั่งอยู่ในพื้นที่ตึกนี้เขาเขาขายเฟอร์นิเจอร์ Euro Creations นะครับ เกี่ยวข้องครับ ท่านลองคิดดูแม้เฟอร์นิเจอร์ก็ปฏิวัติครับสมัยก่อน ท่านเห็นหนา ๆ หนัก ๆ ถ้าคิดไม่ออกนะครับไปดูตามพวกตามสภา ตามหน่วยราชการหนา ๆ หนัก ๆ นะครับ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 กลุ่มออกแบบที่มีชื่อว่า เบาเฮาส์ (Bauhaus) บอกว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้วเฟอร์นิเจอร์หน้าตาเหมือนเดิมไม่ได้ เก้าอี้ที่ท่านนั่งนี่แหละครับเบาเฮาส์ทั้งนั้นแหละ
ท่านลองคิดโลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ยุคนั้นยุคก่อนการอภิวัฒน์สยามเหมือนกันครับคิดว่าโลกนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไป แล้วพิมพ์เขียวแบบไหนสอดคล้องกับโลกปัจจุบันใหม่มากที่สุดความเสมอภาคเพียงพอหรือยัง ยัง เรื่องของบทบาทสตรีมีพื้นที่โอบรับบทบาทสุภาพสตรีที่มีความเท่าเทียม ยัง แล้วถ้าเกิดไม่มีแล้วใครเป็นคนดูแลครับ ระบอบการปกครองแบบใดจึงการปะทะสังสรรค์เรื่องของการเมือง เมื่อสักครู่ผมชอบที่อาจารย์อังคณาพูดว่า ตรงนี้คือพื้นที่ที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดทางการเมืองที่มีความหลากหลายได้นั่นคือ Legacy (มรดก) ที่มีความสำคัญมากนะครับเพราะว่าโลกนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง โลกนี้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ครับ ถ้าเกิดว่ามีรูปแบบใดแบบหนึ่งมา Dominate หรือมาครอบงำเอาไว้ โลกก็อภิวัตน์ไม่ได้เช่นเดียวกันนะครับ
เรามาดูที่ประเทศไทยกันบ้างครับ หลังจากการอภิวัฒน์สยามไปแล้วท่านทราบนะครับว่าอาจารย์ปรีดีเอง ท่านมีเจตนารมณ์ที่ดีในการที่อยากจะวางพื้นฐานนะครับของสังคมใหม่ นั่นก็คือโครงร่างนะทางเศรษฐกิจแต่ว่าทุกคนจะทราบว่ากลายเป็นอุบัติเหตุทางการเมืองนะครับ เพราะจากนั้นอาจารย์ก็จำเป็นที่จะต้องลี้ภัยออกไปจากประเทศไทยด้วย แต่ตรงนั้นครับถือเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ประเทศไทยได้เริ่มต้นคิดแล้วครับว่า สังคมใหม่ของประเทศไทยซึ่งตอนนั้นเป็นสยามประเทศเพราะเปลี่ยนชื่อประเทศก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ครับนั่นก็คือมิถุนายนของปี ค.ศ. 1939 นะครับ ในช่วงนั้นสังคมไทยหันมานั่งคิดว่าแล้วเราจะเดินหน้าอย่างไรกันดี
ผมถอยกลับมาอีกหนึ่งส่วนครับคือลุงโฮ (โฮจิมินห์) หลายท่านทราบนะครับ ว่าลุงโฮเนี่ยเรียนหนังสือที่ก๊อกหอกนะครับ ก๊อกหอกของเขาก็คือโรงเรียนมัธยมลีเซ่ก๊อกหอก ก็คือโรงเรียนมัธยมของเวียดนาม จากนั้นท่านก็เดินทางไปที่มาร์เซย์ฝรั่งเศส จากนั้นก็เดินทางไปที่ยุโรป หลากหลายประเทศครับ ลุงโฮคือหนึ่งในคนที่มีอุดมการณ์คอมมิวนิสต์จากฝรั่งเศสและลุงโฮก็คิดว่าแหม ถ้าเกิดว่าในภูมิภาคเรา ซึ่งตอนนั้นหน้าตาก็ยังไม่รู้ว่าช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เตรียมตัวก่อตัว
โลกนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไรครับ ลุงโฮก็เดินทางมาครับที่แถว ๆ หัวลำโพงบ้านเรา มาที่นี่ไม่ได้มานั่งรถไฟนะครับ โรงแรมที่ตุ้งกี่นะครับ มาวางฟอร์แพลนเอาไว้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในช่วงทศวรรษที่ประมาณ 30 ครับ ซึ่งตรงนั้นเองครับความหลากหลายทางการเมืองผมไม่ได้อุดมการณ์การเมืองใดดีที่สุด แต่ความหลากหลายทางอุดมการณ์ทำให้คนต่างชาติต่างภาษาได้มารู้จักกัน
แล้วท่านเชื่อไหมครับ ปีนี้คือปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ 50 ปีของไทยกับเวียดนาม หมุดแรก ๆ ครับ คือความสนิทสนมกันของอาจารย์ปรีดีกับลุงโฮนะครับ เราลองไปดูกันต่อครับ งานวิจัยของสถาบันนี้ดีมากนะครับ ผมแนะนำเพราะตอนที่ผมเจอผมบอกคุณปรีดิวิทย์บอกว่า "เจอขุมทรัพย์แล้ว" แต่ก่อนผมไม่รู้ผมจะศึกษาประวัติศาสตร์ไทยที่ดีและเรียบเรียงมาเป็นอย่างดีมากที่ไหน ผมมาเจอที่นี่ครับแล้วก็หลายสิ่งหลายชิ้นเลยนะครับ ผมก็นำมาประกอบเป็นประวัติศาสตร์แปดนาทีด้วย เดี๋ยวมาดูครับว่าหมุดตรงนั้นมีความสำคัญมาถึงปัจจุบันทั้งมิติความมั่นคง มิติเศรษฐกิจ มิติสังคมแล้วก็มิติต่างประเทศด้วยนะครับ มาที่ประเทศไทยกันบ้างเมื่อสักครู่ที่ดูสารคดีไปนะครับ แล้วก็รวมถึงการฟังพี่นุนะครับ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผมชอบมากที่พี่นุบอกว่าตอนนั้นจอมพล ป. กับท่านปรีดีอาจจะรู้กันก็ได้ครับ ด้านหนึ่งมีการเปิดให้กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นขึ้นบกในประเทศไทยเพื่อเตรียมไปบุกที่ บริติชมาลายา (British Malaya) กับบริติชเบอร์ม่า (British Burma) ความน่าสนใจนี้นะครับเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ถ้าใครดูภาพยนตร์เรื่องเพิร์ลฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor) เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 ครับ
แล้วท่านรู้ไหมครับว่าญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่เมืองไทยวันไหน มันอัศจรรย์มากครับ 8 ธันวาคมครับ พูดง่ายวันเดียวกันแค่คนละไทม์โซนญี่ปุ่นโจมตี 2 ปีกพร้อมกันนะครับ ด้านหนึ่งส่งเรือยามาโตะนะครับปฏิบัติการโทราโทราโทรา (Tora! Tora! Tora!) แล้วก็ล้มเรือรบแอริโซนาเรือรบที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐจมก้นทะเล อีกด้านนึงครับส่งกองเรือมาจากไต้หวันครับและลงมาขึ้นที่ขึ้นบกทีประจวบคีรีขันธ์ บุกได้สองทาง ด้านหนึ่งครับส่งไปที่บริติชเบอร์ม่า อีกข้างลงใต้ครับบริติชมาลายานะครับ ท่านลองคิดดูว่าทุกอย่างเกี่ยวข้องในจังหวะนั้นจะบอกนะครับ ท่านคงจะไม่สามารถฝืนอำนาจของฮิเดกิโตโจ (Tojo Hideki) ได้นะครับ ปล่อยเข้ามาครับ แต่ขณะเดียวกันบ้านเรา โดยตอนนั้นก็คือทางด้านอาจารย์ปรีดี มีบทบาทสำคัญในการที่จะปฏิเสธเรื่องของตัวสงครามด้วยและในที่สุดสงครามโลกก็จบลงแบบที่ประเทศไทยมิใช่ผู้แพ้นะครับ
หลายท่านไม่ใช่ผู้แพ้แล้วไง ข้อดีครับเราเลยกลายเป็นประเทศที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติองค์กรเกิดใหม่อันดับที่ 55 นะครับท่านลองคิดดูนะครับ จอมพล ป. ส่งกองทัพไทยไปเหยียบเท้าฝรั่งเศสเพราะไปเอากัมพูชาคืน หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิตั้งขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ใช่นะครับเป็นเพราะว่าไทยชนะฝรั่งเศสในการไปรวบพื้นที่ฝรั่งเศสกลับคืนนะครับ ในขณะเดียวกัน อังกฤษเองเคืองแน่นอนครับเพราะว่าคุณเปิดประตูบ้านให้ญี่ปุ่นมาเหยียบหน้าผม ทั้งที่บริติชมาลายา ทั้งที่บริติชเบอร์ม่า แต่ที่สุดครับด้วยเหลี่ยมมุมทางการทูต แต่ตอนนั้นทำให้ประเทศไทยสามารถได้มหามิตรคือสหรัฐอเมริกาที่เปิดประตูให้พวกเราเดินหน้าในการที่จะเข้าไปสู่การเป็นสมาชิกสหประชาชาติได้ซึ่งตอนนั้นมีคณะมนตรีความมั่นคงถาวร 5 ประเทศนะครับ ทั้ง 5 ประเทศ 2 ประเทศไม่อยาก Say yes ครับ แต่โดนบังคับให้ Say yes ในที่สุดเราก็เลยกลายเป็นประเทศที่มีสถานภาพในเวทีโลก ภาพที่เห็นนะครับก็คือวันสันติภาพไทย คือวันที่ประเทศไทยบอกแล้วว่าเราสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปแล้วและเรามิใช่ผู้แพ้
ซึ่งแน่นอนครับ ส่งผลต่อเนื่องมาในอีกหลากหลายมิติ มีคุณูปการจากวันนั้นสู่วันนี้นะครับ ท่านลองคิดดูว่าถ้าเรื่องมันไม่จบมันจะเกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวผมต้องไปขอภาพเคลื่อนไหวด้วยเพราะว่าเป็นภาพที่ดีมากนะครับ เรามาดู มกราคม ค.ศ. 1946 พ.ศ. 2489 ครับในวันนั้นลอร์ด หลุยส์ เมานต์แบตเทน (Lord Louis Mountbatten) นะครับ ถ้าใครดูหนังอังกฤษคงจะเจอบ่อย ๆ นะครับ ลอร์ด หลุยส์ เมานต์แบตเทน เดินทางมาที่ประเทศไทย ตอนนั้นเปลี่ยนชื่อไปแล้ว จาก ค.ศ. 1939 แล้วก็บอกว่าจบลงเรียบร้อยแล้วก็มานะครับ ซึ่งในตอนนั้นเองครับในเชิงของเกมการทูตประเทศไทยนี้เราสามารถที่จะต้อนรับได้มิใช่ในฐานะผู้แพ้สงครามครับ
ตอนนั้นจำได้ว่าพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลนั้นก็เป็นคนที่ต้อนรับนะครับแล้วก็แท่นที่ยืนก็คือว่าพระองค์ท่านยืนอยู่สูงกว่าเมานต์แบตเทนเล็กน้อยเป็นการแสดงออกว่าเรามิใช่ผู้แพ้ ทั้งหมดนี้นะครับคือการเดินหน้าครับของการอภิวัฒน์สยามที่มีผลต่อมาถึงการบริหารราชการแผ่นดินแล้วก็ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลังจากนั้นด้วย ผมคงไม่ได้เล่าเพราะเล่าไปแล้วนะครับหลังจากนั้นครับประเทศไทยเองครับผมต้องบอกอย่างนี้ ในมิติทางการทูตสำคัญอย่างไรครับ ภาพนี้นะครับหลายท่านอาจจะไม่เคยเห็นมีใครเคยไปตึกกระทรวงการต่างประเทศไหมครับ ไม่เคย แต่ก่อนเป็นอะไรครับ แต่ก่อนอยู่วังสราญรมย์ใช่ไหมครับ ที่ใหม่ครับ เกิดมาผมไม่เคยรู้เลยว่าตึกนั้นคือตึกอะไร
ท่านรู้จักนาโต้ (NATO) ใช่ไหมครับ เขาทำนาโต้ครับแต่ทำที่นี่มีชื่อว่าซีโต้ (SEATO) เป็นฐานบัญชาการที่สหรัฐอเมริกากับพันธมิตรต้องการใช้เป็นฐานที่มั่นในการต่อต้านภัยคอมมิวนิสต์ยุคสงครามเย็นนะครับ ภาพนี้ครับผมว่าเราอาจจะไม่ได้เห็นแต่ภาพนี้เป็นที่ฟิลิปปินส์นะครับ ตอนที่เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (Ferdinand Marcos) หนึ่งในการนำของซีโต้ในภูมิภาค ซีโต้ตลกมากครับชื่อว่า ซีโต้นะครับแต่ว่ามีประเทศที่อยู่ในอาเซียน 3 ประเทศแค่นั้นเองคือเวียดนามใต้ ไทยและฟิลิปปินส์นะครับ ท่านจะเห็นท่านที่ไว้หนวดตรงนั้นนะครับ
นี่คือพลอากาศตรีเหงียน กาว กี่ (Nguyễn Cao Kỳ) ผู้นำเวียดนามใต้ครับ ตอนนี้ยังเป็นเวียดนามใต้นะครับ ธงสีเหลือง คาดสีแดง 4 เส้น อันนี้เลยถัดมาครับ ท่านนี้บุรุษเหล็ก พัก จองฮี (Park Chung-hee) เกาหลีใต้ครับ ไม่ต้องถามครับว่าตอนนี้ลูกเป็นประธานาธิบดีอยู่ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (Ferdinand Marcos) ท่านนี้ไปอยู่ข้างหลังนะฮะ จอมพลถนอม กิตติขจร ท่านนี้เคยมารับปริญญาเอกที่คณะเราครับพี่นุ๊ก ลินดอน บี. จอห์นสัน (Lyndon B. Johnson) เป็นการรวมตัวกันครับที่ผมจะเอาให้ดูผมไม่ได้อยากเล่าถึงเรื่องซีโต้ครับ
แต่ผมจะบอกว่า ถึงแม้ว่าเราจะเป็นพันธมิตรสหรัฐอเมริกาแต่เราเป็นมิตรที่ดีมากนะครับกับประเทศที่เป็นสังคมนิยมได้ด้วยครับ ท่านดูครับว่าเราทำได้ยังไงครับ อันนี้เมื่อสักครู่พูดไปตั้งนานครับ ท่านลองคิดดูว่ามหามิตรของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ที่ฉลองครบรอบ 50 ปีแล้วคือจีนนะครับ เราใกล้ชิดกับอเมริกาครับแล้วเราไปใกล้เข้าใกล้ชิดกับจีนได้อย่างไรและนอกเหนือไปจากนี้สหรัฐอเมริกาหรือแม้แต่ทั้งฝรั่งเศสรบกับเวียดนามแต่เราสามารถเราเป็นมิตรอเมริกาแต่เราเข้าใกล้กับเวียดนามได้ปีนี้ฉลองครบรอบ 50 ปี น่าสนใจไหมครับว่าเราทำได้อย่างไร ทึ่งมากครับ ประเทศไทยนี่สุดยอดนะครับ ไม่เคยเลือกข้างใคร ถ้าเลือกแล้วเลือกข้างชนะเสมอ อย่าเรียกอย่างนี้นะ ประเทศไทยนะครับ เมืองนี้ประเทศคืออิตาลีครับคล้ายกันเลยนะครับ
นี่ครับผมเอาภาพนี้มาให้ดูเล็กน้อยครับจะได้รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมีความใกล้ชิดกันขนาดไหน ภาพที่เห็นนี้นะครับ ภาพก็บอกแล้วครับว่าฉางเจิง ไม่ใช่ชื่อจรวดนะครับ ปัจจุบันฉางเจิงเป็นชื่อขีปนาวุธมันนะครับ แต่ฉางเจิงสมัยก่อนคือลองมาร์ช (Long March) นะครับ ยุคนั้นครับ ค.ศ. 1930 ต้น ๆ ก่อนที่ญี่ปุ่นจะบุกเข้าไปที่จีนครับพรรคคอมมิวนิสต์จีนถูกกวาดล้างโดยพันธมิตรระหว่างเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ตู้เยว่เซิง (Du Yuesheng) ตู้เย่เซิงคือเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ตัวจริงนะครับกับเจียงเจี้ยสือหรือเจียงไคเช็กปราบพรรคคอมมิวนิสต์นะครับ Massacre สังหารหมู่ครับจนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องออกมาจากบริเวณเจ้อเจียงลงมาเรื่อย ๆ เจียงซีลงมาเรื่อย ๆ เคลื่อนเป็นตัวซีครับ นับหนึ่งหมื่นกิโลเมตรไปปักหลักที่จุดสุดท้ายที่เมืองเหยียนอัน มณฑลซานซี ทางตอนบนใกล้ใกล้เมืองซีอานนะครับ
ท่านลองคิดดูแล้วกันว่าถ้าหากว่าวันนั้นไทยไม่มีความสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนเราอยู่ข้างเจียงไคเช็กอย่างเดียวความสัมพันธ์เราจะแน่นแฟ้นไหมครับ แต่ตอนนั้นจากการที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับระหว่างเรากับตัวพรรคคอมมิวนิสต์เองนะครับ เดี๋ยวมาดูว่าเราสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง ภาพนี้ให้ดูครับ ท่านหนึ่งผมมั่นใจว่าท่านจะรู้นะครับ บางคนมองว่าสตีฟจ็อบเปล่าวะ ไม่ใช่นะครับ นี่คือเจียงไคเช็กนะครับ อีกท่านก็คือเหมาเจ๋อตุงภาพนี้ ค.ศ. 1945 ตอนที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้นะครับสงครามโลกเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว 2 คนทะเลาะกันแทบตายแต่ต้องต่อสู้ญี่ปุ่นด้วยกัน อีกท่านคือเหมาเจ๋อตุง ชนแก้วกันจบแล้ว ญี่ปุ่นมันไปแล้ว ทำอะไรต่อ รบกันต่อครับ กลายเป็นสงครามกลางเมืองภาค 2 นะครับ
ในช่วงเวลาดังกล่าว ในที่สุด ค.ศ. 1949 ครับ ซึ่งเป็นปีเดียวกับเหตุการณ์ที่เมืองไทยคือกบฏวังหลวง ตอนนั้นอาจารย์ปรีดีจำเป็นต้องลี้ภัยไปยังต่างประเทศและก็ประเทศที่ท่านลี้ภัยไปก็คือ ประเทศเกิดใหม่ที่มีชื่อว่า จงหัวเหรินหมินก้งเหอกั๋ว (Zhōnghuá Rénmín Gònghéguó) สาธารณรัฐประชาชนจีน ท่านไปก่อนหน้าการประกาศการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนแค่ไม่กี่วันนะครับ 1 ตุลาคมที่จตุรัสเทียนอันเหมินครับ ในวันนั้นอาจารย์ปรีดีถ้าผมจำไม่ผิดท่านไปอยู่ที่นั่น คือสายสัมพันธ์ครับเราเป็นมิตรกับอเมริกาก็จริงครับแต่ว่าในแง่ของอุดมการณ์ที่มีความคล้ายคลึงกันทำให้เราสามารถประสานงานกับเพื่อนร่วมโลกได้เป็นอย่างดีนะครับนั่นคือ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949
แต่จีนเองมีอุบัติเหตุท่านทราบนะครับ ค.ศ. 1966 ครับ ด้วยความล้มเหลวของเหมาเจ๋อตุง ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนโยบาย Great Leap Forward (นโยบายก้าวกระโดดครั้งใหญ่) ครับ ท้ายที่สุดเมียคนที่ 4 ของแกที่มีชื่อว่านางเจียงชิงนะครับ ก็เลยเป็นสถาปัตย์ในการสร้างละครเรื่องใหญ่ที่มีชื่อว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมนะครับ จนในที่สุดสถานการณ์เกิดขึ้นนั่นคือปี ค.ศ. 1966 ครับ เหตุการณ์ท่านอาจจะพอทราบก็คือเหตุการณ์ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนตำหนิทุกคนว่าคนนี้ทรยศต่ออุดมการณ์ทางคอมมิวนิสต์ที่สุดแล้วบุคคลสำคัญที่วิพากษ์วิจารณ์เหมาเจ๋อตุงก็เลยถูกแขวนป้ายประจานแบบนี้ครับ หนึ่งในคนที่ผมอยากจะพูดถึงมาก ๆ นะครับนอกเหนือจากท่านเติ้งเสี่ยวผิงครับคือคนที่ผมเพิ่งทำประวัติท่านในรายการประวัติศาสตร์แปดนาทีท่านมีชื่อว่าจอมพลเผิงเต๋อหวย ซึ่งเป็นจอมพลที่นำกองทัพจีน 1 ล้าน 4 แสนคนบุกเข้าไปช่วยเกาหลีเหนือในสงครามเกาหลีในตอนนั้นโดนไปด้วยครับถูกจำคุก 7 ปีตายในคุกนะครับ เติ้งเสี่ยวผิงไม่ต้องพูดถึงนะครับโดนด้วย บุตรชายของเติ้งเสี่ยวผิงนะครับมีชื่อว่าเติ้งผู่ฟางถูกโยนออกมาจากตึกชั้นที่สี่ครับ เป็นการล้างแค้นในอุดมการณ์

ท่านลองจินตนาการดูครับ ณ เวลานั้นอาจารย์ปรีดีอยู่ที่จีนครับ ท่านคงไม่ปลอดภัย ถูกไหมครับ แต่ด้วยความที่ท่านเป็นผู้มากมิตรครับ 2 คนที่เสนอความช่วยเหลือท่านมี 2 คน คือผู้ที่เป็นมิตรกับเราจากอดีตสู่ปัจจุบันครับ ท่านที่ 1 นายกรัฐมนตรีตลอดกาลของจีน ท่านโจว เอินไหล ถามท่านปรีดีว่าอันนี้เป็นข้อความในจีนนะครับ เราเป็นห่วงความปลอดภัยของท่าน จะให้เราประสานงานให้ท่านย้ายประเทศไหม แต่ความเป็นมิตรของ 2 ฝ่ายสำคัญเป็นอย่างยิ่งนะครับ ไม่ใช่แค่นั้นครับ ล่าสุดผมอ่านบทความดี ๆ จากสถาบันนะ เป็นพอดแคสต์ซึ่งดีมากนะครับผมแนะนำให้ฟังเลยนะครับ เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของท่านโฮจิมินห์กับอาจารย์ปรีดีนะครับว่าท่านโฮจิมินห์เอง ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากทางด้านของฝ่ายไทยภายใต้คณะราษฎรแล้วก็อาจารย์ปรีดีมาตลอด รวมถึงเรื่องยุทธภัณฑ์นะครับในช่วงที่รบที่เดียนเบียนฟู ค.ศ. 1954 นะครับในตอนนั้นท่านก็แสดงความห่วงใยว่าในช่วง ค.ศ. 1966 ที่จีนครับเป็นช่วงที่จีนสั่นสะเทือนมากไม่รู้ใครจะโดนบ้าง ไม่รู้ว่าใครจะโดนเมื่อไหร่ คนต่างชาติเองก็โดน ตกลงแล้วเป็นอย่างไร โฮจิมินห์ครับยื่นข้อเสนอว่าให้เราช่วยท่านไหม ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นยังสู้กับสหรัฐอเมริกาอยู่เลยนะครับ
นอกเหนือไปจากนี้ครับท่านโจวเอินไหล ท่านก็บอกว่าท่านยินดีที่ได้หาที่พักพิงแหล่งใหม่ให้ด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ท่านคิดดูว่าท่ามกลางยุคที่เราเนี่ยเป็นมหามิตรของสหรัฐอเมริกานะครับ แต่ประเทศไทยสามารถธำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศที่มีอุดมการณ์แตกต่างได้นี่ไม่ใช่สิ่งที่ธรรมดานะครับ ปีนี้ครับฉลองครบรอบความสัมพันธ์ 50 ปีครับระหว่างไทยกับเวียดนามนะครับ ผมไปดูว่าโอ้โห ถ้าเกิดบอกว่า 50 ปีแสดงว่าไทยกับเวียดนามมีความสัมพันธ์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเวียดนามที่เป็นหนึ่งเดียวนะครับ
แต่ก่อนเรามีความสัมพันธ์กับเวียดนามใต้อยู่แล้วนะครับ เรามีความสัมพันธ์กับเวียดนามที่รวมเป็นหนึ่งเดียวได้เนี่ย 1 ปีหลังจากที่เขารวมชาติได้ครับ ท่านคิดดูแล้วกันครับว่าในเชิงการทูตของเรารากฐานที่ถูกวางเอาไว้มันสำคัญขนาดไหนนะครับ
ถ้าเกิดว่านี่ผมเพิ่มเติมข้อมูลนิดนึงนะครับว่าเวียดนามเหนือรวมกับเวียดกงนะครับสามารถที่จะเผด็จศึกเวียดนามใต้ได้นะครับ ในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1975 ท่านรู้ไหมครับวันนั้นประเทศไทยทำอะไรอยู่
30 เมษายน ค.ศ. 1975 ในขณะที่เขารบกันเละเทะ ประเทศไทยสั่นกระดิ่งเทรดหุ้นวันแรก การเปิดตัวของตลาดทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่รู้ตั้งใจหรือเปล่านะครับ แต่เอาเป็นว่าไม่ว่าเราจะมีอุดมการณ์แบบไหนไม่ว่าเราจะเป็นอย่างไรแต่ว่าหลายสิ่งหลายอย่างครับที่ทางด้านของคณะราษฎรก็ดี โดยเพราะอย่างยิ่งอาจารย์ปรีดีท่านวางรากฐานเอาไว้ ทั้งเชิงความมั่นคงโพสิชั่นนิ่ง (Positioning) ของประเทศไทยในเวทีโลกนะครับ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีคุณูปการอย่างมหาศาลทีเดียว
ท้ายที่สุดนี้ครับ ผมจะเรียนว่าการอภิวัฒน์สยาม ค.ศ. 1932 เป็นต้นมาเลยนะครับ อย่างไรก็ตามคือการวางรากฐานของความหลากหลายทางความคิดทางสังคม ซึ่งผมถือว่าเป็นกุญแจดอกที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งของการดำรงคงอยู่ของประเทศไทย ประเทศที่ผมใช้คำว่าเป็นประเทศที่มากมิตรครับ คบกับคนทุกคน ทุกขั้วได้ตลอดเวลานะครับ รวมถึงมิติของความสัมพันธ์อื่น ๆ การวางรากฐานแนวความคิดที่มีความแตกต่างหลากหลายนะครับ ไม่ว่าความหลากหลายนั้นจะถูกแปลออกมาเป็นความเท่าเทียมเสมอภาคมากน้อยขนาดไหน อันนี้อีกเรื่องหนึ่งครับแต่น้อยที่สุดการที่สังคมไทยสามารถอยู่ได้บนพื้นฐานของความหลากหลาย การในประเทศในต่างประเทศเองส่วนหนึ่งเลยนะครับเพราะเรามีหมุดแรกที่แข็งแกร่งมากนั่นก็คือการอภิวัฒน์สยามโดยคณะราษฎร ค.ศ. 1932 ครับขอบคุณทุกท่านนะครับ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีครับ
