ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บุคคล, เกร็ดประวัติศาสตร์

รำลึกชาตกาล เล้ง ศรีสมวงศ์ นักการคลังคณะราษฎร ผู้ร่วมวางรากฐานธนาคารกลางและยึดมั่นใน “เงินของชาติ”

5
กันยายน
2569

“การทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ข้าพเจ้าถือว่ารับผิดชอบเงินของชาติ ไม่ใช่เงินของรัฐบาล”[1]

นักสะสมธนบัตรไทยอาจคุ้นตากับลายมือชื่อ “เล้ง ศรีสมวงศ์” บนธนบัตรแบบ 5 ชนิดราคา 50 สตางค์ในสมัยรัชกาลที่ 8[2] ลายมือชื่อนั้นบอกถึงตำแหน่งหน้าที่ของเขาในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเล้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และต้องประคองระบบเงินตราท่ามกลางสินค้าขาดแคลน ราคาที่สูงขึ้น และปริมาณเงินซึ่งเพิ่มตามความต้องการของกองทัพญี่ปุ่น[3]

 

ธนบัตรลงลายมือชื่อ “เล้ง ศรีสมวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พ.ศ. 2487
ที่มาภาพ Coinshopping108

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน ลายมือชื่อของเล้งเข้าไปเกี่ยวข้องกับธนบัตรอีกกลุ่มหนึ่งโดยที่เขาไม่มีส่วนในเหตุการณ์ เมื่อธนบัตรแบบ 5 ซึ่งยังไม่มีลายมือชื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหลายหีบสูญหายจากขบวนรถไฟสายใต้บริเวณอำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ธนบัตรบางส่วนถูกเติมลายมือชื่อปลอมก่อนนำออกหมุนเวียน โดยธนบัตรชนิดราคา 100 บาทบางฉบับประทับชื่อ “เล้ง อภัยวงศ์” ซึ่งนำชื่อของเล้งไปรวมกับนามสกุลของนายกรัฐมนตรีควง อภัยวงศ์ จนเกิดคำเรียก “ธนบัตรเล้งท่าฉาง”[4]

ลายมือชื่อจริงบนเงินตราของชาติและลายมือชื่อปลอมจากท่าฉางจึงเป็นประตูสู่เรื่องราวของนักการคลังคนหนึ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง เล้งเป็นสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือน ข้าราชการกรมรถไฟหลวง ผู้ร่วมวางรากฐานสำนักงานธนาคารชาติไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และบุคคลลำดับที่ 3 ที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ชีวิตของเล้งเกี่ยวพันกับการอภิวัฒน์สยาม พ.ศ. 2475 กบฏบวรเดช การก่อตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทย สงครามโลกครั้งที่ 2 และการฟื้นฟูระบบการเงินหลังสงคราม ถ้อยคำที่ยกไว้ข้างต้นสรุปหลักที่ร้อยโยงงานทุกช่วงเข้าด้วยกันว่า เงินแผ่นดินเป็นสมบัติของชาติ รัฐบาลผลัดเปลี่ยนเข้ามาบริหารเพียงชั่วคราว ส่วนสถาบันที่ดูแลเงินตราต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในระยะยาว

 

การศึกษา งานรถไฟ และคณะราษฎร

เล้งเกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2443 ที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยใน พ.ศ. 2460 และสอบได้ประโยคครูมัธยมใน พ.ศ. 2462 ต่อมาเป็นครูที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ระหว่างนั้นเขาสอบชิงทุนกรมรถไฟหลวงรุ่นที่ 4 ได้ จึงเดินทางไปศึกษาวิชาพาณิชยศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษใน พ.ศ. 2464[5]

ระหว่างศึกษาในอังกฤษ เล้งมีสหายสนิทสองคน คือ โกศล ศุขประยูร ซึ่งต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสัมฤทธิ์วิศวกรรม และแถม เพชรเกษม ซึ่งต่อมาคือหลวงเพชรเกษมวิถีสวัสดิ์ เล้งระลึกว่า แถมเป็นผู้ช่วยสนับสนุนให้เขาตัดสินใจสอบชิงทุนกรมรถไฟ มิตรภาพของทั้งสามดำเนินมาตลอดช่วง พ.ศ. 2464–2469 และผูกพันอยู่กับจุดเริ่มต้นชีวิตราชการของเล้ง

ภายหลัง สหายทั้งสองมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทางหลวงแผ่นดิน หลวงสัมฤทธิ์วิศวกรรมเป็นนายช่างผู้ควบคุมการก่อสร้างทางหลวงสายฉะเชิงเทรา–พนัสนิคม–ชลบุรี ซึ่งต่อมาได้รับชื่อว่า “ถนนศุขประยูร” ส่วนหลวงเพชรเกษมวิถีสวัสดิ์ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทาง และได้รับเกียรติให้นำราชทินนามมาตั้งเป็นชื่อ “ถนนเพชรเกษม” สำหรับทางหลวงสายกรุงเทพฯ–หาดใหญ่ใน พ.ศ. 2493 ขณะที่เล้งรับผิดชอบงานเดินรถ ก่อนก้าวไปสู่งานพาณิชย์และการคลัง สามสหายจึงเติบโตจากแวดวงทุนกรมรถไฟเดียวกัน ก่อนจะแยกย้ายกันทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบเศรษฐกิจของประเทศ

 

สามสหายในช่วง พ.ศ. 2464–2469 ได้แก่ หลวงสัมฤทธิ์วิศวกรรม (ยืน) หลวงเพชรเกษมวิถีสวัสดิ์ (ซ้าย) และเล้ง ศรีสมวงศ์ (ขวา)
ที่มาภาพ: หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายเล้ง ศรีสมวงศ์ อนุเคราะห์ภาพโดยนริศ จรัสจรรยาวงศ์ (ปรับความคมชัดโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์)

 

การศึกษาในอังกฤษยังทำให้เล้งได้รู้จักปรีดี พนมยงค์ ในจดหมายที่เขียนถึงเล้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 ปรีดีรำลึกว่าทั้งสองพบกันครั้งแรกเมื่อราว ค.ศ. 1922–1923 หรือ พ.ศ. 2465–2466 ที่บ้านของสาธุคุณ R. S. Dodds ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นในช่วงนี้ดำเนินต่อมาหลังทั้งสองกลับสยาม และนำไปสู่การทำงานร่วมกันในคณะราษฎร[6]

เล้งสำเร็จปริญญาตรีทางพาณิชยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลใน พ.ศ. 2469 แล้วเดินทางกลับสยามและเริ่มรับราชการที่กองอำนวยการเดินรถ กรมรถไฟหลวงในปีเดียวกัน ต่อมาใน พ.ศ. 2470 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นสารวัตรตรวจการเดินรถแขวงชุมพร

ในช่วงที่เล้งเริ่มต้นชีวิตราชการ สมาชิกผู้ก่อตั้งคณะราษฎรได้ทยอยกลับสยามและขยายเครือข่าย ปรีดีบันทึกว่า เล้งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมคณะราษฎรในสยาม โดยรายชื่อในกลุ่มนี้ยังมี ม.ล.อุดม สนิทวงศ์ ม.ล.กรี เดชาติวงศ์ และสพรั่ง เทพหัสดิน ณ อยุธยา ตลอดจนเพื่อนทหารบก ทหารเรือ และพลเรือนอีกหลายคน เล้งกับบุคคลทั้งสามรับราชการอยู่ในกรมรถไฟหลวงด้วยกัน จึงเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและสมาชิกคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนอยู่ก่อนวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475[7] [8]

 

บุคคลในแถวนั่ง ได้แก่ เล้ง ศรีสมวงศ์ (คนที่ 1 จากซ้าย) สพรั่ง เทพหัสดิน ณ อยุธยา (คนที่ 3 จากซ้าย) ม.ล.กรี เดชาติวงศ์ (คนที่ 4 จากซ้าย) และปรีดี พนมยงค์ (คนที่ 6 จากซ้าย)
ที่มาภาพ: หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายเล้ง ศรีสมวงศ์ อนุเคราะห์ภาพโดยนริศ จรัสจรรยาวงศ์ (ปรับความคมชัดโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์)

 

ภายหลังการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 เล้งยังคงรับราชการในกรมรถไฟหลวง และได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการพาณิชย์ ฝ่ายการเดินรถ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อรับผิดชอบรายได้ทั้งหมดของกรมรถไฟ รวมถึงการปรับปรุงการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร ส่วน ม.ล.กรี ม.ล.อุดม และสพรั่งต่างรับผิดชอบงานสำคัญในกิจการรถไฟเช่นกัน เล้งบันทึกว่า ทั้งสี่ได้รับฉายาร่วมกันว่า “4 เสือ” เพราะ “คุมกิจการรถไฟทุกสาขา”[9]

 

เสียงจากฝรั่งเศสในสภา: คำชี้แจง 18 ข้อ

ไม่ถึงหนึ่งปีหลังการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 ระบอบรัฐธรรมนูญต้องเผชิญความขัดแย้งอย่างรุนแรง กรณีเค้าโครงการเศรษฐกิจ หรือ “สมุดปกเหลือง” ถูกนำมาใช้กล่าวหาปรีดี พนมยงค์ว่ามีแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2476 พระยามโนปกรณ์นิติธาดากระทำรัฐประหารโดยพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราวันรุ่งขึ้นจึงประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2476 ท่ามกลางบรรยากาศที่ข้อเสนอทางเศรษฐกิจของปรีดีถูกทำให้กลายเป็นภัยต่อบ้านเมือง[10] [11]

วันที่ 12 เมษายน ปรีดีต้องเดินทางออกจากสยามไปพำนักในฝรั่งเศสเป็นครั้งแรก ในช่วงเดียวกัน “บันทึกพระบรมราชวินิจฉัยเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม” หรือ “สมุดปกขาว” ซึ่งฉบับพิมพ์ลงวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2476 ถูกนำออกเผยแพร่ประมาณ 3,000 ฉบับ เนื้อหาวิพากษ์เค้าโครงการเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและเชื่อมโยงข้อเสนอของปรีดีกับลัทธิคอมมิวนิสต์ ขณะเดียวกัน รัฐบาลไม่อนุญาตให้หนังสือพิมพ์เผยแพร่คำชี้แจงเค้าโครงการเศรษฐกิจ ปรีดีซึ่งอยู่ระหว่างถูกเนรเทศจึงไม่มีโอกาสชี้แจงข้อกล่าวหาต่อสาธารณชนอย่างเท่าเทียมกัน[12]

ระหว่างที่สภาถูกปิด รัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดายังแก้ไขพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง พ.ศ. 2475 ซึ่งผ่านความเห็นชอบของสภามาก่อนแล้ว การแก้ไขแตะต้องหลักการสำคัญหลายประการ ทั้งการเพิ่มอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 20 ปีเป็น 25 ปี เพิ่มอายุผู้สมัครรับเลือกตั้งจาก 23 ปีเป็น 30 ปี และเปลี่ยนวิธีคำนวณจำนวนผู้แทนจนทำให้บางจังหวัดมีผู้แทนลดลง กฎหมายเลือกตั้งจึงกลายเป็นอีกสนามหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างอำนาจฝ่ายบริหารกับสิทธิทางการเมืองของราษฎร[13]

วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 พระยาพหลพลพยุหเสนายึดอำนาจคืนจากรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เพื่อฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย นำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน กลับมาใช้ และเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง ปัญหาเรื่องกฎหมายเลือกตั้งที่ถูกแก้ไขขณะสภาปิดจึงกลับเข้าสู่การพิจารณาของผู้แทนราษฎร[14]

วันที่ 1 สิงหาคม ขณะที่ปรีดียังพำนักอยู่ในฝรั่งเศส เล้งได้ขออ่านหนังสือที่ปรีดีเขียนถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อที่ประชุม ก่อนสภาจะพิจารณาร่างกฎหมายเลือกตั้งต่อจากการประชุมวันก่อน เสียงของผู้ถูกเนรเทศจึงกลับเข้าสู่สภาผ่านเพื่อนที่เขาไว้วางใจ

ปรีดีเสนอว่า กฎหมายเลือกตั้งเป็นสาระสำคัญของระบอบรัฐธรรมนูญ ฝ่ายบริหารไม่ควรแก้ไขตามความพอใจหรือใช้เป็นเครื่องมือสร้างเสียงข้างมากให้แก่ตนเอง เขาปกป้องสิทธิของคนหนุ่มสาวในการมีส่วนร่วมทางการเมือง คัดค้านการลดจำนวนผู้แทน และเตือนถึงการอาศัยเจ้าหน้าที่มหาดไทยแทรกแซงการเลือกตั้ง ก่อนโต้แย้งคำแถลงของรัฐบาลเดิมเป็นรายข้อ รวมทั้งสิ้น 18 ข้อ

หลังเล้งอ่านเอกสารจบ ประธานสภาถามว่าเขาเห็นพ้องกับข้อความดังกล่าวและประสงค์จะเสนอเป็นคำแปรญัตติหรือไม่ เล้งตอบว่าเห็นพ้องและขอเสนอเป็นคำแปรญัตติ พร้อมยื่นญัตติแทนปรีดี โดยมีทวี บุณยเกตุ และหลวงสุนทรเทพหัสดินทรเป็นผู้รับรอง การอ่านหนังสือแทนเพื่อนจึงลงท้ายด้วยการแสดงจุดยืนของเล้งเองว่า สิทธิทางการเมืองของพลเมืองและอำนาจพิจารณากฎหมายของสภาต้องได้รับการคุ้มครอง แม้ผู้เสนอหลักการเหล่านั้นกำลังอยู่ต่างแดนและยังตกเป็นเป้าของข้อกล่าวหาทางการเมือง[15]

 

รถไฟกับการพิทักษ์รัฐธรรมนูญจากกบฏบวรเดช

อีกเพียงสองเดือนเศษหลังเล้งนำคำชี้แจงของปรีดีเข้าสู่สภา ระบอบใหม่ต้องเผชิญการโต้อภิวัฒน์ (counter-revolution) ด้วยกำลังอาวุธ เมื่อพระองค์เจ้าบวรเดชนำกำลังทหารหัวเมืองจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าต่อต้านรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 แนวรบทอดไปตามทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่บางเขน–หลักสี่ไปจนถึงนครราชสีมา รถไฟซึ่งเป็นโครงข่ายหลักสำหรับลำเลียงทหาร อาวุธ เสบียง และข่าวสาร จึงกลายเป็นหัวใจของการสู้รบ

ขณะนั้น เล้งดำรงตำแหน่งผู้จัดการพาณิชย์และรักษาการผู้อำนวยการเดินรถ เนื่องจากผู้อำนวยการเดินรถไปรักษาการแทนผู้บัญชาการกรมรถไฟ เขาจึงต้องควบคุมการเดินรถทั่วประเทศและรับรู้ความเคลื่อนไหวตามเส้นทางต่าง ๆ งานที่ในยามปกติเกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารพลันกลายเป็นภารกิจทางยุทธศาสตร์ เล้งต้องประสานงานโดยตรงกับพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี และหลวงพิบูลสงคราม ผู้บัญชาการกองผสมปราบกบฏ เพื่อจัดการขนย้ายทหารและติดตามความเคลื่อนไหวของกำลังตามหัวเมือง

ความยากลำบากอยู่ที่เส้นทางรถไฟทอดผ่านพื้นที่ซึ่งกำลังทหารทั้งสองฝ่ายผลัดกันควบคุม พนักงานรถไฟจึงไม่อาจเลือกให้บริการเฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ เล้งบันทึกว่า พนักงานรถไฟโดยเฉพาะสายกรุงเทพฯ–โคราช “เดือดร้อนที่สุด” เพราะต้องทำหน้าที่ขนทหารทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฏ เมื่อการสู้รบยุติลง การที่ขบวนรถไฟเคยลำเลียงกำลังฝ่ายกบฏจึงถูกนำมาเป็นมูลแห่งข้อกล่าวหาว่า ข้าราชการรถไฟบางคนอาจให้ความร่วมมือหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายกบฏ ทั้งที่หลายคนปฏิบัติหน้าที่ภายใต้คำสั่งและสถานการณ์ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้[16]

ในช่วงเวลาเดียวกัน ม.ล.กรี เดชาติวงศ์ กำลังควบคุมการก่อสร้างทางรถไฟช่วงขอนแก่น–กุมภวาปี และถูกฝ่ายกบฏจับตัวไปคุมขังที่กองบัญชาการในนครราชสีมา เมื่อออกจากที่คุมขังได้ เขาติดต่อรายงานความเคลื่อนไหวของฝ่ายกบฏให้รัฐบาลทราบ พร้อมระดมกำลังตำรวจในพื้นที่เพื่อรักษาความสงบ

ในห้วงการสู้รบ เล้งทำหน้าที่อยู่ที่ศูนย์กลางการเดินรถ ส่วน ม.ล.กรีเผชิญฝ่ายกบฏอยู่ในภาคอีสาน ทั้งสองอยู่คนละจุดของโครงข่ายเดียวกันและต่างใช้หน้าที่ของตนสนับสนุนรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ การปฏิบัติหน้าที่ครั้งนั้นทำให้ ม.ล.กรีได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญใน พ.ศ. 2478 จากความชอบในการช่วยราชการปราบกบฏ[17]

 

มรสุม “4 เสือ” หลังการปราบกบฏ

หลังการปราบกบฏ ความระแวงภายในกรมรถไฟหลวงไม่ได้จางหายไปพร้อมกับเสียงปืน การที่ขบวนรถเคยลำเลียงทหารทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฏ ทำให้การปฏิบัติงานของข้าราชการรถไฟถูกย้อนกลับมาตรวจสอบ เล้ง ม.ล.อุดม สนิทวงศ์ ม.ล.กรี เดชาติวงศ์ และสพรั่ง เทพหัสดิน ณ อยุธยา ซึ่งล้วนเป็นสมาชิกคณะราษฎรและรับผิดชอบกิจการสำคัญของกรมรถไฟ จึงถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนจากข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายกบฏ

ตามบันทึกของเล้ง การสอบสวนดำเนินอยู่นานราว 2–3 เดือน โดยมีพระยาอภัยสงครามเป็นประธานในระยะแรก แม้เล้งจะถูกกล่าวหาหลายข้อ แต่คณะกรรมการไม่พบความผิดเกี่ยวกับการกบฏที่จะใช้ลงโทษได้ ต่อมามีการเปลี่ยนประธานเป็นพระสารสาสน์พลขันธ์ ซึ่งเล้งระบุว่าได้กำชับกรรมการว่า “ต้องเอาผิดให้ได้” ในที่สุดคณะกรรมการลงมติตำหนิเขาจากกรณีอนุมัติให้พนักงานโรงแรมราชธานีลาออกจากตำแหน่งเดิมและบรรจุเป็นพนักงานเก็บเงินในวันเดียวกัน สำหรับเล้ง ลำดับเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความพยายามที่จะเอาผิดกับตน แม้ไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาเรื่องการร่วมกบฏได้ก็ตาม[18]

แม้การสอบสวนไม่ปรากฏข้อยุติว่าทั้งสี่เข้าร่วมกบฏ แต่เส้นทางราชการของพวกเขาในกรมรถไฟก็สิ้นสุดลง เล้งผิดหวังต่อกระบวนการสอบสวนจนเขียนว่า “ความยุติธรรมไม่มีในโลกนี้” และยื่นขอลาออก ตามบันทึกของเขา ทางราชการไม่อนุมัติ โดยให้เหตุผลว่าเขายังสามารถทำประโยชน์แก่ประเทศได้อีกมาก แต่ยอมรับว่าเล้งคงทำงานในกรมรถไฟต่อไปได้ยาก จึงย้ายเขาไปเป็นเลขานุการกรมพาณิชย์ กระทรวงเศรษฐการ ส่วน ม.ล.อุดม ม.ล.กรี และสพรั่งถูกย้ายไปกรมโยธาเทศบาล

ต่อมาใน พ.ศ. 2479 เล้งได้รับแต่งตั้งเป็นข้าหลวงพาณิชย์ประจำสิงคโปร์ แม้ตำแหน่งใหม่อาจดูเป็นความก้าวหน้า แต่เขาเขียนภายหลังว่า การส่งไปปฏิบัติงานครั้งนั้นมีผลเสมือนการ “กักบริเวณ” ให้อยู่ห่างจากพรรคพวกและมิตรสหาย ชีวิตในสิงคโปร์จึงเป็นช่วงพักจากมรสุมในกรมรถไฟ พร้อมกับเปิดทางไปสู่งานด้านพาณิชย์และเศรษฐกิจ ก่อนที่เล้งจะกลับสยามใน พ.ศ. 2481 และเริ่มต้นบทบาทด้านการเงินการคลังอย่างจริงจังที่กรมบัญชีกลาง

 

ร่วมวางรากฐานสำนักงานธนาคารชาติไทย

เมื่อกลับจากสิงคโปร์ใน พ.ศ. 2481 เล้งย้ายมารับราชการที่กรมบัญชีกลาง ในตำแหน่งหัวหน้ากองประมวลบัญชี งานส่วนหนึ่งของกองมีลักษณะคล้ายงานธนาคาร ทั้งการรับโอนเงินระหว่างส่วนกลางกับจังหวัดและการสั่งจ่ายเงินไปต่างประเทศผ่านธนาคารพาณิชย์ ต่อมาเมื่อรัฐบาลออกกฎหมายกู้เงินเพื่อเทศบาล สหกรณ์ และอุตสาหกรรม ภารกิจบริหารพันธบัตรและเงินกู้ภายในประเทศตกเป็นหน้าที่ของกองธนาธิการ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเล้ง ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขาเรียนรู้กลไกการเงินของรัฐและงานธนาคารอย่างเป็นระบบ[19]

ในช่วงเดียวกัน ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รื้อฟื้นโครงการจัดตั้งธนาคารชาติที่เคยเสนอไว้เป็นส่วนหนึ่งของเค้าโครงการเศรษฐกิจ (สมุดปกเหลือง) ภายหลังการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 คราวนี้ปรีดีดำเนินการตามความพร้อมของประเทศ และได้รับความร่วมมือจากดับเบิลยู. เอ็ม. ดอลล์ (W. M. Doll) ที่ปรึกษาการคลังชาวต่างประเทศ ซึ่งเสนอให้เริ่มจากหน่วยงานขนาดจำกัดสำหรับบริหารพันธบัตรและเตรียมบุคลากร ขณะที่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย ที่ปรึกษากระทรวงการคลังฝ่ายไทย ทรงรับผิดชอบงานสำคัญในการร่างกฎหมายจัดตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทย[20]

 

ปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีเปิดสำนักงานธนาคารชาติไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 โดยมีพระยาทรงสุรรัชฎ์ (ซ้าย) อธิบดีกรมบัญชีกลางและรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารชาติไทย ร่วมในพิธี

 

พระราชบัญญัติจัดตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทยประกาศใช้เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2482 สำนักงานเริ่มปฏิบัติงานวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 และเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 24 มิถุนายนปีเดียวกัน เล้งรับผิดชอบงานในฐานะรองผู้อำนวยการ โดยมีพระยาทรงสุรรัชฎ์เป็นผู้อำนวยการ

อย่างไรก็ตาม สำนักงานแห่งนี้ยังไม่ใช่ธนาคารกลางเต็มรูปแบบ หน้าที่ในระยะแรกครอบคลุมการบริหารเงินกู้ของรัฐบาล การรับฝากเงินจากส่วนราชการและธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนการสร้างบุคลากรและวางระบบงานด้านธนาคารกลาง การก่อตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทยจึงเกิดจากการทำงานร่วมกันหลายฝ่าย ปรีดีเป็นผู้ผลักดันในระดับนโยบาย พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยทรงรับผิดชอบงานด้านกฎหมาย ส่วนเล้งและข้าราชการกรมบัญชีกลางรับผิดชอบการจัดวางระบบและดำเนินงานในทางปฏิบัติ ประสบการณ์ บุคลากร และระบบงานที่สั่งสมไว้กลายเป็นรากฐานสำคัญของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2485

 

ความซื่อตรงเป็นเงื่อนไขของงานธนาคาร

จากงานวางระบบการเงินของรัฐ เล้งก้าวเข้ารับผิดชอบธนาคารพาณิชย์ในช่วงสงคราม พ.ศ. 2487 หลวงกาจสงครามเสนอชื่อเขาให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ เล้งยอมรับหน้าที่โดยวางเงื่อนไขไว้สามประการ ได้แก่ เขามีสิทธิลาออกได้ทุกเมื่อ จะทำงานอย่างเต็มสติปัญญา และจะต้อง “ไม่มีการโกงด้วยประการทั้งปวง”

เงื่อนไขข้อสุดท้ายสะท้อนหลักที่เล้งยึดถือในการทำงานอย่างตรงไปตรงมา อำนาจบริหารสถาบันการเงินต้องมาพร้อมความสุจริต เพราะสิ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบคือเงินฝาก เงินกู้ และความเชื่อมั่นของประชาชน หลักนี้ติดตามเขาไปตลอดเส้นทางการทำงาน และปรากฏชัดยิ่งขึ้นในเวลาต่อมา เมื่อเล้งต้องรับผิดชอบเงินตราของประเทศทั้งในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

 

รัฐมนตรีคลังใต้เงาสงคราม

หลังรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามพ้นจากอำนาจและควง อภัยวงศ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เล้งได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2487 โดยควงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังควบคู่กัน ต่อมาในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2488 เล้งได้รับแต่งตั้งให้รับผิดชอบกระทรวงการคลังเต็มตัว และดำรงตำแหน่งจนรัฐบาลควงสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมปีเดียวกัน[21]

 

เล้ง ศรีสมวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คนที่ 3
ที่มาภาพ: หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายเล้ง ศรีสมวงศ์ อนุเคราะห์ภาพโดยนริศ จรัสจรรยาวงศ์ (ปรับความคมชัดโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์)

 

เวลานั้นกองทัพญี่ปุ่นยังประจำการอยู่ทั่วประเทศ ขณะที่ขบวนการเสรีไทยกำลังดำเนินงานร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างลับ ๆ เล้งเล่าว่า รัฐบาลควงแบ่งบทบาทการทำงานออกเป็นสองด้าน ด้านหนึ่งรักษาช่องทางติดต่อกับญี่ปุ่นเพื่อลดความหวาดระแวง อีกด้านหนึ่งสนับสนุนงานของเสรีไทย โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการรักษาเอกราชของประเทศ บันทึกนี้อธิบายยุทธวิธีของรัฐบาลโดยรวม แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐมนตรีทุกคนมีบทบาทหรือสถานะในโครงสร้างลับของเสรีไทยเหมือนกัน[22]

ภาระหนักของกระทรวงการคลังเกิดจากกองทัพญี่ปุ่นต้องการเงินบาทจำนวนมากสำหรับใช้จ่ายภายในประเทศ ทำให้รัฐบาลต้องออกธนบัตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การขนส่งและการค้ากับต่างประเทศหยุดชะงัก สินค้าอุปโภคบริโภคจึงขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น เล้งบันทึกว่า รัฐบาลขอให้ญี่ปุ่นส่งทองคำมาแลกกับธนบัตรที่ไทยออกให้ และได้รับทองคำมารวม 2 ตัน แต่ก็ไม่อาจระงับแรงกดดันจากเงินเฟ้อได้

เล้งจึงเสนอให้นำธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาทออกจากการหมุนเวียนและเปลี่ยนเป็นพันธบัตรออมทรัพย์ มีกำหนดไถ่ถอนหนึ่งปีและให้ดอกเบี้ยร้อยละ 1 เพื่อดึงเงินกลับเข้าสู่ระบบและชะลอการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า มาตรการดังกล่าวประกาศใช้เป็นพระราชกำหนดพันธบัตรออมทรัพย์ในภาวะคับขัน พ.ศ. 2488

เล้งยอมรับว่ามาตรการนี้ช่วยยับยั้งราคาสินค้าได้ในระยะหนึ่ง แต่เมื่อรัฐบาลยังจำเป็นต้องออกธนบัตรเพิ่ม ผลของมาตรการจึงถูกหักล้างไปเกือบหมด เขายังบันทึกว่า แม้รัฐมนตรีคลังจะต้องรับภาระหนักและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก แต่รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนั้นทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจและไม่มีผู้ใดถูกกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนมาตรฐานความสุจริตที่เล้งใช้ประเมินทั้งตนเองและเพื่อนร่วมรัฐบาล

เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม ตามบันทึกของเล้ง รัฐบาลควงเห็นว่าการเจรจากับฝ่ายผู้ชนะสงครามควรดำเนินการโดยรัฐบาลชุดใหม่ที่ประกอบด้วยบุคคลในขบวนการเสรีไทย จึงลาออกทั้งคณะเพื่อเปิดทางให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เล้งมอบงานกระทรวงการคลังให้ดิเรก ชัยนาม และตั้งปณิธานว่าจะไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีอีก เพราะเชื่อว่าการรับใช้ชาติไม่จำเป็นต้องผูกอยู่กับตำแหน่งทางการเมือง หลังจากนั้น แม้มีนายกรัฐมนตรีหลายคนชักชวนให้กลับเข้าร่วมรัฐบาล เขาก็ปฏิเสธทุกครั้ง

 

ธนบัตร “เล้งท่าฉาง” และความทรงจำหลังสงคราม

ในช่วงปลายสงคราม ชื่อของเล้งเข้าไปผูกพันกับเหตุการณ์ที่อำเภอท่าฉางผ่านลายมือชื่อบนธนบัตร ทั้งที่เขาไม่ได้อยู่ในพื้นที่และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักหีบ ภายหลังญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้และไทยประกาศสันติภาพ ธนบัตรไทยแบบ 5 ซึ่งลำเลียงจากสิงคโปร์เข้าสู่กรุงเทพฯ ทางรถไฟสายใต้ ถูกลักไปขณะผ่านพื้นที่ซึ่งยังอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพญี่ปุ่น ผู้ก่อเหตุซึ่งต่อมาถูกเรียกรวม ๆ ว่า “ขบวนการไทยถีบ” ใช้วิธีถีบหีบธนบัตรลงจากขบวนรถไฟบริเวณอำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี รายงานของบัตเลอร์ระบุว่า กระทรวงการคลังประกาศการสูญหายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2488 อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันว่าเหตุลักหีบเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ออกประกาศ

บัญชีเลขหมายธนบัตรที่เผยแพร่ภายหลังระบุว่า ธนบัตรชนิดราคา 5, 10, 20 และ 100 บาท สูญหายรวมเป็นเงิน 8,146,800 บาท ธนบัตรเหล่านี้เป็นธนบัตรแท้ที่รัฐบาลไทยสั่งพิมพ์ในช่วงสงคราม แต่ยังไม่ผ่านการรับมอบและนำออกใช้โดยชอบ อีกทั้งยังไม่มีลายมือชื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อธนบัตรบางส่วนถูกนำออกหมุนเวียน จึงมีผู้เติมลายมือชื่อปลอมลงไป

เฉียบ อัมพุนันท์ นายตำรวจและสมาชิกขบวนการเสรีไทย บันทึกในเวลาต่อมาว่า ธนบัตรชนิดราคา 100 บาทบางฉบับประทับชื่อ “เล้ง อภัยวงศ์” อันเกิดจากการนำชื่อของเล้งมารวมกับนามสกุลของนายกรัฐมนตรีควง อภัยวงศ์ ธนบัตรเหล่านี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “แบงก์ท่าฉาง” ก่อนจะถูกเรียกขานต่อมาว่า “ธนบัตรเล้งท่าฉาง”

เฉียบเรียกผู้ก่อเหตุว่า “เสรีไทยสมัครเล่น” และเล่าว่าผู้ถูกจับให้การว่าต้องการตัดกำลังญี่ปุ่น กระนั้น ยังไม่พบหลักฐานว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างขบวนการเสรีไทยอย่างเป็นทางการ คำเรียกนี้จึงควรเข้าใจว่าเป็นการอธิบายลักษณะการกระทำของชาวบ้านในความทรงจำของเฉียบ มากกว่าจะหมายถึงสถานะสมาชิกในองค์กรใต้ดิน ยิ่งไปกว่านั้น บันทึกเดียวกันยังกล่าวถึงการซื้อขายเก็งกำไรและการนำธนบัตรที่เติมลายมือชื่อปลอมไปใช้ในตลาด แรงจูงใจของผู้เกี่ยวข้องจึงอาจปะปนกันระหว่างความต้องการต่อต้านญี่ปุ่น การฉวยโอกาสจากภาวะไร้ระเบียบ และผลประโยชน์ส่วนตัว

ตามคำบอกเล่าของนายทหารญี่ปุ่นที่เฉียบบันทึกไว้ การสูญหายของธนบัตรทำให้หน่วยทหารประสบปัญหาในการซื้อเสบียงอยู่ระยะหนึ่ง แต่หลักฐานเท่าที่ปรากฏยังไม่เพียงพอจะสรุปว่าเหตุการณ์นี้ลดทอนศักยภาพทางสงครามของญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน การนำธนบัตรที่ยังไม่ได้ออกใช้โดยชอบและมีลายมือชื่อปลอมเข้าสู่ตลาดก็สร้างความสับสนและเพิ่มภาระแก่ระบบเงินตราของไทย

เรื่อง “เล้งท่าฉาง” จึงประกอบขึ้นจากความหมายหลายชั้น ทั้งการต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นของชาวบ้าน การลักหีบและปลอมลายมือชื่อท่ามกลางความปั่นป่วนในช่วงสิ้นสุดสงคราม ตลอดจนความทรงจำซึ่งผูกชื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้ากับเหตุการณ์ที่เขาไม่ได้ก่อขึ้นอย่างน่าประหลาด[23]

 

ผู้ว่าการที่รับผิดชอบ “เงินของชาติ”

จากประสบการณ์ในกรมบัญชีกลาง สำนักงานธนาคารชาติไทย กระทรวงการคลัง และธนาคารพาณิชย์ เล้งก้าวขึ้นรับผิดชอบสถาบันการเงินสูงสุดของประเทศภายหลังสงคราม โดยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยลำดับที่ 3 และดำรงตำแหน่งสองวาระ ได้แก่ วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ถึง 2 กันยายน พ.ศ. 2491 และวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2491 ถึง 3 สิงหาคม พ.ศ. 2492 คั่นกลางด้วยช่วงเวลา 3 เดือนที่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเสด็จกลับมาดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่ง

เล้งสรุปหลักในการปฏิบัติหน้าที่ไว้อย่างชัดเจนว่า

“การทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ข้าพเจ้าถือว่ารับผิดชอบเงินของชาติ ไม่ใช่เงินของรัฐบาล”

ถ้อยคำนี้แสดงให้เห็นว่า ในสายตาของเขา เงินตราและเสถียรภาพทางการเงินเป็นผลประโยชน์ของประเทศที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรผันแปรไปตามความต้องการเฉพาะหน้าของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เล้งไม่ได้มองว่าธนาคารกลางควรแยกขาดจากรัฐบาล เขาเปรียบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยว่าเป็นเสมือนแขนคนละข้างซึ่งต้องทำงานประสานกัน รัฐบาลมีอำนาจกำกับตามกฎหมาย ขณะที่ธนาคารกลางมีหน้าที่ดูแลคุณค่าของเงิน ความเชื่อมั่นของประชาชน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หากเกิดความเห็นต่างในนโยบายสำคัญจนไม่อาจทำงานร่วมกันได้ ผู้ว่าการและคณะกรรมการก็ควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก หลักคิดของเล้งจึงวางความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับธนาคารกลางไว้บนความร่วมมือที่มีขอบเขต พร้อมด้วยความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายต่อประเทศ

 

“เพื่อนรัก” และมรดกที่ยังคงอยู่

มิตรภาพระหว่างเล้งกับปรีดี พนมยงค์ดำเนินมายาวนานตั้งแต่วัยศึกษา ผ่านการอภิวัฒน์ ความผันผวนทางการเมือง สงคราม และการพลัดพราก ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 ปรีดีซึ่งพำนักอยู่ชานกรุงปารีสเขียนจดหมายตอบ “คุณเล้ง ศรีสมวงศ์ เพื่อนรัก” หลังได้รับจดหมายที่เล้งขออโหสิกรรมต่อเรื่องราวในอดีต

ปรีดีตอบว่าไม่เคยรู้สึกว่าเล้งกระทำผิดหรือล่วงเกินตน พร้อมขอให้เพื่อนเก่าอย่าได้วิตกกังวล แม้ถ้อยคำเกี่ยวกับ “เรื่องที่แล้ว ๆ มา” จะไม่ได้ระบุถึงเหตุการณ์ใดโดยเฉพาะ แต่จดหมายฉบับนี้เผยให้เห็นความผูกพันที่ยังคงอยู่หลังทั้งสองผ่านความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองร่วมกันมานานกว่าครึ่งศตวรรษ เล้งถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2524 ประมาณหนึ่งเดือนหลังจากปรีดีเขียนจดหมายฉบับนั้น[24]

 

จดหมายลายมือของปรีดี พนมยงค์ถึงเล้ง ศรีสมวงศ์ ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 ปรีดียืนยันว่าไม่เคยเห็นว่าเล้งกระทำผิดหรือล่วงเกิน พร้อมขอให้เพื่อนเก่าอย่าวิตกกังวล
ที่มาภาพ: หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายเล้ง ศรีสมวงศ์ อนุเคราะห์ภาพโดยนริศ จรัสจรรยาวงศ์ (ปรับความคมชัดโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์)

 

เมื่อมองตลอดเส้นทางชีวิต ตั้งแต่งานรถไฟ การเข้าร่วมคณะราษฎร การวางรากฐานสำนักงานธนาคารชาติไทย การบริหารการคลังในยามสงคราม จนถึงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สิ่งที่ร้อยโยงภารกิจของเล้งเข้าด้วยกันคือความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เขายืนยันให้งานธนาคารปราศจากการโกง ถือว่าเงินที่อยู่ในความดูแลเป็น “เงินของชาติ” และเชื่อว่าการรับใช้ประเทศไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่กับตำแหน่งทางการเมือง

ชื่อของเล้งปรากฏทั้งในประวัติศาสตร์คณะราษฎร บนธนบัตรไทย และในรายนามผู้วางรากฐานสถาบันการเงินของประเทศ ตำแหน่งเหล่านั้นบอกถึงขอบเขตงานที่เขาเคยรับผิดชอบ ส่วนมรดกที่ยังคงอยู่คือหลักปฏิบัติซึ่งวางหน้าที่เหนืออำนาจและผลประโยชน์เฉพาะหน้า ในวาระชาตกาลวันที่ 5 กันยายน การรำลึกถึงเล้ง ศรีสมวงศ์ จึงเป็นการรำลึกถึงนักการคลังผู้ยืนยันว่า รัฐบาลอาจผลัดเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ความรับผิดชอบต่อเงินของชาติและความไว้วางใจของประชาชนต้องได้รับการพิทักษ์อยู่เสมอ

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง:

 


[1] เล้ง ศรีสมวงศ์, “การงานแห่งชีวิต การทำงานด้านการคลัง และการธนาคาร,” ใน อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายเล้ง ศรีสมวงศ์ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม 12 มีนาคม 2524 (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยเขษม, 2524); เผยแพร่ซ้ำโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์, “การงานแห่งชีวิต การทำงานด้านการคลัง และการธนาคาร”⁠, 5 กันยายน 2567.

[2] ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, “ธนบัตร ราคา 50 สตางค์”⁠; ธนาคารแห่งประเทศไทย, “ธนบัตรแบบ 5”⁠.

[3] เล้ง ศรีสมวงศ์, “การงานแห่งชีวิต การทำงานด้านการคลัง และการธนาคาร.”

[4] Phillip D. Butler, “Series 5, 100 Baht Notes Printed in Excess by Japanese”⁠, International Bank Note Society Journal 23, no. 4 (1984): 114–115; เฉียบ (ชัยสงค์) อัมพุนันท์, มหาวิทยาลัยของข้าพเจ้า (พระนคร: รวมสาส์น, 2501); อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “ท่าฉาง ปฏิบัติการต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น และนายเล้ง ศรีสมวงศ์”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 21 ธันวาคม 2567.

[5] ธนาคารแห่งประเทศไทย, “นายเล้ง ศรีสมวงศ์”; เล้ง ศรีสมวงศ์, อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายเล้ง ศรีสมวงศ์ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยเขษม, 2524).

[6] ปรีดี พนมยงค์, จดหมายถึงเล้ง ศรีสมวงศ์, กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524, พิมพ์ใน เล้ง ศรีสมวงศ์, อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายเล้ง ศรีสมวงศ์; ธนาคารแห่งประเทศไทย, “นายเล้ง ศรีสมวงศ์.”

[7] ปรีดี พนมยงค์, “บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบบประชาธิปไตย,” ใน คำปราศรัยและสุนทรพจน์บางเรื่องของนายปรีดี พนมยงค์ (กรุงเทพฯ: นีติเวชช์, 2515), น. 93–104; ดูฉบับเผยแพร่ออนไลน์ใน “ความเป็นมาเกี่ยวกับคณะราษฎรในการอภิวัฒน์ 2475 และฐานความคิดของการเปลี่ยนแปลงสังคม.”

[9] เล้ง ศรีสมวงศ์, “การงานแห่งชีวิต การทำงานด้านการคลัง และการธนาคาร,” เนื้อหาจาก อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายเล้ง ศรีสมวงศ์; ธนาคารแห่งประเทศไทย, “นายเล้ง ศรีสมวงศ์.”

[11] ดู “พระราชกฤษฎีกาให้ปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่⁠,” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 50 วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2476; “พระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ พุทธศักราช 2476⁠,” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 50 วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2476, หน้า 10–12.

[12] ผู้ประพันธ์ “สมุดปกขาว” ยังเป็นข้อถกเถียง โดยคำพิพากษาศาลพิเศษ พ.ศ. 2482 ระบุว่า “พระยามโนปกรณ์กับพวก” เป็นผู้จัดทำแล้วให้รัชกาลที่ 7 ลงพระนาม แม้ไม่อาจระบุผู้เขียนแต่ละตอน ถ้อยคำว่า “สตาลินจะเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ หรือหลวงประดิษฐ์ฯ จะเอาอย่างสตาลิน” แสดงการใช้ภาษารุนแรงเพื่อเปลี่ยนข้อถกเถียงทางเศรษฐกิจให้เป็นข้อกล่าวหาว่าปรีดีเป็นคอมมิวนิสต์ และลดความชอบธรรมของเขาระหว่างถูกเนรเทศ ดู คำพิพากษาศาลพิเศษ พุทธศักราช 2482 เรื่องกบฏ, หน้า 20; ณัฐพล ใจจริง, “วิวาทะของหนังสือเค้าโครงการเศรษฐกิจฯ และพระบรมราชวินิจฉัยฯ.”

[14]ประกาศให้เปิดสภาผู้แทนราษฎร⁠,” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 50 วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2476, หน้า 385–387; “พระราชบัญญัติให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาที่ได้ปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2476⁠,” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 50 วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2476, หน้า 394.

[15] สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, “รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 9 (สมัยวิสามัญ สมัยที่หนึ่ง) วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2476⁠,” หน้า 280–293. รายงานบันทึกว่า หลังอ่านคำชี้แจงจบ เล้งตอบประธานสภาว่า “เห็นพ้องด้วย และขอเสนอเป็นคำแปรญัตติ” ก่อนยื่นญัตติแทนปรีดี โดยมีทวี บุณยเกตุ และหลวงสุนทรเทพหัสดินทรรับรอง

[16] เล้ง ศรีสมวงศ์, อ้างแล้ว.

[17] “ประวัติหม่อมหลวงกรี เดชาติวงศ์,” ใน หม่อมหลวงกรี เดชาติวงศ์ กับทางรถไฟสายมรณะ (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ, 2490).

[18] เล้ง ศรีสมวงศ์, “การงานแห่งชีวิต การทำงานด้านการคลัง และการธนาคาร,” อ้างแล้ว ทั้งถ้อยคำ “ต้องเอาผิดให้ได้” และรายละเอียดการสอบสวนเป็นความทรงจำที่เล้งบันทึกภายหลัง

[19] เล้ง ศรีสมวงศ์, “การงานแห่งชีวิต การทำงานด้านการคลัง และการธนาคาร,” อ้างแล้ว.

[20] ธนาคารแห่งประเทศไทย, “ประวัติธนาคารแห่งประเทศไทย⁠,” สืบค้นเมื่อ 3 กันยายน 2569.

[21] “ประกาศตั้งและแต่งตั้งรัฐมนตรี,” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 61 ตอนที่ 46, 2 สิงหาคม 2487, น. 733–736; กระทรวงการคลัง, “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง⁠.”

[22] เล้ง ศรีสมวงศ์, “การงานแห่งชีวิต การทำงานด้านการคลัง และการธนาคาร,” อ้างแล้ว.

[23] ชื่อของเล้งไม่ได้ติดอยู่ในเรื่องเล่านี้ด้วยลายมือชื่อจริงของเขา หากเกิดจากลายมือชื่อปลอมที่เขียนชื่อผิดเป็น “เล้ง อภัยวงศ์”

[24] ปรีดี พนมยงค์, “จดหมายถึงนายเล้ง ศรีสมวงศ์,” ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524, ใน เล้ง ศรีสมวงศ์, อ้างแล้ว, ภาคผนวก; ภาพจดหมายเผยแพร่ใน “การงานแห่งชีวิต การทำงานด้านการคลัง และการธนาคาร⁠,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 5 กันยายน 2567