ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

ดุลพินิจทางปกครองกับขอบเขตของอำนาจรัฐ: จากเค้าโครงการเศรษฐกิจ 2476 ถึงคดีชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569 - ตอนที่ 3

12
กันยายน
2569

บทความสองตอนแรกของชุดนี้ได้พาผู้อ่านไปทำความรู้จักลักษณะเฉพาะของศาลปกครองไทยที่มีรากฐานความคิดสืบทอดจากอุดมการณ์คณะราษฎรและปรีดี พนมยงค์ และอธิบายหลักการตรวจสอบดุลพินิจทางปกครองโดยเปรียบเทียบกับกรณีเค้าโครงการเศรษฐกิจปี 2476 บทความสุดท้ายนี้จะกล่าวถึงอีกเสาหลักสำคัญ คือมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาและขอบเขตอำนาจศาลในการออกคำบังคับ พร้อมประมวลรายละเอียดและหลักการของคดีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมทั้งหมดอีกครั้งอย่างเป็นระบบ ก่อนปิดท้ายด้วยการเปรียบเทียบกับรัฐประหาร 2490

ข้อเท็จจริงของคดี คณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนออกประกาศเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 กำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 เป็นวันเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมชุดใหม่ ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม ได้ขยายกำหนดเวลาการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งออกไปถึงวันที่ 20 กรกฎาคม จนกระทั่งวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งฯ กลับออกประกาศฉบับใหม่ เรื่อง "ชะลอการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน" สั่งให้ชะลอกระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การกำหนดที่เลือกตั้ง และการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ออกไปก่อนโดยไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด อ้างเหตุผลสองประการ คือความไม่พร้อมด้านงบประมาณในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งหากมีผู้มาลงทะเบียนใช้สิทธิเกินกว่าที่ประมาณการไว้ และความกังวลว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มิได้ลงทะเบียนจะถูกตัดสิทธิ

ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสี่คนซึ่งเป็นทั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ลงทะเบียนและได้รับหมายเลขประจำตัวแล้ว เห็นว่าประกาศชะลอนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ขอให้เพิกถอนประกาศชะลอ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งตามกำหนดเดิมในวันที่ 27 กันยายน พร้อมทั้งยื่นคำขอมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาควบคู่กันไปด้วย

หลักการที่ศาลใช้วินิจฉัย ประเด็นหลักที่ศาลต้องวินิจฉัยมีสองข้อ ข้อแรกคือการที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกประกาศชะลอการเลือกตั้งเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อสองคือผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่า แม้ข้อ 6 (7) ของระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564 จะให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ ขยายหรือย่นระยะเวลาการเลือกตั้งหรืองดเว้นการดำเนินการได้ในกรณีมีเหตุจำเป็น แต่การใช้อำนาจนั้นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและความจำเป็นที่แท้จริง เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงพบว่าสำนักงานประกันสังคมได้จัดเตรียมงบประมาณสำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 27 กันยายนไว้แล้วกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการจัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อยตามกำหนดเดิมทั้งหมด ส่วนตัวเลขค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่าจะสูงถึง 490 ล้านบาทหากต้องเปิดให้มีการลงทะเบียนใหม่โดยไม่จำกัดเงื่อนไข ก็เป็นตัวเลขที่คำนวณมาไม่ครบถ้วน ไม่ได้หักลบต้นทุนพื้นฐานที่ต้องใช้จ่ายอยู่แล้วไม่ว่าจะเลือกวิธีใด ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ฟ้องคดีได้นำเสนอตัวอย่างเปรียบเทียบจากต่างประเทศ เช่น การเลือกตั้งท้องถิ่นในราชอาณาจักรเดนมาร์กและการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐในสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้ฐานข้อมูลทะเบียนที่มีอยู่แล้วเป็นบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องรอการลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่าเป็นอุปสรรคทางเทคนิคนั้นมีบรรทัดฐานสากลรองรับว่าสามารถแก้ไขได้จริง ศาลจึงวินิจฉัยว่าการออกประกาศชะลอเป็นการสร้างขั้นตอนที่ไม่จำเป็น สร้างภาระแก่ประชาชนผู้ลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งเกินสมควร ทั้งยังเป็นการตัดสิทธิผู้ประกันตนที่มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งมิได้ลงทะเบียน และเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ

ในประเด็นที่สอง ศาลวินิจฉัยว่าคณะกรรมการประกันสังคมชุดที่มาจากการเลือกตั้งได้พ้นวาระไปแล้วตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 และต้องรักษาการในตำแหน่งต่อมาโดยไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกประกาศชะลอโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ย่อมทำให้กระบวนการจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมล่าช้าออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และมีลักษณะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

มาตรการคุ้มครองชั่วคราวและคำพิพากษา เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นระหว่างรอกระบวนพิจารณาคดีเต็มรูป ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอมาตรการคุ้มครองชั่วคราวไปพร้อมกับคำฟ้องหลัก ตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขสามประการ คือคำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายในเบื้องต้น การปล่อยให้คำสั่งนั้นมีผลต่อไปจะก่อความเสียหายร้ายแรงยากแก่การเยียวยา และการทุเลาการบังคับต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดินหรือบริการสาธารณะ หลังการไต่สวนพยานเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ให้ทุเลาการบังคับตามประกาศชะลอการเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว โดยเห็นว่าครบทั้งสามเงื่อนไข ทำให้กระบวนการเลือกตั้งสามารถเดินหน้าต่อไปได้ทันที ก่อนที่ในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ศาลจะมีคำพิพากษาเต็มรูป โดยพิพากษาเพิกถอนประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ เรื่อง ชะลอการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งฯ ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 โดยให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกประกาศดังกล่าว มิใช่เพิกถอนเพียงไปข้างหน้า และให้คำสั่งทุเลาการบังคับเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมมีผลต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

การเพิกถอนโดยให้มีผลย้อนหลังนี้มีความหมายสำคัญในทางปฏิบัติ เพราะเมื่อประกาศชะลอถือเสมือนไม่เคยมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ต้น ประกาศฉบับเดิมลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่กำหนดวันเลือกตั้งไว้ที่ 27 กันยายน จึงกลับมีผลบังคับใช้โดยอัตโนมัติทันที โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยคำสั่งพิเศษเพิ่มเติมจากศาลแต่อย่างใด ในฐานะผู้ฟ้องคดีที่ 1 เหตุผลที่การขอมาตรการคุ้มครองชั่วคราวมีความสำคัญเป็นพิเศษในคดีนี้ เพราะสิ่งที่กดดันที่สุดไม่ใช่ความซับซ้อนของข้อกฎหมาย แต่คือความรู้สึกว่ากำลังแข่งกับเวลาโดยที่ฝ่ายตรงข้ามคือระบบราชการที่ไม่มีแรงกดดันด้านเวลาเหมือนที่ประชาชนต้องเผชิญ หน่วยงานรัฐสามารถรักษาสถานะเดิมไปเรื่อยๆ ได้โดยไม่มีต้นทุนทางกฎหมายในทันที ในขณะที่ผู้ประกันตนกว่าสิบสองล้านคนทั่วประเทศต้องรอคอยโดยไม่มีผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งจริงมาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิประโยชน์ของตน การเตรียมบันทึกคำแถลงและบัญชีพยานเอกสารอย่างละเอียดตั้งแต่ชั้นยื่นฟ้องจึงเป็นงานที่ต้องทำแข่งกับเวลาอย่างแท้จริง

บทสรุป เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดสามบทความในชุดนี้ จะเห็นเส้นทางพัฒนาการที่ต่อเนื่องกันอย่างมีความหมาย จากปี 2476 ที่ปรีดี พนมยงค์วางรากฐานความคิดเรื่องนิติรัฐผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการกฤษฎีกา แม้กลไกนั้นยังไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะปกป้องแม้กระทั่งตัวเขาเองจากความขัดแย้งทางนโยบายเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจในปีเดียวกัน ผ่านมาถึงปี 2490 ที่แสดงให้เห็นผลลัพธ์อันเลวร้ายเมื่อกลไกทางกฎหมายยังไม่มั่นคงพอที่จะทัดทานการใช้กำลังนอกระบบ จนปรีดีต้องลี้ภัยออกนอกประเทศอีกครั้งอย่างถาวร มาจนถึงปี 2569 ที่สถาบันศาลปกครองพัฒนาเติบโตจนมีความเป็นอิสระ มีอำนาจ และมีเครื่องมือทางกฎหมายครบถ้วนเพียงพอที่จะตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม คดีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมจึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาททางเทคนิคเรื่องกำหนดวันเลือกตั้งบอร์ดหนึ่งเท่านั้น แต่คือเครื่องพิสูจน์อันเป็นรูปธรรมว่าอุดมการณ์ที่คณะราษฎรและปรีดี พนมยงค์ริเริ่มไว้เมื่อเกือบเก้าทศวรรษก่อน ยังคงมีชีวิตและทำงานได้จริงในสังคมไทยปัจจุบัน

สำหรับผู้เขียนในฐานะผู้ฟ้องคดีที่ 1 การเดินทางจากวันไต่สวนพยานเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม สู่คำสั่งทุเลาการบังคับเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม จนถึงคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 เป็นเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่รองรับด้วยการทำงานสะสมมาตลอดสองปีในฐานะกรรมการประกันสังคมที่มาจากการเลือกตั้ง บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากประสบการณ์ตรงนี้มีสองชั้น ชั้นแรกคือกลไกทางกฎหมายจะทำงานได้ผลก็ต่อเมื่อผู้ถือสิทธิกล้าลุกขึ้นมาใช้สิทธินั้นอย่างเป็นระบบและมีหลักฐานรองรับ สถาบันที่ปรีดีวางรากฐานไว้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อประชาชนเลือกที่จะเดินเข้าสู่กระบวนการนั้นจริง ชั้นที่สองซึ่งอาจสำคัญยิ่งกว่าคือ สังคมไทยยังต้องทำงานอีกมากเพื่อลดช่องว่างของทรัพยากรและความรู้ระหว่างประชาชนคนธรรมดากับกลไกราชการ เพื่อให้การใช้สิทธิฟ้องรัฐไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เฉพาะผู้ที่มีความรู้เฉพาะทางหรือมีเครือข่ายสนับสนุนเท่านั้น แต่เป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้จริงอย่างเท่าเทียมกัน นั่นคือภารกิจที่ยังไม่จบสิ้นแม้คดีนี้จะจบลงด้วยชัยชนะแล้วก็ตาม

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: