ขณะที่เล้ง ศรีสมวงศ์กำลังป่วยมาก เขาได้รับจดหมายจากปรีดี พนมยงค์ และขอให้บุตรสาวอ่านให้ฟังถึงสองครั้ง คุณยิหวา วัชราภัย บุตรสาวของเล้ง บันทึกปฏิกิริยาของบิดาไว้ในจดหมายลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 ว่า “ท่านซาบซึ้งมากจริงๆ บอกว่าได้อ่านทันเวลา” พร้อมฝากให้แจ้งปรีดีได้รับทราบด้วย
จดหมายที่เล้งขอให้บุตรสาวอ่านเป็นคำตอบต่อคำขออโหสิกรรมที่เขาส่งไปก่อนหน้านั้น เมื่ออ่านจดหมายของเล้ง คำตอบของปรีดี และจดหมายแจ้งข่าวจากคุณยิหวาประกอบกัน จึงเห็นทั้งความขัดข้องที่ยังติดอยู่ในใจ ความระลึกถึงบุญคุณและงานที่เคยทำร่วมกัน ตลอดจนถ้อยคำที่เพื่อนคนหนึ่งส่งถึงอีกคนเพื่อให้คลายความวิตกในช่วงท้ายชีวิต
วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 เล้งเขียนจดหมายถึงปรีดี ขึ้นต้นว่า “กราบเรียนอาจารย์ที่นับถือ” และบอกเหตุที่เขียนอย่างตรงไปตรงมาว่า รู้สึกว่าวาระชีวิตของตนคงเหลืออีกไม่นาน จึงต้องการยืนยันความระลึกถึงและเคารพนับถือ พร้อมขออโหสิกรรมจากปรีดี เขาระบุถึงความขัดข้องครั้งหนึ่งว่า “เพราะผมโกรธที่อาจารย์ว่า ธรรโม ธรรมเม อะไร เพราะเดิมเคยยึดถือ ธรรโม หเว รักติ - ด้วยกัน”
เล้งกล่าวถึงเรื่องที่เคยโกรธปรีดีเพียงสั้น ๆ ก่อนย้อนถึงความช่วยเหลือที่ได้รับ โดยเขียนว่า “อาจารย์เป็นผู้มีพระคุณแก่ผมอย่างล้นเหลือ” โดยเฉพาะการย้ายจากตำแหน่งข้าหลวงพาณิชย์ประจำสิงคโปร์กลับมาทำงานที่กองประมวลบัญชี กรมบัญชีกลาง เขาเขียนว่า
“มิฉะนั้นผมจะถูกจอมพล ป. เนรเทศปล่อยเกาะอยู่นานเท่าไรก็ไม่ทราบ อาจถูกระเบิดตายตอนญี่ปุ่นยึดสิงค์โปร์ก็ได้”
ถ้อยคำนี้ควรอ่านประกอบกับเหตุการณ์ก่อนที่เล้งจะไปประจำสิงคโปร์ ภายหลังการปราบกบฏบวรเดช พ.ศ. 2476 เล้งและเพื่อนข้าราชการกรมรถไฟในกลุ่ม “4 เสือ” ถูกสอบสวนจากข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับฝ่ายกบฏ แม้การสอบสวนไม่พบความผิดเกี่ยวกับการกบฏที่จะใช้ลงโทษเล้งได้ แต่เขาก็ต้องออกจากกรมรถไฟไปทำงานที่กรมพาณิชย์ ก่อนถูกส่งไปเป็นข้าหลวงพาณิชย์ประจำสิงคโปร์ใน พ.ศ. 2479 ซึ่งเขาเล่าภายหลังว่ามีผลเสมือนการ “กักบริเวณ” ให้อยู่ห่างจากพรรคพวกและมิตรสหาย[1]
เมื่อนำลำดับเหตุการณ์ดังกล่าวมาอ่านร่วมกับจดหมายถึงปรีดี จึงมีเหตุให้พิจารณาว่า การไปประจำสิงคโปร์อาจเกี่ยวเนื่องกับผลกระทบทางการเมืองที่เล้งเผชิญหลังการสอบสวนกรณีกบฏบวรเดช จดหมายฉบับนี้เพิ่มรายละเอียดสำคัญว่า ในความทรงจำของเล้ง เขาเชื่อมสภาพการถูกกันให้อยู่ห่างออกไปนั้นเข้ากับจอมพล ป. และเรียกว่า “เนรเทศปล่อยเกาะ”
อีกเรื่องหนึ่งที่เล้งระลึกถึงคือการที่ปรีดีให้เขาเป็นกรรมการธนาคารเอเชีย ทำให้ได้รับความรู้ด้านการธนาคารอีกมาก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานสำนักงานธนาคารชาติไทยในเวลาต่อมา ความช่วยเหลือที่เล้งกล่าวถึงจึงเกี่ยวข้องกับทั้งชีวิตส่วนตัวและโอกาสเรียนรู้งานที่เขานำมาใช้รับผิดชอบกิจการการเงินของประเทศ
ในจดหมายฉบับเดียวกัน เล้งยกให้ปรีดีเป็นผู้ริเริ่มสำนักงานธนาคารชาติไทย แม้ต้องเผชิญการคัดค้าน เขาเขียนว่า “ทั้งๆที่มีผู้คัดค้านรอบด้าน รวมทั้ง Mr. Doll ที่ปรึกษาด้วย” และประเมินย้อนหลังว่า หากไม่มีสำนักงานธนาคารชาติไทย ซึ่งต่อมาเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย การเงินของประเทศอาจตกอยู่ในความควบคุมของญี่ปุ่นเมื่อบุกไทย ข้อความส่วนนี้บอกให้เห็นความสำคัญที่เล้งมอบแก่งานซึ่งตนเคยมีส่วนร่วม และความผูกพันต่อปรีดีในฐานะผู้เปิดโอกาสให้เขาทำงานนั้น
เมื่อกลับมาพิจารณาชีวิตในวัยชรา เล้งเขียนถึงเกียรติยศชื่อเสียงว่าเป็นของชั่วคราว คนรุ่นหลังย่อมระลึกถึงในแง่ประวัติศาสตร์ ส่วนสิ่งที่เขาให้ความสำคัญในเวลานั้นคือการทำความดี เขาเล่าว่ากำลังทำบุญทำทานตามกำลังและเจริญภาวนาเพื่อให้จิตสงบ ไม่ขุ่นมัวด้วยอารมณ์ ก่อนขออโหสิกรรมจากปรีดีอีกครั้งว่า
“ผมขอกราบขออโหสิกรรมจากอาจารย์ เพื่อใจผมจะได้สบาย เพราะตลอดเวลาเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ผมยังถือว่าเป็นคนของอาจารย์ตลอดมา” (ดูภาคผนวก ก.)
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 ปรีดีเขียนจดหมายจากชานกรุงปารีสถึง “คุณเล้ง ศรีสมวงศ์ เพื่อนรัก” เขาเริ่มด้วยการบอกว่าทราบข่าวเล้งป่วย จึงเขียนมาอวยพรให้หายป่วยและมีสุขภาพสมบูรณ์โดยเร็ว ก่อนตอบเรื่องที่เล้งขออโหสิกรรมว่า
“ตามที่คุณเขียนจดหมายมาถึงผมขออโหสิกรรมเรื่องที่แล้วๆ มานั้น ผมขอให้คุณอย่ามีความวิตกกังวลเลย เพราะผมมิได้รู้ตัวว่าคุณได้กระทำผิดหรือล่วงเกินต่อผม”
เขารำลึกถึงมิตรภาพตั้งแต่เริ่มรู้จักกันใน ค.ศ. 1922–1923 เมื่อทั้งสองพักอยู่ที่บ้านของสาธุคุณ R. S. Dodds ในอังกฤษ และกล่าวถึงการร่วมรับใช้ชาติและราษฎรไทยในการเปลี่ยนระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย

แถวนั่งจากซ้าย: เล้ง ศรีสมวงศ์ (คนที่ 1) และปรีดี พนมยงค์ (คนที่ 6)
ที่มาภาพ: หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายเล้ง ศรีสมวงศ์ อนุเคราะห์ภาพโดยนริศ จรัสจรรยาวงศ์ (ปรับความคมชัดโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์)
ความทรงจำที่ปรีดีเลือกเขียนถึงจึงเป็นทั้งชีวิตในวัยศึกษาและงานเพื่อบ้านเมืองที่ร่วมกันทำ
คำตอบของปรีดียังมีใจความสำคัญอีกส่วนหนึ่ง เขาเขียนว่า หากเล้งรู้สึกว่าตนได้กระทำผิดหรือล่วงเกินโดยที่ปรีดีไม่รู้ตัว การขออโหสิกรรมนั้นก็แสดงถึงคุณธรรมของเล้ง ปรีดีขอสรรเสริญและอวยพรให้ความรู้สึกที่ค้างอยู่ต่อเรื่องเหล่านั้นหมดสิ้นไป พร้อมเขียนว่า
“และขอให้คุณเล้ง ศรีสมวงศ์ เพื่อนรักของผมเป็นผู้บริสุทธิ์ทุกประการ”
จดหมายลงท้ายด้วยคำว่า “ด้วยความรักและคิดถึง” เช่นเดียวกับคำขึ้นต้นว่า “เพื่อนรัก” ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้เห็นท่าทีของปรีดีต่อผู้รับอย่างชัดเจน เขายืนยันว่าไม่ได้รู้สึกถูกล่วงเกิน และยกย่องความตั้งใจของเพื่อนที่เขียนมาขออโหสิกรรม (ดูภาคผนวก ข.)
หกวันหลังวันที่ในจดหมายของปรีดี คุณยิหวา วัชราภัยเขียนถึงคุณประพาพิมพ์ ศกุนตาภัย หรือ “คุณพิมพ์” อดีตผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานสาวของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์[2] แจ้งว่าบิดาได้รับจดหมายแล้ว เธอเล่าถึงอาการป่วยและการอ่านจดหมายให้ฟังว่า
“ท่านกำลังป่วยมากอยู่ขณะนี้ จึงให้พี่อ่านให้ฟังถึง 2 ครั้ง 2 ครา ท่านซาบซึ้งมากจริงๆ บอกว่าได้อ่านทันเวลา และให้หาทางเรียนให้ท่านอาจารย์ปรีดีฯ ได้ทราบด้วย.”
คุณยิหวาจึงขอให้คุณประพาพิมพ์ช่วยกราบเรียนท่านผู้หญิงพูนศุขแทน จดหมายลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 ฉบับนี้ทำให้ทราบว่าคำตอบจากปรีดีไปถึงเล้งแล้ว และบุตรสาวเป็นผู้อ่านให้เขาฟัง ทั้งยังแสดงถึงความตั้งใจของเล้งที่จะส่งข่าวกลับไปให้ปรีดีรู้ว่าจดหมายมีความหมายต่อตนเพียงใด (ดูภาคผนวก ค.)
ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นในวัยศึกษาดำเนินมาถึงวันที่คนหนึ่งเขียนขออโหสิกรรม และอีกคนยังเรียกเขาว่า “เพื่อนรัก” คำบอกเล่าของคุณยิหวาช่วยให้ผู้อ่านได้เห็นปลายทางของจดหมายจากชานกรุงปารีสว่า ถ้อยคำเหล่านั้นไปถึงผู้รับ และได้รับฟังในเวลาที่เขายังสามารถฝากความรู้สึกกลับไปได้ว่า “ได้อ่านทันเวลา”
อ่านประวัติชีวิตและผลงานของเล้งเพิ่มเติมในบทความ : รำลึกชาตกาล เล้ง ศรีสมวงศ์: นักการคลังคณะราษฎร ผู้ร่วมวางรากฐานธนาคารกลางและยึดมั่นในเงินของชาติ
ภาคผนวก ก. จดหมายเล้ง ศรีสมวงศ์ ถึงปรีดี พนมยงค์ วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523

ที่มาภาพ: ดุษฎี พนมยงค์

ที่มาภาพ: ดุษฎี พนมยงค์

ที่มาภาพ: ดุษฎี พนมยงค์
๑๐๖ ถนนศรีบำเพ็ญ
ทุ่งมหาเมฆ กรุงเทพฯ-๑๒
๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๓
กราบเรียนอาจารย์ที่นับถือ
ผมเขียนจดหมายถึงอาจารย์ เพราะรู้สึกว่า วาระชีวิตของผมคงอยู่ไม่นาน จึงอยากจะกราบเรียนอาจารย์ว่าผมระลึกถึงและเคารพนับถือตลอดเวลา และขอกราบขออโหสิกรรมอาจารย์ด้วย เพราะผมโกรธที่อาจารย์ว่า ธรรโม ธรรมเม อะไร เพราะเดิมเคยยึดถือ ธรรโม หเว รักติ - ด้วยกัน
อาจารย์เป็นผู้มีพระคุณแก่ผมอย่างล้นเหลือ ที่ผมเป็นผู้คนได้ก็เพราะอาจารย์ช่วยย้ายผมจากเป็นข้าหลวงพาณิชย์ประจำสิงค์โปร์มาอยู่กองประมวลบัญชี กรมบัญชีกลาง มิฉะนั้นผมจะถูกจอมพล ป. เนรเทศปล่อยเกาะอยู่นานเท่าไรก็ไม่ทราบ อาจถูกระเบิดตายตอนญี่ปุ่นยึดสิงค์โปร์ก็ได้ อาจารย์ยังให้ผมเป็นกรรมการแบงค์เอเซีย ซึ่งนอกจากเพิ่มรายได้ให้แก่ผมแล้ว ยังได้ความรู้การธนาคารอีกมากมายเป็นประโยชน์ในการดำเนินงานสำนักงานธนาคารชาติไทย ซึ่งอาจารย์เป็นผู้ริเริ่มขึ้น ทั้งๆที่มีผู้คัดค้านรอบด้าน รวมทั้ง Mr. Doll ที่ปรึกษาด้วย ถ้าไม่ได้สำนักงานธนาคารชาติไทย ซึ่งภายหลังเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ทราบว่าการเงินของประเทศจะเป็นอย่างไร ญี่ปุ่นคงยึดการเงินตอนบุกเมืองไทยครั้งนั้นแล้ว
ตอนแก่นี้ (อาจารย์เกิดปีเดียวกับผมแต่แก่เดือนกว่า) ผมว่างจึงคิดถึงตัว เมื่อเกิดก็แก้ผ้ามา เมื่อตายแต่งตัวเรียบร้อยก็จริง แต่ก็ถูกเผาหมดสิ้น ไม่มีอะไรติดตัวนอกจาก กรรม เกียรติยศชื่อเสียง ก็ดีหรอกแต่ก็เป็นของชั่วคราว อนุชนรุ่นหลังก็ระลึกถึงในแง่ของประวัติศาสตร์เท่านั้น ตอนนี้ผมจึงเร่งทำกรรมดี เพื่อสะสมเป็นเสบียงไว้ชาติหน้า ด้วยการทำบุญทำทานตามกำลัง และเจริญศีลภาวนาเพื่อให้จิตสงบ ไม่ให้ขุ่นมัวด้วยอารมภ์ การปฏิบัติเช่นนี้จะผิดถูกแล้วแต่อาจารย์จะวินิจฉัย
ผมขอกราบขออโหสิกรรมจากอาจารย์ เพื่อใจผมจะได้สบาย เพราะตลอดเวลาเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ผมยังถือว่าเป็นคนของอาจารย์ตลอดมา
ด้วยอำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัย และบุญกุศลที่ผมได้สร้างสมมา ขอให้อาจารย์ที่นับถือจงประสพแต่ความสุขกายและสุขใจ ปราศจากโรคาพยาธิทั้งปวง.
ด้วยความระลึกถึงและเคารพนับถือ
เล้ง ศรีสมวงศ์
ภาคผนวก ข. จดหมายปรีดี พนมยงค์ ถึงเล้ง ศรีสมวงศ์ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524

ที่มาภาพ: หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายเล้ง ศรีสมวงศ์ อนุเคราะห์ภาพโดยนริศ จรัสจรรยาวงศ์
ชานกรุงปารีส
วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๔
คุณเล้ง ศรีสมวงศ์ เพื่อนรัก
ผมได้ทราบข่าวว่าคุณป่วย จึงเขียนจดหมายฉบับนี้มาเพื่อขออวยพรให้คุณหายป่วยและมีสุขภาพสมบูรณ์โดยเร็ว
ตามที่คุณเขียนจดหมายมาถึงผมขออโหสิกรรมเรื่องที่แล้วๆ มานั้น ผมขอให้คุณอย่ามีความวิตกกังวลเลย เพราะผมมิได้รู้ตัวว่าคุณได้กระทำผิดหรือ ล่วงเกินต่อผม ผมจึงถือว่าคุณเป็นเพื่อนที่รักคนหนึ่งของผมตั้งแต่เราเริ่มรู้จักกันใน ค.ศ. ๑๙๒๒ - ๑๙๒๓ ซึ่งเราพักอยู่ที่บ้าน Rev. R.S. Dodds ที่ Risely Vicarage, England. และต่อมาได้ร่วมรับใช้ชาติและราษฎรไทยในการเปลี่ยนระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย
ถ้าสมมตว่าคุณรู้สึกว่าคุณได้กระทำผิดหรือล่วงเกินต่อผมโดยผมมิได้รู้ตัวนั้น ก็แสดงว่าคุณเป็นผู้มีคุณธรรมสูงที่ขออโหสิกรรม ผมจึงขอสรรเสริญและขอให้ความรู้สึกของคุณต่อเรื่องนั้นๆ จงปราศนาการไปสิ้น และขอให้คุณเล้ง ศรีสมวงศ์ เพื่อนรักของผมเป็นผู้บริสุทธิ์ทุกประการ
ด้วยความรักและคิดถึง
ปรีดี พนมยงค์
ภาคผนวก ค. จดหมายยิหวา วัชราภัย ถึงประพาพิมพ์ ศกุนตาภัย วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524

ที่มาภาพ: ดุษฎี พนมยงค์
๑๐๖ ถนนศรีบำเพ็ญ
ทุ่งมหาเมฆ กรุงเทพฯ-๑๒
คุณประภาพิมพ์ที่รัก*
คุณพ่อของพี่ (คุณเล้ง ศรีสมวงศ์) ท่านได้รับจดหมายจากท่านอาจารย์ปรีดีฯ และท่านกำลังป่วยมากอยู่ขณะนี้ จึงให้พี่อ่านให้ฟังถึง 2 ครั้ง 2 ครา ท่านซาบซึ้งมากจริงๆ บอกว่าได้อ่านทันเวลา และให้หาทางเรียนให้ท่านอาจารย์ปรีดีฯ ได้ทราบด้วย.
พี่จึงขอรบกวนคุณพิมพ์ ช่วยกราบเรียนท่านผู้หญิงท่านฯ แทนด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง
ระลึกถึงเสมอ
ยิหวา วัชราภัย
10 ก.พ. 2524
หมายเหตุผู้ถอด: คงการสะกด “ประภาพิมพ์” ตามต้นฉบับจดหมาย หมายถึงคุณประพาพิมพ์ ศกุนตาภัย ซึ่งกล่าวถึงในเนื้อเรื่องและเชิงอรรถ 2
สถาบันปรีดี พนมยงค์ ขอขอบพระคุณคุณดุษฎี พนมยงค์ ที่กรุณาอนุเคราะห์ภาพจดหมายของเล้ง ศรีสมวงศ์ และยิหวา วัชราภัย สำหรับประกอบบทความนี้
[1] เล้ง ศรีสมวงศ์, “การงานแห่งชีวิต การทำงานด้านการคลัง และการธนาคาร,” ใน อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายเล้ง ศรีสมวงศ์ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม 12 มีนาคม 2524 (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยเขษม, 2524); เผยแพร่ซ้ำโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์, “การงานแห่งชีวิต การทำงานด้านการคลัง และการธนาคาร”, 5 กันยายน 2567.
[2] ประพาพิมพ์ ศกุนตาภัย (สกุลเดิม สุวรรณศร) เป็นบุตรสาวของศาสตราจารย์ประมูล สุวรรณศร กับอัมพา สุวรรณศร ซึ่งเป็นน้องสาวของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เธอทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการก่อนเกษียณอายุ ดู กษิดิศ อนันทนาธร, “ประพาพิมพ์ ศกุนตาภัย : แม่ยาย ‘อภิสิทธิ์’ ผู้ช่วย ‘ปรีดี’ ในการซื้อบ้านอองโตนี”, The 101 World, 8 พฤษภาคม 2567.