
วันที่ 6 ตุลาคม 2569 มูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์ เข้าร่วมงาน “ครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาคม 2519” ณ สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ “ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย
พิธีเริ่มต้นด้วยการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป ก่อนที่ รศ.ดร.ธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะกล่าวเปิดงานและนำผู้ร่วมพิธียืนไว้อาลัยแด่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
วัฒนา ชัยชนะสกุล อดีตรองนายกองค์การนักศึกษาฝ่ายกิจการภายใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้แทนชมรมโดมดวงใจ ขานรายนามผู้เสียชีวิต ก่อนเข้าสู่พิธีวางพวงดอกไม้ ณ ประติมานุสรณ์ “ธรรมศาสตร์กับเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519”

มูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์ นำโดย ปรีดิวิชญ์ พนมยงค์ พร้อมด้วย อังคณา นีละไพจิตร ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ ผศ. ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ ประวิตร โรจนพฤกษ์ และรศ. ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมวางพวงดอกไม้เพื่อรำลึกถึงผู้สูญเสีย พร้อมกับผู้แทนจากองค์กรทางการเมือง สถาบันการศึกษา องค์กรภาคประชาสังคม และประชาชน

ภายหลัง ขวัญชนก แก้วภากร นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อ่านบทกวีรำลึก ก่อนเข้าสู่การกล่าวรำลึกถึงวีรชน 6 ตุลาคม 2519 โดยผู้แทนองค์กรภาคประชาชน
ในการนี้ อังคณา นีละไพจิตร ผู้แทนมูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวรำลึกถึงผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้พิการ ผู้ถูกจับกุม ครอบครัว และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 พร้อมย้ำว่า ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา การรำลึกถึงเหตุการณ์นี้คือการยืนยันว่า สังคมยังไม่ลืม และยังรอคอยการเปิดเผยความจริงเพื่อคืนความยุติธรรมแก่ผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงโดยรัฐ

อังคณากล่าวถึงคำเตือนของปรีดี พนมยงค์ ในการสัมมนา “เราจะต่อต้านเผด็จการอย่างไร” เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2517 ซึ่งชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการต่อต้านระบอบเผด็จการกับการต่อต้านผู้นำเผด็จการ โดยเห็นว่า การขับไล่ผู้นำออกจากอำนาจเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอต่อการปกป้องประชาธิปไตย หากระบบที่เปิดทางให้ผู้มีอำนาจกดขี่ประชาชนยังดำรงอยู่ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง
บทเรียนจาก 6 ตุลาคมยังเตือนถึงอันตรายของการบิดเบือนข้อเท็จจริงและการปลุกกระแสความเกลียดชัง จนผู้เห็นต่างถูกทำให้กลายเป็นศัตรูและข้อกล่าวหาที่บิดเบือนถูกใช้สร้างความชอบธรรมแก่การทำร้ายผู้บริสุทธิ์ อังคณาจึงย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความจริงและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยกล่าวถึง ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในขณะนั้น ซึ่งพยายามคลี่คลายสถานการณ์อย่างสันติและเก็บรักษาเอกสารข้อมูล เพื่อให้คนรุ่นหลังสามารถตรวจสอบข้อกล่าวหาและการใช้อำนาจรัฐในเหตุการณ์ 6 ตุลาคมได้
อังคณากล่าวว่า การสถาปนาความยุติธรรมต้องเริ่มจากการเปิดเผยความจริง ความพร้อมรับผิด และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เพราะการปล่อยให้ความรุนแรงผ่านพ้นไปโดยไม่มีผู้รับผิดย่อมบั่นทอนหลักนิติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พร้อมเชื่อมโยงกับแนวคิด “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ของปรีดี ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง หากยังสัมพันธ์กับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สิทธิเสรีภาพ และการที่ประชาชนสามารถกำหนดอนาคตของตนเองและดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
ในวาระครบรอบ 50 ปี อังคณายังได้นำข้อความของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ซึ่งฝากไว้เมื่อมีการจัดตั้งประติมากรรมอนุสรณ์ 6 ตุลาคม เมื่อ พ.ศ. 2543 ว่า “ขอให้อนุสรณ์วีรชน 6 ตุลาคมนี้ จงเป็นสัญลักษณ์ในการปลูกมโนสำนึกประชาธิปไตยแก่ทุกชนทุกรุ่น โดยเฉพาะอนุชนรุ่นหลังสืบไป”

ก่อนจบคำกล่าว อังคณายืนยันในนามมูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์ว่า ความเห็นต่างทางการเมืองไม่อาจเป็นข้ออ้างในการทำร้าย สังหาร หรือลิดรอนความเป็นมนุษย์ของผู้ใด และอำนาจรัฐต้องอยู่ภายใต้หลักนิติธรรมและความรับผิดชอบต่อประชาชน
หลังการกล่าวรำลึก มีพิธีมอบรางวัล “จารุพงษ์ ทองสิน” โดยสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรางวัล “สิทธิมนุษยชนคนธรรมดา” โดยมูลนิธิศักยภาพชุมชน เป็นลำดับต่อมา