
ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา
เรียน ญาติวีรชน ผู้ร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และผู้มาร่วมรำลึกทุกท่าน
สถาบันปรีดี พนมยงค์ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานเพื่อร่วมแสดงความอาลัยและความเคารพต่อวีรชน 14 ตุลา ตลอดจนผู้บาดเจ็บ ผู้รอดชีวิต และครอบครัวที่ต้องอยู่กับความสูญเสียจากเหตุการณ์ครั้งนั้น
53 ปีผ่านไป ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อาจทำให้ผู้คนจดจำเหตุการณ์ 14 ตุลาแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรรักษาไว้ร่วมกัน คือการตระหนักว่า เบื้องหลังชัยชนะของประชาชนมีหลายคนที่เสียสละชีวิต มีหลายครอบครัวที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และมีผู้คนอีกมากมายที่ยังมีความหวังในการสร้างสังคมที่เสรีและเป็นธรรม เพื่อคนรุ่นต่อ ๆ ไป
การเรียกร้องรัฐธรรมนูญใน พ.ศ. 2516 แสดงถึงความต้องการของประชาชนเพื่อยืนยันสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง ท่ามกลางการผูกขาดอำนาจและการใช้อภิสิทธิ์ ความกล้าหาญของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ได้กลายเป็นพลังมวลชนในการต่อต้านเผด็จการ และเพื่อวางรากฐานประชาธิปไตยในสังคม ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ปรีดี พนมยงค์ ได้เรียกผลการต่อสู้ของประชาชนในครั้งนั้นว่า “ชัยชนะก้าวแรก” พร้อมมอบคำขวัญว่า
“จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม”
คำว่า “ก้าวแรก” มีความหมายอย่างยิ่งต่อการรำลึกในวันนี้ เพราะการทำให้ผู้นำเผด็จการพ้นจากตำแหน่งเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจที่ยาวไกลกว่านั้น เพราะประชาชนยังต้องมีหลักประกันว่าสิทธิเสรีภาพของตนจะได้รับความคุ้มครอง ผู้นำทั้งหลายจะต้องถูกตรวจสอบ และความขัดแย้งจะต้องคลี่คลายผ่านวิถีทางประชาธิปไตยและสันติวิธี
ปรีดีอธิบายด้วยว่า ความกตัญญูต่อวีรชนต้องดำเนินด้วยการสืบทอดอุดมการณ์ของการกู้ชาติ ควบคู่กับการพิทักษ์และพัฒนาเจตนารมณ์ของพวกเขา การรำลึกจึงมีความหมายต่อการกระทำของเราในปัจจุบันว่า เราจะช่วยกันสร้างสังคมเช่นไร เพื่อให้ความเสียสละของคนรุ่นก่อนแปรเปลี่ยนเป็นฐานรากที่สำคัญของคนรุ่นต่อไป ที่จะมีชีวิตอยู่ในสังคมที่ปลอดภัย เสรี และได้รับความเคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ประชาธิปไตยสมบูรณ์ในทัศนะของปรีดีได้เชื่อมโยงการเมือง เศรษฐกิจ และทัศนะอันเป็นประชาธิปไตย หรือคติธรรม และเมื่อนำมาพิจารณาชีวิตของผู้คนในวันนี้ ประชาธิปไตยสมบูรณ์จึงหมายถึงการที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการปกครอง มีโอกาสทางเศรษฐกิจ มีหลักประกันในคุณค่าของชีวิต ที่สำคัญ คือการเคารพการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างหลากหลายบนพื้นฐานความเสมอภาคเท่าเทียม
สิทธิทางการเมืองของประชาชนจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง หากประชาชนยังคงถูกจำกัดโอกาสในการมีส่วนร่วมด้วยเงื่อนไขของความยากจนและเข้าไม่ถึงการศึกษา ขณะที่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิในการตรวจสอบการจัดสรรทรัพยากรของรัฐได้ การเมืองและเศรษฐกิจจึงมิได้แยกขาดจากกันในทัศนะของปรีดี แต่กลับเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันอย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมามีสิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน แม้จะต่างกันทางความคิด และไม่มีใครสามารถใช้ความรุนแรงต่อผู้เห็นต่างได้
ประสบการณ์หลัง 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ตามมาด้วยการทำลายประชาธิปไตยใน พ.ศ. 2519 เหตุการณ์พฤษภาคม พ.ศ. 2535 รวมถึงการรัฐประหารที่เกิดขึ้นต่อ ๆ มา ย้ำเตือนเราว่าการพัฒนาการประชาธิปไตยอาจถูกตัดตอนโดยอำนาจที่เหนือกว่าประชาชน การมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม จึงต้องดำเนินควบคู่กันภายใต้กติกาที่เป็นธรรม การมีส่วนร่วม และสามารถตรวจสอบได้

ในโอกาส 53 ปี 14 ตุลา สถาบันปรีดี พนมยงค์ จึงขอชวนสังคมร่วมพิจารณาแนวทางปฏิรูปประเทศที่นำหลักคิดของปรีดีมาประยุกต์กับสถานการณ์ปัจจุบัน คือ
- การร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อให้กติกาสูงสุดยึดโยงกับประชาชน เคารพเสียงข้างมาก และคุ้มครองสิทธิและเสียงของคนกลุ่มน้อย
- ความจำเป็นในการปฏิรูปกองทัพให้อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนที่มาจากประชาชน และกำลังอาวุธต้องมีไว้เพื่อความมั่นคงของประเทศและรับใช้ประชาชน รวมถึงกลไกป้องกันการยึดอำนาจ ปกป้องการใช้อำนาจ และตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
- มีกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระที่เป็นอิสระ โปร่งใส และตรวจสอบได้ และกฎหมายต้องไม่ถูกใช้ในการคุกคามผู้เห็นต่าง
- มีการกระจายอำนาจอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม โดยประชาชนสามารถใช้อำนาจผ่านผู้แทนของตนได้ ซึ่งแสดงถึงการมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง
- สร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและหลักประกันความมั่นคงของชีวิต ด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานและส่งเสริมรัฐสวัสดิการสำหรับคนทุกคน
- การรักษาประวัติศาสตร์โดยการเปิดเผยความจริง การคืนความยุติธรรมให้ผู้ถูกละเมิด ยุติวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด และไม่ปล่อยให้เหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นอีก
ข้อเสนอเหล่านี้ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกคน โดยจะต้องไม่มีใครถูกกีดกันหรือถูกลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์เพียงเพราะความเห็นต่างทางการเมือง ในทุกการเปลี่ยนแปลงต้องการความกล้าหาญที่มิใช่เพียงการยืนหยัดเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจ แต่คือการยึดมั่นในความจริงและหลักแห่งความยุติธรรม แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพราะความยุติธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากผู้กล้าที่ยังคงยืนหยัดเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้อื่น
ท้ายนี้ ในนามสถาบันปรีดี พนมยงค์ ดิฉันขอร่วมรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลา ขอยืนเคียงข้างวีรชนและครอบครัว และขอให้สิทธิข้อเรียกร้องในเหตุการณ์ 14 ตุลาเป็นจริง ผ่านการร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเปิดเผยและปราศจากความกลัว เพื่อสานต่อชัยชนะ “ก้าวแรกสู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์” เพื่อให้ความเสียสละของบรรดาวีรชนเป็นแรงบันดาลใจต่อคนรุ่นต่อ ๆ ไปในการสร้างสังคมที่งดงาม เป็นธรรม อารยะ สันติ และมีที่ยืนสำหรับทุกคน
ขอบคุณค่ะ
