ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

บทบาทของพนักงานรถเมล์ขาว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

4
มกราคม
2569

       หวนย้อนไปในคราวที่ผมได้เข้าร่วมงานเสวนา “มองประวัติศาสตร์ไทยช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 และขบวนการเสรีไทยอย่างมีชีวิต: ผ่านมุมมองและร่องรอยทางศิลปวัฒนธรรม” ณ ห้องเอนกประสงค์ ชั้น 1  หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ช่วงเวลา 15.00-17.00 น.  ซึ่งในระหว่างที่กำลังเสวนาอยู่นั้น ผมเคยกล่าวถ้อยคำหนึ่งว่า

ในประเทศนี้ยังมีใครอีกหลายคนที่เขาได้ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติเช่นกัน ถึงแม้จะไม่ได้รับการบันทึกชื่อเอาไว้ในประวัติศาสตร์

แน่นอนครับ บัดนี้กาลเวลาล่วงเลยมาจนจะย่างเข้าสิบปีแล้ว หากผมยังคงเชื่อมั่นในถ้อยคำของตนเองมิเสื่อมคลาย อีกทั้งยังมุ่งเน้นความสนใจและพยายามนำเสนอเรื่องราวของคนธรรมดาสามัญหรือชาวบ้านทั่วไปผู้ร่วมมีบทบาทในการช่วยเหลือประเทศชาติตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  แม้ว่าปัจจุบันชื่อเสียงเรียงนามของพวกเขากลับมิค่อยเป็นที่รู้จักมักคุ้นเลยก็ตาม

พนักงานรถเมล์ขาว นับเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ได้แสดงบทบาทอย่างแข็งขันในการช่วยเหลือประชาชนชาวไทยที่ต้องเผชิญภัยและประสบความยากเข็ญในช่วงระหว่างสงคราม โดยเฉพาะการปฏิบัติภารกิจเสี่ยงอันตรายในห้วงยามที่กรุงเทพมหานครตกเป็นเป้าหมายของเครื่องบินทิ้งระเบิด

ก่อนที่ผมจะนำคุณผู้อ่านไปสัมผัสกับเรื่องราวของพนักงานรถเมล์ขาวท่ามกลางสมรภูมิ  คงจำเป็นจะต้องให้ข้อมูลว่าด้วยความเป็นมาของ รถเมล์ขาว หรือที่คนเรียกขานเคลือบริมฝีปากว่า “รถเมล์นายเลิศ” กันพอสังเขป

รถเมล์ขาว ถือเป็นรถโดยสารประจำทางสายแรกสุดของไทย ผู้ที่บุกเบิกกิจการยานพาหนะประเภทนี้คือ พระยาภักดีนรเศรษฐ หรือ นายเลิศ เศรษฐบุตร เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2450 ด้วยการที่ นายเลิศ ได้ออกแบบตัวรถขึ้นมาแล้วอาศัยม้าลากตัวรถให้เคลื่อนที่ไปตามทาง โดยเปิดให้คนเช่ารถในระยะทางจากสะพานยศเส (ต่อมาคือ สะพานกษัตริย์ศึก) ถึงประตูน้ำสระปทุม จวบจนในปี พ.ศ. 2453 นายเลิศ ตัดสินใจเปลี่ยนจากการใช้ม้าลากมาเป็นการนำเครื่องยนต์และโครงรถบรรทุกยี่ห้อฟอร์ดมาจากต่างประเทศ แล้วต่อตัวถังที่ทำด้วยไม้ทั้งคันซึ่งเขาออกแบบขึ้นเอง เมื่อเล็งเห็นว่ารถใช้เครื่องยนต์ที่ตนออกแบบและประดิษฐ์ขึ้นมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม จึงเปิดกิจการที่เรียกว่า “รถเมล์” และขยายระยะทางให้รถแล่นไกลมากขึ้น กล่าวคือสามารถแล่นจากประตูน้ำสระปทุมไปจนถึงประตูใหม่ตลาดยอดย่านบางลำพู

รถเมล์ของ นายเลิศ จะทาสีขาวบนตัวรถและมีสัญลักษณ์เครื่องหมายกากบาทสีแดงในวงกลมแดง จึงเป็นเหตุให้คนทั่วไปพากันเรียกยานพาหนะนี้ว่า “รถเมล์ขาว”

นายเลิศ ยังจัดให้มีพนักงานประจำรถเมล์ขาว วางระเบียบให้พนักงานทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างสุภาพและเป็นมิตรต่อผู้โดยสาร ไม่ว่าจะเป็นพนักงานขับรถเมล์ พนักงานเก็บเงิน และพนักงานตรวจตั๋ว ซึ่งล้วนแต่งกายด้วยเครื่องแบบสีขาว รองเท้าสีขาว และสวมหมวก อีกทั้งยังพูดจาไพเราะ นั่นทำให้ชาวไทยนิยมใช้บริการรถเมล์ของเขากันเป็นจำนวนมาก

นายเลิศ เจ้าของกิจการรถเมล์ขาวเป็นชาวกรุงเทพมหานคร เขาลืมตายลโลกหนแรกในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2415 ที่บ้านปลายสะพานวัดบพิตรพิมุขปากคลองโอ่งอ่าง ช่วงวัยเยาว์ได้มีโอกาสเรียนในโรงเรียนฝรั่งจึงมีความรู้ภาษาอังกฤษดี ครั้นเติบโตขึ้นก็เข้าทำงานเป็นเสมียนในห้างฝรั่ง นายเลิศ ยังเป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนด้วยตนเอง ชอบอ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือภาษาต่างประเทศ และสนใจวิทยาการแปลกใหม่นานา นั่นทำให้เขาจึงมีความรู้กว้างขวางและความคิดก้าวไกลจนสามารถบุกเบิกกิจการต่างๆที่ยังไม่ค่อยจะปรากฏในเมืองไทยขึ้นมา เช่น โรงน้ำแข็ง ห้างขายสินค้าจากต่างประเทศที่มีเจ้าของเป็นชาวสยาม และที่สำคัญก็คือรถเมล์

นายเลิศ ยังใช้ รถเมล์ขาว เป็นยวดยานสำคัญในการช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆเสมอมา เช่น ในตอนที่น้ำท่วม ประชาชนก็ได้อาศัยรถเมล์ขาวในการอพยพหรือบรรทุกขนส่งข้าวของ

ครั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 อุบัติขึ้นในเมืองไทยนับแต่เช้าวันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484  และต่อมารัฐบาลไทยยังประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 กรุงเทพมหานครจึงตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดหลายครั้งมาจวบจนถึงปี พ.ศ. 2488 โดยเริ่มมีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดในกรุงเทพฯครั้งแรกสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2485 ห้วงยามนี้เองที่ รถเมล์ขาว และ พนักงานรถเมล์ขาว ได้มีบทบาทในการช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติในการขนส่งผู้ประสบภัยหลังจากที่เครื่องบินมาทิ้งระเบิดแล้ว

ด้วยความที่ พนักงานรถเมล์ขาว เป็นกลุ่มคนสามัญของสังคมไทย จึงมิค่อยได้รับการบันทึกเรื่องราวไว้ในโฉมหน้าประวัติศาสตร์เท่าที่ควร ทว่าโชคดีเหลือเกินที่เกือบสิบเอ็ดปีก่อนผมบังเอิญพบเข้ากับงานเขียนเรื่อง “เมื่อรถขาวช่วยขนผู้ประสพภัยทางอากาศ” ของ ระวิ ปั้นสนธิ ซึ่งเผยให้ทราบถึงบทบาทของ พนักงานรถเมล์ขาว ในช่วงระหว่างสงครามอันน่าสนใจ

ระวิ ปั้นสนธิ ส่งงานเขียนของเขาเข้าแข่งขันในโครงการ “ประกวดเรื่องจริง” กับทางนิตยสาร ประชามิตร และคว้ารางวัลที่ 2 จนได้ลงตีพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสารฉบับ 233 ประจำวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2490

เนื่องจาก งานเขียนของ ระวิ หาอ่านได้ยากยิ่งในปัจจุบัน ผมจึงขอยกมาแสดงต่อสายตาคุณผู้อ่าน พร้อมทั้งอธิบายประกอบ โดยถ้อยความที่ยกมาจะคงไว้ซึ่งการสะกดตามแบบที่ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร์

 

ปกนิตยสาร ประชามิตร ประจำวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2490

 

       ระวิ ปั้นสนธิ เปิดฉากงานเขียน “เมื่อรถขาวช่วยขนผู้ประสพภัยทางอากาศ” ด้วยส่วนของการ “เบิกเรื่อง” ว่า

       มันเป็นวันสำคัญที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยจะต้องบรรทึกไว้ด้วยสายเลือดและน้ำตาของประชาไทยทั่วทุกคน  เพราะวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ นั้น ญี่ปุ่นได้บุกเข้าประเทศเราขณะรุ่งอรุณของวันที่ ๘ เบิกฟ้า  พวกเรากรรมกรรถเมล์ขาวกำลังตื่นเต้นดีใจในการจะได้ขับรับคนเที่ยวเตร่งานมโหฬาร แล้ว "เจ้าเงินเปอร์เซ็นต์จากรายได้และเบี้ยเลี้ยงประจำวันของเรายังสูงกว่าปกติด้วย" ข้อนี้คนรถคิดเหมือนกันทุกคน

       ปานสายฟ้าฟาดบนสมองเมื่อได้ยินวิทยุที่ร้านข้างออฟฟิศเปิดแถลงการณ์ด่วนของรัฐบาล และไม่ช้าเสียงเครื่องบินร่อนต่ำก็ปรากฏแก่โสตรและเปนที่ประจักษ์เปนคั่นแรก พวกเราที่แลเห็นตะโกนชี้บอกกันต่อๆว่า "เครื่องบินญี่ปุ่น!" ฉับพลันที่สายตาสบกัน ความหวังเรื่องเปอร์เซ็นต์กับเบี้ยเลี้ยงพิเศษซึ่งใฝ่ใจเริ่มอันตรธาน พร้อมทั้งหูได้ฟังแถลงการณ์ว่า "ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันอย่างสมเกียรติแล้ว" และ "ทางการงดงานฉลองรัฐธรรมนูญด้วย" วินาฑีนั้น เรารู้ตัวเองว่าวิมานทะลาย!

ถัดมาคือหัวข้อที่ให้ชื่อ “ภาระของคนรถเมล์” ก็บรรยายว่า

       เราปล่อยความคิดล่องลอยตามเพรงจวบจนวันรุ่งขึ้นซึ่งญี่ปุ่นเข้ามาเต็มพระนคร เมื่อท่านผู้จัดการของเรามาถึงออฟฟิศ คนรถก็ถูกทาบทามและซักซ้อมภาระกิจที่ทางการสันนิบาตป้องกันภัยทางอากาศได้เคยติดต่อกับบริษัทให้ช่วยหารถและคนรถไว้เมื่อมีภัยทางอากาศ  พวกเรานี่แหละ ใครสมัคร มีโอกาศช่วยชาติคือตายเปล่า! เพราะจะต้องนำรถเข้าช่วยขนคนที่ถูกระเบิดเมื่อสัญญาณปลอดภัยแล้วจากที่ที่ลูกระเบิดตก จะด้านหรือไม่ในขณะนั้นก็ตาม

แล้วโยงมาสู่หัวข้อ “ผู้สมัคร "ตายฟรี"” ซึ่งบอกให้ผู้อ่านทราบถึงนามของพนักงานรถเมล์ขาว ที่ต้องปฏิบัติภารกิจเสี่ยงอันตราย อันได้แก่ นายสาตร์ ปิ่นน้อย  นายแถม ไข่ลือนาม  นายไสว (เล็ก) จันทร์ลาฟ้า และ นายผล บุญยัง  ดังเนื้อความว่า

       ปรากฏชื่อในกระดาษโน๊ตของหัวหน้ารถประมาณ ๗-๘ นาย  ท่านผู้จัดการคัดเอาคนที่คาดว่าใช้การได้สมใจเพียง ๔ คน จัดเปนคู่คือนายสาตร์ ปิ่นน้อย กับนายแถม ไข่ลือนาม  ประจำรถคัน ๔๔ นายผล บุญยังกับนายไสว (เล็ก) จันทร์ลาฟ้าประจําคัน ๔๘ อีกคู่หนึ่ง ตกลงเรา ๔ คนเริ่มเข้าผจญหน้าที่ "ตาย" แต่วันนี้

       หลังการพิจารณา ท่านผู้จัดการอธิบายงานที่เราจักพึงปฏิบัตินับแต่คืนวันเข้ารักษาหน้าที่ เมื่อพวกเราทราบความมุ่งหมายดีแล้ว นายสาตร์ผู้มีอาวุโสกว่าทุกคนก็ได้รับมอบหมายให้เปนหัวหน้าหน่วยด้วยความเต็มใจของพวกเรา

 

นายสาตร์ ปิ่นน้อย

 

นายไสว จันทร์ลาฟ้า

 

นายแถม ไข่ลือนาม

 

นายผล บุญยัง

 

พนักงานรถเมล์ขาว ตามที่เอ่ยนามมาไม่เพียงได้รับมอบหมายภารกิจน่าตื่นเต้น  หากพวกเขายังได้รับความสบายยิ่งกว่าเดิม ซึ่ง ระวิ บอกเล่าผ่านสองหัวข้อต่อไปนี้

ได้สิทธิพิเศษ

       ท่านผู้จัดการนั่งจินตนาครู่ใหญ่ ชะรอยท่านเห็นอกเราว่าเป็น "คน" หากทำหน้าที่เวรคอย "หวอ" ขึ้นเมื่อใดต้องนำรถไปรายงานตัวที่หน่วยกับนายแพทย์ป้องกันภัยโรงพยาบาลบางรักทุกคืน แล้วกลางวันยังขับรถอีกเล่า เจ้าสี่ คนนี่เห็นจะ "เหลือง" ก่อนที่จะพบกะความขาดแคลน "ข้าว" ใน พ.ศ. ๙๐ กระมัง? (ความจริงเวลานั้นไม่มีวี่แววเรื่องอดข้าว) จึงสั่งเปนคำขาดว่า "ให้อยู่เวรฉะเพาะกลางคืน แต่ต้องดูแลเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถเวรอย่าให้บกพร่อง จ่ายเบี้ยเลี้ยงตามปกติ กลางวันจะได้นอนพักผ่อน" ท่านติดคำว่า อ้อ! "แต่ถ้า 'หวอ' รางวัลละก้อลื้อต้องไปด้วยเน้อ!" ท่านเห็นใจเราเช่นนี้ พวกเราสาธุทุกคน

สบายเกินไปเสียแล้ว

       ก็แล้วระหว่างนั้น ระหว่างที่เรา "เฝ้าหวอ" อยู่พร้อมทั้งนึกอยากลิ้มรสงานใหม่อย่างใจเต้น แต่ "หวอ" ไม่มีสักที เรานั่งๆนานๆกินเบี้ยเลี้ยงเงินเดือนอย่างนี้  กระทั่งมีเสียงอิจฉาเชิงว่าไม่ต้องทำงานหนักหนาอะไรมีสิทธิดีกว่าคนทำงานเช้ายันค่ำ  ประการสำคัญ  เพราะผู้อิจฉาเราคิดโง่ๆว่า ญี่ปุ่นคงรุกไล่พันธมิตรถอยไปจนประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยแล้ว ฯลฯ เราเองชักจะทนเสียงอิจฉาไม่ไหว จึงเสนอขอเลิกอยู่เวรต่อท่านผู้จัดการ ท่านไม่ยอม เราเคารพท่านเลยต้องทู่ซี้ทนหน้าด้านกับเสียงอิจฉาไปแกนๆ ตราบจน...

ในที่สุด เหตุการณ์สำคัญและเขย่าขวัญก็มาถึงเข้าจริงๆ นั่นคือวันที่กรุงเทพมหานครถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดครั้งแรก ซึ่ง ระวิ แสดงให้ผู้อ่านเห็นถึงภารกิจของ พนักงานรถเมล์ขาว อย่างละเอียดผ่านหลายหัวข้อ

วันสำคัญในชีวิต

       เปนคืนเดือนหงายกระจ่าง อากาศตอน ๔.๐๐ น. ของวันพฤหัศบดีที่ ๘ มกราคม  ๒๔๘๕ กำลังเย็นชุ่มฉ่ำ เราเข้าใจว่าคงเหมือนทุกคืนแล้วๆมาก็เอนตัวนอนบนที่นั่งรถ ไม่ช้าก็เคลิ้มและม่อยไป ทันใดนนายสาตร์หัวหน้าหน่วยก็ถูกเขย่าขาให้ลุกขึ้น พร้อมกับเสียงแขกยามเฝ้ารถว่า "ตื่นน่า นายสาตร์! อีทีนี้หวอแล้วน่า ลุกซี!"

เริ่มงานใกล้มัจจุราช

       เราสะดุ้งตกใจตื่นทันที ที่เรามั่นใจแน่คือเสียงบินกระหึ่ม หวูดสัญญาณภัยครวญโหยหวลคละเสียงระเบิดและปืนกลยิงลงมาจากเครื่องบิน  ท่ามกลางชาวบ้านร้านถิ่นที่ตกใจเปนพัลวัน  เราก็จัดแจงสวมปลอกแขนเขียวคลี่ธงเหลืองแสดงเครื่องหมายเจ้าหน้าที่และยานพาหนะของสมาชิกป้องกันภัยที่หน้ารถ  นำรถตรงไปโรงพยาบาลบางรัก เพราะเรามีหน้าที่ไปอยู่ประจำหน่วยแห่งนี้

       จากประตูน้ำไปสีลมเราขับกินเวลา ๕-๖ นาฑี ก่อนอื่นนายสาตร์สั่งให้นายผลเข้ารายงานนายแพทย์เวรว่า บัดนี้รถเมล์ขาวได้ไปถึงที่แล้ว นายผลรับคำ แต่...

เหลียวก่องคัก เรือบิงยิงตูกอั๊ว!

       ทันใดนั้น จีนคนหนึ่งลักษณะเดินครึ่งวิ่งโขยกมา มีโลหิตไหลชุ่มโชกกางเกงที่นุ่งอยู่  ไปหน้าซีดเซียวบอกอาการเจ็บป่วย หลวงตะโกนถามนายผลว่า "เหลียวก่องคัก คุง, อั๊วจะไปหาหมอบ่ายที่ไหน?"

       นายผลชะงักหันมามองพร้อมกับนายสาตร์ถาม "ลื้อหาหมอทำไม?"

       "อั๊วถูกยิงตูกทะลุฮะ" (ลูกกระสุนปืนกลที่ก้นทะลุขาข้างหน้า)

       "งั้นผลช่วยนำเขาไปหาหมอด้วย" นายสาตร์ว่า

       นายผลไปที่ตึกพยาบาล เมื่อรายงานแล้วนายแพทย์ผู้อารีย์บอกให้ พวกเราเอารถเข้าไป ส่วนผู้บาดเจ็บก็ถูกนำตัวขึ้นเตียงปฐมพยาบาล

ที่หลบภัยจำเป็น

       เนื่องด้วยรถขาวเปนรถขนาดใหญ่  ไม่สะดวกแก่การเข้าออกภายในอาณาเขตต์เล็กๆของโรงพยาบาลได้  นายผลจึงเรียนข้อขัดข้องให้ทราบ ครั้นหมอพะยักหน้ารับก็เสริมว่า "ผมรอกันอยู่ข้างนอกนะครับ" แล้วถอยลงมา ทิ้งให้นายแพทย์เวร คุณหมอเจียก เส็งสุวรรณง่วนกับบาดแผลของจีนคนนั้นตามลำพัง

       เวลานั้น  เครื่องบินหวนกลับมาทิ้งระเบิดบริเวณหน้ากรมไปรษณีย์กลาง พร้อมทั้งกราดปืนกลเปนชุดๆ และเมื่อพวกเรารวมกลุ่มกับตำรวจสันติบาลนายหนึ่งซึ่งยืนคุยร่วมขวัญกัน ปรากฏเสียงระเบิดในรัศมีใกล้ (โดนโบสถ์และ แม่พระ ร.ร. อัสสัมชัญ) เพียงนี้ไม่สู้กันอะไรนัก เจ้าลูกปืนกลนี้สิไม่ไหว ก่อนเราจะทันรู้ตัวด้วยซ้ำ! มันได้กราดลงบนพื้นกลางถนนตอนที่เรายืนอยู่ ฐานะของเราไม่ปลอดภัยแล้ว สัญชาตญาณมนุษย์เตือนทุกคนให้หมอบลงคาน ส่วนนายแถมอารามที่รีบหมุนตัวหลบเลยชนนายสันติบาลโครมเบ้อเร่อ ก้นจ้ำดินทั้งคู่  แต่ไม่สู้เจ็บ ที่หลบภัยวิเศษของเรานั้นคือ......ใต้ท้องรถขาวนั่นเอง!

อวสานของตึกพยาบาลบางรัก

       เสียง "นกยักษ์" บ่ายหน้ามาสนั่นหวั่นไหว เราใจแป้วว่าต้องตายแม่นมั่น  พอใครคนหนึ่งเปรยว่า "เอ! ป่านนี้หมอเจียกหลบหรือยัง?" ก็....ครืน! กลบเสียงพูด  พวกเราตัวลอยจากพื้น แผ่นดินสะเทือน เช่ารถสั่นและลอยขึ้นนิดหน่อยเปนผีเข้า จากนั้นเสียง "มฤตยู" ก็ห่าง....ห่างไปจนเงียบหาย ความวังเวงเข้ามาแทน เราคลานออกมายืนทัศนาสถานที่รอบๆข้าง

       ด้านหน้าฝั่งคลองตรงข้าม บ้านเรือนถูกระเบิดเพลิงช่วงโชติ เมื่อเราหันกลับด้านหลัง ตึกเด่นที่ยืนสง่าในเขตต์โรงพยาบาลหายไป เหลือฉะเพาะโครงเหล็กบางส่วนแทนที่ ใจเราหายวูบ และ...นายแพทย์เวร, คุณหมอเจียก ผู้ทำหน้าที่พยาบาลของท่านกับผู้บาดเจ็บ, ร่างทั้งสองอยู่ในทรากตึกนั้น!

อนุสรณ์ ๘ มกราคม ๒๔๘๕

       วันนี้, รุ่งเช้ายังสางๆ พวกเราได้นำศพคุณหมอกับจีนไปส่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และช่วยขนศพผู้ประสบภัยอีกที่ตรอกตลาดหลวงข้างตลาดบางรัก ที่นั่น, ตำรวจท้องที่คนหนึ่งนำทางเข้าไป เขาเดินหน้า เราเดินตามชิดพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สับปะเหร่อของหน่วยป้องกันภัย พอถึงที่หมายพี่แกชงักกึกไม่บอกเล่า เล่นเอาคนตามหลังยั้งไม่ทันชนกันเปนทอดๆ ครั้นเราถามสาเหตุก็ชี้ให้ดู แล้วรีบรุดผละแยกทางไปเลย

       นั่นคือศพ ๒ ศพที่เจ้าหน้าที่นำใส่เปลหามไว้ในรถแล้วสั่งให้เราส่งจุฬาฯเช่นเคย  ตามทางรถวิ่ง, ความหวาดกลัว! ความทุเรศ! บังคับให้เราจับพวงมาลัยรถอย่างแน่นหนา อย่าว่าเพียงจะหันหลังดูเลย แม้แต่จะชำเลืองยวดยานซึ่งตามหลังที่กระจกเงาในรถ เราก็ไม่อยากแลเสียแล้ว เพราะ.....ศพคอขาดซึ่งเคียงกันอยู่ในรถหลอนอารมณ์เราตลอดทาง

เราทำหน้าที่ขนศพหลายครั้ง แต่เหตุการณ์วันนั้นเปนกิจสำคัญยิ่งแห่งชีวิตเรา ซึ่งจักต้องจำได้แม่นยำจนชีพสลาย.

งานเขียนเรื่อง “เมื่อรถขาวช่วยขนผู้ประสพภัยทางอากาศ” ฉายภาพความโหดร้ายของสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  สะท้อนให้เห็นผ่านการปฏิบัติภารกิจของ พนักงานรถเมล์ขาว หากเราก็ยังได้เห็นเรื่องราวของบุคคลอื่นๆ ทั้งชาวจีนที่ถูกยิงด้วยกระสุนปืนกล และ นายแพทย์เจียก เส็งสุวรรณ นายแพทย์เวรโรงพยาบาลบางรัก โดยเฉพาะกรณีของ คุณหมอเจียก นับว่าน่าสะเทือนใจมิใช่น้อย เพราะกำลังรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บจากการที่เครื่องบินมาทิ้งระเบิดอยู่แท้ๆ แต่ท้ายที่สุด โรงพยาบาลก็ถูกทิ้งระเบิดด้วย ผู้รักษาชีวิตจึงมีอันต้องสูญเสียชีวิต ดัง ระวิ ปั้นสนธิ เขียนถึงเสียงเล่าของ พนักงานรถเมล์ขาว ตอนที่ว่า “วันนี้, รุ่งเช้ายังสางๆ พวกเราได้นำศพคุณหมอกับจีนไปส่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และช่วยขนศพผู้ประสบภัยอีกที่ตรอกตลาดหลวงข้างตลาดบางรัก”

       นามของ พนักงานรถเมล์ขาว คนหนึ่งคือ นายผล บุญยัง ยังชวนให้ผมหวนนึกไปถึงเสียงเล่าของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์  จำได้ว่า ’รงค์ เคยเอ่ยถึง นายผล ไว้ใน ๒ นาฑีบางลำพู

       เรื่องราวของ พนักงานรถเมล์ขาว ดังที่ผมเชิญชวนคุณผู้อ่านทำความรู้จักผ่านขบวนตัวอักษรหลายบรรทัดนั้น ย่อมแสดงให้เห็นถึงบทบาทและความร่วมแรงร่วมใจของคนสามัญในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อสังคมและประเทศชาติช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็น่าเสียดายเหลือเกินที่พวกเขายังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของอนุชนรุ่นหลังมากสักเท่าใด

เอกสารอ้างอิง

  • ’รงค์ วงษ์สวรรค์. ๒ นาฑีบางลำพู. กรุงเทพฯ: มติชน, 2538.
  • ระวิ ปั้นสนธิ. “เมื่อรถขาวช่วยขนผู้ประสพภัยทางอากาศ.” ประชามิตร ฉบับ 233  (29 มิถุนายน 2490)
  • อนุสรณ์ 100 ปี พระยาภักดีนรเศรษฐ (เลิศ เศรษฐบุตร). นครหลวงฯ : คณะกรรมการบริษัทนายเลิศ, 2515