ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดงานเสวนาทางวิชาการ PRIDI Talks #34 : 114 ปีชาตกาล ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์

12
มกราคม
2569

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดงานเสวนาทางวิชาการ PRIDI Talks #34 : 114 ปีชาตกาล ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ในหัวข้อ “บทบาทของผู้หญิงในการขับเคลื่อนเพื่อประชาธิปไตยและมนุษยธรรมภายใต้ภาวะวิกฤติ” ณ สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซอยงามดูพลี กรุงเทพมหานคร

 

 

การเสวนาได้รับเกียรติจากผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นางปิยนุช โคตรสาร ที่ปรึกษาอิสระด้านสิทธิมนุษยชน, นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม, นางสาวงามศุกร์ รัตนเสถียร อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ นายวรา จันทร์มณี เลขาธิการเครือข่ายประชาชนเข้มแข็ง โดยมี นายประวิตร โรจนพฤกษ์ กรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ

การจัดงานครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อรำลึก 114 ปีชาตกาล ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ และเชิดชูบทบาทของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ และสร้างความเข้าใจต่อสถานการณ์ ความเสี่ยง และการคุกคามที่ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยต้องเผชิญ รวมถึงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน นิติรัฐ และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในสังคมไทย

ก่อนเริ่มการเสวนา มีการแสดงขับร้องประสานเสียงจากวงสวนพลูคอรัส จำนวน 2 บทเพลง ได้แก่ เพลงคนดีมีค่า และ เพลงแม่จ๋า จากนั้น นายประวิตร โรจนพฤกษ์ กล่าวเปิดงาน โดยระบุว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการรำลึกถึงท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ หากยังเป็นการเชิดชูบทบาทของท่านในฐานะต้นแบบสตรีที่ยืนหยัดต่อความอยุติธรรม และต่อสู้ด้วยสันติวิธีท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและสังคม

 

 

นายประวิตร ระบุอีกว่า การเสวนาครั้งนี้จึงเป็นการทบทวนบทเรียนจากประวัติศาสตร์และในสถานการณ์ปัจจุบัน ว่าผู้หญิงในสังคมไทยโดยเฉพาะผู้ที่ลุกขึ้นมาปกป้องด้านสิทธิมนุษยชน ต้องเผชิญความท้าทายและการคุกคามรูปแบบใดบ้าง

 

 

ต่อมาเป็นการเสวนาในหัวข้อ “บทบาทของผู้หญิงในการขับเคลื่อนเพื่อประชาธิปไตยและมนุษยธรรมภายใต้ภาวะวิกฤติ” โดย นางปิยนุช โคตรสาร กล่าวว่า บทบาทของผู้หญิงในการขับเคลื่อนสังคมและประชาธิปไตยมีมาโดยตลอด เพียงแต่ไม่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์มากเท่ากับบทบาทของผู้ชาย ตนจึงนึกถึงยุคสมัยอดีตว่าผู้หญิงในสมัยนั้นต้องแบกรับสิ่งต่าง ๆ มากเท่าไร ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นเท่าใดนัก โดยเฉพาะที่ความกล้าหาญถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามซึ่งตนเคยถูกกระทำเช่นกัน

“แม้ปัจจุบันจะอยู่ในยุคที่มีโซเชียลมีเดีย แต่ภัยคุกคามต่อผู้หญิง นักการเมือง และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลับทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ประเด็นเรื่องเพศ การเหยียดผู้หญิงและ LGBTQ+ รวมถึงการสร้างข่าวปลอมและการคุกคามในลักษณะ “ล่าแม่มด” ซึ่งมีอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน” นางปิยนุช กล่าว

นางปิยนุช กล่าวต่อว่า สิ่งที่มักไม่ถูกตั้งคำถามคือ ภาระทางจิตใจและผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ผู้หญิงและ LGBTQ+ ต้องแบกรับจากการถูกคุกคาม พร้อมเสนอว่ารัฐควรมีกลไกคุ้มครองผู้ที่ถูกคุกคาม ถูกดำเนินคดีเชิงปิดปาก และถูกกระทำในเชิงโครงสร้าง รวมถึงบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินไปอย่างเท่าเทียม

 

 

ด้าน น.ส.พรเพ็ญ กล่าวว่า กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและการต่อต้านการทรมาน การบังคับให้สูญหายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 20 ปี พบว่าผลกระทบจากความรุนแรงและปัญหาเศรษฐกิจส่งผลต่อสภาพจิตใจของประชาชน และทำให้ภาคประชาสังคมอ่อนแอลง โดยผู้ที่เข้ามาขอความช่วยเหลือจำนวนมากเป็นผู้หญิงในบทบาทของแม่ ภรรยา และสมาชิกครอบครัวของผู้ต้องขังทางการเมืองและคดีความมั่นคง

น.ส.พรเพ็ญ กล่าวต่อว่า แม้บทบาทของผู้หญิงในสังคมจะได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่การกดขี่และการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมยังคงเกิดขึ้นในหลายมิติ จึงเห็นว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงควรนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้ผู้หญิงมีบทบาทอย่างแท้จริง

“กลไกที่ช่วยปกป้องสิทธิ ที่จะทำให้ผู้หญิง โดยเฉพาะคนที่ต่อสู้เรื่องประชาธิปไตย ต้องไม่ใช่สังคมที่แค่พยายามป้องกันการคุกคามหลากหลายรูปแบบ แต่ต้องทำให้ระบบโครงสร้างการช่วยเหลือไม่ยากจนเกินไป ต้องให้สังคมมีแค่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มีนิติรัฐ นิติธรรมมากขึ้น การปกป้องคนที่ถูกข่มขู่คุกคามจากเราทุกคนในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” น.ส.พรเพ็ญ กล่าว

 

 

ขณะที่ น.ส.งามศุกร์ กล่าวว่า บทบาทของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ สะท้อนให้เห็นถึงการปลูกฝังคุณค่าด้านเสรีภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และสันติวิธี ซึ่งควรเริ่มต้นจากครอบครัว เนื่องจากทัศนคติของบุคคลถูกหล่อหลอมตั้งแต่วัยเยาว์

น.ส.งามศุกร์ กล่าวต่อว่า ท่านผู้หญิงพูนศุขแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติการในชีวิตประจำวัน ผ่านการให้เสรีภาพแก่คนรอบข้าง และการยึดมั่นในหลักธรรมะ ซึ่งเป็นพลังสำคัญที่ทำให้สามารถยืนหยัดต่อแรงกดดันและการคุกคามจากอำนาจรัฐได้อย่างมั่นคง

“หลายคนมักเจอกับวิธีการลดทอนคุณค่าของคนคิดต่าง ซึ่งไม่เคยเปลี่ยนไปในสังคมไทยแน่นอนว่าเป็นปัญหาที่สำคัญ การดูถูก เหยียดหยาม ทัศนคติด้านลบต่อคนที่แตกต่าง แม้กระทั่งผู้หญิงกันเองยังดูถูกกัน ทั้งเรื่องของชนชั้น สีผิว ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายต่างกดขี่กัน เพราะเรายังอยู่ในสังคมของอำนาจนิยมและปิตาธิปไตย” น.ส.งามศุกร์ กล่าว

 

 

นายวรา กล่าวว่า ภาพจำของท่านผู้หญิงพูนศุขคือความสง่างามและความกล้าหาญในการเผชิญกับความหวาดกลัว พร้อมชี้ว่า “ไม่ขอรับเกียรติยศใด ๆ ทั้งสิ้น” คือถ้อยคำที่สะท้อนอัตลักษณ์ของท่านอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงการยืนหยัดเหนืออำนาจสมมติ และความเชื่อว่าเกียรติยศที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนความยุติธรรม

“คำพูดหรือการกระทำของท่านผู้หญิงถูกส่งต่อมาถึงคนรุ่นปัจจุบัน ผมมองว่าเป็นเข็มทิศสำหรับผู้ที่ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ เนื่องจากการทำงานเพื่อส่วนรวมของท่านเป็นภารกิจ ไม่ได้ทำเพื่อแสวงหาชื่อเสียงหรือเกียรติยศ” นายวรา กล่าว

นายวรา กล่าวต่อว่า ความขัดแย้งใดก็ตามของมนุษยชาติ สิ่งดีงามสูงสุดไม่ใช่เรื่องเชื้อชาติ เพศ สีผิว หรือพรมแดน แต่คือเรื่องความเป็นมนุษย์ แม้จะมีความขัดแย้งหรือกระทั่งสงคราม สิ่งที่ทุกคนควรยึดถือคือหลักการแห่งมนุษยธรรม ต้องมองเห็นว่าไม่ว่าใครที่มีความเห็นต่างนั้นล้วนเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งตนอยากให้สังคมมองคนอื่นเหมือนมองตัวเอง

 

 

หลังจบการเสวนาแล้วได้มีการมอบของที่ระลึกโดยคุณสุดา พนมยงค์ ประธานที่ปรึกษากิติมศักดิ์ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ แก่ผู้ร่วมเสวนาและผู้ดำเนินรายการเสวนา รวมถึงร่วมถ่ายภาพกับผู้เข้าร่วมชมการเสวนาในครั้งนี้