ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทบาท-ผลงาน

ชีวิตในเมืองก็อง (Caen) ของปรีดี พนมยงค์

27
มกราคม
2569

ความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตของ นายปรีดี พนมยงค์ กับประเทศฝรั่งเศสคือสิ่งที่บรรดาผู้สนใจเรื่องราวรัฐบุรุษผู้นี้ย่อมจะรับรู้กันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องที่เขาเคยพำนักในฐานะผู้ลี้ภัยที่ฝรั่งเศสช่วงบั้นปลายชีวิตระหว่างปี พ.ศ. 2513-2526 และมิเว้นกระทั่งเรื่องที่เขาเคยเป็นนักเรียนวิชากฎหมายในช่วงวัยหนุ่มระหว่างปี พ.ศ. 2463-2469

ครั้นพอว่าถึงเรื่องราวของ นายปรีดี ตอนที่เป็นนักเรียนวิชากฎหมายในฝรั่งเศสแล้ว ส่วนใหญ่คนทั่วไปก็มักจะมุ่งพิจารณาชีวิตและบทบาทของเขาในช่วงที่กำลังเรียนปริญญาเอกและเริ่มริเป็นผู้ก่อการคณะราษฎรในกรุงปารีสช่วงปลายทศวรรษ 2460 แล้ว หากช่วงชีวิตหนึ่งของนายปรีดี ในฝรั่งเศสที่ยังมิค่อยได้รับการเหลียวมองและเอ่ยถึงเท่าใดนัก นั่นคือตอนที่เขาพำนักและเรียนวิชากฎหมายอยู่ในเมืองก็อง (Caen) ทางตอนเหนือของประเทศระหว่างปี พ.ศ. 2463-2467 (ตรงกับ ค.ศ. 1920-1924)

ด้วยความที่ผมเองพยายามหมั่นศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของ นายปรีดี ขณะใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองก็องเสมอๆมาเป็นเวลายาวนานเกือบๆสองทศวรรษ จึงคิดว่าควรเหลือเกินที่จะนำข้อมูลมาบอกเล่าสู่คุณผู้อ่านทั้งหลายดูบ้าง

ย้อนไปในปี พ.ศ. 2463 เมื่อ นายปรีดี คนหนุ่มวัยยี่สิบซึ่งเพิ่งเป็นเนติบัณฑิตสยามหมาดๆได้รับคัดเลือกให้เป็นนักเรียนทุนกระทรวงยุติธรรมไปเรียนวิชากฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศส เขาจึงต้องออกเดินทางอำลาเมืองไทยไปยังดินแดนยุโรปด้วยการโดยสารเรือกลไฟรอนแรมกลางท้องทะเล เริ่มต้นจากช่วงวันที่11-12 สิงหาคมที่ได้โดยสารเรือกัวลาหรือโกลา (Gola) ไปยังสิงคโปร์ ใช้เวลาประมาณ 4 วัน ครั้นถึงสิงคโปร์แล้วก็รออีก 15 วัน จนกระทั่งสิ้นเดือนสิงหาคมจึงได้ออกเดินทางโดยสารเรืออมาซอน (Amazone) ไปยังฝรั่งเศส ล่องอยู่ในทะเลราว 25 วัน ก็เทียบจอดที่เมืองท่าอย่างมาร์กเซย (Marseille) เมื่อวันเสาร์ที่ 25 กันยายนปีเดียวกัน พักอยู่ที่นั่น 1 วัน  ก่อนจะโดยสารรถไฟไปยังปารีสเพื่อรายงานตัวกับท่านเอกอัครราชทูต  แล้วอยู่ที่กรุงปารีส 15 วัน เพื่อตระเตรียมเรื่องการเรียน จากนั้นก็เดินทางสู่เมืองก็อง จังหวัดกาลวาโดส (Calvados) แคว้นนอร์มังดี (Normandy) ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เป็นเมืองติดทะเลห่างจากช่องแคบอังกฤษราวๆ 10 กิโลเมตร ดังที่ นายปรีดี บันทึกไว้ใน หัวข้อสังคมของอัตโนตั้งแต่บทที่ ๑๐ ความว่า

“พักมาเซยย์ ๑ วัน ถึงปารีสเกือบ ๒ ยาม รุ่งขึ้น ม.เล พาไปรายงานอัครทูต พัก ๑๕ วันรอเสื้อผ้า, จัดหาที่เรียน แล้วไป Caen Calvados Normandie  Prof. Lebonnois เอารถม้ามารับรอง ขณะนั้น เมืองนั้นยังไม่มีรถยนตร์แทกซี พาไปพักที่บ้านท่าน”

จากถ้อยความในบันทึกของ นายปรีดี  ทำให้พอจะทราบว่า เขาน่าจะออกเดินทางจากมาร์กเซยไปยังกรุงปารีสในวันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2463 และไปถึงตอนเกือบจะเที่ยงคืน แล้วรออยู่ที่กรุงปารีสอีก 15 วันคือช่วงระหว่างวันจันทร์ที่ 27 กันยายนไปจนถึงวันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม ก่อนจะเดินทางไปเมืองก็องในวันอังคารที่ 12 ตุลาคมซึ่งก็น่าจะไปถึงภายในวันเดียว

จึงอาจกล่าวได้ว่าวันแรกสุดที่ นายปรีดี ได้มาสัมผัสบรรยากาศของเมืองก็องก็คือ วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2463 (ตรงกับ ค.ศ. 1920) นั่นเอง

ก็องนับเป็นเมืองที่เก่าแก่มาตั้งแต่ยุคสมัยโรมันและมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์มายาวนาน แม้เดิมทีจะยังเป็นชุมชนเล็กๆ หากพอช่วงปลายทศวรรษ 1040 เป็นต้นมาก็เริ่มกลายเป็นเมืองที่มีความโดดเด่นมากขึ้น  กล่าวคือภายหลังจากบุตรชายนอกสมรสที่มีเชื้อสายนอร์มันของดยุคแห่งนอร์มังดีอย่าง วิลเลียม ก้าวขึ้นสู่อำนาจต่อจากผู้เป็นบิดาด้วยการใช้กำลังปราบปรามบรรดาขุนนางและผู้ที่ต่อต้านตนเองจนราบคาบในปี ค.ศ. 1035 จากนั้นก็พยายามแผ่อิทธิพลการปกครองออกไปโดยรอบอย่างกว้างขวาง  ในช่วงทศวรรษ 1040 วิลเลียม เลือกใช้เมืองก็องเป็นแหล่งพำนักและศูนย์กลางอำนาจของตน  จึงมีการสร้างปราสาทพระราชวังและโบสถ์วิหารขึ้นจำนวนมาก  กระทั่งต่อมาในปี ค.ศ. 1050 วิลเลียม สมรสกับ ดัชเชสมาทิลด้าแห่งแฟลนเดอร์ส (Daches Matilda of Flanders) ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องซึ่งขัดต่อหลักศาสนาคริสต์ ทำให้ต่อมา วิลเลียม สร้างโบสถ์และอารามที่สวยงามอลังการขึ้นหลายแห่งในเมืองก็องเพื่อเป็นการไถ่บาปเรื่องการแต่งงานของตน ส่วน ดัชเชสมาทิลด้า ก็ได้สร้างอารามเบเนดิกตินแห่งแซงต์-ทรินิตี (Église de la Sainte-Trinité) ด้วย

        วิลเลียม ยังไปเจริญสัมพันธไมตรีอันดีกับ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ด กษัตริย์แห่งอังกฤษ (Edward the Confessor) ผู้ไร้รัชทายาทของอังกฤษ จนเป็นที่โปรดปรานถึงขั้น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ด เอ่ยคำมั่นสัญญาว่าจะให้ วิลเลียม ได้ครองบัลลังก์อังกฤษในภายภาคหน้า แต่พอ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ด สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1066 สภากษัตริย์กลับแต่งตั้ง แฮโรลด์ ก็อดวินสัน (Harold Godwinson) ผู้นำสภากษัตริย์และมีศักดิ์เป็นพี่เขยของ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ขึ้นครองบัลลังก์แทน แน่นอนว่า วิลเลียม ไม่พอใจอย่างมากจึงบุกไปแย่งชิงบัลลังก์อังกฤษซึ่งเรียกขานกันว่า “การรุกรานของนอร์มัน” (Norman Conquest) และในที่สุดก็ได้รับชัยชนะในสงครามเมื่อปี ค.ศ. 1066 จนสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์อังกฤษนามว่า พระเจ้าวิลเลียมที่ 1 หรือ วิลเลียมผู้พิชิต (William the Conqueror)

ดังกล่าวแล้วว่า วิลเลียมผู้พิชิต เลือกเมืองก็องเป็นศูนย์กลางอำนาจของตน จึงได้สร้าง ปราสาทแห่งก็อง (Château de Caen) ขึ้นอย่างมหึมาเพื่อเป็นฐานที่มั่นบัญชาการและที่พำนักอาศัยของตน โดยถือเป็นปราสาทที่มีกำแพงหนามากที่สุดในยุโรปเลยทีเดียว

วิลเลียมผู้พิชิต สิ้นพระชนม์ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1087 พระศพถูกฝังในโบสถ์เซนต์สตีเฟนที่เมืองก็องซึ่งพระองค์เคยเลือกเป็นศูนย์กลางอำนาจของตนครั้งที่ยังปกครองนอร์มังดีก่อนที่จะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ ส่วน ดัชเชสมาทิลด้า เมื่อเธอสิ้นพระชนม์พระศพก็ถูกฝังที่เมืองเดียวกันกับพระสวามี นั่นเพราะเมืองก็องเป็นอนุสรณ์แห่งการพบรักกันของทั้งสอง

ปราสาทแห่งก็อง ยังเป็นแหล่งยุทธศาสตร์สำคัญในการสู้รบหลายครั้งโดยเฉพาะในช่วงสงครามร้อยปี (Hundred Years' War) ระหว่างปี ค.ศ. 1337-1453 ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสเพื่อแย่งชิงการครอบครองบัลลังก์ของฝรั่งเศส

ควรกล่าวด้วยว่า ในปี ค.ศ. 1204 เมืองก็องซึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษก็ตกมาอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศส พอช่วงสงครามร้อยปี คือใน ค.ศ. 1346 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษก็ยกกองทัพมายึดเมืองก็องอีกและมีสงครามแย่งชิงการปกครองเมืองนี้มาเป็นระยะ จวบจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1450 ฝรั่งเศสจึงสามารถยึดคืนและกลับมาปกครองเมืองก็องได้

กาลเวลาล่วงมาถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ในระหว่างปี ค.ศ. 1914-1918 เมืองก็องก็เป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์เช่นกัน ดังนั้น ห้วงยามที่ นายปรีดี เดินทางไปถึงเมืองในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1920 บรรยากาศของเมืองแห่งนี้จึงยังอบอวลด้วยกลิ่นอายของสภาวะหลังสงครามหมาดใหม่

สภาพอากาศของเมืองก็องมีความชื้นสูง ไม่ค่อยมีแสงแดด แต่ลมทะเลพัดโชยสบายจนไม่ร้อน และในฤดูหนาวอากาศก็ไม่หนาวจัด แม่น้ำหลักที่ไหลผ่านเมืองก็องคือแม่น้ำออร์น ทั้งยังมีลำคลองสาขาเล็กๆอีกหลายสาย

การสัญจรในเมืองก็องช่วงทศวรรษ 1920 ยังอาศัยรถม้าดังที่ นายปรีดี เล่าว่า ในวันแรกที่เขามาถึงเมืองนี้  ศาสตราจารย์เลอบอนนัวส์  (Prof. Lebonnois) ได้นำรถม้ามารับตน อย่างไรก็ดี ได้เริ่มมีรถรางให้บริการในเมืองก็องตั้งแต่ปี ค.ศ. 1901 ดังนั้น ตอนที่ นายปรีดี เดินทางไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยและพำนักอยู่ที่นั่น ถ้าไม่เดินเท้าก็น่าจะโดยสารรถรางเป็นหลัก

 

บรรยากาศเมืองก็องในช่วงทศวรรษ 1920

 

รถรางสาธารณะในเมืองก็องช่วงทศวรรษ 1920

 

ช่วงแรกๆที่ นายปรีดี มาใช้ชีวิตในเมืองก็อง เขาพักอยู่กับ ศาสตราจารย์เลอบอนนัวส์ ผู้รั้งตำแหน่งเลขาธิการสถาบันครุศาสตร์ระหว่างประเทศ ซึ่งท่านศาสตราจารย์ก็ให้การต้อนรับและดูแลนักเรียนหนุ่มชาวสยามเป็นอย่างดี จากนั้นเขาจึงเริ่มเข้าศึกษาวิชาความรู้ทั่วไปที่วิทยาลัยก็อง (Lycée de Caen) ร่ำเรียนทั้งภาษาฝรั่งเศส ภาษาลาติน และภาษาอังกฤษอยู่ไม่ถึงปี แล้วต่อมาจึงสอบเข้าศึกษาวิชากฎหมายระดับเบื้องต้นที่มหาวิทยาลัยก็อง (Université de Caen) ในปี ค.ศ. 1921 (ตรงกับ พ.ศ. 2464)

มหาวิทยาลัยก็องที่ นายปรีดี เข้าศึกษานั้น มีความเป็นมาตั้งแต่ยุคสมัยสงครามร้อยปี เมื่อ พระเจ้าเฮนรีที่ 5 แห่งอังกฤษยกทัพเข้ามายึดครองเมืองก็องในปี ค.ศ. 1417 ก็ได้ทำลายสถาบันการศึกษาต่างๆในเมืองแห่งนี้ ล่วงมาในปี ค.ศ. 1424 พระเจ้าเฮนรีที่ 6 แห่งอังกฤษดำริว่าในดินแดนที่พระราชบิดาของตนเคยทำลายสถานศึกษาดั้งเดิมนั้นควรจะมีสถานศึกษาแห่งใหม่ จึงทรงเสนอแผนเบื้องต้นต่อ สมเด็จพระสันตะปาปามาร์ตินที่ 5 เพื่อจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นในแคว้นนอร์มังดี แล้วที่สุดก็มีการสถาปนามหาวิทยาลัยขึ้นที่เมืองก็องในปี ค.ศ. 1432 นั่นคือ Université de Caen โดยผู้ก่อตั้งคือ จอห์นแห่งแลงคาสเตอร์ ดยุคแห่งเบดฟอร์ด (John of Lancaster, Duke of Bedford) ซึ่งขณะนั้นรั้งตำแหน่งผู้สำเร็จราชการของอังกฤษในดินแดนฝรั่งเศส จุดประสงค์หลักของมหาวิทยาลัยก็องในยุคเริ่มแรกก็เพื่อฝึกฝนให้ชนชั้นนำชาวอังกฤษมีความสามารถเข้ามาบริหารจัดการดินแดนของตนในฝรั่งเศสได้ อีกทั้งยังมีเป้าหมายที่จะเป็นคู่แข่งกับมหาวิทยาลัยปารีส (Université de Paris)

ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยก็องที่ตราออกมาในปี ค.ศ. 1432 มหาวิทยาลัยจะเปิดการเรียนการสอนเพียงแค่คณะนิติศาสตร์ที่จัดสอนวิชากฎหมายศาสนาและกฎหมายแพ่งเท่านั้น ต่อมาจึงมีการตั้งคณะศิลปศาสตร์และศาสนศาสตร์ในปี ค.ศ. 1437 รวมถึงคณะแพทยศาสตร์ในปี ค.ศ. 1438 อย่างไรก็ดี กว่าที่มหาวิทยาลัยจะได้รับการรับรองและยืนยันอย่างเป็นทางการโดย พระเจ้าเฮนรีที่ 6 พระราชทานกฎบัตรของมหาวิทยาลัยมาให้ก็ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1439 แล้ว โดยมีงานพิธีเปิดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมปีเดียวกัน ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนแรกคือ ไมเคิล เทรกูรีย์ (Michael Tregury) มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในชายคาเดียวกันกับอาคารขายเครื่องนุ่งห่มเก่าบนถนนคอร์เดลิเยร์ส (Rue des Cordeliers)

มหาวิทยาลัยก็องยังถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งที่สามที่จัดตั้งโดยอังกฤษถัดมาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) ที่ตั้งขึ้นปี ค.ศ. 1096 และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) ที่ตั้งขึ้นปี ค.ศ. 1209

จวบจนฝรั่งเศสสามารถยึดเมืองก็องคืนจากอังกฤษได้ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1450 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศสผู้คว้าชัยชนะเหนืออังกฤษในสงครามร้อยปีได้ทรงรับรองมหาวิทยาลัยก็อง แต่ก็ทรงยกเลิกคณะนิติศาสตร์ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่สอดคล้องกับหลักสูตรที่มีในมหาวิทยาลัยปารีส จนผ่านมาสองปีจึงฟื้นฟูคณะนิติศาสตร์ขึ้นมาอีกครั้งในปลายเดือนตุลาคม ค.ศ. 1452

ในปี ค.ศ. 1476 มหาวิทยาลัยก็องได้ขยับขยายพื้นที่โดยย้ายที่ตั้งจากอาคารบนถนนคอร์เดลิเยร์สไปยังที่ดินด้านหลังโบสถ์แซ็ง-โซเวอร์ (Église Saint-Sauveur de Caen) และมีการจัดสร้างอาคารคณะวิชาต่างๆรวมถึงหอสมุดร่วมของทุกคณะมาตลอดช่วงระยะหลายร้อยปี เช่นการสร้างอาคารมหาวิทยาลัยใหม่ในปี ค.ศ. 1704 และการทยอยสร้างกลุ่มอาคารขนาดใหญ่ที่สวยงามโดยรวมส่วนประกอบที่เคยกระจัดกระจายเข้าด้วยกัน ทั้งคณะนิติศาสตร์ ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และโรงเรียนแพทย์ในช่วงปี ค.ศ. 1840-1906

มหาวิทยาลัยก็องนับว่าเป็นสถานศึกษาของประเทศฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงโดดเด่นทางด้านวิชากฎหมาย อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หลายต่อหลายครั้ง เช่น ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1789 แต่เหตุการณ์นี้ได้ส่งผลกระทบให้มหาวิทยาลัยมีอันต้องปิดตัวไปช่วงระยะหนึ่ง ก่อนจะได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ โดยมหาวิทยาลัยก็องกลับมาโดดเด่นอีกหนช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20  ซึ่งก็เป็นห้วงยามที่ นายปรีดี ไปเป็นนักเรียนวิชากฎหมายอยู่ที่นั่นพอดี

 

มหาวิทยาลัยก็อง ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

 

ตอนที่ นายปรีดี เรียนวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยก็อง ทางมหาวิทยาลัยยังมิได้จัดสร้างหอพักนักศึกษา ดังนั้น ผู้เรียนจึงจะต้องหาที่พักอาศัยเอง โดยมหาวิทยาลัยอาจจัดทำรายชื่อของครอบครัวที่มีแนวโน้มจะให้ที่พักแก่นักศึกษา  สำหรับกรณีของ นายปรีดี ผมคิดว่าเขาน่าจะพักอาศัยอยู่กับ ศาสตราจารย์เลอบอนนัวส์ แม้ตอนนั้นผู้บริหารมหาวิทยาลัยดำริที่จะสร้างหอพักนักศึกษา แต่กว่าจะสร้างเสร็จและเปิดให้ใช้ก็ในปี ค.ศ. 1928 (ตรงกับ พ.ศ. 2471) ซึ่ง นายปรีดี กลับเมืองไทยมารับราชการจนได้รับบรรดาศักดิ์เป็น หลวงประดิษฐมนูธรรม แล้ว

สำหรับการเรียนวิชากฎหมายของ นายปรีดี ที่มหาวิทยาลัยก็องเป็นการเรียนเพื่อที่จะรับดีกรีของแผ่นดิน ซึ่งลักษณะของการเรียนนั้นเป็นไปในแบบเดียวกับที่ นายปรีดี เคยเขียนอธิบายไว้ในบทความเรื่อง “การเรียนกฎหมายในประเทศฝรั่งเศสโดยย่อ” แล้วส่งมาเผยแพร่ใน บทบัณฑิตย์  ซึ่งเป็นวารสารที่โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรมของไทยจัดทำขึ้น โดยลงตีพิมพ์ในเล่ม 4 ตอน 11 ประจำเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2469 ดังความว่า

ในประเทศฝรั่งเศส มีมหาวิทยาลัย ๑๗ แห่ง ซึ่งรับสอนวิชากฎหมาย มหาวิทยาลัยทั้งหลายนี้ขึ้นต่อรัฐบาลและจำต้องสอนตามหลักสูตรซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งไว้ หรืออนุญาตให้สอน

การเรียนมี ๒ ชนิด

๑) เรียนเพื่อรับดีกรีของแผ่นดิน หรือ

๒) เรียนเพื่อรับประกาศนียบัตรและหนังสือสำคัญของมหาวิทยาลัย

 

๑) เรียนเพื่อรับดีกรีของแผ่นดิน

ผู้ซึ่งจะเรียนในทางนี้ได้จำต้องสอบไล่วิชาอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้เสียก่อน

(ก) สอบไล่ได้เปนบาเชอลิเอร์ในทางอักษรศาสตร์ (Bès Lettres)

(ข) หรือ บาเชอลิเอร์ในทางวิทยาศาสตร์ (Bès Sc)

(ค) สอบไล่วิชาใด ๆ ในประเทศฝรั่งเศส หรือในต่างประเทศซึ่งเทียบเท่าหรือสูงกว่าการเปนบาเชอลิเอร์ดังกล่าวแล้วแลเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการได้อนุญาตให้เปนพิเศษ

(ง) นักเรียนต่างประเทศที่มิได้สอบไล่ได้ดังกล่าวแล้ว ก็มีทางที่จะเรียนได้ โดยขออนุญาตเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการสอบไล่  Examen d’ Equivalence de Baccalauréat

ดีกรีของแผ่นดินมี ๓ ชั้น

๑. บาเชอลิเอร์ ออง ดรัว (Bachelier en Droit) หรือบาเชอลิเอร์กฎหมาย

๒. ลิซองสิเอ ออง ดรัว (Licencié en Droit) (ซึ่งเท่ากับนิติศาสตร์บัณฑิต)

๓. ด๊อกเตอร์ ออง ดรัว (Docteur en Droit) หรือด๊อกเตอร์กฎหมาย

ปีการศึกษาแรกสุดที่มหาวิทยาลัยก็องของ นายปรีดี ในช่วง ค.ศ. 1921-1922 นั้น เป็นการเรียนชั้นบาเชอลิเอร์กฎหมาย (Bachelier en Droit) ภาคที่ 1 ซึ่งเนื้อหาที่จะต้องเรียนและการประเมินวัดผลประกอบไปด้วย

ปีที่ ๑ (หรือชั้นบาเชอลิเอร์กฎหมาย ภาคที่ ๑)

(๑) พงศาวดารกฎหมาย

(๒) กฎหมายโรมัน (บุคคล และ ทรัพย์มฤดก)

(๓) กฎหมายแพ่ง (บุคคล และ ทรัพย์)

(๔) กฎหมายว่าด้วยการปกครองแผ่นดิน (Droit constitutionnel)

(๕) เศรษฐวิทยา (ตอนที่ ๑ และ ที่ ๒)

การสอบไล่แบ่งออกเปน ๒ ภาค ดังนี้

(ก) ภาคเขียน มีวิชา

(๑) กฎหมายแพ่ง

(๒) วิชาอีกอย่างหนึ่ง นอกจากกฎ หมาย แพ่ง ซึ่ง กรรมการเลือกเอาโดยวิธีจับฉลาก

นักเรียนต้องได้คะแนนรวมอย่างน้อย ๕๐% หรือเศษ ๒๐ ในส่วน ๔๐ วิชาอย่างหนึ่งมีคะแนนเต็ม ๒๐ ถ้านักเรียนได้คะแนนน้อยกว่าเศษ ๕ ส่วน ๒๐ ในลักษณใดแล้ว ถึงแม้ว่าคะแนนรวมจะได้เกินกว่า ๒๐ ในส่วน ๔๐ ก็อาจจะตกได้เมื่อกรรมการเห็นสมควร เมื่อสอบเขียนได้แล้ว จึงจะเข้าสอบภาคปากเปล่า

(ข) ภาคปากเปล่า

(๑) กฎหมายแพ่ง

(๒) และ (๓) และ (๔) วิชาอีก ๓ อย่าง ซึ่งไม่มีในการสอบเขียน

เมื่อสอบปากเปล่าเสร็จแล้ว มีการรวมคะแนนทั้ง ๒ ภาค นักเรียนต้องได้คะแนนรวมทั้งหมดอย่างน้อย ๕๐% ผู้ซึ่งได้คะแนนเกินกว่านี้ได้ “มองซีออง” ซึ่งคล้าย ๆ กับออนเนอร์ของการสอบไล่กฎหมายในประเทศอังกฤษ

มองซีออง (Mention) มี ๔ ชั้น ดังนี้

๑. พอใช้ได้ (Passable) คะแนนรวมตั้งแต่ ๕๐% ถึง ๖๙%

๒. ดีพอ (Assez bien)  “____________________” ๗๐% ถึง ๗๙%

๓. ดี (Bien)               “____________________” ๘๐% ถึง ๘๙%

๔. ดีมาก (Très bien )  “____________________” ๙๐% ถึง ๑๐๐%

 

ผลการเรียนวิชากฎหมายในปีการศึกษาแรกสุดระหว่าง ค.ศ. 1921-1922 ของ นายปรีดี นั้น ปรากฏว่าในการสอบไล่ภาคเขียนและภาคปากเปล่าทั้งวิชากฎหมายแพ่งและวิชากฎหมายอื่นๆที่กรรมการสอบเลือกให้ เขาสามารถสอบผ่านได้คะแนนเกิน 50% มิหนำซ้ำยังได้ “มองซีออง” ด้วย โดยวิชากฎหมายแพ่ง นายปรีดี ได้ “มองซีออง” ชั้น 2 คือ Assez bien หรือดีพอ อันหมายความว่าได้คะแนนถึง 70% ถึง 79% ส่วนวิชากฎหมายอื่นๆที่กรรมการสอบเลือกให้ เขาได้ “มองซีออง”ชั้น 3 คือ Bien หรือดี อันหมายความว่าได้คะแนนถึง 80% ถึง 89%

 

ผลการเรียนวิชากฎหมายในปีการศึกษาแรกสุด ระหว่าง ค.ศ. 1921-1922 ของ นายปรีดี พนมยงค์ ที่มหาวิทยาลัยก็อง

 

ถัดมาในปีการศึกษาที่สองช่วงระหว่างค.ศ. 1922-1923 จะเป็นการเรียนชั้นบาเชอลิเอร์กฎหมาย (Bachelier en Droit) ภาคที่ 2 ซึ่งเนื้อหาคือ

(๑) กฎหมายโรมัน (ลักษณหนี้)

(๒) กฎหมายแพ่ง (ลักษณหนี้)

(๓) กฎหมายลักษณอาญาและวิธีพิจารณาอาญา

(๔) กฎหมายลักษณปกครองท้องที่ (Droit Administratif)

(๕) เศรษฐวิทยา (ตอนที่ ๓)

การสอบไล่แบ่งออกเปน ๒ ภาค และการให้คะแนน ฯลฯ คล้ายในปีที่ ๑

เมื่อสอบไล่ปีที่ ๒ ได้แล้ว นักเรียนจะได้รับดีกรีของแผ่นดินเปนบาเซอลิเอร์กฎหมาย และมีอำนาจหาอาชีวะซึ่งเกี่ยวแก่ทางกฎหมายได้ดังนี้

(ก) เปน Avoué ซึ่งมีน่าที่คล้ายโซลิซิเตอร์ในประเทศอังกฤษ

(ข) เปนNotaire คือเจ้าพนักงานผู้มีน่าที่ทำเอกสารกรมธรรม์ ฯลฯ

(ค) เปน Huissier เจ้าพนักงานกองหมาย

หลังจากเรียนวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยก็องไปแล้วสองปีการศึกษาระหว่าง ค.ศ. 1921-1923 นายปรีดี ก็สามารถสอบไล่ผ่านได้ดีกรีบาเชอลิเอร์ ออง ดรัว (Bachelier en Droit) ซึ่งสามารถไปประกอบอาชีพทางด้านกฎหมายได้บ้างแล้ว แต่ถ้าเรียนต่อไปในชั้นปีการศึกษาที่สาม ก็จะเป็นการเรียนเพื่อให้ได้ดีกรีลิซองสิเอ ออง ดรัว (Licencié en Droit) ซึ่งจะเทียบเท่ากับการได้ปริญญานิติศาสตร์บัณฑิต อย่างไรก็ดี นายปรีดี มีความกังวลอยู่ไม่น้อยกับการเรียนวิชาในชั้นปีที่สาม เพราะล้วนแล้วแต่เป็นวิชาที่เนื้อหาค่อนข้างยาก ดังที่เขามีหนังสือรายงานผลการเรียนของตนไปยัง พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร เอกอัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส โดยหนังสือฉบับนี้เขียนขึ้นในช่วงที่ นายปรีดี ถูกส่งตัวไปปฏิบัติภารกิจและพักผ่อนช่วงหน้าร้อนภายหลังสอบเสร็จในประเทศอังกฤษนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1923 (ตรงกับ พ.ศ. 2466) โดยไปพักบริเวณเมืองชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของมณฑลเดวอน (Devon) ดังนั้น ในหนังสือจึงลงที่อยู่คือ

Dartmoor Lodge

St. Mary Chapel

S. Devon

และลงวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2466 มีเนื้อความว่า

ขอประทานกราบทูลใต้ฝ่าพระบาท ทรงทราบ.

ตามที่ข้าพระพุทธเจ้าได้สอบไล่วิชากฎหมายชั้นปีที่ ๒ ได้นั้น เสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการของฝรั่งเศสจะได้ส่งประกาศนียบัตร์ตั้งข้าพระพุทธเจ้าเปน Bachelier en Droit มาณะที่ Faculté du Droit ในเดือนพฤศจิกายนหน้า และข้าพระพุทธเจ้าจะได้เข้าเรียนอยู่ในชั้นปีที่ ๓ ซึ่งถ้าสอบไล่ได้ทั้ง ๒ ภาคในปลายปีก็คงจะได้เปน Licencié en Droit  แต่วิชาในชั้นปีที่ ๓ นี้ ยากนัก ทั้งมีกฎหมายลายลักษณด้วยกัน

กล่าวคือ ภาค ๑: กฎหมายแพ่ง, ค้าขาย, นาๆประเทศแพนกคดีบุคคล

   ภาค ๒: วิธีพิจารณา, วิธีบังคับให้เปนไปตามคำพิพากษา,

     กฎหมายการคลัง, การโรงงาน ฯลฯ.

ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์ที่จะเตรียมการเรียนเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อมิให้เสียทีในปลายปี มหาวิทยาลัยจะเปิดสอนต่อเดือน Novembre แต่ข้าพระพุทธเจ้าอยากจะเตรียมเสียตั้งแต่เดือน Octobre ไปทีเดียว การเตรียมนั้นก็คือซื้อหนังสือมาดู, ถามปัณหาต่อผู้รู้, ไปหอสมุดเพื่อดูคำพิพากษาของ  แลตำราที่ควรดู.

ด้วยเหตุดังที่ได้กราบทูลมานี้ ข้าพระพุทธเจ้าขอบารมีใต้ฝ่าพระบาทเปนที่พึ่ง ได้โปรดอนุญาตให้ข้าพระพุทธเจ้าได้กลับฝรั่งเศสในราวๆกลางเดือนนี้ และในระหว่างเวลา ๑๕ วันจนกว่าจะถึงเดือน Octobre นั้น ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานอนุญาตไปเที่ยวดูตามหัวเมืองชายทเลของฝรั่งเศส เพราะในระหว่างเวลาวันหยุดน่าร้อนปีที่แล้วๆมานั้น  ข้าพระพุทธเจ้าได้ทำงานหรือมาประเทศอังกฤษ เมื่อถึงเดือน Octobre แล้ว ข้าพระพุทะเจ้าจะกลับเข้ามาปารีศและลงมือตระเตรียมการศึกษาต่อไป

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

ข้าพระพุทธเจ้า นายปรีดี พนมยงค์

ในปีการศึกษาที่สาม นายปรีดี ต้องเรียนวิชา ซึ่งเขาเคยอธิบายไว้ผ่านบทความ “การเรียนกฎหมายในประเทศฝรั่งเศสโดยย่อ” คือ

(๑) กฎหมายแพ่ง (ลักษณมฤดก แลทรัพย์สินในระหว่างผัวเมีย)

(๒) กฎหมายการค้าขาย

(๓) วิธีพิจารณาความแพ่งและค้าขาย

(๔) กฎหมายนานาประเทศแพนกคดีบุคคล

(๕) กฎหมายการคลัง

(๖) และ (๗) นักเรียนมีอำนาจที่จะเลือกเรียนกฎหมาย ๒ ลักษณในจำพวกต่อไปนี้

(ก) กฎหมายการค้าขายเพิ่มเติม

(ข) กฎหมายการจดทะเบียน

(ค) กฎหมายการโรงงาน

(ง) กฎหมายการเมือง

(จ) กฎหมายทะเล

(ฉ) กฎหมายการเมืองขึ้นและประเทศราช

(ช) กฎหมายนานาประเทศแพนกคดีเมือง

(ซ) กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติการให้เปนไปตามคำพิพากษาและตามคำสั่งของศาล

การสอบดำเนินตามอย่างปีที่แล้ว ๆ มา เมื่อสอบได้แล้วนักเรียนได้ดีกรีของแผ่นดินเปน ลิซองสิเอ ออง ดรัว ซึ่งเท่ากับนิติศาสตร์บัณฑิต มีอำนาจหาอาชีวะมากกว่าบาเชอลิเอร์กฎหมายหลายอย่าง เช่น

(๑) มีอำนาจเปนทนายความ

(๒) มีอำนาจเปนผู้พิพากษา อัยการ

(๓) มีอำนาจเข้าสอบแข่งขันเปนเลขานุการในกระทรวงต่าง ๆ เช่น กระทรวงมหาดไทย ต่างประเทศ ฯลฯ

 

ผ่านไปอีกหนึ่งปี ในที่สุด นายปรีดี ก็สามารถเรียนวิชากฎหมายในชั้นปีที่สามของมหาวิทยาลัยก็องได้สำเร็จจนสอบไล่ได้ดีกรีลิซองสิเอ ออง ดรัว (Licencié en Droit) หรือนิติศาสตร์บัณฑิต เมื่อปี ค.ศ. 1924 (ตรงกับ พ.ศ. 2467) จากนั้นจึงอำลาเมืองก็องเข้ามาศึกษาต่อวิชากฎหมายในระดับปริญญาเอกหรือด๊อกเตอร์ ออง ดรัว (Docteur en Droit) ณ มหาวิทยาลัยปารีส 

 

ปรีดี พนมยงค์ ขณะเป็นนักเรียนวิชากฎหมายในประเทศฝรั่งเศส

 

ดังกล่าวไปแล้วว่า บุคคลผู้มีบทบาทสำคัญต่อ นายปรีดี ขณะเรียนวิชากฎหมายอยู่ในเมืองก็องคือ ศาสตราจารย์เลอบอนนัวส์  ซึ่งน่าจะเป็นคนเดียวกันกับ เอมีล วิคตอร์ เลอบอนนัวส์ (Émile Victor Lebonnois) เขาเป็นหนึ่งในอาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยก็องที่อุตสาหะในก่อตั้งสถาบันการศึกษาแบบนานาชาติหรือสถาบันครุศาสตร์ระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริมการศึกษาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทำให้ฝรั่งเศสเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะแค่พลเมืองของตนเอง แต่เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติได้เข้ามาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ดังนั้น การที่ ศาสตราจารย์เลอบอนนัวส์ ส่งเสริมให้ นายปรีดี มาเรียนปริญญาตรีทางด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยก็อง พร้อมกับดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีก็เพื่อจะพิสูจน์ผลสำเร็จของสถาบันการศึกษานานาชาติที่ตนก่อตั้งขึ้นอีกด้วย

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1939-1945) เมืองก็องได้ตกเป็นสมรภูมิที่มีการสู้รบปะทะกันอย่างรุนแรง ส่งผลให้สถานที่ต่างๆในเมืองรวมถึงมหาวิทยาลัยก็องถูกทำลายจนเสียหายอย่างหนักหน่วง จนกระทั่งภายหลังสงครามสงบลง จึงต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟูสภาพเมืองใหม่

การเรียนวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยก็อง (Université de Caen) และการพำนักอยู่ในเมืองก็อง (Caen) จังหวัดกาลวาโดส (Calvados) แคว้นนอร์มังดี (Normandy) นับว่าเป็นฉากสำคัญยิ่งนักในชีวิตของ นายปรีดี พนมยงค์ แต่ก็ยังมิค่อยได้รับการกล่าวถึงเท่าที่ควร จึงหวังใจว่าการบอกเล่าของผมในคราวนี้อาจจะช่วยปลุกเร้าให้ใครๆเหลียวหันมาทบทวีความสนใจต่อเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง นายปรีดี กับเมืองก็องเพิ่มมากขึ้น

 

เอกสารอ้างอิง

คณะอนุกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือที่ระลึกงานฉลอง 100 ปีรัฐบุรุษอาวุโส นายปรีดี พนมยงค์. คือวิญญาณเสรี ปรีดี พนมยงค์. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์, 2543

เดือน บุนนาค. ท่านปรีดี รัฐบุรุษอาวุโสผู้วางแผนเศรษฐกิจไทยคนแรก. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:สามัคคีธรรม, 2517

ทิพวรรณ เจียมธีรสกุล. ปฐมทรรศน์ทางการเมืองของปรีดี พนมยงค์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์, 2544

ปรีดี พนมยงค์. “การเรียนกฎหมายในประเทศฝรั่งเศสโดยย่อ.” บทบัณฑิตย์ เล่ม 4 ตอน 11 (มิถุนายน 2469), หน้า 661-665

ปรีดี พนมยงค์. ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้าและ 21 ปี ที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน. แปลจาก Ma vie mouvementee’ et mes 21 ans d’exil en chine populaire โดย พรทิพย์ โตใหญ่ และจำนงค์ ภควรวุฒิ. กรุงเทพฯ: เทียนวรรณ, 2529

ปรีดี พนมยงค์. ประสบการณ์และความเห็นบางประการของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2525. .  กรุงเทพฯ : โครงการ “ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย”, 2526

ปรีดี พนมยงค์. หัวข้อสังคมของอัตโนตั้งแต่บทที่ ๑๐ (สมุดบันทึก ยังไม่ตีพิมพ์)

ไสว สุทธิพิทักษ์. ดร. ปรีดี พนมยงค์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: บพิธการพิมพ์, 2526

อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ. “นักเรียนฝรั่งเศสนามปรีดี พนมยงค์ ข้ามฝั่งไปเยือนอังกฤษ.” สถาบันปรีดี พนมยงค์ PRIDI BANOMYONG INSTITUTE (3 ตุลาคม 2563).

อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ. “บันทึกการเดินทางไปสู่ฝรั่งเศสครั้งแรกของนักเรียนกฎหมายนาม ‘ปรีดี พนมยงค์’.” The MATTER (11 พฤษภาคม 2563).

๑๐๑ ปีปรีดี- ๙๐ ปีพูนศุข. กรุงเทพฯ : ปาปิรุส พับลิเคชั่น, 2545

Caen Castle. A ten Centuries Old Fortress within the Town. Joseph Decaëns and Adrien Dubois (ed.). Caen: Publications du CRAHAM, 2010.

Maule, Henry. Caen: The Brutal Battle and Breakout from Normandy. Newton Abbot: David & Charles, 1988.