เมื่อพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายก้าวหน้าต้องเผชิญกับคำถามเรื่องนโยบายสวัสดิการและการคลัง พวกเขามักจะถูกกดดันให้ตอบว่า "เงินมาจากไหน" หรือ "จะไม่ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงหรือ" คำถามเหล่านี้มาพร้อมกับข้อสมมติที่ฝังลึกว่า "รัฐบาลต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด" "หนี้สาธารณะเป็นภัย" และ "การรัดเข็มขัดเป็นความรับผิดชอบ"
ภายใต้แรงกดดันนี้ พรรคฝ่ายซ้ายจำนวนมากเลือกที่จะ "อ่อนข้อ" พยายามพิสูจน์ว่าตนเอง "รับผิดชอบทางการคลัง" ไม่แพ้พรรคอนุรักษ์นิยม ผลที่ตามมาคือการลดทอนนโยบายสวัสดิการ ระมัดระวังในการใช้จ่ายสาธารณะ และหันไปเน้นนโยบายที่ "ปลอดภัย" มากกว่า "ก้าวหน้า"
แต่นี่คือกับดักที่อันตราย เมื่อพรรคฝ่ายซ้ายยอมรับกรอบความคิดของฝ่ายขวาเรื่องการรัดเข็มขัด พวกเขาก็สูญเสียสิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่าง ประชาชนจะตั้งคำถามว่า "ถ้าทั้งสองพรรคพูดเหมือนกัน ทำไมต้องเลือกพวกเธอ?" สำหรับพรรคประชาชน การตกเข้าไปในกับดักนี้อาจหมายถึงความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง 2569
แนวคิดเรื่อง "Austerity" (การรัดเข็มขัด) ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็น "อุดมการณ์" ที่ฝังลึกในสังคม ตามที่ Mark Blyth นักเศรษฐศาสตร์การเมืองได้วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ "Austerity : The History of a Dangerous Idea" การรัดเข็มขัดคือความเชื่อที่ว่า "หนี้เป็นบาป" "รัฐบาลต้องใช้จ่ายเหมือนครัวเรือน" และ "ความทุกข์ยากในวันนี้จะนำมาซึ่งความเจริญในอนาคต"
ปัญหาคือความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้สอดคล้องกับหลักเศรษฐศาสตร์จริง ๆ รัฐบาลไม่เหมือนครัวเรือน รัฐบาลสามารถกู้เงินได้ถูกกว่า สามารถออกพันธบัตร สามารถเก็บภาษี และที่สำคัญ การใช้จ่ายของรัฐบาลคือรายได้ของภาคเอกชน เมื่อรัฐบาลรัดเข็มขัดในช่วงเศรษฐกิจถดถอย มันจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจแย่ลง ไม่ใช่ดีขึ้น
แต่ที่สำคัญกว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์คือคำถามทางการเมือง : ใครได้ประโยชน์จากการรัดเข็มขัด? คำตอบคือ เจ้าหนี้ ผู้ถือพันธบัตร และคนรวยที่ไม่ต้องการให้รัฐเก็บภาษีเพิ่ม การรัดเข็มขัดคือการโอนภาระจากคนรวยไปยังคนจน จากนายทุนไปยังแรงงาน โดยใช้ภาษาของ "ความรับผิดชอบ" เป็นข้ออ้าง
ในขณะที่หลายประเทศในยุโรปยอมจำนนต่อนโยบายรัดเข็มขัดที่สหภาพยุโรปบังคับ โปรตุเกสเลือกเส้นทางที่ต่างออกไป ปี 2015 พรรคสังคมนิยมโปรตุเกส (PS) ภายใต้การนำของ António Costa ได้ตั้งรัฐบาลโดยได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายซ้าย พวกเขาปฏิเสธนโยบายรัดเข็มขัดที่ถูกบังคับมาตั้งแต่วิกฤตการเงิน 2008
รัฐบาล Costa เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ เพิ่มบำนาญ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา ทั้ง ๆ ที่ถูกเตือนจาก EU และ IMF ว่านี่จะนำไปสู่หายนะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม เศรษฐกิจโปรตุเกสเติบโตเฉลี่ย 2.5% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2016-2019 อัตราการว่างงานลดลงจาก 12.4% เป็น 6.5% และ Costa ชนะการเลือกตั้งซ้ำในปี 2019 ด้วยคะแนนที่เพิ่มขึ้น
การต่อต้านรัดเข็มขัดไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งที่ "ถูกต้อง" ทางศีลธรรม มันยังเป็นนโยบายที่ "ใช้ได้จริง" ทางเศรษฐกิจและการเมือง ประชาชนต้องการนโยบายที่หาญกล้า ไม่ใช่นโยบายที่ระมัดระวังจนไม่เปลี่ยนแปลงอะไร
หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ไทยได้รับความช่วยเหลือจาก IMF มาพร้อมกับเงื่อนไขการรัดเข็มขัดอย่างหนัก ตั้งแต่นั้นมา วาทกรรมเรื่อง "วินัยทางการคลัง" "ความรับผิดชอบ" และ "ความยั่งยืนทางการคลัง" ได้ฝังรากลึกในสังคมไทย แม้แต่พรรคฝ่ายก้าวหน้าก็มักถูกครอบงำโดยกรอบความคิดนี้
เราเห็นได้จากการถกเถียงเรื่อง "หนี้สาธารณะ" ที่มักจะถูกนำเสนอว่าเป็น "ภัย" แม้ว่าหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 60% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศที่พัฒนาแล้วมาก (ญี่ปุ่น 260%, สหรัฐ 130%, อังกฤษ 100%) คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ "หนี้มากแค่ไหน" แต่คือ "เราใช้หนี้เพื่ออะไร" ถ้าใช้เพื่อลงทุนในการศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน มันคือการลงทุนที่คุ้มค่า
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่าประชาชนไทยต้องการนโยบายที่หาญกล้าคือกรณีการผลักดันสูตร CARE ในระบบบำนาญประกันสังคม ผลการรับฟังความคิดเห็นที่ได้ 77.93% เห็นด้วยกับการเปลี่ยนจาก FAE มาเป็น CARE แม้ว่าจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น สูตร CARE จะทำให้ผู้รับบำนาญมากกว่า 570,000 คนได้รับบำนาญที่สูงขึ้นและเป็นธรรมกว่า แต่มันต้องการงบประมาณเพิ่มประมาณปีละ 20,000-30,000 ล้านบาท นี่คือจำนวนเงินที่มาก แต่เมื่อเทียบกับกองทุนประกันสังคมที่มีสินทรัพย์ 2.7 ล้านล้านบาท มันคือแค่ประมาณ 1% ของสินทรัพย์ทั้งหมด
สิ่งที่น่าสนใจคือ แรงต้านที่ใหญ่ที่สุดต่อ CARE ไม่ได้มาจากผู้ประกันตน แต่มาจากระบบราชการและผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มที่ยกเหตุผลเรื่อง "ความยั่งยืนทางการคลัง" "ความเสี่ยงต่อกองทุน" แม้ว่าการคำนวณทางคณิตศาสตร์และการประมาณการจะแสดงว่ากองทุนสามารถรับภาระนี้ได้ นี่คือตัวอย่างของการที่วาทกรรมรัดเข็มขัดถูกใช้เพื่อต่อต้านนโยบายที่เป็นธรรม แม้ว่าประชาชนจะต้องการอย่างท่วมท้น แรงต้านนี้ไม่ได้มาจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจจริง ๆ แต่มาจากอุดมการณ์ที่เชื่อว่า "การใช้จ่ายเพิ่มเติมใด ๆ เป็นภัย"
หากพรรคประชาชนตกเข้าไปในกับดักของการพยายามพิสูจน์ว่าตนเอง "รับผิดชอบทางการคลัง" โดยระมัดระวังในการเสนอนโยบายสวัสดิการ หรือเน้นแต่การ "ปฏิรูป" โดยไม่กล้า "ขยาย" พรรคก็จะสูญเสียสิ่งที่ทำให้แตกต่างจากพรรคอื่น
พรรคเพื่อไทยมีจุดแข็งที่ชัดเจนในการเสนอนโยบายสวัสดิการที่ "ตรง" และ "หาญกล้า" ไม่ว่าจะเป็น 30 บาทรักษาทุกโรค หนี้ 3 ปีพักชำระ หรือเงินดิจิทัลวอลเล็ต นโยบายเหล่านี้อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า "ประชานิยม" หรือ "ไม่รับผิดชอบทางการคลัง" แต่มันได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างท่วมท้น
หากพรรคประชาชนเสนอแต่นโยบายที่ "ระมัดระวัง" "ค่อยเป็นค่อยไป" หรือ "ปฏิรูปในกรอบงบประมาณที่มี" ประชาชนจะรู้สึกว่าไม่มีความแตกต่างจากรัฐบาลเดิม ๆ พวกเขาต้องการการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การจัดการที่ดีขึ้นเล็กน้อย
เมื่อเสนอนโยบายเหล่านี้ จะมีคำวิพากษ์วิจารณ์ว่า "เงินมาจากไหน" หรือ "จะทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูง"
พรรคประชาชนต้องตอบอย่างมั่นใจ "เงินมาจากคนรวยที่ควรจ่ายภาษีมากขึ้น" - ไม่ต้องอายที่จะพูดตรง ๆ ว่าคนรวยต้องจ่ายส่วนแบ่งที่เป็นธรรม
"หนี้สาธารณะไม่ใช่ภัย ถ้าใช้เพื่อลงทุนในคน" - ยกตัวอย่างประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีหนี้สาธารณะสูงกว่าไทยมาก แต่มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
"ประชาชนสมควรได้รับความเป็นธรรม ไม่ใช่แค่คำสัญญา" - เชื่อมโยงกับความรู้สึกของประชาชนที่เบื่อการเมืองแบบเดิม ๆ ที่พูดมากแต่ทำน้อย
การเลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นการทดสอบว่าพรรคประชาชนจะมีความหาญกล้าพอที่จะเสนอนโยบายที่ประชาชนต้องการจริง ๆ หรือจะตกเข้าไปในกับดักของการพยายามพิสูจน์ว่าตนเอง "รับผิดชอบ" ตามมาตรฐานของฝ่ายขวา ความหาญกล้าทางนโยบายคือสิ่งที่จะทำให้พรรคประชาชนชนะหรือแพ้