ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

อนาคตการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 2569 ตอนที่ 2 : ฉากสมมติรัฐบาลเพื่อไทย

30
มกราคม
2569

การกลับมาที่ไม่แน่นอน

พรรคเพื่อไทยเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยภาพลักษณ์ที่ซีดจางลงจากอดีต หากในปี 2566 พรรคยังสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ แม้จะต้องประนีประนอมกับพรรคร่วมมากมาย แต่ในปี 2569 นี้ สถานการณ์เปลี่ยนไป มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเดิม 12 คนย้ายไปภูมิใจไทย ฐานเสียงในหลายพื้นที่ถูกกัดกร่อนจากทั้งภูมิใจไทยและประชาชน ที่สำคัญกว่านั้นคือ "ตระกูลชินวัตร" ที่เคยเป็นจุดขายที่แข็งแกร่งที่สุด กลับกลายเป็นภาระทางการเมือง แม้ครั้งนี้ การได้ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ อันนับเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดในรอบหลายปีของพรรคเพื่อไทยก็ยังเผชิญเงื่อนไขที่ยากลำบาก ทั้งในช่วงการรณรงค์ หรือฉากทัศน์ในแง่การมีโอกาสบริหารประเทศในช่วงเวลาที่พรรคเพื่อไทยเผชิญกับบาดแผลทั้งทาง นโยบาย ผู้นำ อุดมการณ์ และขั้วทางการเมือง

คำถามสำคัญคือ ในฉากสมมติที่เพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลได้ ประเทศจะเดินไปในทิศทางใด?

ความขัดแย้งระหว่างวาทกรรมกับความเป็นจริง นโยบาย "สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน" ฟังดูน่าสนใจและตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของประชาชน การแจกเงินหมื่นบาท รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย พักหนี้เกษตรกร และหวยเกษียณ ล้วนเป็นนโยบายที่สร้างความตื่นเต้นและดึงดูดคะแนนเสียงได้ดี แต่เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบ จะพบว่านี่คือความขัดแย้งพื้นฐานที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถอธิบายได้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการเคยมีบทบาทมาสองปีกว่าแต่ผลักดันไม่สำเร็จผ่านนายกรัฐมนตรีสองคน

หากพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนเสียงสูงสุดและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่การบริหารประเทศ แต่คือการเอาตัวรอดจากกลไกที่พร้อมจะโค่นล้มรัฐบาล ประวัติศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยและพรรคในสายตระกูลชินวัตรในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะทำงานได้ดีแค่ไหน มีความนิยมมากเพียงใด ท้ายที่สุดแล้วก็ถูกโค่นล้มด้วยวิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย รัฐบาลทักษิณถูกรัฐประหาร 2549 รัฐบาลสมชายถูกศาลยุบพรรค รัฐบาลสมัครถูกปิดสนามบิน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกรัฐประหาร 2557 รูปแบบอาจเปลี่ยนไป แต่ผลลัพธ์เหมือนเดิม นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอำนาจเต็มที่ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง

ในฉากสมมติของรัฐบาลเพื่อไทย ความขัดแย้งจะกลับมาในรูปแบบใหม่ การมีทักษิณเป็นผู้มีมลทินจะถูกใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตีความชอบธรรมของรัฐบาล คำถามเรื่อง "ใครคือผู้บริหารที่แท้จริง" จะถูกตั้งขึ้นอยู่เสมอ รัฐบาลเพื่อไทยจะต้องเลือกระหว่างสองทาง ทางแรกคือการประนีประนอมกับ Deep State และยอมรับข้อจำกัดในการปฏิรูป ซึ่งจะทำให้สูญเสียเอกลักษณ์และทำให้ผู้สนับสนุนผิดหวัง ทางที่สองคือการท้าทายและพยายามปฏิรูป ซึ่งจะนำไปสู่การเผชิญหน้าและอาจถูกโค่นล้มอีกครั้ง

 

 

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการหาพันธมิตรจัดตั้งรัฐบาล เพราะคะแนนเสียงน่าจะไม่เพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลเดี่ยว การหาพรรคร่วมจะยากกว่าในอดีต เพราะภาพลักษณ์ของพรรคถูกทำลาย และหลายพรรคอาจกลัวการเข้าร่วมรัฐบาลที่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกโค่น การต้องประนีประนอมกับพรรคร่วมมากเกินไปจะทำให้นโยบายสำคัญถูกบิดเบือน และท้ายที่สุดแล้วก็ทำให้ประชาชนผิดหวัง

นโยบายสวัสดิการของพรรคเพื่อไทยมีจุดเด่นคือความครอบคลุม  แต่ปัญหาพื้นฐานเดียวกับภูมิใจไทยคือ การไม่แตะโครงสร้างความเหลื่อมล้ำ ความแตกต่างคือ พรรคเพื่อไทยแจกมากกว่า แต่ก็ยังเป็นการแจกที่ไม่สร้างพลังอำนาจให้ประชาชนในการเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเอง รถไฟฟ้า 20 บาท หรือแม้แต่หวยเกษียณ ล้วนเป็นนโยบายที่ทำให้ประชาชนพึ่งพารัฐบาล ไม่ใช่การสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ นี่คือความแตกต่างพื้นฐานระหว่างการกุศล กับการเสริมอำนาจ การแจกเงินทำให้คนมีเงินใช้ชั่วคราว แต่ไม่ได้วางเงื่อนไขสวัสดิการในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ นโยบายสวัสดิการเพื่อไทยจึงเต็มไปด้วยความหวังที่สับสนกับความเสี่ยง และเลี่ยงถึงการพูดถึงการเก็บภาษีกลุ่มคนมั่งคั่ง

รัฐบาลเพื่อไทยเสนอความหวังในการแก้ปัญหาเร่งด่วนของประชาชน ผ่านนโยบายที่ดูดี ฟังดี และน่าตื่นเต้น แต่ความหวังนี้มาพร้อมกับความเสี่ยง ด้านหนึ่งการที่พรรคการเมืองสูญเสียความชอบธรรมจากการสลับขั้วทางการเมืองเพื่อแลกกับโอกาสในการบริหารโดยหวังว่าหากการบริการประสบความสำเร็จจะสามารถสร้างความนิยมให้กลับมาโดยประชาชนจะลืมเรื่องการย้ายขั้วในปี 2566 ได้ ซ้ำร้ายกว่านั้น นโยบายที่ไม่สำเร็จ ความชอบธรรมทางการเมือง และวิกฤติชาตินิยม ที่พรรคเพื่อไทยตกหล่มลึกที่ไม่สามารถแสดงจุดยืนที่ชัดเจนได้ ว่าจะเป็นตัวแทนที่ชอบธรรมในการจัดการปัญหาชายแดนได้

พรรคเพื่อไทยไม่ใช่คำตอบสำหรับผู้ที่ต้องการเสถียรภาพ ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการการปฏิรูปโครงสร้างที่แท้จริง แต่เป็นการเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูงว่า อาจจะได้อะไรบางอย่างในระยะสั้น แต่ก็อาจจะสูญเสียทุกอย่างในระยะยาว นี่คือการเลือกระหว่างความหวังที่เปราะบาง หากเพื่อไทยสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ก็อาจมีฉากทัศน์ไม่ต่างจากพรรคภูมิใจไทยมากนัก เหมือนครั้งหนึ่งที่การดิ้นรนในการจัดตั้งรัฐบาลในปี 2566 นำสู่การลดธงการปฏิรูปสวัสดิการและสูญเสียอำนาจในการบริหารในกระทรวงที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตประชาชน