
แม้ว่าปี พ.ศ 2568 ที่เพิ่งผ่านพ้น จะท่วมท้นไปด้วย ‘ วิกฤตการณ์ ’ หลายด้านจนน่าเป็นห่วงว่าปีนี้ 2569 จะอยู่กันยังไง…อะไรที่ร้ายแรงกว่าจะตามมาอีกไหม ไม่ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องปล่อยให้เป็นไป What ever will be … will be เมื่อควบคุมทุกสิ่งไม่ได้จึงต้องทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ได้ตามอัตภาพ สถานภาพ และเสรีภาพ หนึ่งสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มหัศจรรย์ต่อจิตใจทำให้ชีวิตมีชีวาคือ ศิลปะ บันดาลให้ศิลปินหาญกล้าพอที่จะก่อเกิดผลงานตามความบรรเจิดจากจินตนาการ เพราะไม่ว่าโลกจะเกิดอะไรขึ้น แต่ … The Show Must Go on เสมอ จึงเป็นปีที่ละครเวทียังคงมีจำนวนมาก เสียดายหากไม่ถูกบันทึก (แม้เพียงบางส่วน) เรื่องราวกล่าวถึงการทำงานที่เปี่ยมปณิธาน ความสามารถ และ หมุดหมายที่มากมายอุดมการณ์เพื่อ ‘ ส่งสาร ’ อย่างมีนัย ให้เกิดการประจักษ์ตระหนักรู้และเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ แม้ยังอยู่บนอุดมคติที่เป็น ‘ ความฝันอันยิ่งใหญ่ ’ ที่อาจจะยังไม่มีใครมองเห็นจากสิ่งที่ถูกสร้างให้เป็นรูปธรรมแล้วก็ตาม…

นิกร แซ่ตั้ง ศิลปินศิลปาธร ในปี 2568 ที่ผ่าน มีผลงานละครเวทีหลายเรื่อง รวมถึงภาพยนตร์เด่นอีกด้วย (“ วิมานหนาม ” โดยผู้สร้าง GDH และ “ เลือดรักนักฆ่า ” ทาง Netflix แม้บทน้อยแต่มากพลัง) ทุกชิ้นงานบอกพัฒนาการภายในที่ลุ่มลึก ตกผลึกทางความคิด สะท้อนวุฒิภาวะของครูผู้ก่อตั้ง Theatre 8x8 สรุปออกมาเป็น ‘ ปรัชญานิกร ในละคร - ย้อนดูตัว ’
“ ศิลปะเชื่อมโยงโลกปัจจุบัน ที่มีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และความเมตตา ”
- ความรื่นรมย์แห่งชีวิต
- ระหว่างความจริงและจินตนาการคือศิลปะ
- อย่าเสียเวลาพร่ำบ่นเพียงแค่ลงมือทำ

ละครเวทีเรื่อง “ หลง แตก สูญ ” (Lost Broken Fall)
เขียนบท กำกับการแสดง และแสดง โดย นิกร แซ่ตั้ง
เป็นละครที่รับชมได้ทั้งผู้พิการทางการมองเห็นและผู้ที่มีสายตาปกติ
“ หลง แตก สูญ ” Solo Performance เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ในหลักสูตรอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาศิลปการละคร (บูรณาการข้ามศาสตร์ทางศิลปการละคร) หัวข้อ “ การสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการมองเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง ” การแสดงเดี่ยวที่พาคนดูดำดิ่งสู่ห้วงความคิดอันซับซ้อนของมนุษย์ในพื้นที่อบอุ่นอบอวลไปด้วยไอหมอก ครูนิกรพาเดินทางผ่านสามพื้นที่ของชีวิต การหลงทาง ความแตกสลาย และการสิ้นสูญ ซึ่งเป็นประสบการณ์ร่วมที่ทุกคนต่างเคยพบเจอ ท้าทายมุมมองเกี่ยวกับการตัดสินใจ การสำรวจพื้นที่ และการเผชิญหน้ากับตัวตน ผ่านภาษากาย บทสนทนา ที่ลึกซึ้ง และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมแบบชิดใกล้ ให้ได้ร่วมสำรวจว่าการ ‘ หลง ’ อาจเป็นทางเลือก การ ‘ แตก ’ อาจนำไปสู่การเกิดใหม่ และการ ‘ สูญ ’ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปล่อยวาง
“ หลง แตก สูญ ” จัดแสดงครั้งที่ 1 ในงานกิจกรรม “ เต้นรำกับชีวิตและความตาย ” โดยกลุ่ม ชีวามิตร เมื่อ 2 มีนาคม 2568 เวลา 16.45-17.45 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 5 ห้อง Mitr-Thing Room จัดแสดงครั้งที่ 2 วันที่ 25 พฤษภาคม 2568 รวม 2 รอบ ความยาวละครโดยประมาณ 40 นาที (รับชมฟรี ไม่มีพักครึ่ง) ณ ศูนย์ศิลปการละครสดใส พันธุมโกมล ชั้น 6 อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

𝗥𝗖𝗕 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗺𝗲𝗻𝘁𝗮𝗹 𝗔𝗿𝘁 𝗟𝗮𝗯
“ ชนะ (มาร) ผจญ ” (𝗘𝗻𝗹𝗶𝗴𝗵𝘁𝗲𝗻𝗲𝗱 𝗪𝗮𝗿)
RCB Experimental Art Lab ร่วมกับ คณะละคร 8x8 ภูมิใจนำเสนอละครเวที “ชนะ (มาร) ผจญ” (Enlightened War) เรื่องราวของ คณะละครที่กำลังซ้อมการแสดงพุทธประวัติในช่วงเวลาแห่งการตรัสรู้ เป็นที่รู้จักในชื่อตอนว่า “ มารผจญ ” หรือ “ ชนะมาร ” แต่ดันมีปัญหากับสปอนเซอร์ที่ต้องการให้สินค้าของตนมีจุดเด่นในเรื่อง พระแม่ธรณีต้องจะใช้แชมพูสระผม? เหล่ามารจะต้องโดนพลังของขวดน้ำแร่พัดพาไป? ยังไม่รวมปัญหาส่วนตัวของนักแสดงแต่ละคนที่ทำให้ป่วน วายป่วงกันทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ผู้กำกับต้องทำอย่างไรจึงจะข้ามห้วงมหรรณพสู่นิพพานได้สำเร็จ? หรือจะถูกเหล่ามารล่อลวงให้มัวเมาลุ่มหลงต่อไป? คือหัวใจของเรื่องตลกร้าย Satire Comedy
“ ชนะ (มาร) ผจญ ” เปิดการแสดงทั้งหมด 8 รอบ เวลา 60 นาที แสดงเป็นภาษาไทย วันที่ 17 - 20 และ 24 - 27 เมษายน 2568 เวลา 19.00 - 20.00 ณ RCB Forum ชั้น 2 บัตรราคา 800 บาท ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 650 บาท นักเรียน / นักศึกษา 450 บาท


“ ชนะ (มาร) ผจญ ” ถูกออกแบบให้เป็น Satire Comedy ที่ทิ่มแทงในท่าทีแบบทีเล่นทีจริงจากบทที่บอกเค้าโครงความจริงอิงละครว่า หากอยู่ในช่วงวัยต้นที่ค้นหา ความเขลาเบาปัญญาอาจเป็นปัญหาที่เจ็บปวด เพราะถูกตีกรอบความคิดในการสร้างสรรค์และถูกกดดันด้วยเงื่อนไขในทางธุรกิจ เมื่อศิลปินผู้สร้างงานในระบอบ ทุนหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อต้องกลายเป็นเครื่องผลิตงานศิลป์ตามคำสั่ง ต้องฝังจิตวิญญาณของการเป็นผู้สร้างศิลปะอย่างคนมีสุนทรียศิลป์แบบสิ้นตัวตน และอีกมารผจญที่มาในนาม Super Star แต่ในวันนี้วัยที่เติบโตตกผลึกจิตสำนึกสอนให้เขาสำเหนียกว่ามารไม่ใช่ของแปลก มอง ‘ ปัญหาโลกแตก ’ อย่างคนที่เข้าใจความเป็นไปของโลก และยอมรับว่ามันคือส่วนหนึ่งของการทำงานและการใช้ชีวิต เส้นทางการต่อสู้จึงมีพระพุทธเจ้าเป็นผู้นำทางความคิด ไม่ต่างกับเส้นทางการศึกษาพระธรรมของพระพุทธองค์กว่าจะนิพพานเป็นพระอรหันต์ ล้วนต้องฝ่าฟัน ‘ มารผจญ ’ อดทนต่อบททดสอบความเพียร พิสูจน์บทเรียนทุกก้าวขยับ แม้เมื่อสำเร็จบรรลุธรรม มารยิ่งนำโจทย์ที่ยากมากขึ้นตามลำดับ ต้องจับให้มั่น คั้นให้สยบด้วย ‘ พุทธปรัชญา ’ ความสงบจึงจะตามมาอย่างสง่างามตามวิถีของ ‘ ผู้ชนะแท้จริง ’

“ Healing Stories ” เรื่องเล่า ละครเวที ชีวิต
“ เรื่องดี ๆ มีมาทุกวัน เพียงแค่เราชื่นชมมัน ”
“ Healing Stories ” จัดแสดงที่ ล้านนาอารีย์เธียเตอร์
วันที่ 19 - 20 พฤศจิกายน 2568 เวลา 19.30 น.
บัตร 550 บาท นักศึกษา 300 บาท ผู้สูงอายุ 400 บาท (จำกัด 40 ที่นั่ง)
การแสดงที่ถูกออกแบบให้เป็น Solo Performance ที่เชื้อเชิญผู้คนให้เข้าไปสำรวจตัวตนของนิกรอย่างชิดใกล้ในโลกส่วนตัว เริ่มปฏิสัมพันธ์สังสันท์เชิญจิบชา ก่อนพาเข้าเขตบ้านชั้นใน เท่ากับเชิญก้าวเข้าสู่ประตูอีกระดับที่เปิดรับความสัมพันธ์ ร่วมสังสรรค์ผ่านบทสนทนาสารพัดเรื่องที่ประสบพบผ่าน เหมือนไม่ใช่การแสดง เสมือนแฝงปาร์ตี้ที่มีโชว์ให้เพื่อนชมเป็นของขวัญ กำนัลด้วยเรื่องเล่าหลากรสหลายแนว ทำหน้าที่เสมือน 9 subplot อยู่ใต้ theme เดียวกัน บางเรื่องเช่น “ เสียงเพลงของคนแปลกหน้า ” มีแขกรับเชิญมาร่วมสร้างสีสันเปลี่ยนไปในแต่ละรอบ แสดงรวม 4 รอบ แขกรับเชิญ 4 คน ไม่ซ้ำ เหมือนเป็นนิทานชูใจสำหรับคนทุกวัย ให้ปัญญา ให้ความคิด สะกิดใจในประสบการณ์เชื่อมโยง ชวนให้มีส่วนร่วมเล็ก ๆ น้อย ๆ แม้เป็นจิตวิทยาในเทคนิคการแสดงแต่แฝงสาระประหนึ่งทุกคนคือผู้ซึ่งมีส่วนร่วมใน ‘ วัฏชีวิต ’ เดียวกันทั้งสิ้น สีสันจึงขึ้นอยู่กับลีลาการเล่าเรื่อง ที่ตัดสลับระหว่างผู้เล่า (นิกร) กับบทบาทของตัวละครในเรื่องเล่า แม้ไม่อร่อยรสเผ็ดร้อน แต่ลุ่มลึก ทุกคนร่วมรู้สึกและยอมรับว่านี่คือ ‘ ตัวจริง ’ ที่พวกเขาวิ่งมาหา เพื่อใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข สมกับชื่อเรื่อง “ Healing Stories ”


ละครสามเรื่องของครูนิกรในปี 2568 เด่นในลายเซ็นต์ที่เป็นเหมือน ‘ หนึ่งเนื้อนาเดียว ’ แบบละครไตรภาค จาก “ หลง แตก สูญ ” สู่ “ ชนะ (มาร) ผจญ ” และมัดรวมในแนวทดลอง “ Healing Stories ” มีงานสร้างที่ง่ายงามตามวิถี ชัดในแนวทางที่เลือกจะเป็น content ถูกพัฒนาประหนึ่งเป็นห้วงเวลาของคนสามวัยในแต่ละช่วงชีวิต (เดียวกัน) จาก “ หลง แตก สูญ ” ช่วงแรกเรียนรู้โลกในวัยแสวงหา จนรู้จักและเข้าใจ พร้อมกรองประสบการณ์เจือจารผู้คน แม้บางเวลาสับสนกับความซับซ้อนในความเป็น ‘ มนุษย์ ’ ของเพื่อนร่วมโลก แต่เมื่อตกผลึกแล้วจึงผนึกออกมาเป็น “ ชนะ (มาร) ผจญ ” ผลของการต่อสู้กู้วิกฤต กลั่นประสบการณ์เป็นปัญญา แล้วมาสรุปลงตรง “ Healing Stories ” ทุกชีวิตทุกเหตุการณ์ในโลก ล้วน ‘ เรื่องเล่าสนานเมื่อผ่านพ้น ’ ไม่ทุกข์ทนไปกับอะไรที่มากระทบใจ เพราะฝึกจิต “ เพียงแค่เราชื่นชมมัน ” เท่านั้นก็เป็นเกราะป้องกันทุกสิ่งชั่วร้าย ไม่ให้กล้ำกรายได้เลย

ปีนี้ครูนิกรมีแผนทำละครกับสถาบันการศึกษาสองแห่งในเดือนมีนาคม 2569 พร้อมกัน
1.) ปริญญาโท การละคร อักษรศาสตร์จุฬาฯ ละคร ร. 6 เรื่อง “ งดการสมรส ” (การวิจัยหัวข้อการใช้หน้ากากเพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกของตัวละครกับนักแสดง
2.) วิชาธุรกิจการแสดง ร่วมกับ วิชาออกแบบเพื่อการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา ทำละครหน้ากาก “ Home & Hotel ” พร้อมกระบวนการกลุ่มตั้งแต่เลือก Theme , concept , การจัดการ ไปจนจบเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
ทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกับ ‘ หน้ากาก ’ อย่างจริงจังต่างกันไป ใครสนใจโปรดติดตาม facebook นิกร แปดคูณแปด

“ ราโฌมอนคอนโดมิเนียม ” เคยจัดแสดง ณ หอศิลป์ตาดู เมื่อปี 2545 แม้เวลาผ่านไปร่วม 25 ปี กลับมาอีกครั้งในแก่นเรื่องเดิม ที่ไม่เพียงเกิดขึ้นในโลกภาพยนตร์และหนังสือ แต่ยังเกิดขึ้นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ข่าวดราม่า และสังคมบนโชเชียล ดัดแปลงจาก “ราโชมอน” (Rashomon) เรื่องสั้นฆาตกรรมที่เลื่องชื่อของ ริวโนะซึเกะ อะคุตางาวะ (Ryūnosuke Akutagawa) ร่วมจารึกให้โลกลือด้วยภาพยนตร์ชั้นครู โดย อาคิระ คุโรซาวะ (Akira Kurosawa) เมื่อปี 1950 นำมาซึ่ง ‘ ปรากฏการณ์ราโชมอน ’ (Rashomon effect) หรือ ‘ ปรากฏการณ์คุโระซะวะ ’ (Kurosawa effect) และแปลงเป็นสัญชาติไทยในนาม “ อุโมงค์ผาเมือง ” กำกับภาพยนตร์โดย หม่อมน้อย พันธุ์เทวนพ เทวกุล
“ ราโชมอน ” อุบัติขึ้น ณ ประตูเมืองเฮอันเกียว (เกียวโตปัจจุบัน) จากเสียงร่ำลือ เกี่ยวกับงานสอบสวนคดีฆาตรกรรม ซึ่งมีตัวละครทั้งหมด 4 คน คือ ซามูไร ภรรยาของซามูไร โจร และคนตัดไม้ ซึ่งทุกคนต่างให้การด้วยความเห็นที่ไม่ตรงกัน ทำให้เป็นที่สงสัยว่าใครให้การเท็จ และใครคือฆาตกร สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์มักบิดเบือนความจริงเพื่อปกป้องเกียรติหรือประโยชน์แห่งตน จนเกิดเป็น ‘ ปรากฏการณ์ราโชมอน ’ (Rashomon Effect) ที่ชี้นำคำว่า “ ความจริงแท้อาจไม่มีอยู่จริง ”
“ ราโฌมอนคอนโดมิเนียม ” เขียนบทและกำกับการแสดงโดยครูละคร ศิลปินศิลปาธร ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์ นำแสดงโดย ชวิศการ วรโรจน์โยธิน, รัศม์ประภา วิสุมา, เท่าฟ้า มณีประสพโชค, ปวิตร วมหาสารินันทน์ และ โมฬีวรรณ พันธรักษ์ จัดโดยกลุ่มละคร New Theatre Society และ NUNi Productions เนื้อเรื่องออกแบบตีความใหม่ให้เป็นฆาตกรรมบน คอนโดราโฌมอน เล่าผ่านมุมมองของ คนขับ Robinhood , แม่บ้านประจำตึก และช่างตัดผม ท้ายที่สุดแล้วคำให้การของใครจะใกล้เคียงความจริงที่สุด
- เปิดการแสดง 12 รอบ วันที่ 29 - 31 พฤษภาคม, 5 - 7 และ 12 - 14 มิถุนายน 2568
- ราคาบัตรสัปดาห์แรก 850 บาท สัปดาห์ที่สอง 900 บาท และสัปดาห์สุดท้าย 950 บาท

สัญจรเปิดการแสดงใน เทศกาลละครร่วมสมัยหาดใหญ่ ครั้งที่ ๒
สถานที่ เสน่หาเธียเตอร์ ชั้น 2 ลี การ์เดนส์พลาซ่า
โดยจัดแสดง 2 เรื่อง สลับกับ “ ความรักควรไปตาย ” (Private Lives) ในวันที่ 27-28 มิถุนายน 2568
“ ราโฌมอณ คอนโดมิเนียม ” (RASHOMON Condominium) ในวันที่ 28-29 มิถุนายน 2568

“ Rashomon Effect ” จากแนวคิด Theatre Semiotics
ที่มาของ “ ราโฌมอณคอนโดมิเนียม ” ครูบิ๊ก ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์ ได้เปิดถ้อยแถลงไว้ในบทบันทึก “ มาจะกล่าวบทไป ” เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2025
ว่า เป็นงานเล่นแร่แปรธาตุด้วยการ ‘ เปลี่ยนสัญญะ ’ เพราะสนใจในงานประกอบสร้างการแสดงจากแนวคิด Theatre Semiotics (ทฤษฎีสัญญะวิทยา-การละคร) เริ่มจากชื่อที่เล่นคำใหม่ก็มาจากความสงสัยแกมหมั่นไส้คนละครจำพวกหนึ่ง ซึ่งชอบอ้างอย่างขนบ (และสั่งสอนคนอื่น) ว่า ละครที่ดีต้องทำตามบทเสมอ คนทำควรจะต้องรู้ดีทุกอย่างที่มีอยู่ในบท แล้วจงนำพาสารพัด ‘ ความจริง ’ อันนั้นออกมาสื่อสารให้ผู้ชมได้รับรู้ นั่นคือ ต้องทำให้เหมือนบทดั้งเดิมเพื่อแสดงความซื่อสัตย์ต่อบทประพันธ์ และต้องเคารพเจตนาของผู้แต่ง แต่ผู้กำกับนอกกรอบเห็นชอบว่า
“ ไม่ใช่ข้าพเจ้าจะไม่เข้าใจความคิดดีมีมารยาท ที่หมายมาดความปลอดภัยดังกล่าวนะ เข้าใจว่าขนบธรรมเนียมประเพณีที่ว่านี้มีคุณประโยชน์อย่างไร โดยเฉพาะผู้ที่ยึดถือความเชื่อที่ว่านี้เป็นสรณะ แล้วเที่ยวไปใช้หลักการที่ว่านี้เกทับผู้อื่นด้วยการ ‘ ผูกขาด ’ การตีความตลอดจนระเบียบวิธีในการทำละคร และด้วยความที่สันดานผมไม่เชื่อดังที่กล่าวเป็นทุนเดิม แต่ดันเชื่อว่า สิ่งที่คนดูจะเห็นเป็น second-hand interpretation ของศิลปินผู้นำมาถ่ายทอดเสมอ การนำเรื่องราโชมอนมาทำจึงถือว่าเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์ในทุกกรณี ในเมื่อเรื่องราโชมอนมันสื่อว่า “ ความจริงเป็นอัตวิสัย ” เพราะฉะนั้นความจริงของผู้กำกับคนนี้ก็สามารถเป็นอัตวิสัยของผู้กำกับคนนี้ได้เหมือนกัน ใครจะทำไม?!
ในเมื่อ concept ของราโชมอนว่าด้วยเรื่องที่ตัวละครต่าง ๆ เล่าถึงเหตุการณ์เดียวกัน หลัก ๆ คือเรื่องอาชญากรรม ด้วยวิธีที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยสิ่งที่เล่าออกมามีบ่อเกิดมาจากการหล่อหลอมจนกลายเป็นนิสัยรวมทั้งจากมุมมอง อคติ ความต้องการและแรงจูงใจของตนเอง เพราะฉะนั้นมันก็น่าจะเป็นไปได้ว่า วิธีคิด วิธีผูกร้อยเรียงเรื่องราว ทุกอย่างที่มีอยู่ก็น่าจะเป็นไปได้ในหลาย ๆ แบบเช่นกัน สิ่งนี้เองกระมังที่ท้าทายให้ทั้งคนทำและผู้ชม ตั้งคำถามตั้งแต่แรกถึงธรรมชาติของสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ ความจริง ’ นั้นเป็น ‘ ความจริงเชิงอัตวิสัย ’ มีอยู่จริงแท้หรือไม่ …ข้าพเจ้าตั้งสมติฐานเริ่มแรกไว้เช่นนั้น ” [ อัตวิสัย (Subjectivity) คือ มุมมอง ความรู้สึก ความเชื่อ หรือความคิดเห็นส่วนบุคคล ที่ได้รับอิทธิพลจากจิตใจ รสนิยม และประสบการณ์ของแต่ละคน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องอิงตามข้อเท็จจริงหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ]

“ ราโชมอน มีลักษณะของ ละครสมัยใหม่ (Modern Theatre) อยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว นั่นคือ มีกลวิธีการเล่าเรื่องที่ทันสมัย รวมทั้งมีประเด็นที่มีความเป็นสากล ที่ไม่ว่าจะทำขึ้นมาในยุคสมัยไหนก็สามารถสื่อสารและเชื่อมต่อกับความเข้าใจของผู้ชมได้อยู่แล้ว แต่โดยรูปแบบและรายละเอียดของเนี้อหา จะมีการตัดแต่ง เล่นแร่แปรธาตุเปลี่ยนแปรราโชมอน หรือดัดแปลงไปอย่างไรต่างหากที่จะให้มีความ “ร่วมสมัย” (Contemporary) ขึ้น เพื่อให้สามารถยึดโยงกับความคิดความรู้สึกของผู้ชมในขณะนั้น ๆ ได้
ข้าพเจ้าจินตนาการถึงตัวละครใหม่แล้วทดลองถ่ายโอนสัญญะ จากบทบาทดั้งเดิมให้เทียบเทียมกับบทบาทในปัจจุบัน เช่น คนตัดฟืน ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ ให้กลายเป็นคนส่งแก๊ส (เวอร์ชั่นปี 2545) หรือพนักงานดิลิเวอรี่ที่ถ่ายทอดเหตุการณ์จากสถานที่จริง (เวอร์ชั่นปี 2568), พระ ซึ่งเป็นมนุษย์สายธรรมะที่มีหน้าที่ทำความสะอาดโลก ให้เป็นพนักงานทำความสะอาดคอนโดผู้เสพติดสื่อโซเชียล , โจร (ตาโจมารุ) ให้เป็นดาราเจ้าสำราญผู้ตกเป็นผู้ต้องสงสัย, ซามูไร ให้เป็นผู้มีอำนาจที่มีอดีตซ่อนเร้นและตกเป็นเหยื่อของการฆาตกรรม , เมียซามูไร ให้เป็นหนึ่งในพยานซึ่งเป็นคนหนึ่งที่ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับมุมมองต่อเหตุการณ์ ”

photo : Nueng Theerawut
“ ข้าพเจ้าตั้งใจเล่นกับรูปแบบและวิธีการนำเสนอด้วยการใช้เทคโนโลยี เวอร์ชั่นปี 2545 เล่นเทคนิคการใช้มูลี่โลหะสีแดงที่นำเสนอผ่านเทคนิค stage montage ในหอศิลป์ตาดู RCA ที่ผสานกับเทคนิคแสงเล่นกับการมองเห็นของคนดูในระดับความชัดแบบต่าง ๆ ผ่านการเปิดปิดหรือการปรับหรี่ของมูลี่ที่วางกั้นฉากเป็นชั้น ๆ ไป ตลอดความ “แคบแต่ลึก” ของพื้นที่ทั้งหอศิลป์
แต่มาปีนี้ 2568 เล่นที่ โรงละครกาลิเลโอเอซีส ซึ่งพื้นที่การแสดงได้ออกแบบเป็นทางกว้างมากกว่าทางลึก ดังนั้นตัวเลือกของวิธีการนำเสนอในครั้งนี้จึงเป็นการทดลอง ใช้พื้นที่ผสานกับสื่อผสมทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอทางโทรศัพท์, การไลฟ์สดรายงานข่าว, ฉายโพสต์โชเชียลมีเดียผ่านกล้องบนเวที ฉากเดียวกันเล่นซ้ำจากหลายมุมมอง (มุมกล้อง) และหลายประสบการณ์ที่แตกต่างกัน มีการเปลี่ยนวิธีการแสดงและเทคนิคแวดล้อมอย่างแสง, ฉาก หรือเครื่องแต่งกาย การลองให้ผู้แสดงสลับบทบาทในการเล่าเรื่องแต่ละครั้งเพื่อเน้นย้ำความเป็น ‘ อัตวิสัย ’ จึงเรียกว่าการสร้างใหม่ (remaking) เนื่องจากดำเกิงสร้างเรื่องราวขึ้นมาใหม่ด้วยมุมมองทางวัฒนธรรม เวลา และศิลปะการนำเสนอแบบใหม่ แทนที่จะทำแค่รื้อฟื้นคืนเรื่องราวดั้งเดิมให้กับผู้ชมกลุ่มใหม่ในปี 2568 ” ครูบิ๊ก ดำเกิง กล่าวยืนยัน

ด้วยเหตุผลเชิงอัตวิสัยของ ครูบิ๊ก ดำเกิง ผู้กำกับนอกกรอบ จึงทำให้ “ ราโชมอน ” ถูกออกแบบให้เป็น “ ราโฌมอณ ” ตามแนวทางสร้างใหม่ (remaking) ในคุณสมบัติ
1. การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม : เรื่องถูกเปลี่ยนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมสมัยใหม่ (คอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ) แทนสังคมญี่ปุ่นในยุคศักดินา จึงโดนแทนที่ด้วยสไตล์ชีวิตร่วมสมัยในเมือง การเปลี่ยนนี้แปลงเสียงสะท้อนของ Theme เพื่อสะท้อนถึงปัญหาทางสังคมและศีลธรรมของไทย ให้ชัดเจนและตรงประเด็นขึ้น แทนการจะเล่าเรื่องราวซ้ำในแบบดั้งเดิม
2. การเขียนใหม่และจินตนาการใหม่ : แทนที่จะใช้สคริปต์หรือโครงสร้างเดิม กลับได้ปรับโครงสร้างของโครงเรื่อง ตัวละคร และบทสนทนาใหม่ เพื่อให้เหมาะแก่ผู้ชมชาวไทยสมัยใหม่มากขึ้น และไม่ได้แค่จัดฉากเก่าในรูปแบบใหม่เท่านั้น แต่ออกแบบเขียนใหม่ โดยความหมายใหม่ด้วย
3. วิสัยทัศน์ทางศิลปะใหม่ : ‘ การแสดงซ้ำ ’ หมายถึงการยึดมั่นต่อวิสัยทัศน์ของผู้กำกับในแบบเดิม ในทางตรงกันข้าม ‘ การสร้างใหม่ ’ ช่วยให้สามารถตีความผลงานของผู้กำกับได้ใหม่ (New Directorial Interpretation) ซึ่ง ครูบิ๊ก ดำเกิงได้ใช้แนวทางที่เป็นเอกลักษณ์ โดยผสมผสานความไร้สาระ อารมณ์ขันแบบไทย และใส่ความคิดเห็นทางสังคม
4. ความเกี่ยวข้องร่วมสมัย : Theme เกี่ยวกับความจริงและมุมมองได้รับการปรับให้เข้ากับประเด็นที่เกี่ยวข้องในสังคมไทย เช่น สื่อโซเชียลที่สร้างความฮือฮา ความแปลกแยกในเมือง และความขัดแย้งทางความคิด ซึ่งทำให้ “ ราโฌมอณ ” มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แทนที่จะเป็นเวอร์ชันที่ลอกเลียนต้นแบบดั้งเดิม
การออกแบบงานสร้างเสียดสีคนยุคปัจจุบันด้วยกล้องบันทึกความเคลื่อนไหว ถ่ายการแสดงขึ้นจอรอบทิศ บอกวิถีชีวิต-ความลับที่ไม่อาจปกปิดได้ เพราะพลานุภาพของเทคโนโลยีที่ทะลุทะลวงทุกซอกมุม แม้กระนั้นก็ยังน้อยกว่าความซับซ้อนในใจมนุษย์ ที่พยายามปกปิดบิดเบือนด้านด้อยอยู่ดี ด้วยความใหม่ในแบบครูบิ๊ก ทำให้หลายคนผิดหวังไม่ต่างจากผู้นำฝ่ายขวาที่ผวาผู้นำฝ่ายซ้าย ว่าจะก่อการร้ายทำลายขนบประเพณีอันดีงามเพราะความเป็น ‘ ตลกคาเฟ่ ’ มองข้ามความเท่ในเนื้อแท้ ที่แม้ถูกหุ้มห่อด้วยรูปแบบใดก็ไม่อาจ ขาด เลือน เคลื่อน คลาย กลืนกลายเป็นอื่นได้ คือความหมายของการสร้างงานให้ทรงคุณค่าตามแนวทาง Contemporary ที่แท้จริง

photo : www.subplotstudio.com/store/production/the-actors-nightmare
“ ฝันร้ายกลางเดือนร้อน A Midsummer's Nightmare ”
“ ฝันร้ายกลางเดือนร้อน A Midsummer's Nightmare ” ละครฟอร์มเบ้อเริ่มเทิ่มแนว Black Comedy สีซีอิ๊วดำ เขียนบทและกำกับการแสดงโดย ครูอิ๋ว ปานรัตน กริชชาญชัย ได้รับแรงบันดาลใจฝัน จากเรื่องสั้น “ The Actor's Nightmare (a short comic play) ” โดย Christopher Durang เรื่องราวฝันร้ายของศิลปินหนุ่ม ที่นั่งอยู่สตาร์บัคส์ดี ๆ ก็ย้อนอดีต มาโผล่บนเวทีละคร กลายเป็นนักแสดงจำเป็น ที่ต้องเล่นหลายบทซึ่งล้วนโหดหนัก เพราะไม่เคยรู้จักเรื่องไม่เคยซ้อม แต่ต้องสวมบทบาทที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องเล่นยังไง
ณ โรงละครแห่งหนึ่งเมื่อเก้าสิบปีก่อน ประตูแห่งกาลเวลาทั้งสองเปิดออก ณ จุดบรรจบแห่งทิศตะวันออกและตก ที่ซึ่งโศกและสันต์ร่ายรำขับขานประสานเป็นทำนองตลก ทวิภพยังต้องเอื้อนเอ่ยวจีเรียกพี่ ฝันดียังต้องสยบใต้เงาแห่งจันทรา จริงลวงพาเวียนวนดั่งมายา หากใจเจ้าพร้อมก้าวข้ามผ่านเวลา ม่านนี้จะเปิดพา... สู่ฝันอันแสนขันเอย

ครูอิ๋วคั้นบทละครขึ้นจากแรงบันดาลใจใน ‘ ความฝัน (ร้าย) ’ อันคุ้นเคยกันดีของนักแสดงฝีมืออาชีพและมือสมัครเล่นหลายคน นั่นคือการที่พวกเขาต้องไปแสดงในละครที่พวกเขาไม่เคยซ้อมมาก่อนเลย และไม่รู้ทั้งบทพูดหรือเนื้อเรื่อง (งานเผาเขาก็มี) เป็นที่มาของ จอร์จ เป็นนักบัญชีที่บังเอิญเดินเข้าไปในเวทีที่ว่างเปล่า ไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ที่ไหน หรือมาได้อย่างไร ผู้จัดการเวทีแจ้งเขาว่าเขาเป็นตัวสำรอง และต้องขึ้นแสดงในอีกไม่กี่นาที จอร์จไม่รู้ชื่อตัวเอง ไม่คิดว่าตัวเองเป็นนักแสดง (“ ผมคิดว่าผมเป็นนักบัญชี ”) และไม่รู้ว่าเขาต้องแสดงละครเรื่องอะไร
จอร์จถูกผลักขึ้นเวทีในชุด Hamlet และพบว่าตัวเองอยู่ตรงข้ามกับนักแสดงหญิงผู้มีเสน่ห์ที่ดูเหมือนจะอยู่ในละครเรื่อง “ Private Lives ” ของ โนเอล โคเวิร์ด จอร์จพยายามอย่างเต็มที่ที่จะเดาบทพูดและพฤติกรรมที่เหมาะสม แต่แล้วนักแสดงหญิงก็จากไป และทันใดนั้นนักแสดงคนใหม่ก็เข้ามาพร้อมกับพูดจาโผงผาง บทกวีของ เชกสเปียร์ (จากเรื่อง “ Hamlet ”) ที่เดายากกว่ามาก สักพักจอร์จก็ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว แล้วต้องด้นสดบทพูดคนเดียวของเชกสเปียร์ด้วยตัวเอง ในช่วงท้าย จอร์จพบว่าถูกผลักเข้าไปในบทละครของ ซามูเอล เบ็กเก็ตต์ (เป็นการผสมผสานระหว่าง “ Waiting for Godot ” และ “ Endgame ”) ซึ่งจอร์จไม่รู้จัก จู่ ๆ เขาก็กลายเป็น เซอร์โทมัส มอร์ ในละครประวัติศาสตร์เรื่อง “ A Man for All Seasons ” กำลังเผชิญหน้ากับการประหารชีวิต เพราะคัดค้านการแต่งงานของ เฮนรีที่ 8 กับ แอนน์ บอยเลน และที่น่าตกใจคือเพชฌฆาตดูเหมือนจริงยิ่งกว่าที่ควรจะเป็น… หรือแค่เรื่องล้อเล่นกับความฝัน?
Production Note : “ A Midsummer's Nightmare - ฝันร้ายกลางเดือนร้อน ”
กำกับการแสดง ปานรัตน กริชชาญชัย (อิ๋ว)
กำกับศิลป์ พรพรรณ อารยะวีรสิทธิ์ (ฉิง)
กำกับดนตรี คานธี วสุวิชย์กิต (คาน)
เครื่องแต่งกาย ณิชา บูรณะสัมฤทธิ์ (ปิ่น) & อภิรัตน์ แก้วกัน (สต๊อกกี้)
ออกแบบโปสเตอร์ จิรกิตติ์ สุนทรลาภยศ (โจ๊ก)
ถ่ายภาพ ชยุต สุนทรศิริ (ท๊อป)
กำกับเวที เพ็ญพรรณ ยุทธนาพิพัฒน์ (ปอย)
อำนวยการ ภูมิภัทร ปัญญาภู (ภู)
รายนามนักแสดง
ประดิษฐ ประสาททอง (ตั้ว)
กวิน พิชิตกุล (วิน)
ศุภสวัสดิ์ บุรณเวช (หวัด)
เศรษฐ์สิริ นิรันดร (ปั๊ม)
จตุพร สุวรรณสุขุม (เดียว)
สรวิศ ชินแสงทิพย์ (หนุ่ม)
ศศพินทุ์ ศิริวาณิชย์ (ปูเป้)
กฤษณะ พันธุ์เพ็ง (หนุ่ม)
เปิดการแสดง ณ ล้านนาอารีย์ เธียเตอร์ ซอยอารีย์ 2 ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ
วันที่ 22,23,24,25,29,30, 31 พฤษภาคม และ 1,5,6,7,8 มิถุนายน 2568
ราคาบัตร 850 บาท

photo : Weekend Magazine
ในท่ามกลางความโกลาหลอลหม่านซึ่งกำลังส่งผ่านการแสดงแบบ ‘ แย่งกันเล่น ’
ของเหล่านักแสดงรุ่น senior จนทำเอาคนดูเพลียเพราะแย่งกันหัวเราะ (กับมุกตลกร้ายที่กลายเป็นลายเซ็นของครูอิ๋ว) จนอ่วม กระทาชายนายจอร์จ รับบทโดย กวิน พิชิตกุล ดาวรุ่งพุ่งเรื่อย ๆ มาหลายปีได้มีบทเด่นอีกเรื่อง เขาเฟื่องตลอดปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น movement หรือเล่นละครเวที ครั้งนี้ได้ทีปล่อยของอีกครั้งพลังล้นเหลือ เสียงหัวเราะว่าดังยังไม่ดังเท่าความปังของเนื้อหา อันว่าด้วยปัญหาประดามีของคนทำละคร ที่ถูกนำมาสอนผ่านการด่าที่ตรงไปตรงมาของบทเผ็ด ผ่านเทคนิคละครซ้อนละคร สะท้อนวิบากวิถีของคนทำละครเวทีที่ต้องผจญ หลายคนมีสะดุ้งเข้าทำนอง ‘ ร้อนท้อง ’ กันทุกฝ่ายถ้วนหน้าแต่ไม่มีใครถือสา ครูคนเก่งนักเลงพอ!!
ศิลปินขอส่งเสียงผ่านการแสดงแฝงสัญญะ สังคมคนละครสะท้อนสังคมไทยทุกยุค
เรื่องนี้ครูอิ๋วเลือก ปูเป้ ศศพินทุ์ ศิริวาณิชย์ (Artistic Director : BIPAM-Bangkok International Performing Arts Meeting) ผู้อ่อนโยนน่ารักมารับบทก๋ากั่นกรี๊ดกร๊าดตลาดแตกแหวกบุคลิก ตรงข้ามกับตัวตนที่แท้จริง ยิ่งทำให้อุณหภูมิความแรงของ ‘ สาร ’ พุ่งกระฉูดสูงขึ้นไปอีกระดับ เหมือนเป็นตัวแทนของคนได้รับผลกระทบจากระบบที่กดดัน ภายใต้บทบาทท่าทีที่แกร่งกร้าวแต่ไม่ก้าวร้าว (ถ้าคนบุคลิกแข็งมาแสดงก็ไม่ง่ายนักที่จะเนียน) เพราะมีฐานมาจากสันดานที่สุภาพโดยเนื้อแท้ แม้จะมีเสื้อผ้าช่วยด้วยดีไซน์ลูกผสม ที่ตั้งใจให้ไม่กลมกลืนฝืนทนก็ตามที ลุงตั้ว ประดิษฐ ประสาททอง ได้รับบทที่เหมาะมากเป็นหัวหน้าคณะที่ไม่ต้องแสดง ก็แกล้งๆ แต่งตัวหน่อยแค่นั้น แต่คือส่วนสำคัญที่ออกมาทำให้หัวใจของเรื่องชัดขึ้น ท่ามกลางเหล่าจำอวดที่เหมือนไร้ตัวตน แต่มีตัวตน (จริง) ทุกคน ที่ขนมาฟาดฟันให้สนั่นฮา

photo : Jira Angsutamatuch
“ SAW SING SWING ” From Objects to Life Story
การแสดง Physical Theatre ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวของสิ่งของ 4 ชนิด สะท้อนเรื่องราวและการเดินทางของชีวิตในฐานะนักแสดงในแต่ละช่วงวัย ของ Kazumi Ishigami และ กวิน พิชิตกุล การแสดงแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ถูกเรียงร้อยเข้าไว้ด้วยกันอย่างประณีต ด้วยบทเพลงจากนักดนตรีไทยชื่อดัง 5 คน (AUTTA, ปิงปอง ศิรศักดิ์, Stoondio, K.Aglet, เต๋า ปรมะ, จิรายุ ปราณี) ที่มาร่วมเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงที่พวกเขาแต่งขึ้นใหม่เพื่อการแสดงชิ้นนี้โดยเฉพาะ

photo : Jira Angsutamatuch
“ Saw Sing Swing ” ผลงานเด่นในรอบปีของ กวิน พิชิตกุล สัญลักษณ์ของการเดินทางในกระบวนการสร้างงาน จิตวิญญาณจากการถ่ายทอดของสองศิลปิน
กวินบันทึกไว้ในประวัติชีวิตการแสดงว่า “ Saw Sing Swing รอบแรก 17/05/25
ท้าทายมากถึงมากที่สุด ในฐานะนักแสดง อะไรที่ไม่เคยเกิด มันได้ถือกำเนิดขึ้นรอบนี้ ไม่เคยอยู่ระหว่างเรื่องแล้วดีลมากขนาดนี้มาก่อน คุยกับนุ๊กขึ ในขณะที่เทคนิคพูดในใจ “เอาไงๆ” เรากับนัทสึ และผู้ชมหลายคน ก็พูดเหมือนกันครับ คำเดียวกันเลย สนุกมากกกก ขอบคุณผู้ชมรอบแรกครับ ”
สรุปจบ Saw Sing Swing
กวินนั่งดูวีดิโอการแสดงนี้อีกครั้ง หลังจบงาน BTF 2024 รู้สึกหนึ่งอย่างที่แรงกล้าก็คือ “ เรายังไม่มีบทสรุปให้กับการเดินทางนี้ ” ซีน 5 จึงถือกำเนิดขึ้น ในคอนเซปท์ “ Where the road ends ” เป็นเรื่องการคาดเดาอนาคตในศิลปะการแสดงของเขา โดยมีการปรับรายละเอียดซีนที่เหลือใหม่ทั้งหมด shape ให้เป็นการเดินทาง 1 route ของคนสองคนให้ชัดเจนขึ้น “ น่าจะเป็นงานที่เปิดเผยความรู้สึกข้างในลึก ๆ มากที่สุด แม้จะเขินมากก็ตาม ตอนฟังเสียงตัวเองขณะอยู่บนเวทีก็ยังเขิน แต่ตัวเองในฐานะผู้กำกับก็เลือกแล้วแน่ ๆ อะไรที่เป็นความรู้สึกจริง แล้วสิ่งของมันนำพาเข้ามา มันควรจะอยู่ในงานชิ้นนี้ ” รอชมพัฒนาการในงานชิ้นต่อไป
21 พฤษภาคม 2025 กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

photo : Jira Angsutamatuch

“ วันสละโสดกับโจทก์เก่า ๆ The Musical Comedy ” ผลงานการกำกับ ถกลเกียรติ วีรวรรณ และ สันติ ต่อวิวรรธน์ เรื่องราวความรักของ “นพ” (แกงส้ม-ธนทัต) สถาปนิกหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่กำลังจูงมือสาวนักเรียนนอกแสนสวย “ดา” (เพลง-ชนม์ทิดา) เข้าพิธีวิวาห์ก็เกิดเรื่องวุ่นวายเพราะบรรดาโจทก์เก่าสุดแสบทั้งหลายต่างดาหน้าเข้ามาป่วนในงานจนยุ่งเหยิงแต่เริงรื่น ผ่านบทเพลงไพเราะที่แต่งขึ้นมาใหม่เพื่อละครเวทีเรื่องนี้โดยเฉพาะ
เป็นการรวมตัวกันครั้งแรกของศิลปินนักร้องจาก 3 เวทีการประกวด “เดอะสตาร์, เอเอฟ, เดอะวอยซ์” โดย 10 นักร้องนักแสดงคุณภาพมาแสดงละครในเวทีเดียวกัน อาทิ แกงส้ม-ธนทัต, อ๊อฟ-ปองศักดิ์, อาร์-อาณัตพล, ณัฐ ศักดาทร, พัดชา เอเอฟ, หญิง-รฐา, รัดเกล้า อามระดิษ, กิต เดอะว๊อยซ์, จิ๊บ-เบญจณัฎฐ์ และ เพลง-ชนม์ทิดา อัศวเหม ฯลฯ
เปิดการแสดง 15-30 สิงหาคม 2558
บัตรราคา 3,000 / 2,500 / 2,000 / 1,500 /1,000 และ 500 บาท
ณ โรงละครเมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์
ในวาระพิเศษครบรอบ 18 ปี เมืองไทยรัชดาลัย เธียร์เตอร์ , 10 ปี ละครเรื่อง “ วันสละโสดกับโจทก์เก่า ๆ ” และ 10 ปี Scenario Co., Ltd. บริษัทผู้สร้าง เห็นควรนำละครขวัญใจประชาชนกลับมานำเสนออีกครั้งในชื่อใหม่ไทยลูกผสม “ วันสละโสดกับโจทก์เก่า ๆ เดอะ สรวน มิวสิคัล ” ผู้กำกับคนเดิม สันติ ต่อวิวรรธน์ รับ cast นักแสดง พร้อมมุมมองใหม่ หลังสิบปีผ่านไปในละครเพลงเรื่องเก่าโคตรสรวน ชวนกันไปฮาบ้าแบบวายป่วง ด้วยเรื่องรักๆ ลวง ๆ ของ ‘นพ’ ต้าวสถาปนิกหนุ่มเจ้าเสน่ห์ ที่กำลังควงแฟนสาวสุดสวยดีกรีนักเรียนนอก ‘ดา’ เข้าสู่พิธีวิวาห์ชวนอิจฉาแห่งปี …ฟังดูเหมือนจะเริ่ดใช่ไหม? แต่ไม่...ค่ำคืนแห่งความสุขกลับถูกเสิร์ฟด้วยความป่วนจาก ‘โจทก์เก่า ๆ’ ของนพ ที่โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัวนี่สิ… นำแสดงโดย เจมส์ มาร์ (เจ้าบ่าว) , แพร์ พิชชาภา, นนท์ อินทนนท์, ต๊งเหน่ง รัดเกล้า, กิต กิตตินันท์, โตโต้ ธนเดช, จ๊ะจ๋า แดนดาว, ณัฐ ณัฐชา, อ๊อฟ พุฒิพงษ์ ขอแนะนำ พรู ภัทรจารีย์ (เจ้าสาว) ฯลฯ
“ วันสละโสดกับโจทก์เก่า ๆ เดอะ สรวน มิวสิคัล ”
เปิดแสดง 31 ตุลาคม - 23 พฤศจิกายน 2568
ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์
บัตรราคา : 4,300 / 3,800 / 3,300 / 2,800 / 2,300 / 1,800 / 1,300 / 800 บาท

“ วันสละโสดกับโจทก์เก่า ๆ เดอะ สรวน มิวสิคัล ” เข้าข่ายละครแนวพานิชย์พิชิตใจ ไม่มีอะไรใหม่ในเนื้อหาแนวครอบครัวผัวเมีย เพราะมนุษย์มีเรื่องเก่าซึ่งสำคัญที่สุดในชีวิตก็คือ ‘ ครอบครัว ’ จึงต้องให้ความสำคัญกับวันวิวาห์ วาระประกาศให้โลกร่วมรับรู้ว่าเลือกจะอยู่เป็น ‘ คู่ชีวิต ’ กับใคร และดูแลกันไปจนวันตายจาก เพราะฉะนั้นก่อนผูกมัดไว้ในเงื่อนไขศักดิ์สิทธิ์ จึงควรเคลียร์ให้สนิทใจว่าไม่ซ้ำซ้อน ซ่อนปม ให้ต้องทุกข์ระทมในวันข้างหน้า (ค่อยว่ากันใหม่) งานนี้คนที่เป็นเจ้าสาวไม่ได้ตรวจสอบ แต่ตามมามอบความไว้วางใจโดยโจทก์เก่าที่เฝ้าเช็คบิลเพื่อฟลุคว่างั้น
สูตรสำเร็จของ comedy นอกจากเพลงเพราะดี แล้วก็ต้อง Happy Ending เคสสาหัสที่คิดว่าต้องเป็นปัญหาใหญ่ ผูกพันระยะยาว ก็ได้รับการแก้เกมเฉย! เฉลยความจริงว่าท้องกับใครไม่ใช่เจ้าบ่าว playboy! (นพ เจ้าบ่าวรับบทโดย เจมส์ มาร์ ผู้เข้าประกวดเวทีเดอะสตาร์ เด่นพอตัว) เคสอื่นสาวเจ้าไม่ติดใจกับอดีตที่ผ่านมา คิดว่าเป็นธรรมดาของคนหล่อนิสัยดี คุณสมบัติเด่น ย่อมต้องเป็นที่หมายปอง (ไม่มีสาวสิแปลก!) บทเคลียร์ให้ชัดว่าวัดกันที่ปัญญาเหนือระดับ คือคุณค่าที่คุณดาคู่ควร… (เจ้าสาวคุณหนูรับบทโดย พรู ภัทรจารีย์ วณิชย์วงศ์วาน นักร้องยอดเยี่ยม จากเวทีระดับโลก American Protégé 2016 แอ็คดีเลิศทั้งบุคลิกและเสียงร้องน้องจึงคู่ควร

แต่ก่อนจะไปถงจุดจบคือจุดขาย มุกฮากระจายระะหว่างทางสร้างสีสัน ส่งตัวแสบมาประชันสนั่นฝีมือระบือเทคนิคกันทู๊กกกคนทั้ง ร้อง เล่น เต้นรำ โดยเฉพาะ รัดเกล้า อามระดิษ ในบทแม่นง (แม่ของนพเจ้าบ่าว) มาพร้อมคู่ปรับ ป๋าเกริก (กิต กิตตินันท์) พ่อของดาเจ้าสาว นงสลับสองตำแหน่งแย่งซีนสำเร็จ ทั้งบทแม่ที่นุ่มละมุนในเสียงร้องและลีลา กับบทบู๊สู้ยิบตากับป๋าเกริก เสียดายก็เพียงได้ร้องเพลงน้อยเพราะต้องคอยแบ่งบทให้กระจายหลายคน แต่นางไม่เคยหล่นจากตำแหน่ง ‘ เจ้าแม่ต๊งเหน่ง ’ ที่หลายคนต้องเขย่งสุดชีวิตหากคิดจะเทียบเธอ
จักรวาลดาวย่อมผุดดวงใหม่ในวัฏเสมอ แล้วเธอก็ยืนยันตัวเองด้วยบรรเลงบท ‘ พราว ’ ได้แพรวพราวถึงพริกถึงขิง ซิ่งมารับบทโดย แพร์ พิชชาภา พันธุมจินดา
(เจ้าของ รางวัลนาฏราช ครั้งที่ 11 สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม) เป็นคุณแม่เลี้ยงอดีต Super Model ฮอตทุกเซลในเรือนร่าง สร้างจังหวะได้เป๊ะ! แบบรัวกระชั้นจนหนุ่ม ๆ ต้องกลั้นหายใจไม่รู้ตัว โดยเฉพาะตอนหนีผัว (แก่) ไปมั่วหนุ่มนักสืบ (ปลอม) ที่แอบกระดืบมากระดกชกข้ามรุ่น ให้ได้ลุ้นกันงอหายวายป่วง แม้ข้างหน้าเวทีก็มีดีเด็ดเมื่อ ณเดช คุกิมิยะ ร่วมเร้าเข้าจังหวะมันส์ให้แฟนฟินช่วง finale อีกด้วย กระชุ่มกระชวยกันก่อนกลับ ติ่งซุปตาร์แทบไม่อยากออกจากโรงก่อนลารัชดาลัยในค่ำคืนนั้น

“ เรื่องเล่าคืนเฝ้าผี ” ละครฟอร์มเล็กโปรแกรมคั่นช่วง เปรียบเหมือนเป็น ‘ จำอวด ’ หน้าม่านรอความพร้อมของละครฟอร์มใหญ่ แต่ผู้ชมกลับชอบใจในละครผีที่ถูกออกแบบให้เป็นบรรยากาศ 4 มิติ ทั้งตาดู หูฟัง กลิ่นธูปควันเทียนสร้างเลียนบรรยากาศ และบางช่วงนักแสดงยังลงมาให้ สัมผัส ได้ถึงตัว ทำงานกับความรู้สึกกลัวได้เก่งมาก จึงถูกคอคนไทยไม่น้อย เปิดการแสดงครั้งแรกเมื่อ 23 มีนาคม 2554 ผู้ชมตอบรับดีมาก แต่ทางโรงก็ต้องรอจังหวะจัดหลีกคิวสลับโปรแกรมหลักที่แน่นตลอดปีของโรงละคร รัชดาลัย เธียเตอร์ จนบางช่วงต้องรอข้ามปีเลยทีเดียว (Boxing Boy และ ทวิภพ เดอะมิวสิคัล)
จากเรื่องสั้นเหตุการณ์เดียว (เกิดขึ้นในสถานที่เดียว ระยะเวลาเดียว) เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นที่ในคืนวันที่ 3 ของงานศพ ฝน (เพื่อนสาวผู้ตายอย่างปริศนา) ที่ซึ่งศพของเธอตั้งสวดอยู่ที่บ้านของเธอ การตายอย่างปริศนาและมีเงื่อนงำทำให้เพื่อน ๆ ของฝนอยากทราบสาเหตุที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แทน (ภูริ) กิ๊กเก่ากระทั่งเดินทางมาเพื่อร่วมงานศพ และในคืนนั้น เอก (กาย) กำลังเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่อืมครึม ดาว (พิมพ์มาดา) พี่สาวของฝน คือผู้เดียวเท่านั้นที่ทราบว่าฝนตายด้วยสาเหตุใด อย่างไรก็ตามฝนเลือกที่จะ ไม่ยอมปริปากจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม....

หลังปล่อยให้แฟน ๆ รอคอยถึง 1 ปีเต็ม “ เรื่องเล่า คืนเฝ้าผี ” กำกับการแสดง โดย นก-จิรศักดิ์ โย้จิ้ว กลับมาเขย่าขวัญผู้ชมอีกครั้งเมื่อ 27 เมษายน 2555 นักแสดงนำ ภูริ หิรัญพฤกษ์, พิม ซาซ่า, ฟรอยด์-ณัฎฐพงษ์, จุ๊บจิ๊บ เชิญยิ้ม, เซน เดอะสตาร์ และการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของ สิงโต-สิงหรัตน์ จันทร์ภักดี การกลับมาครั้งนี้ได้มีการใส่ลูกเล่นระทึกขวัญเพิ่มเข้าไปมากขึ้น
“ เรื่องเล่า คืนเฝ้าผี ” เปิดการแสดง 27 เมษายน 2555
ณ โรงละคร เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์
บัตรราคา 1800/ 1500/ 1200 / 1000 / 800 และ 500 บาท
“ เรื่องเล่า คืนเฝ้าผี ” ละครเวทีผี 4 มิติ ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ความตื่นเต้น ระทึกขวัญ ที่ทั้งสนุกและน่ากลัว จนสามารถขายบัตรได้หมดเกลี้ยงทุกรอบการแสดง ทำให้มีเสียงเรียกร้องจากแฟนๆ ที่อยากชมซ้ำ รวมทั้งจากผู้ที่พลาดโอกาสซื้อบัตรไม่ทันอีกมากมาย หลังปล่อยให้แฟนๆ รอคอยถึง 1 ปีเต็ม ล่าสุดซีเนริโอ ก็ได้นำ “ เรื่องเล่า คืนเฝ้าผี ” กลับมาเขย่าขวัญผู้ชมอีกครั้ง เมื่อ 27 เมษายน 2555 ณ โรงละคร เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ กำกับการแสดง โดย นก-จิรศักดิ์ โย้จิ้ว คนเดิม นักแสดงนำ ภูริ หิรัญพฤกษ์, พิม ซาซ่า, ฟรอยด์-ณัฎฐพงษ์, จุ๊บจิ๊บ เชิญยิ้ม, เซน เดอะสตาร์ และการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของ สิงโต-สิงหรัตน์ จันทร์ภักดี โดยการกลับมาครั้งนี้ ได้มีการใส่ลูกเล่นระทึกขวัญ เพิ่มเข้าไปมากขึ้น เพื่อทำให้น่ากลัวมากขึ้น! กรี๊ดดังขึ้น! และใกล้ชิดมากขึ้น!

“ เรื่องเล่า คืนเฝ้าผี ” ละครเวทีชวนขนหัวลุกจากค่าย ซีเนริโอ กลับมาอีกครั้งในปี 2568 เป็นผลงานการกำกับของ อ้า-สันติ ต่อวิวรรธน์ เล่าเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนที่เดินทางมายังบ้านต่างจังหวัดเพื่อร่วมงานศพของ ฝน เพื่อนรักที่เสียชีวิตอย่างปริศนา ด้วยการต้อนรับของ ดาว พี่สาวของฝน แต่คืนที่ดูเหมือนจะสงบ กลับเต็มไปด้วยเรื่องเล่าชวนขนลุก และเหตุการณ์ที่ทุกคนจะไม่มีวันลืม นำแสดงโดยนักแสดงมากฝีมือ นุ่น ศิรพันธ์, ฟิล์ม ธนภัทร, อัค อัครัฐ, ปีโป้ ณัชพัณณ์ และ ตั้ม วราวุธ, จ๊ะจ๋า แดนดาว, เจฟ ญาณกวี, มีน อาลา มินา พาผู้ชมไปสัมผัสกับเรื่องราวสุดหลอนกันอย่างใกล้ชิดแบบ 4 มิติ แค่ก้าวแรกที่คนดูเดินเข้ามาในโรงละคร ด้วยบรรยากาศที่เหมือนอยู่ในงานศพ ก็ทำเอาหลายคนถึงกับขนลุกทันทีก่อนการแสดงจะเริ่มขึ้น

นักแสดงนำ
นุ่น ศิรพันธ์ รับบท “ดาว” พี่สาวของฝน เธอเป็นผู้ถือความลับ เกี่ยวกับการตายของฝน และความลึกลับในตัวเธอ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ในเรื่องนี้!!
อัค อัครัฐ รับบท “แทน” เป็นคนรอบคอบและมีเหตุผล เขาเป็นศูนย์กลางของกลุ่ม เป็นคนตรงไปตรงมา และมักถูกเพื่อนพึ่งพาในการตัดสินใจ ปีโป้ ณัชพัณณ์ รับบท
“เซน” นักศึกษาปี 1 ที่ยิ้มแย้มสดใส เป็นมิตรกับทุกคน แต่ความเหงาของเขาทำให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสืบค้นปัญหาสาเหตุการตายของเพื่อน
ฟิล์ม ธนภัทร รับบท “เอก” แฟนของฝนที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ เพื่อร่วมงานศพของเธอแต่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด และเศร้าเกี่ยวกับการตายของฝน
จ๊ะจ๋า แดนดาว รับบท “ไอซ์” สาวหัวอ่อน มองโลกในแง่ดี กลัวผี ขี้ตกใจจนทำเอาผู้ชมหูอื้อเพราะเสียงกรี๊ดของเจ้าหล่อนไม่ผ่อนลำโพง
เจฟ ญาณกวี รับบท “เต๋า” หนุ่มวิศวะ ซิ่วทุกปีเฟรชชี่ทุกเทอม ตัวตึง ปากหมา ชอบท้าผี
“ เรื่องเล่าคืนเฝ้าผี ” เปิดการแสดงเมื่อ 6 - 23 มีนาคม 2568
ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์
ราคาบัตร : 3,500 / 3,000 / 2,300 / 1,800 / 1,500 /1,000/ 800 บาท

“ ช่างทอน The Eliminists ” [1]
ในโอกาสสุวัตถิกาล 100 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจัดโดย สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ร่วมกับสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม และ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดขึ้นภายใต้โครงการเผยแพร่พระเกียรติคุณในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 “กิจกรรมทวีปัญญา” ประจำปี 2568 ครั้งที่ 3[2] โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแผ่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผ่านละครพูดเรื่อง “ ช่างทอน The Eliminists ” จากบทละครพูดพระราชนิพนธ์ภาษาอังกฤษ เมื่อปี 2460 เรื่อง “ The Eliminists An Artistic Comedy ” หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ได้รับพระบรมราชานุญาตให้แปลเป็นภาษาไทยในชื่อเรื่อง “ ช่างทอน ” เมื่อปี 2515 เป็นวรรณกรรมบทละครที่สะท้อนถึงแนวพระราชดำริ ทัศนคติ และพระปรีชาสามารถด้านศิลปะการละครของพระองค์ได้อย่างลึกซึ้ง
จัดการแสดงครั้งที่ 1 วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องประชุมศรีอยุธยา หอวชิราวุธานุสรณ์ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี ใน “ กิจกรรมทวีปัญญา ” ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568
จัดการแสดงครั้งที่ 2 วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 น. ณ หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ พร้อมนิทรรศการ “ พระผู้มาก่อนกาล ”
กำกับการแสดงโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัธทรา โต๊ะบุรินทร์
กำกับฝ่ายศิลป์ โดย วรรณศักดิ์ ศิริหล้า ศิลปินศิลปาธร
นักแสดงประกอบด้วย
จิราภัทร ปานคง, ล้อมเดช เรืองนนท์, อิสระพงษ์ เตชะแก้ว, รชต อารีชม, ธวัชชัย สายอ๋อง และสรณ์ก้องภพ เชี่ยวประมงค์

ยุคที่ศิลปะตะวันตกเริ่มเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อทรงเสด็จระพาสยุโรปถึงสองครั้ง และเมื่อรัชกาลที่ 6 เสด็จไปศึกษายังต่างประเทศตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จนเจริญพระชันษาเป็นมกุฏราชกุมาร ทรงประทับ ณ ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2436-2439 ทรงศึกษาวิชาการปกครอง ประวัติศาสตร์ กฎหมาย และภาษาเป็นหลัก แต่องค์ความรู้ที่แวดล้อมอยู่มากมายในสายศิลปะได้ปลุกความเป็นศิลปินในพระองค์ท่านให้หันมาสนใจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการละครและการประพันธ์ที่ต้องศึกษาคู่กัน ทรงเป็นยอดกวีและนักประพันธ์ที่มีผลงานบทละครโดดเด่นหลากหลายประเภท ทั้งบทละครพูดคำฉันท์ บทละครร้อง และบทละครแปล โดยทรงนำบทละครมาใช้เพื่อปลูกฝังความรักชาติ ความสามัคคี และคติธรรม เรื่องที่รู้จักกันดีได้แก่ มัทนะพาธา, พระร่วง, เห็นแก่ลูก, เวนิสวานิช และ วิวาหพระสมุท ฯลฯ
“ ช่างทอน ” (The Eliminists) บทละครพูดองก์เดียว เน้นเนื้อหาชวนหัวให้แง่คิด (Satire Comedy) เป็นละครที่มีเนื้อหาเสียดสีตีกระทบบรรดาศิลปินใหญ่ที่ทำตัวไม่ติดดิน การแสดงทั้งสองครั้งให้ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดถึงพลังการแสดง การแสดงครั้งแรกที่หอสมุดแห่งชาติ นักแสดงที่ได้รับการคัดเลือกมาจากหลากหลายถ่ายทอดการแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตามแนวทางของละครพูดแบบดั้งเดิม โดดเด่นเป็นพิเศษด้วยบุคลิกเฉพาะตัวที่เข้ากับบทแบบจับวางคือ จิระ อิสระพงษ์ เตชะแก้ว เหมาะสำหรับแนว comedy ที่เป็นตัวแทนของความรู้สึก ‘ หมั่นไส้ ’ แบบไม่ต้องกั๊ก พูดตามบทไม่มีพักตลอดหนึ่งชั่วโมงเต็ม เขาเข้มไม่มีแผ่วแม้ในการแสดงครั้งที่สอง ณ ศูนย์วัฒนธรรม จุฬาฯ ขณะที่ทุกคนมีลีลาสำรวมมากกว่าครั้งแรกที่แสดงโดยมี พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จทอดพระเนตร แม้กระนั้นก็ยังขันด้วยลีลาในเนื้อหาที่เหน็บแนมแกมประชด
สาระของละครพูดถึงการลดทอนสิ่งตกแต่งเกินจำเป็น ในองค์ประกอบศิลป์ของการสร้างงานศิลปะทุกแขนง เป็นสัญญะที่เชื่อมโยงปรัชญาชีวิตใน ‘ วิถีสมถะ ’ ที่เป็นอมตะตลอดกาล ตรงกับชื่องานสไตล์ Minimalism (มีแนวทางอย่างลัทธิ ZEN ในปรัชญาตะวันออก) ที่ถูกเรียกให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายว่า “ น้อยแต่มาก ” (Less is more) อันจะนำมาซึ่ง ‘ ความสงบายใน ’ เพราะเกิดจากความเป็นอยู่ที่ ง่าย งาม ตามวิถีนักบวช ซึ่งต้องตัดทอนทุกสิ่งที่ ‘ เกินจำเป็น ’ ออกไปจากชีวิต ไม่ ‘ เยอะ ’ ที่หมายถึง ‘ มากมายเกินพอดี’ งานกระแนะกระแหนแนวนี้ มีศิลปินเป็นหนังหน้าไฟรับเยอะแทนคนทั่วไปเพราะให้ภาพลักษณ์ได้ชัดที่สุด ในบทละครตะวันตกเรื่องโด่งดังก็มีอยู่ไม่น้อยเลย เช่น “ ART ” ผลงานละครเวทีรางวัล Moliere Award (ฝรั่งเศส) Tony Award (สหรัฐอเมริกา) และ Laurence Olivier Award (อังกฤษ) ของ ยัสมีนา เวชา (Yasmina Reza) นำบทมาดัดแปลงใส่บริบทไทยปัจจุบัน โดยผู้กำกับ ภัทรสุดา อนุมานราชธน และ นักวิชาการละคร อ.ประวิตร มหาสารนันท์

ปรากฏการณ์ละครโรงเล็ก
จากบทวิพากษ์ของนักวิจารณ์ฝีปากกล้าปัญญาคมนามปากกา “ กัลปพฤกษ์ ” (facebook : Kalapapruek) หรือ อาจารย์ไผ่ ธันยชนก แสงบรรจง [ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ รางวัลกองทุนหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ ประจำปี 2547 , คณะกรรมการตัดสินรางวัลสำคัญ เช่น รางวัล ซีไรต์ ปี 2566 , กรรมการ ชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง (IATC Thailand) ] ที่เคยตั้งแง่กับการแสดงประเภท Musical ว่าต้องคุณภาพถึงพร้อมในทุกองค์ประกอบของงานสร้าง จึงจะเรียกได้ว่าเป็นงานที่สมบูรณ์ แต่เมื่อมีโอกาสได้ชมการแสดงของละครโรงเล็กเรื่อง “ Me, Myself & I : A New Musical ” กลับกลายเป็น ‘ คำนิยม ’ ที่จุดกระแสสร้างงาน Musical ข้ามปีให้กับ Poems Dimension ผู้ผลิตละครเวทีโรงเล็ก (พริกขี้หนู) ที่มีให้ดูทั้งปี ความชื่นชมที่มีในระดับที่ถึงกับนำไปเปรียบเทียบกับโรงใหญ่ จึงทำให้เป็นกรณีศึกษา ว่าอะไรคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้โปรดัคชันขนาดเล็กมีศักยภาพได้ถึงขนาดนั้น กวินพรขออัญเชิญมาบันทึกไว้ในประวัติการละครไทย ปี 2568 ด้วยความเคารพ เพื่อการศึกษา สืบค้น และดลใจในการสร้างสรรค์งาน นำร่องเพิ่มประสบการณ์อีกด้านด้วย “ Me, Myself & I : A New Musical ” ( ‘MALE CAST ’ ) เพราะผลสำเร็จของ “ Me, Myself & I : A New Musical ”

POEMS DIMENSION : Me, Myself & I : A New Musical (Musical, 2025)
โดย บริษัท เจริญสุข คอร์เปอเรท กรุ๊ป จำกัด
จากละครสั้นเรื่อง “ ฉัน ” ที่เคยเปิดแสดงในเทศกาลละครกรุงเทพ 2024 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา สู่ “ Me, Myself & I: A New Musical ” พัฒนาขึ้นมาเป็นการแสดงในโปรดักชันที่เต็มรูปแบบ ชัดและคมขึ้น แม้มีการเปลี่ยนคน (วัย 26 และ 36) ไป แคสใหม่ในบทเดิมเพิ่มมิติ เหมือนตัวละครเติบโตขึ้น โจทย์เรื่องการร้องเพลงได้รับการปรับทำให้งานสมบูรณ์ขึ้น เมื่อต้องตั้งและตอบคำถามเดิม
เคยคิดไหมว่า…
ตอนคุณอายุ 16 คุณอยากเป็นอะไร?
ตอนคุณอายุ 26 คุณยังอยากเป็นคนนั้นอยู่หรือเปล่า?
และตอนนี้…คุณให้อภัยตัวเองได้รึยัง ที่ไม่ได้เป็นอย่างที่เคยฝันไว้
ละครเรื่องนี้เปิดเวทีให้ตัวตนของคนใน 3 วัย ได้คุยกันตรง ๆ สักครั้ง โดยไม่มีใครขัด ไม่ใช่การแก้ไขอดีต แต่คือการกลับไป ‘ ยอมรับมัน ’ ด้วยตัวเอง
ละครเวทีสำหรับทุกคนที่เคยฝัน เคยล้ม เคยลังเล
บทประพันธ์ - จันทกร งามสมประสงค์
ประพัทธ์ดนตรี - ภวินท์ แย้มกลีบ
กำกับการแสดง - ภวินท์ แย้มกลีบ
นักแสดง
คีย์ ชนิสรา ไพศาลดวงจันทร์ (16 ปี)
เตย ณิชา รอดอนันต์ (26 ปี)
เฟื้อง รักชน พุทธรังษี (36 ปี)
เปิดแสดง 19 - 28 กันยายน 2568 (2025) จำนวน 10 รอบ
*บัตรราคาปกติ 800 บาท
จัดแสดงที่ POEMS DIMENSION ศรีวรา Town inTown

ชื่นชม โดย The Momentum : ‘ กัลปพฤกษ์ ’ [3]
‘ ME MYSELF & I ’ สามขวบวัยที่ทำให้ฉันไม่ใช่คนเดิม
รอบการแสดง วันที่ 28 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น.
ใครที่เคยคิดว่างานละครเพลงจะต้องขับขานบรรเลงอย่างเอิกเกริกครื้นเครงกันในโรงละครใหญ่ๆ ก็อาจจะต้องคิดใหม่หลังจากได้ดูผลงานเล็กๆ ง่ายๆ แต่ชวนให้ซาบซึ้งประทับใจอย่าง Me, Myself & I จากค่าย Poems Dimension เรื่องนี้ เพราะมันเป็นละครเพลงที่มีผู้แสดงเพียงแค่ 3 ราย จัดแสดงกันภายในคูหาอาคารห้องแถวเล็กๆ แคบๆ ย่านทาวน์อินทาวน์ ความยาวราวๆ รอบละ 1 ชั่วโมง
โรงละครของค่าย Poems Dimension เพิ่งจะเปิดให้บริการเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีปรัชญาในการส่งเสริมสนับสนุนคนทำละครรุ่นใหม่ๆ ให้มานำเสนอโครงการเพื่อขอใช้พื้นที่แสดงได้ โดยตั้งใจให้มีผลงานเรื่องใหม่ๆ จัดแสดงแบ่งโควตากันในทุกเดือน เชื้อเชิญให้ผู้ชมได้มาเยือนเหมือนเป็นแหล่งนัดพบของคนรักละครโรงเล็กแห่งใหม่ในเมืองกรุง
สำหรับเดือนกันยายน 2568 เป็นทีของการแสดงที่คอละครเพลงมิวสิคัลต่างรอคอย จากบทละครเวทีที่เรียงร้อยโดย จันทกร งามสมประสงค์ และลงมือกำกับโดย ภวินท์ แย้มกลีบ ที่หนีบควบตำแหน่งผู้ประพันธ์ดนตรีตลอดการแสดง เนื้อหาของ Me, Myself & I แต่งแต้มไว้ด้วยมนต์แห่งความแฟนตาซี เมื่อสตรีที่เรียกตัวเองว่า ‘ตัวฉัน’ จะได้หวนกลับมาพบกัน ในวันที่พวกเธอมีอายุครบ 16, 26 และ 36 ปี ด้วยรอบห่างทศวรรษที่ทำให้คนคนเดียวกันกลับกลายมาเป็น Another Person ตั้งแต่สาวน้อยผู้มีความฝันที่จะผันตัวเองไปเป็นนักร้อง สาวใหญ่ที่ต้องยอมทิ้งความฝัน หันไปประกอบอาชีพที่มั่นคง และผู้ใหญ่ที่ชีวิตเหมือนกำลังดิ่งสู่ขาลงจนต้องสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่า ที่ผ่านมาเธอเลือกเส้นทางชีวิตถูกต้องไหม ซึ่งเมื่อทั้งสามสาวโคจรลัดเวลามาพบหน้ากัน มันจึงเกิดเป็นบทสนทนาที่แสนจะกินใจ เมื่อฝ่ายเยาว์วัยก็อยากจะรู้ว่าอนาคตข้างหน้าของเธอเป็นอย่างไร ในขณะที่ฝ่ายผู้ใหญ่ก็เผลอลืมไปหมดแล้วว่าเคยให้คำสัญญาใดไว้กับตัวเองบ้าง!
เรื่องราวหลักใน Me, Myself & I จึงปลุกสร้างจินตนาการให้ผู้ชมทุกรายได้หวนระลึกถึงตัวเองเมื่อครั้งยังเยาว์วัย อดไม่ได้ที่จะลองสมมติว่า ถ้ามีโอกาสพบหน้า ‘ข้าพเจ้า’ เมื่อครั้งยังอ่อนเยาว์ เรามีอะไรในใจอยากจะบอกให้พวกเขาได้รู้บ้าง ซึ่งละครเพลงเรื่องนี้ก็วางบทบาทของตัวละครทั้ง 3 วัยได้อย่างชวนให้ปวดหัวใจ แต่ละคนก็ล้วนมีปัญหาอุปสรรคใหญ่ในแต่ละช่วงวัยที่ไม่เหมือนกัน และแต่ละฝ่ายก็ทำได้แค่เพียงผลัดกันให้กำลังใจกันและกัน เพราะสุดท้ายทุกคนก็ยังต้องก้าวข้ามผ่านคืนวันอันมีแต่คำถามตามเจตนารมณ์ และอุดมการณ์ของตนเองแต่โดยลำพังอยู่ดี แต่ละคำถามที่แต่ละฝ่ายเตรียมมา แต่ละคำตอบที่น่าผิดหวัง ล้วนมีพลังแห่งการเฝ้าทบทวนกระบวนชีวิตในแต่ละช่วงเวลาของตัวเราเอง เป็นเสมือนอีกหนึ่งบทเพลงกวีนิพนธ์ในชุดปรัชญาชีวิต หรือ The Prophet ของ คาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran) สะท้อนความคิดอ่านที่มีต่อตัวตนได้อย่างแหลมคม ชวนให้ร่วมค้นหา ยกระดับให้ตัวงานมีความเป็นสากลที่คนดูในวัยผู้ใหญ่ทั้งหลายคงจะร่วมอินและประทับใจไปด้วยได้ไม่ยากนัก

ในส่วนของเพลงและดนตรีโดยหลักๆ ก็จะมาในแนวทางป็อปร็อกแบบใสๆ Easy-listening อย่าง ‘ดีต่อใจ’ ฟังแล้วติดหู จนพอที่จะรู้ทำนองร้องตามได้ เหมาะสมไปกับเนื้อหาเรื่องราวการเติบโตของหญิงสาวที่ฝันอยากจะเป็นนักร้อง ทำนองเพลงและการเรียบเรียงเสียงประสานของ ภวินท์ แย้มกลีบ ผู้กำกับ ก็ลำดับแนวการร้องและห้องดนตรีต่างๆ ให้นักแสดงหญิงทั้งสามนาง วางกระบวนฮาร์โมนีทั้งหลายอย่างถึงพร้อมด้วยเส้นสายลายดนตรี โดยแทบไม่มีการร้องโน้ตเดียวกันแบบเสียง Unison เลย
ด้านเนื้อร้องของจันทกรก็บรรจงค่อยๆ เฉลยเรื่องราวให้ผู้ชมได้เห็นรอยบาดแผลภายในของหญิงสาวแต่ละวัย ที่ยังเคารพในหลักฉันทลักษณ์ของงานกวี แม้ว่าจะยังมีการใช้สัมผัสซ้ำ สัมผัสเลือน หรือสัมผัสเรื้อรัง อยู่เป็นบางจังหวะ แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับประปราย ไม่ได้ถึงกับสร้างความเสียหายให้กับการแสดงที่แต่งเรื่องราวออกมาได้น่าติดตามยิ่ง
ด้านนักแสดงหญิงทั้ง 3 ช่วงวัย ได้แก่ ชนิสรา ไพศาลดวงจันทร์ (16 ปี) ณิชา รอดอนันต์ (26 ปี) และรักชน พุทธรังษี (36 ปี) แต่ละคนก็มีทักษะในการร้องเพลงระดับที่เชื่อใจได้ ไม่ว่าจะต้องไหลมุดแนวประสานลงไปไลน์ไหน ผสานเสียงกันอย่างแน่นยิบเพียงไร ทุกคนทำได้ในระดับงดงามกำลังพอดี สามารถทำห้องแสดงเล็กๆ ที่ไม่ได้ออกแบบระบบอะคูสติกใดๆ ไว้ ให้สะท้อนทุกสุ้มเสียงและสำเนียงอย่างสมดุลได้ จนไม่ว่าจะเพลงไหน ทำนองใด มันก็ล้วนน่าฟังไปเสียทั้งหมด
Me, Myself & I จึงเป็นการแสดงเล็กๆ ที่มีมนต์สะกด ถึงพร้อมไปด้วยความสดใหม่ของคนทำละครในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ที่สามารถนำภาวะการค้นหาตัวตนอันมีความเป็นส่วนบุคคล มาเป็นแรงดลใจในการสร้างงานละครเพลงหวานอมขมเรื่องนี้ ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จในช่วงรอบปีแรกของ Poems Dimension ที่ให้สัญญากับผู้ชมไว้ว่า จะเปิดพื้นที่ให้บรรดานักการละครรุ่นใหม่ๆ มีโอกาสได้โชว์ของแสดงผลงานกันต่อไป เชิญชวนให้ผู้ชมทุกท่านได้แวะไปสักเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้กำลังใจกับ ‘อนาคต’ ของวงการละครไทย ที่แต่ละคนล้วน ‘ไฟแรง’ พร้อมสู้แข่งกับเหล่ารุ่นพี่ ผ่านวิถีคิดของคนในกลุ่ม New Generation!

ชื่นชม โดย facebook : Kalapapruek
(บางส่วนของ) “ ME, MYSELF & I ” 18 กันยายน 2025
กำกับโดย ภวินท์ แย้มกลีบ
งานละครเพลงเล็ก ๆ น่ารัก ๆ ที่เรียกได้ว่า ‘ หักปากกา ’ ด่าวิจารณ์ของ ‘ กัลปพฤกษ์ ’ ออกเป็นซีกท่อน! เพราะละครมีครบทุกอย่างที่จะสร้างความอิดหนาระอาใจ “ ไม่ชอบและไม่ใช่! ” ให้กับเราเสมอมา ทว่าทำไมกันนะ? เรากลับซาบซึ้งประทับใจจนน้ำหูน้ำตาไหล ทั้ง ๆ ที่ในเรื่องมันมีตัวละครหญิงตะงุ้ยตะแง้วที่เราไม่เคย in บทพูดมีกลิ่นอายในแบบการละครที่เราไม่เคยถูกโฉลกด้วย ท่วงทำนองแบบเพลง pop โลกสวย กับฉันทลักษณ์คล้องจองแบบกลอนห่วย ๆ สัมผัสบ้างไม่สัมผัสบ้าง ซึ่งยิ่งช่วยให้เกิดความรู้สึกถอยห่าง เห็นมะ? ตะละอย่างไม่น่าจะเข้าทางข้าพเจ้าได้ แต่นี่คือยังตกใจว่าแล้วเราไปตกหลุมรักละครเรื่องนี้กันตั้งแต่ moment ไหน จนสุดท้ายก็ขอยอมปรบมือดัง ๆ ให้ จาก ‘ไม่ใช่’ กลายมาเป็น ‘โคตรใช่’ ได้อย่างน่าอัศจรรย์
แต่ส่วนที่ดูอบอุ่นและอ่อนโยนมากที่สุดในละครเรื่องนี้ก็คือเส้นสายลายดนตรี และวิธีการร้องของนักแสดงสาวทั้งสามที่สำแดงทุกความสามารถแบบไม่ประกาศไม่อวด ทุก ๆ ตัว note เปล่งออกมาด้วยความรู้สึกรวดร้าว ด้วยการเรียบเรียงเสียงประสานที่สุดแสนจะแพรวพราว ใช้ทุก technique ว้าว ๆ ของแบบฝึกหัด four-part harmony แบ่งแนวการร้องและทำนองดนตรีที่ร้อยเกี่ยวกันอย่างสามัคคีมีครบทั้ง ๔ voice ถ้อยคำขนาดมีจังหวะดำน้ำสัมผัสบ้างไม่สัมผัสบ้าง นักร้องก็อุตส่าห์ช่วยสร้างความลื่นไหลให้จนไม่สะดุดอันใด เป็นการทำดนตรีในระดับ ‘มืออาชีพ’ ที่อยากจะรีบชักชวนให้เหล่านักการละคร musical รุ่นพี่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะคุณชายบอย-ถกลเกียรติ แห่ง Scenario และ ‘รัชดาลัย’ Dreambox แห่งเพชรบุรีตัดใหม่ หรือ Drama Arts Chula ในเส้นอังรีดูนังต์ ยก team มานั่งดูกันแบบเหมารอบ หากอยากจะรู้ว่ากรอบมาตรฐานในการทำละครเพลงที่ให้สุนทรีย์มีความ ‘ดีต่อใจ’ เขาทำกันอย่างไร หรือไม่ก็ลองเปิดโอกาสให้ผู้กำกับ ‘ภวินท์ แย้มกลีบ’ ได้ไป show ฝีมือในเวทีของพวกท่าน รับประกันว่าจะได้ ‘งานดี’ ‘อนาคต’ ของวงการละครเพลงไทยอยู่ที่นี่

“ Me, Myself, and I ” A New Musical ‘ MALE CAST ’
“ โตขึ้นมา...แล้วคุณได้เป็นแบบที่ฝันไว้ไหม? ”
ละครเวทีสำหรับทุกคนที่เคยฝัน เคยล้ม เคยลังเล...
เสียงเพลงที่คุ้นเคยกำลังจะกลับมาอีกครั้ง
ละครเพลงที่พาผู้ชมเข้าไปในบทสนทนาของผู้ชายคนหนึ่ง กับ ‘ ตัวเอง ’ ในสามช่วงวัย
วัยรุ่นที่ยังเชื่อในความฝัน, วัยทำงานที่เริ่มตั้งคำถามกับชีวิต และวัยผู้ใหญ่ที่ต้องอยู่กับผลของการเลือกที่ผ่านมา
ทั้งสามเวอร์ชันของเขาเผชิญหน้ากัน ผ่านความทรงจำ เสียงเพลง และคำถามที่ทุกคนเคยถามตัวเองว่า
สิ่งที่เลือกเดินมา มัน "คุ้มค่า" หรือยัง
นี่ไม่ใช่เรื่องของความสำเร็จหรือความล้มเหลว แต่คือเรื่องของการยอมรับ การให้อภัยตัวเอง และการอยู่ต่อไปกับชีวิตที่ "ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ"
“ Me, Myself, and I ” A New Musical ‘ MALE CAST ’
บทประพันธ์โดย จันทกร งามสมประสงค์
ประพัทธ์ดนตรีโดย ภวินท์ แย้มกลีบ
กำกับการแสดงโดย เจษ เจษฎา
นักแสดง
จีน - ธีมา ธาดาประทีป
เล้ง - นิธิบดี จงตระการสมบัติ
ต้น - ภูธิป สุกกรี
รอบการแสดง
สัปดาห์ที่ 1 เดือนกุมภาพันธ์ 2569
+ ศ. 20 ก.พ. > 19.30 น.
+ ส. 21 ก.พ. > (รอบ 1) 14.00 น. / (รอบ 2) 19.30 น.(Post-show discussion)
+ อา. 22 ก.พ. > (รอบ 1) 14.00 น. / (รอบ 2) 19.30 น.
สัปดาห์ที่ 2
+ ศ. 27 ก.พ. > 19.30 น.
+ ส. 28 ก.พ. > (รอบ 1) 14.00 น. / (รอบ 2) 19.30 น.
+ อา. 1 มี.ค. > (รอบ 1) 14.00 น. / (รอบ 2) 19.30 น.(POD Ceremony)
กิจกรรมพิเศษ
+ วันเสาร์ที่ 21 ก.พ. รอบ 19:30 หลังจบการแสดงจะมีกิจกรรมสนทนา
Post-Show Discussion ผู้กำกับ และนักแสดง
+ วันอาทิตย์ที่ 1 มี.ค. รอบ 19:30 หลังจบการแสดงจะมีกิจกรรม
POD Ceremony (กิจกรรมส่งผ้าคลุมให้ผู้กำกับเรื่องต่อไป)
บัตรราคา 800 บาททุกที่นั่ง พร้อม Welcome Drink
จองบัตรได้ที่ลิงก์ https://www.zipeventapp.com/e/Me-Myself-and-I-A-New-Musical

“ Pride and Prejudice: In Her Room ” ละครเวที Romantic Comedy ที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมอมตะ “Pride and Prejudice” ผลงานของ เจน ออสเตน (Jane Austen 250th Anniversary) นักเขียนหญิงผู้มีเอกลักษณ์ในการถ่ายทอดชีวิต ความรัก และความทะเยอทะยานของผู้หญิงในสังคมอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 19 ด้วยสำนวนคมคาย แฝงอารมณ์ขันเสียดสี และความโรแมนติกที่ตรึงใจผู้อ่านทั่วโลก วรรณกรรมชิ้นนี้ถูกตีความใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งในรูปแบบภาพยนตร์ ซีรีส์ และงานสร้างสรรค์หลากแขนง ปี ค.ศ. 2025 คือห้วงเวลาแห่งการครบรอบ 250 ปี ของเจน (16 ธันวาคม ค.ศ. 1775) เกิดเหตุการณ์ระดับโลกในหลายประเทศที่เหล่า “ Janeites ” หรือแฟนคลับของเธอร่วมกันจัดกิจกรรมอย่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะในอังกฤษ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเจน มีการประกาศสร้างซีรีส์และภาพยนตร์ เช่น “ Pride and Prejudice ” ในเวอร์ชัน Netflix และนำหนัง “ Sense and Sensibility ” กลับมาอีกครั้งเช่นกัน นำแสดงโดย Daisy Edgar-Jones
เอมอัยย์ พลพิทักษ์ ผู้กำกับและผู้เขียนบท ได้หยิบยกวรรณกรรมเรื่องนี้มาตีความใหม่เป็นบทละครเวทีร่วมสมัยในชื่อ “Pride and Prejudice: In Her Room” โดยเอมอัยย์ได้นำเรื่องราวของหญิงสาวตระกูลเบนเน็ต ทั้ง 6 มาตีความขึ้นใหม่ในบริบทของปี ค.ศ. 2025 ซึ่งเรื่องราวได้เกิดขึ้นในพื้นที่เล็ก ๆ ของห้อง ๆ หนึ่งที่สะท้อนการต่อรอง ความหวัง และการดิ้นรนของผู้หญิงในโลกที่พวกเธอไม่อาจควบคุมได้… ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน…

เป็น Coming of Age ชัดในลายเซ็นของผู้กำกับ เอมอัยย์ พลพิทักษ์ ผู้กำกับและผู้เขียนบท จากคณะละคร AORTA เจ้าของผลงานละครเวที “ Before 2475 ” ที่กล้าตีความ ประวัติศาสตร์เกินคาดเดา จนเป็นที่กล่าวขานในปี 2567 มาแล้ว เรื่องนี้ยิ่งเข้าทางนัก ยังคงสนุกกับช่วงเปลี่ยนผ่านและประสบการณ์ชีวิตของแรกดรุณี ที่กังวลกับสารพัดบททดสอบและชอบตั้งคำถาม ก่อนก้าวข้ามจากวัยรุ่นสู่หนุ่มสาว “ Pride and Prejudice : In Her Room ” โดดเด่นในการปรับนวนิยายคลาสสิคข้ามยุคสมัย ให้เป็นไทยในบริบทสากล บนพื้นที่เวทีโรงเล็กของ RCB Experimental Art Lab กลายเป็นโลกใบเล็กให้คนดูได้ร่วมเรียนรู้ รำลึก และตกผลึกก่อนเติบโตไปพร้อมกับ 6 สาว ที่สวมบทราวมันคือเรื่องจริงในชีวิตของพวกเธอ ตลอดเวลาการแสดง 2 ชั่วโมง ทำให้เราเผลอเอาใจช่วยต่อทุกคำถามที่เธอต้องการคำตอบ เหมือนมีหน้าที่ต้องผ่านบททดสอบไปด้วยกัน…
รายนามนักแสดง
ลิซ (LIZ): มาริลิน เคท การ์ดเนอร์ (เคท)
เจน (JANE): จารุศรี ศุกระจันทร์ (แจ้ว)
แมรี่ (MARY): อรนิษฐ์ หิรัญพรฐานนท์ (ตาล)
ลิเดีย (LYDIA): มรกต หลิว (ต้นหลิว)
คิตตี้ (KITTY): ณัฏฐ์นรี บูรพาสุวรรณ (การ์ตูน)
ชา (CHAR): กัณฐิกา เอื้อรัตนพงศ์ (ฝ้าย)
รอบการแสดง ความยาว 2 ชั่วโมง
24 ตุลาคม – 16 พฤศจิกายน 2025 ทุกวัน ศุกร์–เสาร์–อาทิตย์
สถานที่: RCB Forum ชั้น 2 River City Bangkok

“ ฟลายส์ Flies ” เป็นละครเวทีแนว Her-rors / Drama ผลงานลำดับที่ 4 ของคณะละคร On the Ground Theatre จัดแสดงนำร่องครั้งแรกใน เทศกาลละครกรุงเทพ 2025 (Bangkok Theatre Festival 2025) ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ชื่อ “ Flies: The Intro ” ความยาว 45 นาที แสดง
ผู้กำกับ: พชร ประดิษฐเจริญ
เรื่องราวเกิดขึ้นในงานนิทรรศการรำลึกถึงการจากไปของศิลปินสาวชื่อดังนามว่า ' วิเวียน ' ท่ามกลางบรรยากาศอาลัย กลับเป็นเวทีเฉลิมฉลองของ ผี (เสื้อ) สาว 3 นาง (นักเขียน, จิตรกร และนักร้อง) ที่กลับมาเพื่อทวงคืนความฝันที่เคยถูกขโมยไปในอดีต ตัวละครสื่อถึงอาชีพศิลปิน ทฤษฎีผีเสื้อ (Butterfly Effect) และการตั้งคำถามเกี่ยวกับคำโกหกสร้างภาพในวงการศิลปะ
ระยะเวลาการแสดง : ประมาณ 150 นาที (รวมพักครึ่ง 15 นาที)
นำเสนอผ่านนักแสดงหญิง 3 คน ที่รับบทเป็นวิญญาณผีเสื้อ (ผีเสื้อสาว) ได้แก่:
- วลัญจ์รัช [หลิน] (หลิน วลัญจ์รัช) รับบทเป็น นักร้อง
- อภิสรา [เตย] (อภิสรา กุลธนานันท์ หรือ Apasiri Kulthanan) รับบทเป็น จิตรกร
- นัทวรา [นัท] (Natvara Hongsuwan) รับบทเป็น นักเขียน (และเป็นผู้กำกับร่วม)
สถานที่จัดแสดง: PoA WHITE BOX, Yellow Lane อารีย์
เปิดแสดง 27 - 29 พฤศจิกายน, 4 - 6 ธันวาคม 2568
บัตรราคา 850 บาท (บุคคลทั่วไป) / 450 บาท (นักเรียน / นิสิต / นักศึกษา)

เป็นความตั้งใจของ LiFE Studio ที่จะสนับสนุนพื้นที่ให้ Young Artists ได้ทดลองสร้างสรรค์และจัดแสดงงาน “ 12 Angry Men “ ผลงานคลาสสิกโดย Reginald Rose กลับมาสู่เวทีอีกครั้งโดย 4AM Theatre และร่วมอำนวยการสร้างโดย LiFE Theatre
“ Summons for Jury Service”
คุณได้รับหมายเรียกให้ไปปฏิบัติหน้าที่ลูกขุน
ลูกขุนทั้ง 12 คน กับการตัดสินคดีความเด็กชายอายุ 18 ปีที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าพ่อของตนเอง คดีที่เหมือนจะง่าย แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินที่ยาวนานและซับซ้อน
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อคณะลูกขุน 12 คนต้องตัดสินคดีฆาตกรรมที่เด็กชายวัย 18 ปีถูกกล่าวหาว่าฆ่าพ่อของตนเอง หากถูกตัดสินว่ามีความผิดเขาจะได้รับโทษประหารชีวิต โดยคณะลูกขุนต้องลงมติเป็นเอกฉันท์เท่านั้น ในการลงคะแนนครั้งแรก ลูกขุน 11 คนลงคะแนนว่ามีความผิด ยกเว้นลูกขุนหมายเลข 8 ซึ่งไม่มั่นใจในความผิดของจำเลย เขาคิดว่าว่าเด็กชายไม่ควรถูกตัดสินโดยปราศจากข้อสงสัย เขาเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักฐานและพยานในคดี หลังจากนั้นลูกขุนทุกคนก็มานั่งถกกัน ซึ่งบอกเลยว่าโคตรเดือด โคตรดี และโคตรประทับใจ
ยืนเคียงข้างผู้ที่ยืนหยัด เรื่องที่ไม่ถูกต้อง ต่อให้แทบทุกคนมองคล้อยตามว่าถูกต้อง ขอเพียงใครสักคนกล้าหาญพอจะยืนหยัด เรื่องที่ไม่ถูกต้องก็จะยังเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอยู่วันยังค่ำ สำคัญที่ว่าเราต้องไม่ปล่อยให้ผู้ยืนหยัดโดดเดี่ยวและท้อถอย
“12 Angry Men” โดยกลุ่มละคร 4AM
กำกับการแสดงโดย สุพิชฌาย์ จิรนาทดิลก
รายชื่อนักแสดง (ฉบับ 4AM Theatre 2568)
- Foreman (ลูกขุนหมายเลข 1): ภากฤษ เสริฐศรี
- Juror #2: ปวรุตม์ ชำนาญโรจน์ (มุ่งมั่น)
- Juror #3: ณัฏฐ์ กิจจริต
- Juror #4: ปีเตอร์ เดรี่ย์
- Juror #5: ศิวฤทธิ์ มีบุญธรรม
- Juror #6: ตราศิลป์ สุทธิสัย (เฟรม)
- Juror #7: ทัพอนันต์ ธนาดุลยวัฒน์ (โน้ต)
- Juror #8: ภูมิภัทร ถาวรศิริ (เอม)
- Juror #9: อรรถพล อนันตวรสกุล
- Juror #10: ธนัชพงศ์ จารุรังสีเมศร์
- Juror #11: ดนัยนันท์ กฤดากร ณ อยุธยา
- Juror #12: ธีสุวรรณ ปิติภากร
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแสดง:
- ผู้กำกับการแสดง: สุพิชฌาย์ จิรนาทดิลก
- สถานที่จัดแสดง: จัดแสดงที่ LiFE Studio กรุงเทพฯ
- ช่วงเวลาการแสดง: มีการแสดงในช่วงวันที่ 12–14 และ 19–21 ธันวาคม 2568
จัดแสดงวันที่ 12-14 และ 19-21 ธันวาคม 2568
สถานที่ : LiFE Studio

“ 12 Angry Men ” เป็นภาพยนตร์ ดราม่ากฎหมาย อเมริกันปี 1957 กำกับโดยซิดนีย์ ลูเม็ต ซึ่งเป็นการกำกับภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกของเขา ดัดแปลงโดย เรจินัลด์ โรสจากบทโทรทัศน์ปี 1954 ของเขา ภาพยนตร์เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ระบบลูกขุนของอเมริกาในช่วงยุคแมคคาร์ธี โดย เล่าเรื่องราวของคณะลูกขุนชาย 12 คน ขณะที่พวกเขาพิจารณาตัดสิน วัยรุ่นคนหนึ่ง มีความผิดหรือพ้นผิดในข้อหาฆาตกรรมบนพื้นฐานของความสงสัยที่สมเหตุสมผลความไม่เห็นด้วยและความขัดแย้งในหมู่ลูกขุนทำให้พวกเขาต้องตั้งคำถามถึงศีลธรรมและค่านิยมของตนเอง ภาพยนตร์เรื่องนี้มีนักแสดงนำมากมายได้แก่เฮนรี ฟอนดา (ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ร่วมกับโรสด้วย) ลี เจ. คอบบ์เอ็ดเบกลีย์อีจี มาร์แชลล์ และ แจ็ค วอร์เดน
ภาพยนตร์อิสระที่จัดจำหน่ายโดย United Artistsเรื่อง “ 12 Angry Men ” ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ แม้ว่ารายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศจะไม่ดีนัก ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 30 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หลายคนถือว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา
ในปี 2007 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการคัดเลือกให้เก็บรักษาไว้ในทะเบียนภาพยนตร์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกาโดยหอสมุดรัฐสภา เนื่องจากมีความสำคัญทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสุนทรียภาพ นอกจากนี้ ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นภาพยนตร์แนว Drama ในศาล ที่ดีที่สุดเป็นอันดับสอง (รองจากTo Kill a Mockingbird ในปี 1962 ) โดยสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน (American Film Institute - AFI)
VDO “ 12 Angry Men ” 1 ชั่วโมง 36 นาที รับชมได้ทาง Prime Video
เรื่องของลูกขุน 11 คนเชื่อว่าจำเลยมีความผิดฐานฆาตกรรม แต่ลูกขุนคนที่ 12 มั่นใจเต็มร้อยว่าเขาบริสุทธิ์ คนคนเดียวจะเปลี่ยนใจคนที่เหลือให้คิดเหมือนตนได้อย่างไร ภาพยนตร์คลาสสิกนำทีมดาราดัง โดย เฮนรี่ ฟอนด้า และ ลี เจ. โคบบ์ Henry Fonda , Lee J. Cobb , Ed Begley and Jack Klugman สนใจรับชมคลิก
https://www.primevideo.com/-/th/detail/12-คน-12-คำพิพากษา/0R1DYZPH9XC72I479NEXF195HL

“ ขมจนขำ ” เกิดจากประสบการณ์เพาะบ่มยาวนานของ ครูเล็ก ภัทราวดี โดยใช้เวลาเกือบ 3 ปี ในการเขียนบท กำกับ ร่วมแสดง ตลอดจนเป็นผู้จัดละครเรื่องนี้ด้วยตัวเอง และแสดงเป็น ‘ครูทิวา’ ครูวัย Retired ที่หัวใจยังไม่ Expired กับเรื่องราวของครูวัยเกษียณที่พร้อมจะใช้ชีวิตเรียบง่ายในบั้นปลาย แต่ต้องวุ่นวายกับเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายดันพร้อมใจกันเอาเรื่องขม ๆ มาให้แก้ เขียนบทและกำกับการแสดงโดย ครูเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ดูแลการผลิตโดย ชาติชาย เกษนัส จาก White Light Studio (ผู้กำกับละคร เจ้าพระยาสู่อิรวดี , เมืองลับแล , ภาพยนตร์ พระร่วง ฯลฯ)
ครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน กล่าวว่า “ แรงบันดาลใจในการสร้างละครซีรีส์เรื่องนี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์และงาน research หลังจากไปเรียนวิชา Arts Therapy จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ลงสนามทำงานกับเยาวชนที่มีปัญหาหลากหลายและนักบำบัด เป็นเวลากว่า 10 ปี จึงอยากนำความรู้นี้มาแบ่งปันผ่านการละครที่ผ่อนคลายความเครียด เพื่อประโยชน์ในการรับมือกับเยาวชนในยุคนี้ และการใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างมีคุณค่า อีกทั้งยังมีการนำเพลงต่าง ๆ อันเป็นที่รู้จัก เช่น ชื่นชีวิต ของ สุนทราภรณ์ , สรภัญญะ ปัตตาเวีย และเพลง เสน่ห์รอยรั่ว มาเรียบเรียงใหม่ประกอบละครตามบทบาทและความเหมาะสมกับอารมณ์ต่าง ๆ ในละคร ”
เรื่องราวความสนุกเริ่มต้นที่ ครูทิวา ครูวัย Retired ที่หัวใจยังไม่ Expired ตั้งใจจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเรียบง่าย แต่ทุกอย่างก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อ จินตนา น้องสาวต่างมารดาพาลูกชาย ปอ มาฝากไว้ในความดูแล หลานชายมาอยู่กับครูทิวาจึงรู้ว่าหลานมีพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นโรคแอสเพอร์เกอร์ (Asperger) ไม่สามารถเข้าสังคมกับคนอื่นได้ ในเวลาเดียวกัน เหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายดันพร้อมใจกันเอาเรื่องขม ๆ มาให้แก้ แม็กซ์ ลูกศิษย์ตัวตึงพา มิค ไอดอลชื่อดังที่ตนดูแลอยู่มาหลบนักข่าวเพราะพฤติกรรมติดยาทำร้ายตัวเอง และแอบหวังว่าครูจะดัดนิสัยมิคได้ แล้วไหนจะมี เติร์ด นักโทษพ้นคดีลูกศิษย์จากในคุกของครูทิวา เดินทางมาฝากเงินผิดกฎหมายกับครู โดยไม่รู้เลยว่ากำลังถูกเจ้าหนี้ตามเอาชีวิต ขณะที่บ้านครูกำลังระอุด้วยลูกศิษย์เลือดร้อน อมิตตา แฟนคลับตัวยงของมิคก็พาเพื่อนมาวุ่นวายไร้มารยาท ไม่แคร์เจ้าของบ้านอย่างครูทิวาเอาซะเลย
เมื่อสถานการณ์ป่วนทำท่ารวนเกินกว่าที่ครูจะรับมือคนเดียวไหว จึงต้องไปขอความช่วยเหลือจาก ชไมพร ‘เพื่อนรักเก่า’ และ ครูซอ ‘คนรักเก่า’ มาช่วยอบรมลูกศิษย์ ด้วยคนรักเก่าดันเป็นคนรักคนเดียวกันกับเพื่อนรักเก่า แต่ความที่ครูทิวาคิดว่าทุกคนคงลืมความรู้สึกเก่า ๆ ไปหมดแล้ว กลายเป็นว่าความรักสามเส้าของหนุ่มสาววัยเกษียณกลับปะทุขึ้นมาอีกครั้ง และดูจะเจ็บปวดกว่าเดิม แล้วรักสามเส้ารุ่นใหญ่จะปล่อยวางกันอย่างไร เรื่องของหนุ่มสาววัยเกษียณกับเกรียน Gen Z ใครจะ “ขม จน ขำ” กว่ากัน
Series 12 ตอน “ ขมจนขำ ” Retired, not Expired (Drama Comedy)
สนุกมีสาระสไตล์ภัทราวดี Patravadi Mejudhon
รับชมสดได้ทาง ช่อง 9 กด 30 ทุกวันอาทิตย์ 11.00 น. เริ่ม 2 พฤศจิกายน 2568
และรับชมย้อนหลังที่ Youtube : Patravadi Channel

“ ขมจนขำ ” เป็นงานประชันฝีมือและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างศิลปินรุ่นใหญ่กับศิลปินรุ่นใหม่ อาทิ
แม่ไก่ ศันสนีย์ ศีตะปันย์ ครูชไมพร
ตั๊ก นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์ ครูซอ
จิ๊ก เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ จินตนา น้องครูทิวา แม่ของปอ
ตู้ ดิเรก อมาตยกุล พ่อของปอ
วุธ อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร พ่อของอมิตตา
ท็อป ดารณีนุช ปสุตนาวิน แม่ของมิค
ครูอ้าว เกียรติสุดา ภิรมย์ แม่ของเติร์ด
ร่วมด้วยคณะนักแสดงรุ่นใหม่ฝีมือดี อาทิ
กาย อันโทนี่ กวินท์ ทง (รองแชมป์ KPN ปี 2010)
โบ๊ท นิธิศ วารายานนท์ (มือเบส วง The Yers, พิธีกร คนค้นฅน)
โบนัส ณัฐวัฒน์ เอี่ยมชื่น
เดียร์ ณภัทร เลิศวิราม (ศิลปิน วง LaBis ชนะเลิศ Pink Talent By Sunsil)
โดม่อน วรากร วรุณเจริญธรรม
เจมส์ ศรายุธ กมลจรัสเกษม
พันไมล์ ณยฎา สุมณศิริ
เฟียน ภัทรกร ภัทรนาวิก
จูเนียร์ ชาคริต เดียร์เดน
เพชร สุชาดา ช่องสว่าง
วอดก้า พิชญ์พงษ์ นาคะยืนยงสุข

“ Show, don’t tell. ” V.S “ Document, don’t create. ”
“ ขมจนขำ ” ได้รับการตอบรับจากมวลชนคนรักครูเล็กด้วยยอด สถิติการรับชมที่สูงถึง 18 ล้านวิว จากเงื่อนไขการสร้างงานที่ต้องการเพียงห้าแสนวิว เป็นซีรีส์ที่ไม่ควรใช้ทฤษฎีภาพยนตร์เข้าไปตัดสินด้วยประการทั้งปวง เพราะครูเล็กประกาศชัดแล้วว่า ‘ สไตล์ครูเล็ก ’ แนวทางจึงเป็นเหมือน “ Khru Lek’s Show ” โก้ในแบบฉบับที่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งหลายคนรู้สึกเหมือนไม่ใช่การแสดง แน่นอนว่ามันคือ ‘ ตัวตนบนการแสดง ’ ไม่ใช่ ‘ ในการแสดง ’ เพราะเหนือการแสดงคือชีวิตจริงของใครหลายคนมารวมกัน โดยเฉพาะ แม่ไก่ ศันสนีย์ สีตะปันย์ อดีตพิธีกรคนเก่งผู้ช่วยคนสำคัญของครูเล็ก และ เฟียน ภัทรกร ภัทรนาวิก (หลานสุดที่รักของครูเล็ก ลูกชาย เมย์ ภัทรวรินทร์ ทิมกุล) ยังคงยืนยันตัวตนคน Musician ไม่ต้องการเด่นเป็นดาราแม้ว่ามีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน คนที่โดดเด่นในการแสดงเป็นตัวเองคือ ตั๊ก นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์ ในบทครูซอ ผู้ใช้คุณสมบัติได้ดีเกินรูปสมบัติตลอดมา แม้ว่าแต่งหน้าช่วยก็ยังไม่สู้การแสดงกับการโปรเจ็กเสียงแบบละครเวทีที่ชนะเลิศ ฯลฯ
โดยโครงสร้างของเรื่องทั้งรูปแบบและเนื้อหาสร้างจากประสบการณ์จริงของครูเล็ก ที่คลุกคลีกับงานสังคมสงเคราะห์มาตลอดชีวิต บทและงานสร้างจึงมีความเป็น Semi-Documentary ที่ทลายกฎเหล็กของทฤษฎีการเขียนบทและการสร้างสื่อ (ภาพยนตร์ ละคร ฯลฯ) บัญญัติว่า “ Show Dont Tell ” (ต้องแสดงให้เห็นด้วยวิธี presentation ไม่ใช่บอกเล่าด้วยคำพูด) เพราะทุกฉากตอนมีการ tell ด้วยการ เทศน์ ผ่านทุกตัวละครด้วยคติธรรม จึงเป็น Storytelling ในแบบ “ ร่ายพระไตรปิฎก ” ทั้งเรื่อง เฟื่องทั้งภาพ เพลง-ดนตรี สีสันสวยด้วยแฟชั่น (ในชีวิตประจำวัน) เป็นของแถม
ทั้งหมดทั้งมวลจึงล้วนเข้าทางทฤษฎี “ Reverse Pyramid ” Model ธุรกิจ ยุคใหม่ ของ Gary Vaynerchuk นักธุรกิจหมื่นล้าน นักสื่อสารตัวพ่อผู้เขียนบทความที่กลายเป็นคัมภีร์การตลาดชื่อ “ The GaryVee Content Strategy ” ที่เอาชีวิตจริงไปผูกกับระบบกระจายสื่อ แล้วทำให้สื่อกลายเป็นทรัพย์สิน ย้ำยืนยันกลยุทธว่าต้อง “ Document, don’t create.” เท่านั้น!!! เพราะหัวใจของสารคดีคือ FACT และความสำเร็จของแกรี่มีคำตอบว่า มันอยู่ที่ “ วิธีเล่า ” และ “ วิธีทำซ้ำ ” ของเขา ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการผลิตและกระจายสื่อที่แยบยลในกลยุทธ เริ่มจาก “ Pillar content ” ชิ้นใหญ่ (เช่น vlog, keynote, Q&A, podcast) แล้วทีมจะ repurpose ออกมาเป็น Micro Content เช่น clip vdo หรือ Tik Tok ฯลฯ อีกหลาย ๆ ชิ้นให้เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์มที่เผยแพร่ นอกจากเป็น นักสังคมสงเคราะห์ นักการศึกษา นักพัฒนานักแสดงแล้ว ครูเล็กยังเป็นนักสื่อสารอีกด้วย ยืนยันได้จาก YouTube : Patravadi Channel ฯลฯ “ ขมจนขำ ” ที่มีแนวโน้มจะนำไปสู่โครงการใหม่เกี่ยวกับผู้สูงวัยในอนาคต (ตามคำเรียกร้องของมวลชนคนของอุดมการณ์)

ล่าสุด ดาวดวงใหม่เสมอ ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลอันทรงเกียรติ โดย คุณแอร์ พิมพ์ชนก อัจฉรียสุนทร ผู้อำนวยการกองกิจการอาสาสมัครและภาคประชาสังคม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน ได้รับรางวัลสตรีดีเด่นด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ในงาน วันสตรีสากลประจำปี 2569 โดย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กราบแสดงความยินดียิ่ง ทำให้ระลึกถึง คุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ ‘ ลมใต้ปีก’ ผู้ปลูกและเติมปุ๋ยให้ต้นกล้าเติบใหญ่เป็นต้นไทรของวงการศิลปะการแสดงร่วมสมัย และภาพยนตร์ทั้งในประเทศไทยและในระดับสากล จนร่มเงาที่แผ่รายรอบไม่ได้มอบแค่ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยืนยันความเป็นนักพัฒนาการศึกษาจากการทำงานสายสังคมของครูเล็กด้วย โรงเรียนภัทราวดี หัวหิน 18 ปี ที่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบันคือ สถาบันครอบครัว ที่บ่มเพาะเยาวชนให้เป็นคนดีมีคุณภาพ และเพิ่มศักยภาพด้วยศิลปศาสตร์ทุกแขนง.
