เหมือนดาวส่องแสงอยู่ทั่วฟากฟ้า
เหมือนจะเป็นเรื่องย้อนเวลา
แต่เหมือนว่า เรื่องราวนั้น ช่างเป็นปัจจุบัน
วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๙ มีเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเป็นฝ่ายปราบปรามได้มาจับกุมตัวองุ่นที่บ้านสวนอัญญา และพาไปที่ศูนย์การุณยเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ในข้อหาเดียวกันกับทุกคนคือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ องุ่นนึกขำปนปวดร้าว เธอนี่หรือที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ทั้งที่รักชาติ รักแผ่นดินจนแทบจะหมดเนื้อหมดตัวอยู่แล้วนี่
องุ่นกอดเด็กหญิงโอ้ อานา “ โอ้ไปอยู่กับพี่ ๆ ที่บ้านสวนไผ่หินนะ” เธอหมายถึงบ้านสวนไผ่หินที่มีนักศึกษาที่เคยทำกิจกรรมเพื่อสังคมด้วยกันอาศัยอยู่
“แม่ไม่ไปนานหรอก” ขณะที่บอกลูก เธอไม่รู้เหมือนกันว่า จะถูกจับกุมคุมขังนานแค่ไหน แต่สำหรับเด็กอายุสิบขวบ คงบอกได้แค่นี้
นี่เป็นเพียงข้อความสองย่อหน้า ส่วนหนึ่งของบทที่ ๑๖ ในเงื้อมมือปีศาจ หน้า ๑๓๐ จากสาระนิยาย เหมือนดาวส่องแสงอยู่ทั่วฟากฟ้า โดย ชมัยภร แสงกระจ่าง ที่บันทึกฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์ หากแต่เหมือนเหตุการณ์ปัจจุบัน ปี พ.ศ. ๒๕๖๙ นี้เหลือเกิน เพราะทุกวันนี้ก็ยังมีนักโทษทางการเมืองถูกจับกุมคุมขังอยู่หลายคน
เนื่องในวาระครบรอบชาตกาล ๑๐๙ ปี ของ ครูองุ่น มาลิก บุคคลสำคัญผู้ทำงานเพื่อสังคมและเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง บทสัมภาษณ์นี้จึงชวนย้อนสำรวจที่มาของงานเขียนซึ่งเชื่อมโยง “ผู้หญิงสองคน” เข้าด้วยกัน ผู้หญิงคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ และอีกคนหนึ่งในฐานะผู้ถ่ายทอดเรื่องราว
ชมัยภร บางคมบาง หรือ ชมัยภร แสงกระจ่าง นักเขียน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๔๗ และประธานกองทุนศรีบูรพาคนปัจจุบัน เปิดบ้านศรีบูรพาของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ในซอยราชวิถี ต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเมตตาอารี โดยเริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ว่า
“ก็มาจากการที่เราได้อ่านประวัติของครูองุ่น ได้รู้เรื่องราวของครูองุ่นว่า เป็นผู้หญิงสู้ขนาดไหน จริง ๆ ก็ไม่ได้คิดตั้งแต่แรก ไม่ได้คิดจะเขียนหรอก อยากให้คุณสินธุ์สวัสดิ์ (สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย) ซึ่งสนิทกับครู แทบจะเป็นลูกชายครูเป็นคนเขียน”
คุณชมัยภรหรือที่ลูกศิษย์ลูกหาเรียกเธอว่า ป้าอี๊ด เล่าด้วยสายตาที่เป็นประกายต่อไปว่า “แล้วก็เราได้เห็นภาพของครูองุ่นซ้วยสวย แล้วก็ได้รู้ว่าครูองุ่นเป็นผู้หญิง อักษรฯ เป็นรุ่นพี่เรา แต่รุ่นพี่ห่างมากนะ รุ่นพี่ 2477 ห่าง ห่างกันไม่เห็นฝุ่นเลย แต่ว่ามันเกิดความรู้สึกว่า เขาก็เป็นรุ่นพี่อักษรศาสตร์ แต่มีวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนใคร เขาเลือกไปเป็นนางแบบก็ได้ เขาเลือกไปเป็นดาราก็ได้ เขาเลือกไปเป็นไฮโซก็ได้นะ แล้วเขาก็เคยเป็นคุณหญิงด้วย แต่เขาไม่เอา ไม่ เขาไม่เลือกแบบนั้น แต่เขาเลือกทำงานเพื่อประชาชน เพื่อมวลชนมาสอนหนังสือ แล้วก็ช่วยเด็ก ๆ ทำนู่นทำนี่ มีความคิดที่จะทำเพื่อคนอื่นอยู่ตลอด ก็เลยคิดว่า เรารู้สึกว่าได้รับแรงบันดาลใจมากพอที่จะนำมาเขียนประกอบประวัติของครูผู้องุ่นได้ ก็เลยคิดจะเขียนสาระนิยายขึ้นมา”
แดดยามบ่ายวันนั้นที่สนามหญ้าหน้าบ้านศรีบูรพาที่มีลมอ่อนพัดโชยมาเบา ๆ จนทำให้การพูดคุยกัน เชื่อมร้อยถึงบุคคลและตัวละครต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ ซึ่งแน่นอนว่าหนังสือเรื่องข้างหลังภาพ และตัวละครอย่างคุณหญิงกีรติก็ถูกเชื่อมเข้ามากับครูองุ่นอย่างกลมกลืน หากแต่ครูองุ่นนั้น เป็นคุณหญิงกีรติที่ไม่ยอมจำนนต่อชีวิต
“พอได้อ่านประวัติครูองุ่น ก็รู้สึกว่าเป็นผู้หญิงที่ต่อสู้มากและมีวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนใคร จริง ๆ ที่ชื่นชมเป็นพิเศษก็เรื่องจิตใจนั่นแหละ คือเรื่องจิตใจที่กล้าแข็งของครู เรื่องการยอมสละตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพอเราไปศึกษาแล้วเนี่ย ตอนที่ครูองุ่นยอมแต่งงานกับผู้ชายที่มีสถานะ เพื่อที่จะบอกเราว่า ทำเพื่อดำรงความเป็นครอบครัวของตัวเองเอาไว้ เพื่อใช้หนี้แทนพ่อ หรืออะไรก็ว่าไปเนี่ย มันทำให้เราเห็นว่าเขาก็ไม่ธรรมดานะ เพราะพอเขาเรียนจบปั๊บ เขาก็ต้องแต่งงานกับคนนี้เลย ”
การค้นคว้า สัมภาษณ์และหาข้อมูลต่าง ๆ มิได้ทำให้คุณชมัยภรย่อท้อเลย และยิ่งค้นพบเรื่องราวมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจเพิ่มมากขึ้นด้วย
“แล้วทีนี้ เวลาเราเขียน เราก็ไปค้นคว้าอีกใช่ไหม ไปค้นคว้าอีกก็ไปเจอประวัติของคนที่ (ครูองุ่น) แต่งงานด้วย ก็ดี เป็นผู้ชายที่ดี คุณสมบัติก็ดี เป็นคนดี เสียสละเพื่อคนอื่นเหมือนกัน ก็เลย เอ๊ะ รู้สึกว่า จริง ๆ แล้วชีวิตของครูเขาก็ไม่เลวหรอก แต่ว่าพอเรามาเห็นความจริงจังของครู เราก็มานึกถึงตัวเอง เราทำอะไรจริงจังบ้าง... เรามีความรู้สึก คิด แบบครูบ้างไหม เราก็ตามหลังครูไป เราไม่ได้เป็นลูกศิษย์ครู แต่ว่าเราก็คิดเหมือนลูกศิษย์ ครูทั้งหลาย พวกอกหักทางการเมือง พวกที่อยากทำอะไรให้สังคมแล้วไม่ได้ทำ หรือทำแล้วมีปัญหาอะไรอย่างนี้ เราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ มันเป็นไปในทำนองเดียวกันได้ แต่ว่าครูน่ะ ยิ่งใหญ่มาก”
ความประทับใจสำคัญคือ “การเลือกชีวิต” ของครูองุ่น ผู้หญิงที่สามารถเลือกเส้นทางสะดวกสบายในสังคมได้ แต่กลับเลือกทำงานเพื่อผู้คนและสังคมอย่างเต็มกำลัง
“สาวอักษรนอกคอก” ที่เชื่อมถึงกัน
ทั้งผู้เขียนและตัวละครในหนังสือต่างมีจุดร่วมบางอย่าง อย่างการเป็น “คนนอกกรอบ”
คุณชมัยภรเรียกตัวเองว่า “สาวอักษรนอกคอก” เช่นเดียวกับที่เธอมองครูองุ่น
“ครูเป็นสาวอักษรที่ลุยดินลุยโคลน เราก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน นอกกรอบมาตลอด”

ครูองุ่น มาลิก (พ.ศ. 2460-2533)
ความรู้สึกนี้ทำให้เธอสามารถ “เข้าถึง” ตัวละครได้ แม้ไม่เคยพบกันจริง คุณชมัยภรไม่เพียงเรียบเรียงข้อมูล แต่ “มองเห็นภาพ” และ “เข้าไปอยู่ในจิตใจ” ของครูองุ่นในแต่ละช่วงชีวิต โดยเฉพาะช่วงปัจฉิมของชีวิตครูองุ่น ในขณะที่ข้อมูลบางส่วนเป็นเพียงเหตุการณ์สั้น ๆ เช่น การเจ็บป่วยหรือการนอนโรงพยาบาล คุณชมัยภรกลับขยายให้เห็นถึงความรู้สึกภายใน ความเจ็บปวด ความอดทน และความคิดของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บ
“อาจจะเป็นเพราะว่าคุณสินธุ์สวัสดิ์เขียนบางตอนของครูองุ่นไว้บ้าง คือเวลาเล่า แกจะเล่าเป็นความจริง อย่างเช่นเล่าตอนครูองุ่นไม่สบาย ตอนนอนโรงพยาบาล แต่ก็จะเป็นภาพแค่นี้ใช่ไหมคะ แต่เวลาดิฉันจะเขียนเนี่ย มันก็จะเป็นภาพครูองุ่น ถ้านอนโรงพยาบาลก็จะต้องเข้าไปในใจ ต้องคิดว่า โอ๊ย ทำไมฉันลำบากอย่างนี้ หรือว่าถ้าไปนอนโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัด ก็ต้องเป็นภาพผู้หญิงเดินไปแบบไหน”
ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงท้ายของชีวิต แต่คุณชมัยภรกลับเลือกเป็นฉากปฐมบทของหนังสือ ผ่านความคิดคำนึงของครูองุ่น เป็นภาพออกมาอย่างชัดเจน เหมือนเราได้ไปนั่งอยู่ในห้องที่โรงพยาบาลนั้นด้วย ซึ่งคุณชมัยภรก็ได้ฝากถึงคนที่อยากจะเขียนหนังสือไว้ด้วยว่า
“ก็ถ้าเราอยากจะเขียนหนังสือ หรือเราอยากจะทำอะไรให้ส่องแสงได้เหมือนกับครูองุ่น ก็ให้ลงมือไปเลยนะคะ แล้วก็อ่านคนที่เขาเป็นดาวอยู่ก่อน อ่านเพื่อให้ความเป็นประกายเข้ามาในตัวตนของเรา แล้วเราก็จะเขียนต่อไปได้ เราจะสามารถเป็นดวงดาวได้ค่ะ”

ครูองุ่น มาลิก (ภาพ : มูลนิธิไชยวนา)
ครูองุ่นกับคุณูปการที่ยังส่องแสงมาถึงปัจจุบัน
แม้ว่าครูองุ่น มาลิกจะจากโลกนี้ไปสามสิบกว่าปี ช่วงชีวิตครูผ่านเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองมากมาย หากแต่สิ่งที่ครูองุ่นได้มอบไว้ยังคงส่งผลมาถึงคนรุ่นหลังอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านลูกศิษย์ ผู้คนที่เคยร่วมงาน ผู้ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าของท่าน ตลอดจนผ่านตัวหนังสือที่ยังคงจุดประกายความคิดแก่ผู้อ่านในวันนี้
ครูองุ่นคือ ครู และผู้ให้อย่างแท้จริง ครูสอนให้คนรู้จักคิด รู้จักมองเห็นความทุกข์ของผู้อื่น กล้ายืนอยู่ข้างความถูกต้อง และมีหัวใจที่เปี่ยมเมตตา เพื่อรับใช้สังคม ชีวิตของครูเป็นแรงบันดาลใจให้แก่หนุ่มสาว นักกิจกรรม และคนทำงานเพื่อสังคมจำนวนมาก ที่มองเห็นว่าการใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่นนั้นมีความหมายเพียงใด
“ถ้าคนรุ่นใหม่อยากรู้จักครูองุ่น ต้องรู้ก่อนว่าเราไม่ได้รู้จักตัวแล้วล่ะ แต่ถ้าศึกษาประวัติเนี่ย เราจะพบว่าประโยคที่เขียนเป็นชื่อเล่ม “เหมือนดาวส่องแสงอยู่ทั่วฟากฟ้า” คือบทกวีของครูองุ่น คือวรรคนี้มาจากครูองุ่นเองเลย ซึ่งเขียนเพื่อแสดงความรู้สึกว่า คุณครูน่ะ จุดประกายความรู้สึกดี ๆ ของคนเอาไว้เหมือนดาวที่อยู่ในฟากฟ้า ครูเป็นคนอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากรู้จักครู ครูก็จะมาจุดประกายเรา แต่เมื่อเราไม่ได้รู้จักครู เราก็ต้องให้ตัวอักษรของครูจุดประกายเรา”
หากใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วคงจะไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมหัวใจพองโตอย่างประหลาด และอาจจะมีปาดน้ำตาบ้างเป็นพัก ๆ ครูทำให้คนรุ่นใหม่รู้จักคำว่า การต่อสู้เพื่อมวลชนและการไม่ยอมจำนนต่อชีวิตมีค่ามากแค่ไหน ขอขอบคุณ คุณชมัยภร แสงกระจ่างที่ถ่ายทอดออกมาเป็นสาระนิยาย “เหมือนดาวส่องแสงอยู่ทั่วฟากฟ้า”
แกรก แกรก ฉันเพียรถางแผ่นดิน
ไม้ปลูกนานา เขียวครึ้ม ห้อยย้อยดอกผล
เชิญนกมาร้องเพลง อาหารมีที่โคนหญ้า
เชิญกระรอกมาโลดโจน ความเร็วพาเจ้าข้ามตองสู่พร้าว
กลีบเหลืองดอกขี้เหล็ก ปรายเรียงรายบนแผ่นดิน
มองเหมือนดาว ส่องแสงอยู่ ทั่วฟากฟ้า
นี่หรือคือ อุทยานสวนใจ แห่งแผ่นดิน และดวงดาว มอบให้เธอ
องุ่น มาลิก
ตอนหนึ่งของสาระนิยาย เหมือนดาวส่องแสงอยู่ทั่วฟากฟ้า โดย ชมัยภร แสงกระจ่าง
เกี่ยวกับครู องุ่น มาลิก โดยย่อ
ครูองุ่น มาลิก เกิดเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐ เป็นบุตรีของนางบู่ และรองเสวกเอกพระรุกขชาติบริรักษ์ฯ (ทอง สุวรรณมาลิก) ผู้ดูแลสนามเสือป่าและเขาดินวนา และเป็นช่างสวนหลวงในรัชกาลที่ ๖ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เติบโตในครอบครัวที่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมและความงดงามของธรรมชาติ ซึ่งหล่อหลอมให้ครูองุ่นมีความอ่อนโยนและความใส่ใจต่อผู้คนตั้งแต่วัยเยาว์ ครูองุ่นสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี อักษรศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ และต่อมาศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาตรีครุศาสตรบัณฑิต ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ รวมทั้งปริญญาโทด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ วิทยาเขตเออร์บานา ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘
ตลอดชีวิตการทำงาน ครูองุ่นมีบทบาทอย่างกว้างขวาง ทั้งในแวดวงการศึกษา สื่อสารมวลชน และงานเพื่อสังคม เคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในหลายสถาบัน เช่น โรงเรียนเขมะสิริ โรงเรียนสุกิจวิทยาลัย และโรงเรียนวัดธาตุทอง เป็นผู้สื่อข่าวและนักเขียนของหนังสือพิมพ์ สยามนิกร และรองบรรณาธิการนิตยสาร ดรุณสาร ก่อนจะก้าวสู่การเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านทางความคิดและการเมือง
ครูองุ่นเป็นครูที่มิได้เพียงถ่ายทอดความรู้ในห้องเรียน หากยังเป็นที่ปรึกษาและแรงบันดาลใจให้กับคนหนุ่มสาวจำนวนมาก โดยเฉพาะในยุคที่ขบวนการนักศึกษาและประชาชนเติบโต ท่านยืนหยัดเคียงข้างผู้คนที่ได้รับความเดือดร้อน สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม และช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง จนบ้านของท่านในซอยทองหล่อกลายเป็นทั้งพื้นที่พักพิง พื้นที่เรียนรู้ และพื้นที่สร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคม
บ้านของครูองุ่นยังเคยเป็นสถานที่ตั้งของคลินิกรักษาผู้มีรายได้น้อย เป็นสำนักงานของมูลนิธิไชยวนา และเป็นศูนย์กลางของการทำงานเพื่อเด็ก เยาวชน และนักกิจกรรมทางสังคม ครูองุ่นยังใช้เวลาส่วนตัวเย็บหุ่นเชิดมือด้วยตนเอง เพื่อมอบให้เด็ก ๆ ใช้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้และสร้างความสุขแก่เยาวชนทั้งในเมืองและชนบท หุ่นเหล่านี้ได้เดินทางไปสร้างรอยยิ้มให้กับเด็ก ๆ ทั่วประเทศและแม้กระทั่งต่างประเทศ
ด้วยความศรัทธาอย่างลึกซึ้งในอุดมการณ์ประชาธิปไตยและสันติธรรมของปรีดี พนมยงค์ ครูองุ่นได้ตัดสินใจมอบที่ดินเนื้อที่ ๓๗๑ ตารางวาในซอยทองหล่อให้แก่มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๖ เพื่อก่อสร้างสถาบันปรีดี พนมยงค์ ให้เป็นพื้นที่เผยแพร่ความคิดอุดมการณ์และสร้างประโยชน์แก่สังคมไทย
ในบั้นปลายชีวิต แม้ต้องเผชิญกับโรคภัย ครูองุ่นยังคงทำงานเพื่อสังคมอย่างไม่หยุดยั้ง ก่อนจะถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๓ ทิ้งไว้ซึ่งแบบอย่างของชีวิตที่เรียบง่าย เสียสละ และยืนหยัดเพื่อความเป็นธรรม
ปัจจุบัน พื้นที่บ้านและสวนของครูองุ่นได้รับการสืบสานเป็น “สวนครูองุ่น” ภายใต้มูลนิธิไชยวนา ตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ ๓ ถนนสุขุมวิท ๕๕ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร พื้นที่แห่งนี้ยังคงทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะกลางเมืองสำหรับกิจกรรมสร้างสรรค์ งานอาสาสมัคร และการเรียนรู้เพื่อสังคม อันเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ของครูองุ่นให้ดำรงอยู่ต่อเนื่อง
เชิงอรรถ
- ชมัยภร แสงกระจ่าง. สัมภาษณ์เรื่อง “แรงบันดาลใจของนักเขียน สาระนิยาย เหมือนแสงดาวส่องแสงอยู่ทั่วฟากฟ้า”. สัมภาษณ์โดยผู้เรียบเรียง, 13 มีนาคม 2569.
- ชมัยภร แสงกระจ่าง. เหมือนดาวส่องแสงอยู่ทั่วฟากฟ้า. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์คมบาง; 2566.
- มูลนิธิไชยวนา, สินธ์ุสวัสดิ์ ยอดบางเตย. ข้อมูลเกี่ยวกับครูองุ่น (การสื่อสารส่วนบุคคลทางอีเมล). 2569.
